ถาม:  หลวงพ่อบอกว่า “การปฏิบัติกรรมฐานเหมือนเราปลูกต้นไม้ ไปเร่งไม่ได้ หรืออีกแนวหนึ่งคือการปฏิบัติที่ดีต้องตั้งจิตเป้าหมายไว้” กำลังใจสองอย่างนี้ใช้ต่างกันหรือไม่ ?
      ตอบ :  จริง ๆ เหมือนกัน คือเราตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้เลยว่า เราจะเอาดอกผลของต้นไม้ต้นนี้ไปใช้งานให้ได้เต็มที่ตามที่เราต้องการ แต่ในขณะเดียวกันทุกอย่างวาระของมันมี เวลาของมันมี เราต้องทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอ สมมติต้นไม้คือต้นกรรมฐานปลูกลงไปแล้วใช่ไหม แล้วค่อย ๆ รดน้ำพรวนดินดู จับหนอนจับแมลงป้องกันเอาไว้ให้เต็มที่ แต่เราไม่มีหน้าที่ไปเร่งรัดให้ออกดอกออกผล เราก็ได้แต่ทำหน้าที่ของเราอย่างจริงจังสม่ำเสมอ ถ้าวาระและเวลาถึงดอกผลจะเกิดเอง
      ถาม :  ถ้าเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ละคะ ?
      ตอบ :  เราตั้งไว้แล้วอย่างไร ตั้งไว้แล้วว่าเราจะกินลูก เพียงแต่เราเร่งไม่ได้ ทำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ไปดึงยอดให้โตเร็ว ๆ จะกินลูกได้ไหม
      ถาม :  หนูจะบอกว่า “ทำไปทำมาแล้วจะเหมือนกับว่าเราหายไปเฉพาะหน้า แล้วทำแค่ไหนแล้ว เแต่ว่าเราระวังเฉพาะหน้า ?
      ตอบ :  ะรวังเฉพาะหน้าสำคัญที่สุด แต่ว่าขณะเดียวกันเป้าหมายของเรา เราตั้งใจเอาไว้แล้วก็ไม่ต้องไปใส่ใจมาก เพราะจะพาให้ฟุ้งซ่านเสียด้วย มีหน้าที่ทำไปถึงเวลาไดด้เอง เพียงแต่ว่าเป้าใหญ่ของเราเล็งไว้เแล้วว่าเอาตรงนี้แน่ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป รักษาอารมณ์เฉพาะหน้าให้ดี ให้ทุกอย่างอยู่ในบุญอยู่ในกุศล อย่าให้หลุดออกไปนอกกรอบ
      ถาม :  เมื่อไม่นานมานี้ได้ยินข่าวคุณภรณ์ทิพย์ คุณปุ๋ยนะครับ แล้วมีอารมณ์อยากรู้บุพกรรมครับ เลยถามพระพุทธเจ้าท่านว่า “เขาทำอะไรมา ? ปรากฏว่าท่านก็ย้อนให้ดูเลย หนึ่งชาติ สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ พอชาติที่ห้าเราเห็นเป็นสภาวะเป็นสวนเป็นนา คุณภรณ์ทิพย์เป็นผู้หญิงชาวนา ปรากฏว่ามีพระองค์หนึ่งธุดงค์มาบิณฑบาต คราวนี้พระองค์นั้นสวยมากผิวพรรณท่านงามมาก แกก็เอาแฟงลูกหนึ่งใส่บาตร แล้ววก็อธิษฐานว่า “เกิดมาชาติหน้าขอสวยที่สุด ขอรวยที่สุดในโลก” เสร็จแล้วพอเขาอธิษฐานอย่างนั้น ผลเลยมาปรากฏชาตินี้ คราวนี้เลยย้อนกลับไปว่า พระองค์นั้นท่านเป็นอะไร ? ท่านเป็นพระอรหันต์ เลยมาถามหลวงพี่ว่า เอ๊ะ...เราถวายกับหลวงพ่อเป็นสังฆทานด้วยอย่างนี้ ผลประเภทไหนที่เราจะได้รับครับ ?
