ถาม:  จริง ๆ แล้วตัวเองมีความปรารถนาไม่อยากยุ่งกับ ลาภ-ยศ ในโลก แต่ว่าทำไมช่วงหลังมันวิ่งเข้ามา จนบางครั้งมันกินเวลาเราค่อนข้างจะมาก จนกระทั่งไม่มีเวลาไปศึกษาตัวเอง ?
      ตอบ :  ก็รับเอาไว้เฉย ๆ แล้วอย่าไปฟุ้งซ่านตามมันนะ ได้ลาภ-ได้ยศ อย่าไปยินดีกับมัน รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย ในที่สุดก็พลัดพรากจากกันไป เสื่อมลาภ-เสื่อมยศ ก็อย่าไปเสียใจกับมัน เห็นว่าปกติของโลกมันเป็นอย่างนั้น คือสติต้องเท่าทัน รับรู้ไว้เฉย ๆ มันไม่เป็นอันตรายกับเรา แต่ถ้ารู้แล้วไปหลงยึดติด มันจะเป็นอันตรายกับเรา ของแบบนี้ถ้าเคยทำบุญไว้ถึงเวลามันจะมา มันมาเรารับรู้เฉย ๆ อย่าไปวุ่นวายกับมัน อย่าไปปฏิเสธมัน
      ถาม :  ตอนนั้นเราสงบจิต สงบใจ แต่ตอนนั้นเหมือนอยู่ในป่า แต่ตอนนี้พอมาอยู่ในเมือง สิ่งที่เราทำมาบางครั้งเราก็หลงลืม ก็หลุดไปเยอะมาก อารมณ์ร้อนขึ้น พักนี้รู้สึกหนักใจตัวเอง เอ๊ะ! เราจะเสื่อม จะแย่ลงหรือ ?
      ตอบ :  อันนั้นแหละเราจะได้รู้ไว้ว่า ที่เราทำจริง ๆ มันยังไม่พอนะจ้ะ นักปฏิบัติจำนวนมากพอหลีกเร้นห่างผู้คน อยู่ในที่สงัด ทำได้ดี แต่พอต้องชนกับผู้คน สิ่งรอบข้างที่วุ่นวาย เราก็พัง จะได้เห็นว่าเรายังทำไม่พอ ต้องทำให้มากกว่านี้ ช่วงนี้เป็นเวลาฝึกฝนตัวที่ดีที่สุดของเรา เราอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความสอดส่ายวุ่นวาย เราสงบได้ไหม ? ถ้าอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมแบบนี้ เราสงบได้ ถ้าเราชนะได้ จะชนะตลอด ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่เราชนะ แต่พอมาเจอกระทบแล้วมันพัง ถือว่าเป็นสิ่งที่ทดสอบเราได้ดีที่สุด
              จำไว้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการทดสอบ เรียนรู้แล้วต้องสอบ ถ้าไม่สอบจะไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้แค่ไหน เพราะฉะนั้นทุกอย่างตอนนี้กำลังสอบเรา แล้วการทดสอบนี่บางทีมันโหดร้าย ลักษณะที่ว่าถ้าเราจะผ่านไปสู่ความบริสุทธิ์สิ้นเชิงจริง ๆ ก็ต้องผ่านการเคี่ยวกรำกันขนาดนหนักเหมือนกับการหลอมโลหะ ต้องเป่ากันจนละลายไปเลย จะต้องทุบ จะต้องตีจะต้องรีด จะต้องขัด จะต้องชุบกันอุตลุด ถ้าลักษณะอย่างนั้นให้เข้าใจว่าเป็นการทดสอบ อะไรที่ได้มาลำบากสิ่งนั้นจะมีค่ามหาศาล ถ้าหากว่าเราทำสำเร็จจะเป็นความภาคภูมิใจไปชั่วชีวิต ขอให้มีความอดทน มีความพยายามจริง ๆ
      ถาม :  ตัวเองแย่ลงไปด้วย เราเสื่อมลงไป สงสัยจะสอบตกหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ตัวเราถ้ายังรู้อยู่ ไม่เป็นไรจ้ะ เพียงแต่ว่ารู้แล้วให้รีบละในสิ่งที่มันรุงรังรอบข้างเสีย อะไรที่เป็น รัก โลภ โกรธ หลง เป็นนิวรณ์ ก็พยายามละมันเสี สร้างสิ่งดี ๆขึ้นในใจของเรา ทำจิต ทำใจให้เราสงบให้ได้ในแต่ละวัน เวลาเช้าสำคัญที่สุดต้องรักษาอารมณ์จิตให้ทรงตัว มั่นคง ถ้าทำได้ จะเป็นเครื่องอาศัยไปได้ทั้งวัน
