ถาม:  ดร.ไตรรงค์ ได้อธิบายถึงทฤษฎีนาฬิกาเศรษฐกิจ อธิบายความโดยสรุปว่า "เศรษฐกิจขาขึ้นจะดีสูงสุดเมื่อเลข ๑๒ และจะตกลงสุด เมื่อเลข ๖ เรียกว่าเป็นวงจรของเศรษฐกิจโลก" สภาพของคนที่ยืนอยู่กลางแดดและฝนตก กับกฎความเป็นธรรมดาของโลก เรานับถืออย่างไร ?
      ตอบ :  เอาอย่างพระพุทธเจ้าสิ ทุกอย่างไม่เที่ยง เราจะยึดถือมั่นหมายได้อย่างไร ตอนนี้ก็บ่ายสี่กว่าแล้ว ไม่เที่ยงหรอก ภาวะทฤษฎีนาฬิกาเศรษฐกิจ ตั้งแต่หกโมงเช้าไปก็ขึ้น ๆ ยันเที่ยงแล้วก็ค่อย ๆ ตก ๆ นั่นแหละอนิจจัง ความไม่เที่ยงของพระพุทธเจ้า ท่านบอกให้ชัดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าของเราเองแหม...ต้องรอให้ฝรั่งมาสอน ถ้าฝรั่งไม่สอนแล้วไม่ขลัง ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายได้ หมดเรื่องไป
      ถาม :  มีผู้คนเขากล่าวขานถึงปัจจัยที่ ๕ ว่าเป็นประกันภัย รถยนต์และโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ ๖ และ ๗ ตามความหมายของปัจจัยสี่ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ปัจจัยดังกล่าวมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่าเป็นปัจจัยสี่ ท่านก็ยังสอนให้รู้จักสันโดษ คือหามาตามมีตามได้ ได้อย่างไรพอใจแค่นั้น แต่หมายความว่าเต็มสติกำลังของเรานะ
              ส่วนปัจจัยที่ห้าที่หก เราก็มาพิจารณาแล้วกัน ถามว่าสมควรไหม ? ถ้าหากว่าเรามีทรัพย์สินเงินทองเพียงพอหามาได้โดยไม่ลำบาก ก็หามา แต่ว่าใช้อย่างมีสติ ถ้าหากว่ารู้สึกจะลำบากแล้ว ยังไม่มีความจำเป็นมาก แท็กซี่ก็ยังมี รถเมล์ก็ยังมี รถไฟฟ้าก็ยัง เราก็ใช้ไปก่อนไม่ต้องหาที่จอดด้วย กรุงเทพฯ ของเราต่อ ๆ ไปจะยุ่งตรงที่่า ถ้าที่จอดรถไม่มี ต่อไปอาจจะมีการบังคับไม่ให้รถเข้ามาในเขตชั้นใน เหมือนกับในต่างประเทศเขา เอารถมาก็จอดทิ้งไว้แล้วขึ้นขนส่งมวลชนประเภทใดประเภทหนึ่ง เข้ามาลำบากเสียอีก
              อย่างของญี่ปุ่น ถ้าหากว่าจะซื้อรถ เจ้าหน้าที่ของบริษัทรถจะต้องไปตรวจสอบที่บ้านก่อน ว่ามีที่จอดไหม ถ้าขายรถให้บ้านที่ไม่มีที่จอด คนขายมีความผิดอีก เดี๋ยวติดคุกหัวโต ยิ่งไปยิ่งลำบาก เราค่อย ๆ พิจารณาดู ตอนนี้ได้ยินว่านายกเขาจะพยายามเร่งพวกขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าให้มากขึ้น แล้ว ๑๐ บาทตลอดสายใช่ไหม ถ้าหากว่าทำได้ ต่อไปคนไม่ต้องซื้อรถ นั่งรถคุ้มกว่า
      ถาม :  .................