      ตอบ :  อยู่ที่เราตั้งใจอย่างไร ว่าเราจะเอาแบบไหน ถ้าหากว่าจะเอารอบด้านเลย ต้องอธิษฐานอย่างที่นางขุชุตราท่านอธิษฐาน “ธรรมใดที่พระคุณท่านรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าเห็นธรรมนั้นด้วย” หลวงพ่อท่านสอนบอกว่า “เอาสูงสุดไว้ก่อนเลย” สูงสุดเหมือนกับยอดเขา ก่อนเราจะเดินทางไปถึงยอดเขา มีอะไรระหว่างทางเราเจอหมดอยู่แล้ว แต่ว่าอันนั้นเขาขอเฉพาะด้าน ขอเฉพาะด้านเขาก็ได้ไปแล้ว
      ถาม :  ถ้าอย่างนี้อย่างอารมณ์พระอริยเจ้าละครับ ?
      ตอบ :  เรื่องอารมณ์พระอริยเจ้าอาตมาเจอมาเอง แล้วไม่ใช่ขอประเภททำบุญแล้วขอด้วย ขอเอาดื้อ ๆ ของหลวงปู่ขนมจีนที่วัด คือตอนนั้นมณฑปหลวงปู่ขนมจีนยังไม่มี แต่หลวงพ่อท่านบอกหลวงปู่ขนมจีนเป็นลักษณะเหมือนกับอาจารย์ฝ่ายปกครอง มีหน้าที่ตามคุมประพฤติพระในวัดท่าซุง ท่านบอกว่า “ให้แกไปตั้งโต๊ะหมู่บูชาตรงมุมนั้น ถึงเวลาใครมีเรื่องอะไรจะได้ไปกราบอธิษฐานของกับหลวงปู่ ขอให้หลวงปู่ช่วยได้” เราเองก็ไปค้นประเภทเชิงเทียน กระถางธูป แจกันดอกไม้ แต่ละอย่าง แหม...ขุดกรุมาเก่างั่กทั้งนั้นเลย ก็ต้องใช้วิธีไปขัดทำความสะอาด ขัดไปขัดมาปากคัน “แหม...ถ้าขึ้นครบ ๗ ตัวจะทำอย่างไรวะนี่”
              หลวงตาวัชรชัยตอนนั้นท่านประเภทบวชแล้ว ท่านเป็นรุ่นพี่ ท่านไปช่วยงานอยู่ ท่านบอกว่า “ไอ้ห่านี่ ปากเสีย” เราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอทำวัตรเย็นเสร็จนี่สิ อารมณ์ใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือรู้สึกว่าเราไม่สมควรจะอยู่วัดนี้ ไปเสียให้พ้น ๆ ไปเสียเดี๋ยวนี้ได้ยิ่งดี ทำอย่างไรก็ดับอารมณ์นี้ไม่ได้เหมือนกับค่อย ๆ ก่อตัวเป็นพายุจากเล็กก็เป็นใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นจนกระทั่ง เรารู้สึกว่า เอ๊ะ...เห็นท่าจะแย่แน่แล้ว เล่นไม่เลิกอย่างนี้ใช่ไหม ไม่รู้จะทำอย่างไร จนท้ายที่สุดภาวนาอย่างไรก็ไม่เอา พิจารณาก็ไม่เอา เดินจงกรมก็ไม่เอา ก็ใช้วิธีวิ่ง ๆ อยู่ในกุฏินั่นแหละ วนไปวนมาเป็นเลขแปดได้เพิ่มระยะทางเยอะขึ้น วิ่งจนหมดแรงพับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอตื่นเช้ามาเริ่มออกบิณฑบาต ความรู้สึกก็มาอีกแล้ว เราเองไม่ควรจะอยู่วัดนี้ไปให้พ้น ๆ ไปได้เร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น ก็ประเภทสร้างความอึดอัดให้กับเราเป็นอย่างยิ่งเลย จนกระทั่งทำวัตรเช้า พอจะขึ้นไปทำวัตรเช้า หลวงตาวัชรชัยเห็นหน้า “เป็นอย่างไรวะ ?” เลยบอกว่า “เกิดความรู้สึกอย่างนี้ ๆ ขึ้น ผมไม่ทราบเหมือนกันเป็นเพราะอะไร ?” หลวงตาวัชรชัยบอกว่า “เอ็งเจอหลวงปู่เล่นเข้าแล้ว เสือกไปปากดีกับท่าน บอกให้หาดอกไม้ ธูป เทียนไปขอขมาท่านซะ” เราเองพอทำวัตรเสร็จก็ไปหาโยมศุภาพร บอก “โยมช่วยจัดชุดเทียนแพให้ชุดหนึ่ง จะไปขอขมาหลวงปู่ขนมจีน” โยมเขาก็รีบทำให้ พอทำให้เสร็จเอาไปขอขมา เชื่อไหมว่าอารมณ์ความรู้สึกนั้นหายวับไปเลย เหมือนกับไม่เคยเกิดกับเรามาก่อน เราก็ทึ่ง เอ๊ะ...