      ถาม :  ตอนนี้ถ้าเราคิดว่าเราได้มโนมยิทธิ เราคิดว่าเราได้อย่างที่อาจารย์เคยแนะนำไปเดือนก่อนโน้น ให้มองตัวเองก่อน เรารู้เลยว่าจิตใจเราไม่ดี หรือบางทีเราก็ปลอดโปร่ง บางทีก็มืด
              สมัยก่อนหน้านี้ไม่มีใครพูดด้วย อยากจะคุยกับพระจริง ๆ บางทีต้องไปหาท่านซึ่งไกลบ้าน บังเอิญมีอาจารย์ ถ้าเกิดผมเข้าไปที่ซอยสายลม ไม่รู้จักใครโดยเฉพาะโดยตรง บางทีเขาก็ไม่อยากจะคุยด้วย ก็เลยมานั่งคิด ก็ดีนะอย่างน้อยมาเจออาจารย์ที่่นี่ ก็ขอคำแนะนำ พูดทีหนึ่งก็กลับไปได้ทีหนึ่ง ก็เลยต้องมาให้อาจารย์ช่วยแนะนำ แล้วกลับไปคิดต่อ ก็เลยได้ ช่วงนี้รู้สึกจะมืดอีกแล้ว ?
      ตอบ :  เรื่องที่ว่ามืด ไม่มืดนี่ มันเป็นสภาพจิตของเรา ถ้าจิตของเราวุ่นวายไปกับ รัก โลภ โกรธ หลง มันก็จะมืดจะมัวเป็นปกติ แต่ว่าเราต้องมีกรอบของเรา กรอบของเราคือศีล ไม่ว่ามันจะมืด จะมัว จะตกต่ำขนาดไหนก็ตาม ศีลอย่าบกพร่องเป็นอันขาด อันี้เป็นกติกาตายตัวเลย เพราะถ้าหากว่า สามารถควบคุมศีลไม่ให้บกพร่องได้ ทุกสิกขาบทบริสุทธิ์ ก็อย่ายุให้คนอื่นเขาละเมิดศีล แล้วถ้าหากว่าเราบริสุทธิ์เองไม่ยุคนอื่นทำ เห็นคนอื่นทำก็อย่าไปยินดี แล้วที่สำคัญคือ อย่าทิ้งลมหายใจเข้า...ออก ต้องรู้ตัวอยู่เสมอ กำหนดการภาวนาอยู่เสมอ ถ้าทำอย่างนี้ได้จิตจะแจ่มใสเป็นปกติ เสร็จแล้วการรู้เห็นต่าง ๆ ก็จะง่าย โดยเฉพาะถ้าเราฝึกมโนมยิทธิ ภาพพระทิ้งไม่ได้ อย่างไร ๆ ก็นึกถึงเสมอ ๆ ไว้นี่แหละ ถึงเวลานึกถึงพระพุทธเจ้าก็ประทับอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้าของเรา สว่างสดใสเป็นปกติอย่างนี้ อยากรู้อยากเห็นเรื่องอะไร แค่นึกถึงท่านก็ใช้ได้แล้ว คำตอบจะมาเดี๋ยวนั้น การรู้เห็นจะมาเดี๋ยวนั้นเลย
      ถาม :  ตอนนี้เกิดการสับสนว่า ตอนนี้เราได้จริงหรือไม่ได้จริง ก็เลยจะกลับมาฝึกกสิณ พอดีไปรู้จักอาจารย์ที่เป็นฆราวาส เขาเคยบวชเป็นพระแล้วเขาสึกออกมา เขาก็ศึกษาทางด้านกสิณ เขาทำกสิณที่เป็ฯพลาสติก ทำเป็นรูปขึ้นมาแล้วก็ตั้ง ซึ่งเขาเอาถวายวัดหลายวัดแล้ว เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ทำเป็นเหมือนกับตาลปัตร มี ๔ สี ส่วนใหญ่เขาจะขายสีแดงมากที่สุด แล้วก็ให้จ้อง ใช้เวลาวันหนึ่ง ๑๐ นาที แฟนไม่เคยได้มโนมยิทธิ แต่เราลองจ้องดู ตอนนั้นเอามาทดลองที่บ้าน ให้จ้องสัก ๑-๒ นาที แล้วก็ปิด เดินเข้าไปเห็นภาพที่เป็นประกายแสงออกมาจากวงกลมแล้วมันก็หายไป ตอนนั้นผมคิดว่าได้มโนมยิทธิ ผมก็เลยบอกว่า ผมไม่จำเป็นต้องมองนี่หรอก อยากจะให้มีแดงตรงไหน มันไม่ได้แดงนะ มันขึ้นเป็นวงกลมตรงไหน ก็นึกขึ้นมาเป็นวงกลม ตอนหลังมานั่งนึกดู ผมมองเข้าไปก็ขยาย ๆ ใหญ่เลย ตอนนี้ขยายไม่หยุด อันนี้คือเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เราอยากไปฝึกอย่างนั้นใหม่ เนื่องจากว่าลูกสาวนี่แรก ๆ ก็ไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียนหนังสือ ตัวนี้นี่เขาบอกเลยว่าสามารถที่จะให้เด็ก ๆ มองแล้วสามารถนั่งสมาธิได้