      ตอบ :  กรรมเป็นเครื่องกำหนดสิ่งที่คุณทำ อายุขัยเป็นของโดยประมาณ อย่างเช่นอายุขัยร้อยปีก็มีคนเกินร้อย แล้วก็มีต่ำกว่าร้อย ของพวกนี้อยู่ที่เราทำ อย่างเช่นว่าถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์อายุก็จะยืนมาก ถ้าฆ่าสัตว์อายุก็สั้น
              เพราะฉะนั้น...ไม่ใช่ใครกำหนดหรอก เราเองนั่นแหละกำหนดเอง เราทำอะไรไว้ เราได้อย่างนั้น กัลยาณการี กัลยาณัง ปาปการี จ ปาปกัง ทำดีย่อมได้ผลดี ทำชั่วย่อมได้ผลชั่ว ต้องการหรือไม่ต้องการ มันก็ให้
      ถาม :  ............................
      ตอบ :  ไม่ต้อง สิ่งที่ทำไว้จะส่งให้เป็นอย่างนั้นเอง ถ้าคุณไม่ได้ทำไว้ ต่อให้อยากเป็นก็ไม่ได้เป็น
      ถาม :  ผู้ที่เคยอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศส และเดินทางในยุโรปเป็นเวลาสิบกว่าปี ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจของที่มาการตามหาความหมายของชีวิต ของผู้คนในแถบยุโรปด้วยการตีผู้อื่น การสร้างความท้าทายให้กับชีวิตด้วยการเดินทางรอบโลก และค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการแต่งเพลงแแปลกใหม่ ประชากรของเขาต้องการหาความหมายในชีวิต เพราะชีวิตของเขามีความสบาย มีความมั่งคั่งของเศรษฐกิจ และเมื่อยามว่างงานเขาจะมีเงินสงเคราะห์มากพอที่จะใช้ในประเทศโลกที่สามได้สบาย
              การที่คนไทยบางส่วนได้ค้นหาความหมายชีวิตด้วยการท้าทายบ้าง เช่น ขนมหม้อแกงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไส้อั่วยาวที่สุดในโลก รวมความว่าทั้งสองสิ่งทำเหมือนกัน คือทำเพื่อหาความหมายที่สุดของชีวิต แต่คนไทยบางส่วนมาจากความอัตคัดขาดแคลน เพียงแต่ทำเพราะว่าเห็นเป็นฝรั่ง แต่ไม่รู้ความหมายของการกระทำนั้น
              พระพุทธองค์ทรงตรัสความว่า "อันความรู้ควรเรียนและศึกษา ทั้งชั้นสูงปานกลางและต่ำ" พึงหาความหมายศึกษาและเข้าใจ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด วันหนึ่งจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ตามความหมายที่พระองค์ท่านทรงให้หาความหมายในความรู้นั้น ท่านให้หาความหมายเพื่อประโยชน์ประการใดครับ ?
