ถาม:  ….(ฟังไม่ชัด)...?
      ตอบ :  ถ้าต้องดูว่าคำสอนของเขานั้นสามารถสอนถึงจุดสุดท้ายคือ พระนิพพานได้ไหม เท่าที่ศึกษามายังไม่มีศาสนาไหนสอนได้เท่ากับศาสนาพุทธ โดยเฉพาะบางศาสนาขึ้นต้นก็ผิดแล้ว เ ขาถือว่าการฆ่าเป็นการปลดปล่อยไปสู่สวรรค์ เรามาลองคิดดูว่าถ้าคนอื่นจะฆ่าเรา แล้วเรารู้สึกอย่างไร แล้วถ้าตัวเขาเองถ้าคนอื่นจะช่วยปลดปล่อยไปสู่สวรรค์ ทำไมเขาต้องกลัว ทำไมเขาต้องหนี มันผิดตั้งแต่แรก
              อย่างของอิสลามที่เขาอาจจะเคยศึกษาว่า ถ้าหากว่าเป็นพวกสัตว์นี่เขาไม่ได้ฆ่าเอง หรือคนของเราฆ่านี่เขาจะไม่กิน เขาถือว่าผิด เป็นบาป เพราะฉะนั้นหลักการทุกอย่างนี่เราต้องดูด้วยว่าถูกต้องจริงไหม ? อย่างพระพุทธศาสนาสอนให้ถือศีล ๕ ก่อนที่เราจะถือศีลเราก็ศึกษาดูก่อนว่า ถือศีลแล้วเป็นอย่างไร ? มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์อย่างไร ? ธรรมชาติของคนและสัตว์ทั้งหมดมีใครอยากให้เขาฆ่าเราไหม ? ไม่มี ในเมื่อไม่มีใครอยากให้เขาฆ่าเรา แล้วเราจะไปฆ่าคนอื่นเขาหรือ ก็จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนได้ถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง คนทั่ว ๆ ไป มีใครอยากให้เขาขโมย หยิบฉวย ช่วงชิงของที่เราหามาโดยยากหรือเปล่า ? ในเมื่อไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนั้น แล้วเราจะไปทำกับคนอื่นทำไม ? ตัวเราไม่อยาก เราก็อย่าไปทำกับเขา คนที่เรารักเราอยากให้คนอื่นเขามาละเมิดไหม ? ถ้าหากว่าเราไม่อยากให้คนอื่นเขามาละเมิด เราก็อย่าไปละเมิดใคร อยู่ในลักษณะอย่างนี้ ศีลทุกข้อเราศึกษาดูก่อน เพราะฉะนั้นเห็นว่ามันสมเหตุสมผล ต่อให้เป็นศาสนาไหนก็ตาม ถ้าคำสอนนั้นดี ถูกต้อง สมเหตุสมผล เราก็ปฏิบัติตามได้ ไม่ต้องไปยึดตายอยู่กับศาสนาเดียว
              เท่าที่ดู ๆ แล้วก็ศึกษามา ก็จะมีศาสนาพุทธเข้าถึงที่สุดก็คือพระนิพพานได้ ศาสนาพราหมณ์เต็มที่ได้อรูปพรหม เต็มที่ของเขาขาดนิพพานอยู่หน่อยหนึ่ง ถ้าหากว่าศาสนาคริสต์นี่เป็นเทวดา เป็นพรหมได้เยอะ เพราะว่าพรหมมีทั้งรูปพรหม คือพรหมที่ยังมีรูปอยู่ อรูปพรหม พรหมมีแต่จิตอย่างเดียว ของศาสนาพราหมณ์สูงกว่าหน่อยหนึ่งเพราะได้อรูปฌาน เรียนรู้อรูปพรหมได้ ของศาสนาคริสต์เป็นเทวดาได้ เป็นพรหมได้ แต่ว่าของศาสนาอิสลามนี่เท่าที่สัมผัสดู โอกาสที่จะไปสวรรค์เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ก็ยากเต็มที เหมือนกับเทข้าวสารออกมากระสอบหนึ่ง แล้วเลือกหาข้าวเปลือก โอกาสมันน้อยขนาดนั้น เพราะว่าของเขาเริ่มต้นก็ผิดแล้ว ต้องฆ่าเองถึงกินได้ อันนั้นมันผิด เราค่อย ๆ ศึกษาหลักการของเขา คำสอนทุกคำสอน จริง ๆ ก็คือ ตั้งใจให้คนเป็นคนดี แต่คราวนี้ว่าหลักกาารเหตุและผลของเขาอาจจะประเภทที่ว่าดีเฉพาะหน้า
              อย่างสมัยของ นบี มูฮัมหมัด ท่านบัญญัติเอาไว้ว่า ห้ามกินหมู เพราะว่าตะวันออกกลางนี่มันร้อน เมืองร้อน เชื้อโรคแพร่กระจายได้เร็ว ถ้าหากว่าเลี้ยงหมู เลี้ยงอะไรนี่มันจะทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายที่สุด เพราะว่าหมูส่วนใหญ่แล้วถ้าขาดการดูแลมันจะสกปรก เขาก็เลยบัญญัติว่าไม่ต้องกินไปเลย จะได้ไม่ต้องมีสัตว์ชนิดนี้อยู่ อย่างนี้เป็นต้น จะเหมาะสมแค่ช่วงเดียว ที่เดียวไม่เหมาะกับทุกกาล ทุกสมัย