              ก็เลยเล่าให้ฟังว่าจะกลับไปทำอันนั้นดีไหม ปรากฏว่าหาหนังสือที่ซื้อมาพร้อมกับอันนี้ เขามีให้เล่มเล็ก ๆ บาง ๆ แต่ว่าจริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนั้นนี่จะต้องมีครูอีกทีหนึ่ง ก็เลยเล่าให้อาจารย์ฟังว่ามีตัวฝึกกสิณ แล้วเขาก็บอกอีกว่ากสิณ ๑๐ แต่ละอย่างเขียนอยู่ วิธีการเฉพาะ โดยเฉพาะต้องเจาะรู จะต้องเอาดินอะไรพวกนี้มาทำ ไม่ทราบว่าอาจารย์เคยอ่านหนังสือเรื่อง "ทิพยอำนาจ" ของพระอริยคุณาธาร ตอนแรก ๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอหนังสือเล่มนี้ พออ่านแล้วก็มาเช็ค ก็ตรงกันหมด เลยเล่าให้อาจารย์ฟัง และตอนหลัง ๆ ช่วงนี้ที่บอกอาจารย์ว่ามันคล้าย ๆ กับว่าเหมือนไม่สบายใจ ?
      ตอบ :  ก็ถ้าหากสว่าจะไปเริ่มที่กสิณใหม่ เราต้องดูว่ากสิณแต่ละกองมีผลอย่างไร ? แต่ของเขาเน้นกสิณสีใช่ไหม ? กสิณสีมีผลพิเศษก็คือ ช่วยลดตัวโทสะจริตของเราลงได้ แต่อานุภาพพิเศษของกสิณ อย่างเช่น กสิณสีแดง เถ้าเราต้องการให้สีอื่นเปลี่ยนเป็นสีแดง นึกถึงอะไรมันจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ถ้าหากว่าสีเหลือง เราสามารถทำของปกติที่ไม่ใช่ทองให้เป็นทองได้ ถ้าหากว่าสีเขียว ในที่สว่างเราสามารถทำให้มืดได้ สามารถทำให้ตัวเราหายไปไม่ให้คนอื่นเห็นได้ ถ้าหากว่าเป็นสีขาว จะได้ทิพจักขุญาณง่าย สามารถทำทิพจักขุญาณได้
              เพราะฉะนั้นของเรานี่เราต้องเลือก ของเราต้องการความชัดเจนของมโนมยิทธิ เราก็เน้นสีขาว แต่อย่าลืมว่าคนได้มโนมยิทธิต้องได้กสิณมาแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างที่โยมบอกว่า ตัวเองกับแฟน พอจ้องนึกให้มันอยู่ตรงไหนก็ได้ ขยายให้สว่างขึ้นก็ได้ ใหญ่ก็ได้ ก็คือพื้นฐานเก่ามันเป็นกสิณแล้ว ถ้าเราไปจับมันจะได้ง่ายกว่าคนอื่นเขา กสิณเป็นของหยาบ เพราะมีวัตถุเป็นเครื่องช่วย ถึงเวลาเราจะจับ เราจะภาวนาก็ง่าย แต่การจับภาพกสิณ ไม่ใช่ไปนั่งจ้อง เขาให้ลืมตามอง แล้วก็หลับตานึกถึง พอมันหายไปก็ลืมตามองใหม่ แค่นี้เอง อย่าไปนั่งจ้องมัน ถ้าไปนั่งจ้องผิดวิธี ทำอย่างนี้เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนครั้ง จนกระทั่งประเภทที่เรียกว่า หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น เวลาหลับหรือตื่นก็เห็นอยู่ตลอด เวลาที่เรานั่งทำ อาจจะ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง แต่พอเลิกทำนี่ทิ้งไม่ได้ ต้องแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งนึกถึงภาพกสิณอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ทิ้งเลย