      ตอบ :  จริง ๆ คือทั้งประโยชน์ทั้งทางโลกและประโยชน์ทั้งทางธรรม คราวนี้ฝรั่งที่ว่าแสวงหาความหมายชีวิต ค้นหาตัวเองอะไรนั่นแหละ จริง ๆ แล้วคือเกิดความทุกข์ขึ้นในใจ พอเกิดความทุกข์ขึ้นในใจ ไม่รู้จะแก้อย่างไร เพราะไม่รู้วิธีการเหมือนอย่างกับผู้ที่อยู่ในศาสนาพุทธ ขนาดผู้ที่อยู่ในศาสนาพุทธจำนวนมากยังไม่รู้วิธีแก้ไขทุกข์ ก็ใช้วิธีเรียกว่า หาอะไรทำ
              คราวนี้พอไปหาอะไรทำในลักษณะที่เป็นสิ่งท้าทายกับตัวเองมาก ๆ ก็จะทำให้ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจของตัวเองคลายไปได้ชั่วคราว ก็จะรู้สึกสบายขึ้นแล้ว เสร็จแล้วพอรู้สึกขึ้นมาใหม่ก็ไปทำใหม่อีก ก็จะบอกว่าค้นพบตัวเองแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่หรอกเป็นประเภทสะเก็ดเดียวของภูเขาหิมาลัยเท่านั้นแหละ
              เพราะฉะนั้น...สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "ให้เราศึกษาความรู้ทุกประเภท โดยไม่ไปดูถูกความรู้ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่ยังมีโอากสให้ศึกษาไว้" จริง ๆ คือสามารถใช้ไดทั้งทางโลกและทางธรรม ถึงเวลาอันไหนที่เหมาะสมกับทางโลกกับสถานการณ์ที่เจอในปัจจุบัน ก็แก้ไขใช้มันไป ถ้าอันไหนเหมาะสมกับทางธรรมะ ถึงเวลาติดขัดอารมณ์ธรรมะตรงไหน สามารถเปรียบเทียบแก้ไขได้ก็ทำไป ถ้าไปนึกถึงอย่างเช่นไปปีนเขาอย่างนี้ ความยากลำบากความเสี่ยงชีวิตขนาดไหน แล้วมานึกว่าในเมื่อเรากล้าเสี่ยงขนาดนั้น ทำสิ่งที่ยากขนาดนั้นมาแล้ว การที่เราสร้างความดีขึ้นในใจของเรา ที่ยากลำบากใจในความคิดของเรา จะกลายเป็นเรื่องเบาเรื่องง่าย สามารถที่เอาทางธรรมไปใช้ในทางโลก ทางโลกไปใช้ในทางธรรม ยกขึ้นเปรียบเทียบกันได้อะไรกันได้
              เพราะฉะนั้น...ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง ศิษย์สำนักเกาะพระฤๅษีของอาตมาต้องปีผาสวรรค์ให้ได้ พาไปชนิดที่เรียกว่าเดี้ยงกลับมาตาม ๆ กันเลย เป็นหน้าผาน้ำตกที่กระโจนลงมาสูงประมาณ ๑๐๐ เมตรเศษ ๆ อยู่ในลักษณะประมาณร้อยสิบองศาคือเลยฉากไปหน่อย ๆ แล้วก็ปีนขึ้นไป รับรองได้เลยมรณานุสติแน่นเปรี๊ยะเลย ตายแน่ ๆแค่นั้นเอง น้ำมันตีลง แต่เราต้องสวนขึ้นนะ
      ถาม :  จริงหรือไม่ที่ตำนานเขากล่าวว่า "พระเดชพระคุณท่านพระอุปคุตท่านไปพักอาศัยอยู่ใต้สะดือทะเล ?"
      ตอบ :  ตำนานกล่าวเอาไว้อย่างนั้นจริง ส่วนสะดือทะเลอยู่แถวไหนไม่รู้ อาจจะอยู่แถว ๆ ท้องทะเลก็ได้ สะดือก็ต้องอยู่ที่ท้องใช่ไหม (หัวเราะ)
      ถาม :  เวลาขับรถตกหลุม เราก็ซี๊ดปากเจ็บแทนรถ พระอรหันต์ท่านมีอาการเจ็บปวดทางร่างกายหรือไม่ครับ ?