              อย่างเรื่องของพระพุทธศาสนา ศาสนาพุทธยกแค่ศีล ๕ กี่ยุคกี่สมัยเราก็ไม่อยากให้คนอื่นฆ่าเรา กี่ยุคกี่สมัยเราก็ไม่อยากให้คนอื่นขโมยของเรา กี่ยุคกี่สมัยเราก็ไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งคนรักของเรา มันจะเหมาะสมกับทุกกาลทุกสมัยมากกว่า มาคราวนี้เราเห็นว่ามาอันไหนที่เหมาะสม ทำแล้วยั่งยืน มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว เราก็ทำไป พูดง่าย ๆ ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษก็ทำไปเถอะ
      ถาม :  แล้วพระเจ้าของเขามีจริงหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  มีจริง ๆ จ้ะ แต่ว่าก็เป็นพระเจ้าของเราด้วยคือ เรื่องของเทวดา เรื่องของอะไรนี่ ถ้าหากว่ามีคนเคารพนับถือ มันสร้างความลำบากให้แก่ข้างบนเขา เทวดา พรหม ท่านก็ต้องหาคนที่มีความสามารถใกล้เคียงกับที่เขาว่ามา เพื่อรับตำแหน่งนั้นไปจ้ะ มีอยู่เที่ยวหนึ่งที่เจ้าเมืองอะไรสักอย่างของทางด้านตะวันออกกลาง เขาไม่รู้อักษรคำว่า อัลเลาะห์ ที่หน้ามัสยิตของเขา มันเปล่งแสงสว่างเขียวจ้าอยู่เป็นอาทิตย์เลย แล้วเขาก็ประเภทไปกราบไหว้บูชากันใหญ่ ตื่นเต้นพระเจ้าสำแดงปาฏิหาริย์ ปรากฏว่าฝีมือพระอินทร์ท่านไปจัดการให้ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คนเหล่านั้นเคยมีกรรมเนื่องกับท่านมา ถ้าหากว่าท่านไปแสดงอย่างนั้น เขาจะยึดถือเชื่อมั่น แต่ตรงจุดที่ยึดถือมันกลายเป็นยึดถือท่าน ในเมื่อยึดถือท่านเป็นเทวตานุสติ ถ้าตั้งใจทำความดีจริง ๆ สามารถไปข้างบนได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขามีแต่ลงอย่างเดียว น่าสงสารนะ
      ถาม :  ทุกศาสนาสอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว แล้วทำไมอิสลามเขาเหมือนกับมากวาดพวกเราไปหมดอย่างนั้น ?
      ตอบ :  ก็คำสอนมีบางส่วน อย่างเช่นว่า ถ้หากว่าทำเพื่อศาสนา ฆ่าได้ถือว่าไม่ผิด อย่างนี้ ก็บอกแล้วว่าหลักการเขาผิด พอหลักการเขาไม่ถูกต้อง มันเบียดเบียนคนอื่นเขา ถ้าหากคนทำตามก็ลำบากไปด้วย
      ถาม :  แต่เขาถือว่าถ้าไม่ทำตามก็บาปใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ใช่จ้ะ ค่อนข้างจะคับแคบไปหน่อย อย่างว่าของเราเข้าสุเหร่าของเขาไม่มีปัญหา ไปโบสถ์คริสต์ไม่มีปัญหา แต่ของเขานี่ถ้าหากว่าเขาเข้ามาในศาสนาสถานของศาสนาอื่น เขาถือว่าลงนรก ก็เลยกลายเป็นเรื่องของความคับแคบทางใจไปนิดหนึ่ง ไม่เปิดกว้างพอจ้ะ
      ถาม :  คนหนึ่งที่เขานับถือศาสนาอิสลาม บางครั้งเขาก็มาทำบุญอย่างของเราด้วย อย่างนี้ แต่ถ้าพวกเขาเห็นก็คนนี้บาปใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  แต่จริง ๆ เขาคงทำถูก เขาทำถูกต้องแล้ว ก็ที่นี่หลายคนกระทั่งเจ้าบัง บังนที ทนุวงศ์ ลูกศิษย์หลวงพ่อสมัยก่อนที่คอยติดตามอยู่ เขาก็มาเป็นปกติ เพียงแต่ว่าเขาแขวนพระไม่ได้ เอาหนังสือพระเข้าบ้านไม่ได้ เขาก็เลยต้องไปแขวนลูกแก้วหลวงพ่อแทน ถ้าหากว่าเขาแขวนพระเข้าบ้านก็บรรลัยแน่เลย ทางบ้านเขาไม่ยอมรับ
      ถาม :  ….(ฟังไม่ชัด).........?