              อย่างเช่นว่าของเราเองกำหนดรู้สึกสัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ นึกถึงภาพพระอยู่ตลอด อย่างนี้ ลักษณะของภาพกสิณนึกถึงอย่างนั้น ทิ้งไม่ได้ พอนึกไปเรื่อย ๆ ๆ โดยไม่ทิ้ง ถึงเวลาแล้วภาพมันจะค่อยเปลี่ยนไปเรื่อย แต่ว่าของเพวกเรานี่มันจะเปลี่ยนแบบกระโดดข้ามขั้นเลย เพราะพื้นฐานเก่ามี มันจะเป็นสีขาวเจิดจ้าไปเลย ใหญ่ได้เล็กได้เลยก็ได้ แต่ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยมาก่อน อย่างของสีแดงนี่มันก็จางลง ๆ เป็นสีเหลืองอ่อน เป็นสีขาว เป็นสีขาวใส เป็นสีขาวใสเหมือนกับกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์อะไรอย่างนี้ มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละขั้น แต่สำหรับของพวกเรานี่มันก้าวข้ามขั้นนั้นมาแล้ว บางทีเราจับมัน มันไม่แดงแล้ว มันกลายเป็นแก้วใสไปเลยก็มี
              เพราะฉะนั้นของพวกเราจะได้เร็วกว่าเขา ได้ง่ายกว่าเขา คนที่เคยได้มาก่อนมันจะเร็ว พอมองปุ๊บก็จะเป็นวงกสิณแดงอยู่เหมือนเดิม พอลืมตาขึ้นก็เห็น หลับตาลงก็เห็นเป็นปกติ ไปไหนก็ต้องนึกถึงเป็นปกติ เรื่องของกสิณนี่มันมีอำนาจมาก ทำโน่นทำนี่ได้
              คราวนี้คนเราส่วนใหญ่จะไปเพลินสนุกอยู่กับมัน ไม่ได้ปรับเพื่อเข้ามาในทางโลกุตตระ ก็คือว่าไม่ได้เอาวิปัสสนาญาณเข้าช่วย อย่างเก่งถ้าตายก็แค่พรหมเท่านั้น ดังนั้นของพวกเราปรารถนาพระนิพพานก็ต้องเห็นเลยว่า กสิณก็มีธรรมชาติไม่เที่ยงเป็นปกติ แรก ๆ ก็สีแดง มันก็แดง สักพักมันก็เหลือง แล้วตอนนี้มันขาวแล้ว มันก็ใสแล้ว ถ้าเราไปยึดถือมั่นหมาย อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มันก็ทุกข์ ตอนนี้เรานั่งปฏิบัติอยู่เราก็ทุกข์ อย่างนี้ ถ้าหากว่าถึงเวลาแล้วตัวเราก็ตาย กสิณก็ดำรงทรงอยู่ไม่ได้ ถึงเวลาก็สลายไป พังไปเหมือนกัน ถ้าหากว่าเห็นเป็นธรรมดาอย่างนี้ ก็ถามตัวเองว่าตายแล้วเราควรจะไปไหน ? จะไปนิพพานหรือจะไปไหน ? เสร็จแล้วก็เอาจิตสุดท้ายเกาะสถานที่ที่เราต้องการเอาไว้ให้ดี
      ถาม :  มีเรื่องเล่าครับ ก็ถามเขาว่าทำไมเขาทำแต่สีแดง เขาบอกว่าเขาทำให้ถูกจริตของคน ถ้าสีแดงนี่มันถูกจริตและง่าย เขาก็ทำแต่สีแดง ส่วนสีเขียว สีเหลือง สีขาว เขาก็มี แต่ขายไม่ดี ไม่มีใครซื้อ เขาก็เลยเอาสีแดงก็แล้วกัน เขาบอกว่าสีแดงนี่คนจะติดตาได้ง่ายกว่า
      ตอบ :  อันนี้ สมัยนี้นะสิ ของอาตมาเริ่มเมื่อ ๒๘ปี ขึ้นปีที่ ๒๙ แล้วตอนนั้นพวกวัสดุอะไรมันไม่แพร่หลาย ไม่ไฮเทคแบบสมัยนี้ ของเราใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ธรรมดานี่แหละ แต่เอาสีพ่นเป็นสีขาว เป็นสีเขียว เป็นสีเหลือง เป็นสีแดง และเอาจานครอบลงไป ใช้มีดกรีดเลย แล้วเอาไปแปะข้างฝา ถึงเวลาไปไหนก็ต้องเจอ หันซ้ายเจอ หันขวาเจอ ขนาดนอนยังแปะหลังคามุ้งเลย
      ถาม :  คนนี้เขาบอกว่าเขาลองมาตั้งนาน คิดกว่าจะไปเจอว่าต้องทำอย่างนี้แล้วก็พยายามจะเข้าไปพูดกับโรงเรียนที่สอน มีพระครับ ไม่เชื่อ เขานำไปถวายให้กับโรงเรียนและพระด้วย ให้ฝึก ก็มีคนลอง แรก ๆ ก็ไม่เชื่อแค่นี้จะทำได้หรือ ?