      ตอบ :  พระอรหันต์รับรู้อาการทางร่างกายตามปกติ และรู้มากว่าคนปกติหลายเท่า เพราะฉะนั้น...ถ้าเกี่ยวกับความเจ็บความปวด ท่านจะเจ็บปวดมากกว่าคนปกติหลายเท่า เหตุที่เป็นเพราะจิตของท่านละเอียด ในเมื่อจิตละเอียดการรับรู้ก็ละเอียดไปด้วย ประเภทกินอาหารอย่าคิดว่าพระอริยเจ้าเป็นลิ้นจระเข้นะ อร่อยกว่าเราเยอะเลย เพียงแต่ว่าจิตของท่านพอลิ้นแตะรสก็ตัดอยู่แค่นั้น ไม่ได้เอามาปรุงแต่งว่าอร่อยหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ จะกินอีกหรือไม่กินอีก ไม่มี สักแต่ว่ากินเพื่อยังอัตภาพร่างกายไว้เท่านั้น ไม่ใช่ไม่รู้นะ อร่อยกว่าเราจริง ๆ นะ เพราะฉะนั้น ถ้าเจ็บก็เจ็บกว่าเราจริง ๆ เหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะจิตท่านละเอียดกว่าเรา ต้องใช้คำว่า ละเอียดกว่าเยอะมาก
      ถาม :  คำพูดของผู้ปกครองในสมัยนี้คิดว่า "ถ้าเรามีลูก เราจะเลี้ยงดูแลเขาให้ดีที่สุด เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเกิดเพื่อลำบาก" ไม่ต้องอะไรมาก แค่ลูกเราอยากกินอะไรก็ได้กินอย่างเขา อยากได้ที่คนอื่นเขามี เราก็จะหามาให้ได้ เราจะไม่อายชาวบ้านเขา ความคิดนี้แพร่หลายมาก
              ๑. การเลี้ยงลูกแบบสุขนิยม เลี้ยงให้ลูกสบายไปตลอดโดยไม่ลำบาก
              ๒. การเลี้ยงแบบทุกขนิยม เลี้ยงลูกให้ลำบากและทารุณ เขาโตขึ้นจะได้ชิน
              ๓. การเลี้ยงลูกตามเวรตามกรรม คือมีอะไรใช้อย่างนั้น ลูกจะดำเนินชีวิตอย่างไรช่างมัน เรื่องของมัน เพราะสอนไม่เป็นเหมือนกัน
              ๔. การเลี้ยงลูกตามเหตุและผล คือมีอะไรใช้อย่างนั้น และสอนให้ดูตามเหตุผลอันถูกอันควร
              ๕. การเลี้ยงลูกให้เขาด่าว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน คืออยากจะสอนให้ดีเหมือนกัน แต่พูดเท่าไรก็ไม่ฟัง
              เมื่อเหตุผลเป็นดังนี้แล้วการครองเรือนเป็นไปด้วยความยากลำบากประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งพระท่านทรงตรัสความว่า "ผู็ไม่มีปัญญา เป็นผู้ที่อยู่ในโลกได้ยาก" เรื่องหลักการเลี้ยงดูบุตรหลานแบบฆราวาสทำอย่างไรดีครับ ?
      ตอบ :  ข้อที่คุณว่านั่นแหละ เลี้ยงด้วยเหตุด้วยผล แล้วสอนให้เข้ารู้ด้วยนะ ถ้าหากว่าเกินควรจะทำอย่างไร ถ้าขาดควรจะทำอย่างไร ประเภทเลี้ยงชนิดเท่้าไม่ติดดินยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม
              ตัวอย่างมี โยมเคยเจอไหม เด็กไปโรงเรียนวันหนึ่งแล้วป่วยสองวันสามวัน ไปโรงเรียนได้อีกวันแล้วก็ป่วยอีก เขาอยู่ในบ้านที่พ่อแม่ติดเครื่องฟอกอากาศทั้งบ้านเลย อยู่ในรถก็ติดเครื่องฟอกอากาศไว้ในรถ ไม่เคยรู้เลยว่าเชื้อโรคเป็นอย่างไร หลุดไปโรงเรียนปั๊บโดนเข้าก็เดี้ยง ป่วยกลับมาก็โอ๋ อยู่ในห้องประเภทปลอดเชื้อเขานั่นแหละ สามวันสี่วันหาย ก็ส่งไปโรงเรียนเดี้ยงอีกแล้ว แบบนี้ไหวไหม