      ตอบ :  เขานับถือตั้งแต่แรกแล้วจ้ะ คือแต่แรกเขาเป็นพลทหาร แล้วคราวนี้ผู้กองอรรณพพาไปรักษาความปลอดภัยให้หลวงพ่อ แล้วเขาก็คงได้ฟังลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วปัญญาเขามี เขาตรองดูแล้วว่าดีแน่ เขาก็เลยนับถือ แต่เขานับถือเขาบอกทางบ้านไม่ได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งอย่างเจ้าเอ้ เขาก็นับถือคริสต์ ถึงเวลามีปัญหาขึ้นมาใครแก้ไม่ตก เขาก็มานั่งอยู่ตรงนี้
      ถาม :  แล้วคนอิสลามเขาทำบุญแบบเรา จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้บาปกับศาสนาเขาใช่ไหม ?
      ตอบ :  ไม่ได้บาปเลย ก็บอกแล้วว่าต้องดูหลักการเขาก่อนว่าเป็นอย่างไร ถ้าหลักการผิด เขาทำถูกก็มีกำไรกับตัว
      ถาม :  จริง ๆ แล้วเขาคงไม่เจตนา เหมือนกับว่าเขาจะมานับถือพุทธแล้ว เพียงแต่ว่าโอกาสพาไปอย่างนีั้
      ตอบ :  คือบุญเก่าเขามีอยู่ ในเมื่อถึงวาระที่ว่าอกุศลกรรมส่ง เขาไปอยู่นอกเขตพระศาสนา แต่พอถึงวาระถึงเวลากุศลกรรมที่เขาเคยทำไว้ในอดีตให้ผล มันก็โยงเขากลับมาจนได้ เพียงแต่ว่าสร้างความลำบากอยู่หน่อยว่า จะทำอะไร ก็พูดไม่ได้ บอกไม่ได้ อึดอัดน่าดูเลย
      ถาม :  แต่ใจเขาก็ยังคิดว่าเป็นอิสลาม ?
      ตอบ :  คือใจเขารูว่าตัวเขานี่อยู่ในส่วนของอิสลาม แต่สภาพจิตใจจริง ๆ เขาหันมาถือทางนี้ไปเต็มที่แล้ว
      ถาม :  แต่ถ้าเผื่อเขาเกิดตายไปล่ะคะ ตอนที่เขาทำบุญจะทำอย่างไร ?