      ตอบ :  คนเราไม่เชื่อนี่ถือว่ามีปัญญา แต่ว่าไม่เชื่อแล้วไม่ลองเลยถือว่าปัญญาน้อย เพราะฉะนั้นถ้าไม่เชื่อแล้วลอง ใช้ได้เลยจ้ะคนประเภทนี้อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาทำไปนี่ กำลังใจของเจาประเภทไม่เชื่อ แต่ปัญญามากนี่ ทำอะไรเขาได้ง่าย ได้ง่ายคือถึงเวลาแล้วคนประเภทนี้ถ้าเชื่อนี่ เชื่อยิ่งกว่าเราอีก คราวนี้ด่าไม่ไป ไล่ไม่หนีเลย เพราะเขาทำได้ผลเสียแล้ว
      ถาม :  แนวทางการฝึกกสิณ จริง ๆ สมัยนี้นี่หาคนที่จะสอนน้อยลงไป ?
      ตอบ :  มีน้อยลงไปเรื่อย เพราะการฝึกกสิณนั้น จริง ๆ แล้วถ้าได้กองหนึ่ง อีก ๓๙ กอง มันก็ง่าย คือกรรมฐานกองอื่นรวมทั้งกสิณอีก ๙ กอง มันกำลังเท่ากันหมด เพียงแต่ว่าสำคัญตรงที่เราเปลี่ยนกองกรรมฐาน แค่นั้นเอง ถ้าได้หนึ่งกอง พูดง่าย ๆ ว่าไม่กี่วันก็หมดแล้ว อย่างชนิดที่ว่าอย่างช้า ๆ ก็ไม่น่าจะเกินครึ่งเดืออน ทีนี้สำคัญอยู่ตรงที่ว่าคนเราทำกองแรกแล้ว เขาท้อเสียก่อน พอท้อเสียก่อน เขาไม่มีอารมณ์จะไปทำต่อ เพราะเห็นว่าเป็นของยาก
              แต่จริงๆ สำหรับอาตมาแล้วในกรรมฐาน ๔๐ กอง ที่เคยปล้ำมา อรูปฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ ยากที่สุด อรูปฌาน ๔ เป็นอารมณ์ที่เราไม่คุ้นเคยกับมัน ส่วนพรหมวิหาร ๔ มันไม่ใช่ของที่จับต้องได้ มันต้องเป็นอารมณ์จิตที่แท้จริงขจองเราเลย โอ้โห! ว่ากันชนิดเหงือกแห้งเลย
      ถาม :  ทุกวันนี้ที่หลวงพ่อท่านสอนไว้แค่คำว่า "เมตตา" คำเดียว ทุกวันนี้ต้องมานั่งนึกทุกวัน ให้มีตัวนี้ขึ้นมาทุกวัน ถ้ามันไม่มีทุกวันอันอื่นก็ไม่ได้ ติดแค่ตัวแรกตัวเดียว ?
      ตอบ :  อาตมาสมัยบวชใหม่ ๆ เดินบิณฑบาต เดินอะไรอย่างนี้ ได้ยินเสียงรถวิ่งปรี๊ดมา เออ! ดีจริงหนอ เขาทำบุญเอาไว้ดี มาชีวิตนี้เขามีรถใช้สะดวกสบาย แทนที่จะไปอิจฉาเขา อะไรเขา มันก็พลอยยินดีไปด้วย
      ถาม :  .....(ฟังไม่ชัด)....?