ท่านเล่นได้ขนาดนี้เลยหรือ ก็แบบของอาตมาคนหน้าด้าน ก็กราบบอกท่านตรงนั้นแหละว่า หลวงปู่ครับ หลวงปู่เล่นผมเป็นคนแรก ผมถือว่าผมเป็นลูกคนโต เพราะฉะนั้น ผมกราบขออะไรหลวงปู่ซักอย่างหนึ่ง คือว่าผมอยากรู้ว่าอารมณ์ความเป็นพระอริยเจ้าเป็นอย่างไร ถ้าผมทำถึงผมจะได้มั่นใจว่าผมถึงแล้วจริง ๆ“ หลวงปู่ท่านก็ปรากฏมาให้ โอ้โฮ...คนโบราณตัวใหญ่เป็นบ้านเลย ท่านก็ปรากฏขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ท่านผอม ๆ นะ แต่เป็นผอมแบบคนโบราณ เขาผอมกันไม่ใช่อย่างสมัยของเรา ทั้งสูงทั้งใหญ่ในสายตาของเรา ท่านก็ถามว่า “เอ็งจะเอานานเท่าไร ?” บอกว่า “ถ้าเป็นไปได้ผมขอสามเดือนนะครับ ผมจะได้บวชเอาพรรษาไปเลย” หลวงปู่บอกว่า “ได้ ถ้าอยากรู้จะให้” ตั้งแต่วินาทีนั้นนึกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ รู้รอบไปหมด จะทำอะไร จะเห็นอะไร จะได้ยินอะไร จะได้กลิ่นอะไร รู้รอบไปหมดเลย ถ้าหากว่าเราจะตัดไม่ให้เกิดอันตรายกับเรา ควรจะหยุดตั้งแต่ตอนไหน ไม่ควรจะคิดอย่างไร ถ้าคิดในด้านดีจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคิดในด้านไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้น จะรู้รอบได้ขนาดนั้น เสร็จแล้วก็ตัดตั้งแต่ต้นเหตุเลย เป็นอยู่ได้ ๙๐ วันเต็ม ๆ พอวันที่ ๙๑ กลายเป็นหมาเหมือนเดิม อารมณ์ใจฟุ้งซ่านเหมือนเดิม
              คราวนี้ก็เกิดประเภทที่ว่า แหม...อารมณ์อย่างนี้ซื้อหาด้วยเงินจำนวนเท่าไรก็ซื้อหาไม่ได้ ตะเกียกตะกายขอร้องใครก็คงหาให้เราไม่ได้ มีทางเดียวคือ ต้องทำให้ได้ จากที่ตั้งใจจะบวชไว้ ๗ วัน ล่อไปพรรษาหนึ่งแล้ว ตอนนี้ว่ามาซะจนปีที่ ๑๘ แล้วจ้ะ อย่างไรตรงนั้นเราต้องทำให้ได้ เพราะว่า ๙๐ วันเหมือนกับคนเคยกินอาหารรสชาดที่ดีที่สุดมาแล้ว อย่างไรเราต้องทำตรงจุดนั้นให้ได้ ถึงได้มาจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น...ที่ถามเรื่องอารมณ์เพระอริยเจ้า เจอมากับตัวเองด้วยเหตุนี้แหละ จะหลับจะตื่นจะยืนจะนั่งรู้เท่าทันกิเลสไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะให้ได้ขนาดนั้น
      ถาม :  การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ถ้าบอกบุญคนเขาไป สมมติเขาให้มา ๒๐ บาท แต่ว่าเขาทำด้วยความตั้งใจ จริงใจ หนี้เขาหมดเลยหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ก็หมด บอกแล้วว่าต้องมีส่วนประเภทอานิสงส์ ก็คุ้ม ได้ทุกคน ยกเว้นอยู่อย่างเดียวไม่ปิดทอง ก็ได้แค่เจ้าภาพคนเดียว
      ถาม :  แล้วที่บอกว่าสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ปิดทองนี่ได้กันทั้งคณะ สภาพคล้าย ๆ พระโสดาบันหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  คำว่า “พระโสดาบัน” หมายความว่า ประเภทส่วนที่จะเป็นความชั่วไม่มี ก็คือลักษณะที่ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไปเลย แต่อย่าไปทำอีก มันก็จะเป็นหนี้ต่อ
      ถาม :  …......(ฟังไม่ชัด)....