              ขณะเดียวกันอีกบ้านหนึ่ง โอ้โฮ...อะไรของมันก็ไม่รู้ ถึงเวลาคว้าได้ยัดเข้าปาก ขี่จักรยานโครม ๆ ตากแดดตากฝนอยู่ทั้งวัน ไม่ยักจะเป็นอะไรเลย น่าจะจับไปวิเคราะห์ DNA ว่ามีอะไรผิดปกติกับเขาบ้าง แต่ความจริงไม่ใช่ คือเขาอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า คลุกอยู่กับดินกับทราย ความแข็งแรงของร่างกายเลยมีมากกว่า
              เพราะฉะนั้น...การเลี้ยงลูกต้องสอนให้เขาเข้าใจเหตุและผล ให้เขารู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร มีอยู่บ้านหนึ่ง ถ้าในวงการไฮโซแกดังมากเลย แต่แกสอนลูกให้ติดดิน ที่บ้านเขาประเภทปลูกผักสวนครัว สอนลูกเข้าไปทำสวนทำอะไรของเขาตามปกติ เด็ก ๆ ก็ไม่ไปจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สอนให้ลูกกินผักกินผลไม้ ไปโรงเรียนลูกคนรวยขนาดนั้นพกอะไรไปรู้ไหม ? กล้วยน้ำว้า พี่เลี้ยงเขาจัดให้อย่างดีเลย ตัดหัวตัดท้ายเรียงใส่ปิ่นโตไป แล้วเด็กกินอร่อยนะ เขาก็เอาไปฝากครู "คุณครูขาหนูเอามาฝากค่ะ" คุณครูรับแล้วก็วางอยู่บนโต๊ะ วันที่หนึ่งก็ผ่านไป วันที่สองผ่านไป ชักจะดำหน่อย ๆ พอวันที่สามเด็กมาเมียง ๆ แล้วก็ "ครูขา หนูขอคืนนะคะ ?" (หัวเราะ) น่าขายหน้าไหม เด็กกินแล้วอร่อยมากเลย ไม่วาจะเป็นพิซซ่า เคเอฟซี ไม่สนเลย กินผลไม้กินผัก เด็กขนาดนี้แทนที่ครูจะสอน มันต้องสอนครูนะ ให้ครูแล้ว ครูวางทิ้งไว้เฉย ๆ เห็นเป็นเรื่องเหลวไหล พอวันที่สามเด็กทนไม่ได้ ขอกลับไปกินเอง กำลังอร่อยเลยงอมพอดี นี่ครอบครัวไฮโซเลยนะ เอ่ยชื่อเมื่อไรรู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่เขาทำอย่างนี้ สอนลูกให้ลำบากสอนลูกให้รู้คุณค่าของเงิน รู้คุณค่าของสิ่งของ ถึงเวลาจะทำอะไรบอกลูก จะซื้ออะไร บอกลูกว่า "ถ้าอยากจะได้อะไรให้เก็บเงินซื้อเอง"
              เพราะฉะนั้น...ของได้มายาก เด็กเขาจะทะนุถนอม สอนลูกต้องมีหลักการ ให้รู้เหตุรู้ผล เท้าไม่ติดดินจนเกินไปก็ไปไม่ไหว ประเภทไม่มีอะไรซะเลยก็เกินไป เพราะชีวิตของเด็ก ๆ จริง ๆ น่าจะมีความสุขก็แค่ช่วงเล็ก ๆ เท่านั้น โตขึ้นสารพัดความเครียดก็จะเข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้น...อะไรที่สามารถให้เขาได้ก็ให้เขา อะไรที่เกินไปก็ชี้แจงเหตุผล ให้เขารู้ว่าที่จำเป็นต้องขาดเพราะอะไร ที่ยังไม่สมควรจะได้เพราะอะไร ให้เขารู้เหตุรู้ผลตั้งแต่เล็ก ๆ
      ถาม :  การที่คนทุ่มเถียงเกี่ยวกับการสั่งสอนเลี้ยงดูไม่ประสบความสำเร็จ หรือพูดไม่รู้เรื่องว่ามีหลายสาเหตุ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดจากอะไร แต่จะขอมั่วสักนิดหนึ่งว่า ประการที่หนึ่ง เกิดจากเจตนาในการพูด ข้อที่สองเกี่ยวกับการใช้ภาษา
              ตัวอย่างคือ ประโยคที่ว่า "ดูซิทำไมถึงทำอย่างนี้ ?" ดูซิเป็นประโยคบอกเล่า ทำไมถึงทำอย่างนี้ เป็นประโยคคำถาม แต่นัยยะความหมายคือการประชด นักวิชาการเขากล่าวว่า "จงอย่าคิดว่าเด็กคือผู้ใหญ่ย่อส่วน หรือผู้ใหญ่ตัวเล็ก" จะเป็นเพราะด้วยเหตุนี้ที่พระพุทธองค์ได้ทรงเล็งเห็นปัญหาของการพูดของคน ด้วยญาณทัศนะของท่านหรือไม่ ท่านจึงได้ฝากข้อความในวจีทุจริต ๔ เพื่อรักษาประโยชน์ของคนในโลกนี้ ?