      ตอบ :  จะทำอย่างไร ไม่ว่าจะศาสนาไหนก็นรกเดียวกัน สวรรค์เดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วแต่ละชาติ แต่ละภาษา พอถึงเวลาชีวิตหลังความตายเกิด มีโอากสฟื้นขึ้นมาก็ดี เกิดผู้ที่มีฤทธิ์ มีอภิญญา ได้ทิพยจักขุญาณ ติดต่อผีติดต่อเทวดาได้ก็ดี เขาฟื้นขึ้นมา เขาเล่าไปแล้วมันแตกต่าง แปลก ๆ กันไป แต่อย่าลืมว่าทั้งหมดก็มีนรกลงโทษคนทำผิดทั้งหมด ก็มีสวรรค์ มีพรหม ของเรารองรับคนทำดี จริง ๆ แล้วที่เขาเห็นนั้นมันไม่แตกต่างกันหรอก แต่ที่มันต่าง แปลก ๆ กันไป แต่อย่าลืมว่าทั้งหมดก็มีนรกลงโทษคนทำความผิด ทั้งหมดก็มีสวรรค์ มีพรหมสำหรับรองรับคนทำดี จริง ๆ แล้วเขาเห็นมันไม่แตกต่างกันหรอก แต่ที่มันต่างกันไปก็ จีนไปทางหนึ่ง ไทยไปทางหนึ่ง ฝรั่งไปทางหนึ่ง เพราะว่าประเพณีความเชื่อและสิ่งที่เขายึดถือมามันต่างกันไป ถ้าหากว่าเราแต่งตัวเป็นลิเก สวยเช้งไปเลย ฝรั่งเขาก็ว่าไอ้นี่หลุดมาจากโรงพยาบาลบ้าหรือเปล่า ? แต่ถ้าหากว่า เออ! ใส่ชุดขาวรุ่มร่าม เป็นวงแสงปิ๊งอยู่บนหัว เขารู้ว่านี่เทวดาแน่ มันก็เลยต้องทำภาพแบบนั้นให้เขาเห็น เขาถึงจะรู้ เออ! นี่เป็นเทวดาแน่
              ดังนั้นประเพณีความเชื่อถือของเขาก็เลยทำให้ในสภาพของความเป็นทิพย์ที่เขาคิดจะให้เป็นอย่างไร มันก็เป็นได้อยู่แล้ว ก็ต้องทำอันนั้นขึ้นมารองรับเขา แต่ทั้งหมดก็คือว่าถ้าทำดีมีสถานที่ดีรองรับแน่นอน ทำชั่วมีสถานที่ชั่วรองรับแน่นอน ตรงจุดนี้ต่างหากที่เป็นจุดสรุป แล้วในสภาพความเป็นจริงที่ยืนยันได้ ไม่ว่าใครทำถึง แล้วพิสูจน์ได้ก็คือ นรกมีจริง สวรค์มีจริง ทุกศาสนามีนรกสวรรค์เดียวกันหมด
      ถาม :  สมมติว่ากำลังจะตาย เขาไปนึกถึงอัลเลาะห์ของเขา อย่างเราก็นึกถึงพระของเราก็คือ พระพุทธเจ้า แล้วเขานึกถึงอัลเลาะห์ของเขาอย่างไรคะ ?
      ตอบ :  ก็ถ้าหากว่าสภาพจิตของเขาเกาะผิดที่ เขาก็ไปตามที่เขาเกาะ ก็ถึงได้บอกว่าจริง ๆ แล้วศาสนาอิสลามนี่น่าเสียดายที่สุดคือตัวศรัทธา เขาศรัทธาเชื่ออย่างฝังหัวจริง ๆ ไปอียิปต์นั่งอยู่บนรถทัวร์กำลังวิ่งผ่านทะเลทราย รถเครื่องดับเขานิ่งกันหมด ถามว่าทำไมไม่แก้ไขอะไร เขาบอกว่าเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า บอกมึงบ้าหรือเปล่า ของมันแก้ได้ ลักษณะนี้แหละที่หลวงพ่อชาท่านว่าลูกศิษย์ท่าน ท่านบอกวางเฉยแบบควาย พายุมันพัดมาหลังคากุฏิเปิงไป ฝนตก แดดออกอย่างไร ท่านก็อยู่ของท่านอย่างนั้น หลวงพ่อชาทนไม่ได้ ไปถึงบอก...คุณซ่อมหลังคาเสียหน่อยสิ ท่านตอบ...ไม่ล่ะครับ ผมปล่อยวางแล้ว หลวงพ่อชาท่านบอกคุณน่ะ ปล่อยวางแบบควาย ควายมันทนแดดทนฝนได้มากกว่าคุณอีก คือในเรื่องของกฏแห่งกรรม ถ้าเราจะยอมรับ แปลว่าเราต้องแก้ไขทุกวิถีทาง แล้วแก้ไม่ได้ ถึงยอมรับมัน ไม่ใช่ไปงอมืองอเท้าอย่างนั้น ดังนั้นว่าศรัทธาตัวนี้ที่พูดถึงนี่ยังไม่จบ ศรัทธาตัวนี้มันน่าเสียดายมาก เพราะเขาเชื่อฝังหัวจริง ๆ แต่ละปี ๆ ไปเมกกะเหยียบกันตายเป็นร้อย ๆ ทุกปีเลย ถ้าหากว่าศาสนาพุทธของเราได้ขนาดนั้น โอ้โห! คนไปนิพพานกันนับไม่ถ้วน
      ถาม :  ...(ฟังไม่ชัด).........?