      ตอบ :  ก็เกิดจากข้าวของหาย พวกขโมยนี่เกิดจากกรรมอทินนาทาน
      ถาม :  ทำบุญอะไร บรรเทาได้ไหมครับ ?
      ตอบ :  มีเหมือนกัน อย่างเช่นว่า ถ้าปล่อยนก นอกจากได้ความเมตตาได้อานิสงส์ช่วยชีวิตเขาแล้ว ยังป้องกันของหายได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีอย่างเช่นว่า บอกพระภูมิเจ้าที่ให้ท่านช่วย ขอให้ท่านช่วยป้องกันให้ สมัยก่อนอาตมาใช้ประจำ ถึงเวลาบางทีดึก ๆ กำลังนอน ๆ อยู่ ๆ ก้อนหินหล่นลงมาบนกบาลพอดี เราก็ตื่นลุกไปดู มันมาจริง ๆ แล้วก็ยังมีคาถาสำหรับป้องกันอันตรายพวกนี้ หรือไม่ท้ายสุดก็มีประเภทไม้กันขโมย เสกตามพิธีกรรมแล้วก็ตอกเอาไว้ ขโมยจะมารับสารภาพเองว่าเขาจะพยายามขโมยของบ้านนี้ แต่อย่างไรเขาก็เข้าบ้านไม่ได้ พูดถึงไม้กันขโมย คาถานี่อยู่ที่เราเหมือนกัน ถ้ากำลังสมาธิของเราดีก็ได้ผลมาก ถ้ากำลังสมาธิไม่ดี ก็ได้ผลน้อย
      ถาม :  ......(ฟังไม่ชัด)...?
      ตอบ :  มั่นใจเลยจ้ะ เอาอย่างนี้นะ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณมาแล้ว ท่านก็สอนพระภิกษุสงฆ์ให้รู้ตามท่านเป็นระยะ ๆ มา เปรียบเหมือนกับว่าถ้าหากเราอยู่ในกรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางอยู่เชียงใหม่ พระองค์ท่านเดินถึงแล้ว แล้วก็บอกคนอื่นเดินตามไปเรื่อย ๆ
              คราวนี้จากระยะทางที่อาตมาเริ่มเดินคือ เริ่มปฏิบัติมาจนถึงบัดนี้ แม้ว่าจะอยู่แค่แถว ๆ อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ยังไม่ถึงเชียงใหม่ แต่ตลอดระยะทางนั้นผ่านไปตามที่พระองค์บอกทั้งหมด ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็เลยมั่นใจว่าถ้าเราเดินทางต่อไปต้องถึงเชียงใหม่แน่ ๆ เปรียบเทียบอย่างนี้พอเข้าใจนะ มั่นใจเลยเพราะว่าตลอดระยะทางที่เราไปนี่เราผ่านไปตามลำดับขั้นที่ท่านบอกหมด
              อย่างเช่นออกจากที่นี่แล้วก็ไปรังสิตใช่ไหม ? ผ่านอยุธยา ผ่านอ่างทอง ผ่านสิงห์บุรี ผ่านชัยนาท ผ่านนครสวรรค์ ผ่านกำแพงเพชร ไล่ขึ้นไปอย่างนี้ ทุกระยะที่ผ่านไปเป็นไปตามที่ท่านว่าหมด ก็เลยมั่นใจว่าจุดสุดท้ายที่ท่านว่าต้องมีแน่ ๆ แล้วเราต้องไปถึงแน่ พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ในพระไตรปิฎกตั้ง ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ ทุกหัวข้อทำแล้ว สามารถไปที่เดียวกันได้หมด
      ถาม :  ต้องทำทั้งหมดหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ไม่จำเป็นจ้ะ ข้อเดียวก็พอ
      ถาม :  ตัวอย่างเช่นว่าอะไรคะ ?