      ตอบ :  ลักษณะนั้นก็คือ เวลาท่านบรรลุธรรมแล้ว เทวดา พรหม ท่านจะโมทนาด้วย ทีนี้ลักษณะการสาธุการของท่าน อาการแสดงออกก็คือที่ทั่ว ๆ ไปเห็น เป็นแผ่นดินไหว จำนวนท่านมากมายมหาศาลขนาดนั้น
      ถาม :  ไม่ใช่กำลังของพระอริยเจ้าหรือครับ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ คือลักษณะที่พระท่านบรรลุแล้ว เทวดา พรหม ท่านโมทนาด้วย ใช้คำว่า สังกัมปิ สัมปะกัมปิ คือกัมปนาทหวั่นไหวไปหมด แล้วท่านใช้คำว่า อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง เกิดอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
      ถาม :  ....................?
      ตอบ :  อย่าลืมว่าเรื่องของความผูกพันกัน เกิดจากบุญจากกรรมที่สร้างมา หลวงปู่บุดดาท่านเคยเล่าให้ฟังเรื่องที่ท่านไปจีบสาว พอผู้หญิงเห็นหน้าปั๊บบอกว่า "ชาติก่อนทรมานเขาจนตาย แล้วชาตินี้จะมาจีบทำไม ?" พอท่านได้ยินปุ๊บ ท่านก็ระลึกชาติได้เดี๋ยวนั้นเหมือนกัน เห็นว่าชาตินั้นท่านเป็นสมภารกำลังไม่สบายอยู่ แล้วหมาย่องขึ้นมาบนกุฏิ จะมากินข้าวกินอะไรที่ท่านปล่อยไว้อยู่ ก็บอกลูกศิษย์ให้ไล่มันไป ไอ้ลูกศิษย์ไล่ไปแล้วมันก็ย่องเข้ามาอีก ก็ไปผูกมันไว้กับรั้ว แล้วสมภารดันตาย พอสมภารตายปุ๊บ คนก็มายุ่งกับงานศพลืมหมาไปเลย กว่าจะจัดงานศพเสร็จ หมาก็ตายด้วย
              คราวนี้หมาตายดันเกิดเป็นสาวซะสวยเช้ง ส่วนสมภารตายมาเกิดเป็นหลวงปู่ พอประเภทรุ่นหนุ่มไปเจอเข้าก็ถูกใจ ไปจีบเขา ที่ไหนได้ผู้หญิงดันระลึกชาติได้เลยว่าด่าเอา ว่าชาติก่อนทรมานมันจนอดตายคารั้วเลย แล้วชาตินี้มาจีบทำไม ? หลวงปู่พอเห็นปั๊บท่านก็สลดใจ นี่กูจะเอาหมาเป็นเมียเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลิกสนใจเรื่องผู้หญิงไปเลย
      ถาม :  ผมว่าอารมณ์ถึงครับ ถ้าอารมณ์ไม่ถึงผมว่าชาติที่แล้วเป็นหมา ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ชาตินี้เป็นผู้หญิงก็คนละชาติกัน ?
      ตอบ :  เรื่องนี้ไม่ใช่ คล้าย ๆ กับว่าของท่านเองท่านบำเพ็ญมาเยอะ พอกระทบปุ๊บเกิดการสลดใจทันทีเลย อันนี้เขาเรียกว่า "ธรรมสังเวช" เกิดขึ้นทันที แบบเดียวกับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบท่านบิณฑบาตในบ้านชาวนา มีแม่ไก่ตัวหนึ่งวิ่งตามมาจิกจีวร ดึงเอาไว้ไม่ให้ท่านไป ไอ้คนก็ไล่กันอุตลุด เพราะเห็นเป็นไก่ตัวเมีย เพราะว่าพระต่อให้เป็นสัตว์ตัวเมีย ถ้าหากว่าเราไปจับสัตว์ตัวเมียก็ปรับอาบัติใช่ไหม