      ตอบ :  สิ่งที่ท่านทำเป็นทั้งประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในภายภาคหน้า พระพุทธเจ้าท่านประกอบด้วย สัพพัญญุตญาณ มีความรู้รอบที่ไม่มีใครเสมอได้ ท่านอาจจะเล็งเห็นอย่างนั้นก็ได้หรือไม่ก็เห็นว่าหลักการที่ท่านสอนถูกต้องเหมาะสมทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ท่านเลยตรัสสอนอย่างนั้นก็เป็นไปได้ทั้งคู่ ถ้าหากว่ายกประโยชน์คือท่านรู้ท่านถึงสอนอย่างนั้น แต่ขณะเดียวกันเรื่องของเด็กจะว่าเขาไม่รู้ก็ไม่ได้ เด็กรู้ทุกคน แต่ว่าสมาธิเขาสั้น พอเจอสิ่งที่นาสนใจก็จะลืม ต้องจ้ำจี้จ้ำไชกัน อย่าสักแต่ว่าลงโทษก่อนที่จะทำอะไร ถ้าหากว่าเขาทำผิดครั้งแรกอย่าเพิ่งไปลงโทษเขา บอกเขาว่าสิ่งนี้ทำแล้วผิดอย่างไร มีผลไม่ดีอย่างไร ถ้าครั้งต่อไปทำแล้วจะโดนลงโทษ ถ้าเขาทำแล้วบอกเขา ทำอย่างนี้พ่อห้ามแล้วแม่ห้ามแล้ว ถ้าหนูยังทำอีกต้องโดนตีแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นเขาจะรับได้ แต่ถ้าอยู่ ๆ เราไปลงโทษเขาเลย ไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่จะรักลูก อะไรก็ตามถ้ายังไม่เกินทนก็อภัย ๆ ไปเรื่อย กลายเป็นว่าพ่แม่เก็บกดเสียเอง พอถึงเวลาเต็มที่ขึ้นมาก็ระเบิดใส่ลูก เด็กเขาจะไม่เข้าใจหรอก ทำผิดแค่นี้ทำไมต้องลงโทษเขารุนแรงขนาดนั้นด้วย ทำไมพ่อแม่ต้องเสียใจหนักขนาดนั้นด้วย ก็จะยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ คือพ่อแม่เก็บกดไปเรื่อย ถึงเวลาลงโทษก็ลงโทษประเภทระบายอารมณ์ตัวเอง ตีประชดชีวิตอย่างนั้นแหละ เด็กเขารู้ว่าเขาไม่ได้ทำผิดมากขนาดนั้น ก็ต่อต้านจนกลายเป็นดื้อไป ไม่เอาเหตุเอาผลอย่างนั้น
              ลักษณะของการเลี้ยงลูกในปัจจุบันพูดง่าย ๆ คือว่า ส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่เองไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์พอ ขาดเหตุผลที่ดี ก็เลี้ยงดูไม่ได้ดี ขณะเดียวกันให้ความสนใจในสิ่งที่ผิด พวกเราก็เถอะ ถ้าอยู่ ๆ เด็กเดินผ่านแล้วมีเสียงดังเพล้ง หันไปแก้วกระจายเกลื่อนบ้านเลย ก็วิ่งพรวดทุกคนเลยใช่ไหม แล้วเกิดอะไรขึ้น เด็กเขาก็จะงง ๆ เขาทำอะไรถึงเป็นที่สนใจขนาดนั้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเด็กเห็นแก้ววางเกะกะอยู่ แล้วหยิบไปเก็บคำชมสักคำก็ไม่มี เห็นว่าหน้าที่เด็กต้องทำ กลายเป็นว่าเวลาเขาทำผิดมีคนสนใจ แต่เวลาเขาทำถูกไม่มีคนสนใจ ถึงเวลาเรียกร้องความสนใจเลยต้องใช้วิธีประชด จะสังเกตว่าเด็กสมัยนี้พอไปตีเขา มันอ้วกใหญ่เลย รู้ว่าทำอาการอย่างนั้น เดี๋ยวพ่อแม่จะโอ๋ ถ้าเป็นอาตมาก็ตีถวายเจ้าต่อไปแล้ว
              แต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่จะเสร็จตรงนั้นแหละ อาละวาดจะเอาตุ๊กตาดิ้นพลาด ๆ อยู่กลางห้างมาบุญครอง ถ้าเราเป็นพ่อแม่จะทำอย่างไร ? กลั้นใจเดินหนีซะ เดี๋ยวมันก็เดินตามมาเอง แต่ส่วนใหญ่แล้วทนไม่ได้ เอ้า...ซื้อก็ได้ลูก เรียบร้อยเสร็จมันอีก เพราะฉะนั้น...ลักษณะที่เราทำคือว่า ในเมื่อเขาทำดี เราไม่ได้บอกว่าเขาทำดีอย่างไร ไม่ได้ชมเชยความดีของเขา เขาเลยไม่คิดจะทำ แต่ขณะเดียวกันเวลาเขาทำผิด ถึงแม้ว่าเราจะดาหน้าไปหาเขาลักษณะจะไปจับผิด จะไปลงโทษเขาก็ตาม แต่กลายเป็นให้ความสนใจเขา เด็กโดนเลี้ยงดูในลักษณะอย่างนี้ เลยเบี่ยงเบนไปซะตั้งแต่แรก ผิดกลายเป็นถูก ถูกกลายเป็นผิด
              เพราะฉะนั้น...ทั้งหมดที่เกิดขึ้น คือผู้ใหญ่ขาดเหตุผล ขาดเหตุผลไม่พอ ยังขาดปัญญาอีกต่างหาก ก็เลี้ยงเด็กออกมาครึ่งดีครึ่งบ้าอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ถึงเวลาระงับอารมณ์ไม่อยู่คว้าปืนได้ไล่ยิงเพื่อน (หัวเราะ) เอาเถอะโลกเป็นอย่างนั้น อย่าไปยุ่งกับมันมากเลย (หัวเราะ) ช่วยเท่าที่ช่วยได้
      ถาม :  พ่อแม่บางคนเวลาลูกทำผิด เขาจะบอกว่าเป็นความผิดของเขาที่เลี้ยงลูกมาไม่ดี
      ตอบ :  นั่นน่ะผิด จะทำให้เด็กไม่รู้สำนึก เด็กน้อยคนที่ได้ยินพ่อแม่พูดอย่างนั้นแล้วจะคิดได้ ปัญญายังไม่พอ ในเมื่อเป็นความผิดของพ่อแม่ เออ...ดีอย่างนั้นพ่อแม่รับไป เดี๋ยวหนูจะได้ทำใหม่
      ถาม :  อย่างกฎหมายบ้านเราสมัยก่อน เวลาทำผิดสั่งประหาร ๗ ชั่วโคตรอย่างนี้ เขาลงโทษพ่อแม่ด้วยใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  พูดง่าย ๆว่านับตัวเองเป็นหนึ่ง ขึ้นบนสามลงล่างสาม ถ้าตัวเองก็พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย แล้วก็ทวด ลงล่างคือลูก หลาน เหลน ทั้งหมด ๗ ชั่วโคตร
      ถาม :  เจตนาในการลงโทษ ?