      ตอบ :  ตัวอย่างเช่นว่า ถ้าหากเราจะเอาศีลเป็นหลัก ปฏิบัติศีลอย่างเดียวก็ไปนิพพานได้ ข้อใดข้อหนึ่งใน ๘๔,๐๐๐ หัวข้อนั้น สามารถไปนิพพานได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าบางท่านเกิดมานาน บุคคลผู้ติดตามมีมาก แต่ละคนจริตคือความต้องการเฉพาะตนก็ต่าง ๆ กันไป
              เพราะฉะนั้นบางท่านก็เลยต้องศึกษาหลายหัวข้อเพื่อที่จะได้สงเคราะห์คนที่ติดตามตัวเอง บางคนนี่เขาประเภทรู้ไปเยอะกว่าคนอื่นเขา แต่บางคนก็รู้อย่างเดียว แต่ว่าจริง ๆ ก็คือว่ารู้อย่างเดียวก็เพียงพอแล้วล่ะจ้ะ
      ถาม :  แล้วฆราวาสสามารถจะไปได้หรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ได้จ้ะ ได้ง่ายกว่าพระเยอะเลย ฟังดูแปลกไหม
      ถาม :  บอกว่าได้ง่ายกว่าพระเยอะเลย แล้วทำไมหลวงพ่อจึงต้องบวชคะ ?
      ตอบ :  จริง ๆ ก็คือว่าชีวิตฆราวาสนี่ภารกิจต่าง ๆ มันรัดตัวอยู่มาก โอกาสจะที่ปฏิบัติไม่มี ถ้ามีโอกาสปฏิบัติจะได้ง่ายกว่าพระ ดังนั้นถ้าเราจะทุ่มเทให้มันก็บวชไปเลย เพื่อจะได้มีเวลาเต็มให้กับเขา แต่ถ้าเราใช้ชีวิตฆราวาสนี่ เดี๋ยวทางครอบครัวเอาไป ไหนจะพ่อ จะแม่ จะลูก จะเมีย จะอะไรอย่างนี้ เราจะมัวไปติดกับภาระนั้น แล้วก็ไม่สามารถจะปฏิบัติได้เต็มที่ แต่ถ้าเปรียบแล้วฆราวาสถ้าเดินบนทางมีศีลแค่ ๕ ข้อ ก็เหมือนกับเดินบนทางมีหลุมอยู่ ๕ หลุม เราหลบซ้ายเลี่ยงขวาก็ทันไปได้ แต่สำหรับพระแล้วอย่างน้อย ๆ ก็ ๒๒๗ ข้อ โอกาสหลนมีมากกว่ากันเยอะเหลือเกิน
              เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเปรียบเทียบแล้วกติกาการยึดถือของฆราวาสน้อยกว่าไปนิพพานได้ง่ายกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไปประเภทเพลินอยู่กับการทำมาหากิน จนกระทั่งลืมการปฏิบัติไปมากกว่า แล้วลืมไม่ลืมเล่า บางคนก็เหยียบย่ำซ้ำเติมไปอีก
      ถาม :  ….(ฟังไม่ชัด)...?
      ตอบ :  ไม่ได้แปรสภาพจ้ะ เพียงแต่ว่ามันมีอยู่อย่างหนึ่ง เขาเรียกว่า “อโหสิกรรม” คือถ้าหากว่าโจทย์และจำเลยมีโอกาสอยู่ต่อหน้ากัน ต่างคนต่างเอ่ยปากยกโทษให้ซึ่งกันและกัน มันจะกลายเป็นอโหสิกรรมจะไม่มีผลต่อไป หรือไม่ก็ทำตนจนบริสุทธิ์ถึงที่สุดเข้าสู่พระนิพพาน กรรมนั้นไม่สามารถตามทันก็เป็นอโหสิกรรมเช่นกัน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเกิดเมื่อไร มันจะตามไปเรื่อย มีจังหวะเวลาวาระบุญของเราขาดช่วงเมื่อไร อกุศลกรรมช่วงนี้มันจะเข้าไปสนองทันที เราก็ต้องชดใช้กรรมอันนั้นไป ก็ต้องอาจไปโดนเขาฆ่า อาจจะเป็นคนเดิมฆ่า คนอื่นฆ่าก็เหมือนกัน แต่ต้องตายชดเชยไป แต่ถ้าหากว่าเราฆ่าสัตว์ไว้ อันนี้หนักหน่อย ฆ่าไว้กี่ตัวก็ต้องคืนไปเท่านั้น ทุกอย่างจะหนักจะเบา มันเป็นโทษทั้งนั้น
      ถาม :  แล้วทุกวันนี้ ปัจจุบันเรามีการฆ่าหมู เป็ด ไก่ เป็นกรรมทั้งนั้นใช่ไหมคะ แล้วพระภิกษุสงฆ์ธรรมดาล่ะคะ ?