              คราวนี้ท่านอยากรู้ว่าทำไมไก่ตัวนี้ถึงมาจิกจีวรท่าน พอนึกภาพปุ๊บ เห็นว่ามันเคยเป็นเมียมาเจ็ดชาติ ในสมัยที่เกิดเป็นไก่อยู่ด้วยกัน หลวงปู่ท่านเป็นพ่อไก่ และไอ้นี่ก็เป็นแม่ไก่ จนกระทั่งหลวงปู่มาเป็นพระชาตินี้ มันก็ยังเป็นแม่ไก่อยู่ แสดงว่าจิตของเขามืดมัวมากเลยนะ ไม่ยอมเปลี่ยนชาติเปลี่ยนภพ ยังคงความเป็นเดรัจฉานอยู่ จนกระทั่งมาชาตินี้มันเห็นปุ๊บก็จำได้ เพราะว่าตามมาจิกจีวรดึงเอาไว้ จะไม่ให้ไปอย่างนี้ นั่นแหละพอท่านเห็นท่านก็สลดใจ โอ้โฮ...การเวียนตายเวียนเกิดขนาดนี้เลย แล้วลูกศิษย์ก็ถามหลวงปู่ว่า "แล้วทำไมตอนนั้นถึงได้เกิดเป็นไก่ เป็นแล้วเป็นอีกขึ้นมา ?" ท่านว่า "ตอนนั้นก็เห็นมันสวยเหมือนกัน" (หัวเราะ) แสดงว่าจิตยังหยาบอยู่ก็ยังติดอยู่ตรงจุดนั้น
      ถาม :  ยาก ต้องค่อย ๆ บอกตัวเองไปเรื่อย ๆ ผมอ่านหนังสือถามตอบปัญหา รอบแรกอ่านไม่เห็นสนุกเลย พอมาอ่านรอบหลังมันขึ้นเยอะเลย
      ตอบ :  ถ้าเราเข้าใจธรรมะมากขึ้นจะสนุก เพราะว่าลีลาการถามปัญหา พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ ๔ ประการ จะมี
              ๑. เอกังสพยากรณ์ ถามแล้วตอบเลย ถามมาตอบตรง
              ๒. วิภัชชพยากรณ์ แยกปัญหาเป็นส่วน ๆ ตอบทีละส่วน
              ๓. ปฏิปุจฉาพยากรณ์ ตอบด้วยการย้อนถาม ลักษณะของพระยามิลินท์ โดนพระนาคเสนถามกลับหลายครั้งนั่นแหละ
              ๔. ฐาปนียพยากรณ์ ตอบไปไม่มีประโยชน์ ก็เลยไม่ตอบ
      ถาม :  ผมว่าท่านศึกษาสุด ๆ ศึกษาจนแบบรู้ว่าต้องเอาอะไรมาถาม
      ตอบ :  โอ้โฮ...สุดยอดจริง ๆ เลย ไม่มีใครสามารถถามพระอรหันต์หนีเข้าป่าได้เยอะเท่ากับท่าน คือถ้าหากว่าไม่ใช่คู่ปรับกันจริง ๆ เขาจะไม่ยุ่งเลย ลักษณะท่านถามเหมือนกับถามชวนตี บางครั้งพออ่าน ๆ ไปถึงแล้วเกิดความรู้สึกเลยว่า การเสียสละของพระโพธิสัตว์ยิ่งใหญ่จริง ๆ แล้วบุคคลที่เกิดมาร่วมบุญก็ยิ่งใหญ่จริง ๆ อย่างที่ท่านบอกว่า "ขอให้ลูกช่วยสละตนเป็นสำเภาทอง ส่งพ่อให้ถึงฝั่งด้วย" ถ้าหากว่าเราเป็นเด็กขนาดนั้น เราคงคิดไม่เป็น แต่ว่าของท่านอธิษฐานกันมาอย่างนั้นเลยเข้าใจ แล้วไม่โกรธพ่อด้วย ขอโมทนาด้วย
      ถาม :  แล้วทำไมไม่มากันสองคน
      ตอบ :  ชาติสุดท้ายชาลีมมาเป็นพระราหุลอย่างไร กัณหามาเป็นพระนางอุบลวรรณาเถรี ก็เป็นพระอรหันต์ทั้งคู่
      ถาม :  ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองในการปฏิบัติ จะไม่มีกำลังใจที่จะมั่นคง ?
      ตอบ :  จริง ๆ แล้วการปฏิบัติทุกอย่างสำคัญตรงตัวตั้งใจ พอตั้งใจเสร็จเล็งเป้าหมายเสร็จ คราวนี้ต้องพากเพียรทำไปให้ถึง
      ถาม :  ความรู้สึกไม่เกิดเลยครับ เวลานั่งสมาธิก็แป๊บเดียว หลังเมื่อย เอนหลัง ง่วง ฟังเสียงหลวงพ่อเดี๋ยวก็ได้ยิน สักพักเสียงหลวงพ่ออยู่ไหนก็ไม่รู้ หายวูบเข้าไปเลย
      ตอบ :  (หัวเราะ) แสดงว่ายังกลัวนรกไม่จริง ถ้ากลัวนรกจริง มันตะกายหนีกันสุดชีวิตแล้ว
      ถาม :  มีวิธีแก้การง่วงนอนไหมคะ ?