      ตอบ :  ต้องการให้เข็ดหลาบแล้วจะได้ไม่ทำอีก เพราะว่าเดือดร้อนสาหัสทั้งวงศ์ตระกูล ไม่ใช่เฉพาะตัวเอง เวลาจะทำอะไรเลยต้องรู้จักยั้งคิด
      ถาม :  กฎหมายประหารชีวิต ?
      ตอบ :  ยังสมควรมีอยู่ แล้วต้องประหารชนิดโชว์ให้ดูด้วย ไม่อย่างนั้นไม่กลัวกันหรอก คนเราไม่กลัวความดี แต่กลัวคนชั่วกว่า อย่างสมัยจอมพลสฤษดิ์อย่างไร กระทั่งไฟยังไม่กล้าไหม้เลย ไฟมีชีวิตเสียเมื่อไร ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไหม้ตรงไหนจับพิงกำแพงยิงตรงนั้น...! โดนเข้าไม่กี่รายเอง แต่คนรู้สึกว่าตายแน่ ๆ แล้ว เลยช่วยกันระมัดระวัง กระทั่งไฟยังไม่กล้าช็อตเลย ไม่อย่างนั้นสมัยนี้เวลาไหม้ขึ้นมา เอะอะสันนิษฐานไว้ก่อนไฟฟ้าลัดวงจร
      ถาม :  ในการจัดแบ่งประเภทสัตว์ในโลก ในทางชีววิทยาเขามีวิธีการแบ่งหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งคือแบ่งโดยการกิน คือ
              ๑. สัตว์ที่กินซากพืช
              ๒. สัตว์ที่กินซากสัตว์
              ๓. สัตว์ที่กินทั้งซากพืชและซากสัตว์
              ซาก คือสิ่งที่ตายไปแล้ว มนุษย์จัดอยู่ในประเภทที่สาม การปรุงอาหารและการจัดจานก่อนเสิร์ฟ รวมเรียกว่า ศิลปะการทำอาหาร เหตุใดท่านจึงกล่าวว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญา ?
      ตอบ :  อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือเห็นว่าอาหารเป็นสิ่งปฏิกูลเป็นปกติอยู่แล้ว อย่างเช่นว่า อาหารที่มาจากสัตว์ประกอบไปด้วยเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ความคาวเป็นปกติ อันนี้เราเห็นว่าสกปรก แล้วจากพืชล่ะ พืชทุกชนิดก่อนที่จะเติบโตมาจะต้องอาศัยปุ๋ย ปุ๋ยก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทั้งหมดใช่ไหม ยิ่งประเทศจีน แหม...รดด้วยอุจจาระ เขียว งาม ยังไม่พอยังมีผลไม้อะไรอย่างนี้ เราก็กินอร่อย แต่ความจริงมันเน่าอย่างไร เพียงแต่ว่าเน่ายังไม่เละเกินไป เน่ากำลังดี แล้วเราก็เอามากิน ถ้าหากว่าอยากจะรู้ว่ามันเน่าขนาดไหน ก็รู้ตอนย่อยแล้ว ปล่อยคืนออกมา แต่ว่าลักษณะของการแบ่ง พระพุทธเจ้าท่านแบ่งสัตว์ออกเป็น ๔ ประเภท คือ
              ๑. อัณฑชะ คือเกิดจากไข่
              ๒. สังเสทชะ คือเกิดจากเถ้าไคล อย่างประเภทพวกเชื้อโรค พวกหนอน พวกอะไรอย่างนี้
              ๓. ชลาพุชะ คือชำแรกไส้เกิด คืออยู่ในมดลูก
              ๔. โอปปาติกะ คืออุบัติขึ้นโดยฉับพลัน อย่างเช่น พวกผี พวกเทวดา เป็นต้น