      ตอบ :  ก็แล้วแต่โยม เขาให้อย่างไรก็ฉันอย่างนั้น เนื้อสัตว์ก็ฉัน ไม่ใช่เนื้อสัตว์ก็ฉัน แล้วแต่เขาจะให้มา พระพุทธเจ้าท่านระบุไว้ชัดเจนแล้วจ้ะ ท่านบอกว่า อุทิสสมังสะ ถ้าเขาฆ่าเพื่อเจาะจงถวาย พระฉันไม่ได้ ปรับทุกคำเลย สมมติว่าคำหนึ่งติดคุก ๑๐ ปี กิน ๑๐ คำ ก็คือ ๑๐๐ ปี นั่นหมายความว่าเขาตั้งใจฆ่าเพื่อเรา ท่านใช้คำว่า รู้ว่าเขาฆ่าเพื่อเรา เห็นว่าเขาฆ่าเพื่อเรา รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเรา คำว่า “รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเรา” อย่างเช่นว่า เราอาจจะเดินทางไปกลางป่า มีกระท่อมเล็ก ๆ อยู่แค่หลังเดียว ตลาดอะไรก็ไม่มีอย่างนี้ แล้วอยู่ ๆ ตอนที่พักอยู่กับเขาก็ไม่เห็นเนื้อสักชิ้นหนึ่ง แต่พอรุ่งเช้าดันมีต้มไก่มาหนึ่งหม้อ เราก็ต้องคิดแล้วว่าเขาฆ่าเพื่อถวายพระนี่ อันนี้ห้ามกิน เขาเรียกว่า รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเรา แต่ถ้าเป็นปวัตตมังสะ อาหารที่เขาฆ่าเพื่อขายเป็นปกติทั่ว ๆ ไปอยู่แล้ว ถ้าเราจะกินหรือไม่กินเขาก็ฆ่า อันนั้นถ้าหากว่าเขาเอามาถวาย กินไปเถอะ ไม่มีโทษเพราะว่าเราไม่ได้สั่งให้เขาทำ ไม่ได้สนับสนุนให้เขาทำ ไม่ว่าเราจะกินหรือไม่กินมันตายแน่อยู่แล้ว
      ถาม :  เราไม่สนับสนุนให้เขาทำ แต่ถ้าเราไม่กิน เขาก็ไม่ฆ่าใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ก็ใช่ เราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่า นี่เป็นเรื่องจริง แต่ขณะเดียวกันมีใครสักคนที่ไม่กินได้อย่างนั้นบ้างไหม เพราะฉะนั้นเขาก็ยังฆ่าเป็นปกติของเขาอยู่ ดังนั้นว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ จริง ๆ ก็คือว่าเรื่องของกฎของกรรมนี่เขาตรงไปตรงมา ใครทำคนนั้นรับไป ถ้าหากว่าเราสั่งให้เขาทำ เรารับด้วยเพราะถือว่าเขาตายเพราะคำสั่งของเรา แต่ถ้าเราไม่ได้ไปยุ่งไปเกี่ยวอะไรกัน เข้าไปถึงมันตายเกลื่อนตลาดอยู่แล้ว จะไปซื้ออะไรก็ซื้อไปเถอะ แต่อย่าไปบอก เอ๊ะ ตัวนี้ยังเป็นอยู่ แล้วเขาทุบปั๊บให้เลย ก็เรียบร้อย อันนั้นโดนแน่
      ถาม :  สมมติว่าฆราวาสเอามาให้เรา แล้วเราไม่ฉัน ?