      ตอบ :  อ๋อ...พระพุทธเจ้าบอกไว้เยอะจ้ะ ในลักษณะของการออกำลังอย่างประเภทจ้องดาว บิดคออะไรอย่างนี้ คือเปลี่ยนอิริยาบถใช่ไหม ยอนหู ถูตัว คือใช้ไม้ปั่นหูอย่างนั้นแหละ หรือไม่ก็ลูบเนื้อลูบตัวเพื่อให้ตาสว่าง เอาน้ำล้างหน้า เดินจงกรม กำหนดแสงสว่าง สวดท่องสาธยายมนต์ดัง ๆ อย่างเช่นว่า เราสวดมนต์ทำวัตรอะไรอย่างนี้ แล้วถ้าบ้อท่าจริง ๆ ให้นอนซะ คือร่างกายไม่ไหวแล้ว
      ถาม :  เวลาเรานั่งสมาธิ ถ้าเรากระดุกกระดิกปั๊บ แปลว่าสมาธิเราหลุดไปแล้วใช่ไหม
      ตอบ :  ไม่แน่ เราจะขยับเราจะอะไรให้กำหนดใจให้มั่นคง มั่นใจว่าสมาธิไม่เคลื่อนแน่ ก็ขยับ แต่ถ้าคนเขาคล่องตัวมาก ๆ เขาไม่ต้องเสียเวลากำหนดหรอก ใจทรงตัวอยู่แล้วก็ขยับได้เลย ยังต่อเนื่องเป็นปกติอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่มั่นคง เราก็ค่อย ๆ ขยับอย่าให้หลุด
      ถาม :  อ๋อ..ผมเข้าใจแล้ว เหมือนตอนผมขับรถ ขับรถก็อย่างเก่า แต่รู้สึกเลยว่าตอนนั้นอารมณ์สูงสุด ไม่รู้ว่าทำไมอ่านหนังสือของหลวงปู่แล้วรู้สึกดีขึ้นมากเลย ไม่ต้องไปกำหนดว่าจิตต้องสงบ แต่ค่อย ๆ ดูไป ถ้าจะสงบก็เรื่องของจิต เพราะจิตไม่สงบอยู่แล้ว แต่มีหน้าที่ดูว่า จิตไม่สงบหรือสงบอย่างไร
      ตอบ :  ตัวนั้นแหละตัวอุเบกขา ส่วนใหญ่เวลาเราทำแล้วอยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากให้สงบ อยากให้เป็นฌาน ตัวอยากเป็นตัวฟุ้งซ่าน ของเรา ๆ มีหน้าที่ทำ จะเป็นอย่างไรเรื่องของมัน พักเดียวมันก็ลง
      ถาม :  ...............?
      ตอบ :  เข้าใจคำว่า "เพียงตา" ไหม คือแค่ลูกตา "ศาลพระภูมิ" คือศาลเพียงตา เวลาเราไปยืนจะอยู่ระดับสายตาของเราพอดี แต่ว่าศาล ๔ เสา จริง ๆ แล้วเป็นศาลของอากาศเทวดา คือเจ้านายของพระภูมิอีกทีหนึ่ง ศาล ๔ เสา ๖ เสา ๘ เสาอะไรก็แล้วแต่
              มาสมัยหลัง ๆ เขาดันไปตั้งให้ผีบ้านผีเรือนอะไรอย่างนี้ จริง ๆไม่ใช่ เรื่องของผู้ดูแลรักษาจริง ๆ คือพระภูมิเจ้าที่ ส่วนอากาศเทวดา ท่านควบคุมพระภูมิ เพราะฉะนั้น...ปัจจุบันเขาเอาศาลของอากาศเทวดาตั้งคู่กับศาลพระภูมิ การตั้งคู่กัน ถ้าหากว่าสูงกว่าไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่แล้วไปตั้งต่ำกว่า เพราะศาลพระภูมิต้องระดับสายตาใช่ไหม ศาลอากาศเทวดาเลยเตี้ยกว่าเป็นปกติ บ้านไหนตั้งลักษณะอย่างนั้น ผู้ใหญ่จะควบคุมเด็กไม่ได้ ถ้าเป็นบริษัทห้างร้าน หรือว่าสถานที่ราชการ เจ้านายก็คุมลูกน้องไม่อยู่ ก็ไปเล่นให้ลูกน้องสูงกว่านี่