      ตอบ :  ของพระนี่เลือกไม่ได้ เพราะว่ายังชีพโดยการที่คนอื่นเขาให้ ถ้าเราเลือกอยู่ คนอื่นเขาจะลำบาก อย่างเช่นว่า เขากินอาหารเนื้อเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเราไปกินเจ เขาจะต้องไปทำแยกต่างหากขึ้นมา สร้างความลำบากให้กับคนอื่นเขา พระภิกษุจะต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย ถ้าหากว่าไม่เป็นผู้เลี้ยงง่ายนี่รบกวนคนอื่นมากไป พระพุทธเจ้าท่านก็จะตำหนิโทษเอา ก็เลยว่าเขาให้อะไรเราก็กินอย่างนั้น ยกเว้นว่าเห็นว่าเขาฆ่าเพื่อเรา รู้ว่าเขาฆ่าเพื่อเรา รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเรา อย่างนั้นห้ามกินเลย
              เรื่องนี้พระเทวทัตเปิดประเด็นมาแล้วจ้ะ เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าไม่โอเค เพราะว่าถ้าหากว่าพระในประเทศไทยสักสามแสนรูป ถ้ากินต่างกับชาวบ้านเขาเมื่อไร ชาวบ้านเขาเขาต้องทำอาหารต่างหากเพื่อคนอีกสามแสนกว่า เขาจะลำบากมาก เอาแค่บ้านเราบ้านเดียวนะจ๊ะ
      ถาม :  ศาสนาคริสต์ เขาก็เชื่อเรื่องกรรมเหมือนกันหรือคะ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่เชื่อจ้ะ ศาสนาไหนก็ตามมันเวียนว่ายตายเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว เป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ
      ถาม :  ….(ฟังไม่ชัด)...?
      ตอบ :  ใช่จ้ะ แน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเราทำไว้เมื่อไร ก็แปลว่า ถ้าเกิดเป็นสัตว์เมื่อไร ก็ซวยเมื่อนั้น เพราะว่าจะต้องเกิดจนกว่าจะครบที่เคยทำกับเขาเอาไว้
      ถาม :  แล้วสัตว์พวกนี้ อาจจะเคยเป็นญาติพี่น้องของเราก็ได้ ?
      ตอบ :  เป็นพ่อ เป็นแม่ ได้เลยจ้ะ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นลูกสุดที่รักของเราก็มี แต่ถึงวาระถึงเวลาแล้วเขาต้องไปชดใช้กรรม ก็ไปเกิดในลักษณะนั้น บางรายเขาก็จำเราได้ด้วย ถึงเวลาก็ไล่ตาม
      ถาม :  ถ้าเลี้ยงสุนัขอยู่ในบ้านเรานี่ เราเลี้ยงแล้วเกิดสมมติเป็นพ่อแม่แล้วเราตี อะไรอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร ?
      ตอบ :  ก็คนละชาติกันจ้ะ การที่เราเบียดเบียนผู้อื่น จะเรียกว่าไม่บาปไม่ได้ มันบาปเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าของเราต้องดูว่าทำด้วยเจตนาอะไร ถ้าจิตประกอบด้วยเมตตา ก็โอเค ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากว่าประเภทที่เรียกว่าตีเป็นการเพื่อเอาสนุกของเรา หรือไม่ก็ประเภทตีเพื่อระบายอารมณ์ของเรา อันนั้นเราก็มีโทษเช่นกัน สติสัมปชัญญะเขาจะน้อย เหตุที่สติสัมปชัญญะน้อยเพราะไปอยู่ในร่างกายที่จัดเป็นภพภูมิที่ต่ำกว่า โอกาสที่เขาจะทำอะไรผิดพลาดก็เลยมี เพราะฉะนั้นเราเองก็ต้องจิตประกอบไปด้วยเมตตา แต่ว่าถ้าหากว่าถึงวาระถึงเวลารู้ว่าเขาจะทำผิดพลาดอีก อะไรอีก มันจะเป็นโทษก็ต้องลงโทษเพื่อให้เขาจดจำ ถ้าเราไม่ลงโทษ เรานั่นแหละขาดเมตตา เพราะเขาจะไปทำผิดอย่างนั้นซ้ำเข้าไปอีก