      ตอบ :  จริง ๆ มันก็ยังได้อยู่ คือจิตใจมีจุดยึดอยู่ ทำให้คนมั่นคงในศาสนา แม้ว่าส่วนที่ผิดพลาดของศาสนาจะทำให้เกิดโทษ แต่ส่วนที่มีประโยชน์ก็มีอยู่ เรื่องของบุญของบาปนี่ บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป ส่วนที่เขาทำดี ทำถูกมันก็สะสมเป็นกุศลกรรมไป ส่วนที่เขาทำชั่วทำบาปก็สะสมเป็นอกุศลกรรมไป กำลังอันไหนมากกว่า ตอนที่เขาตายมันจะดึงเขาไปทางด้านนั้น แต่ว่าส่วนใหญ่ที่เขาผ่านมาก็คือว่า กำลังความไม่ดีมันมากกว่า เพราะว่าทำผิด ทำหนักขนาดนี้ ก็เลยทำให้เขาลงข้างล่างเสียเอยะ น่าเสียดาย
      ถาม :  ….................?
      ตอบ :  เรียกว่าพยายามไปนิพพานให้ได้ ถ้าไปนิพพานได้ทุกอย่างจบ เพราะว่ากรรมชั่วมันตามไม่ไหว มันเข้าถึงที่สุดไปแล้ว
      ถาม :  แสดงว่าหลวงพี่ไม่เคยฆ่ายุง ?
      ตอบ :  ก่อนหน้านี้ฆ่ามากกว่าคนอื่นเขา เพราะเป็นคนที่ไม่กลัวบาป แต่พอเห็นจริง ๆ ว่าบุคคลที่เขาทำบาปแล้วมันมีโทษอย่างไร ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่แตะมันเลย เคยนอนให้มันกินลายไปทั้งตัวถือว่ามันไม่ได้ทำไร่ทำนาแบ่งให้มันกินบ้าง แต่ถ้าหากว่ามีมุ้งหลบได้ก็หลบ แต่ตอนนั้นอยู่ในป่าในดงไม่มีอะไร นอกจากจีวรตีโป่ง จีวรบางนิดเดียวมันกัดทะลุุได้ก็ปล่อยมัน อาตมาเคยโดนบุ้งทั้งตัวประเภทที่ตุ่มมันขึ้นซ้อนตุ่ม ตุ่มหนาบวมเห่อไปทั้งตัว ตาหูลืมไม่ขึ้น เป็นโยมทำอย่างไรล่ะ! อันนั้นมันหนักกว่ายุงเยอะ แต่เราก็ทำงานไปเรื่อย ๆ วันกว่าสองวันก็หายไปเอง มีอาการคันแล้วเราจะไปสนใจทำไม ถ้าเราสนใจอาการมันยิ่งหนัก ทำไม่รู้ไม่ชี้เสียก็หมดเรื่องไป
      ถาม :  ปล่อยวางหรือคะ ?
      ตอบ :  บอกไม่ถูก ทำให้ได้แล้วกันจะรู้อง ในการปฏิบัติมีอยู่คำหนึ่งที่บอกว่า มีสัญญาทำเหมือนไม่มีสัญญา ทำให้ได้แล้วกัน รู้สึกเหมือนกับไม่รู้สึก ถึงเวลาคนเขามานั่งผ่าเนื้อก็ปล่อยให้เขาผ่า สักพักเดียวเนื้อมันเต้นเอง ตึก ๆ ๆ หมอเขาถามว่า “เจ็บหรือครับ ?” ก็บอกหมอว่า “หมอก็ลองผ่าตัวเองสด ๆ ดูบ้างสิ” หมอเขาก็เลย “ขอโทษครับ” แล้วก็ฉีดยาชาให้เนื้อมันเต้นแสดงว่าประสาทร่างกายมันรับรู้ของมันเต็มที่เลย มันเจ็บ ทำไมมันจะไม่เจ็บ เพียงแต่อย่าไปใส่ใจมัน
              มีต้นประดู่เลือดอยู่ต้นหนึ่ง อยู่ใกล้ ๆ กุฏิที่พักที่เกาะ แล้วประดู่เลือดใบอ่อนนี่บุ้งชอบที่สุดเลย ทุกปีหนอนบุ้งจะระบาด ขนาดเรียกว่าผ่านไปเป็นปี ๆ แล้วขนของมันที่ตกอยู่ คนโดนยังคันคะเยอ ยังทนไม่ไหว เราเองมันหมดท่าไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องตัดกิ่งมันทิ้งไปเลย
              คราวนี้พอขึ้นไปตัดและอยู่กลางดงของมัน ลงมานี่เจ้าประคุณ ยิ่งกว่าคางคกอีก บวมไปทั้งตัว ตาลืมไม่ขึ้นเลย พอเราทำถึงระดับหนึ่งแล้วสภาพจิตมันจะเหนือกว่าร่างกาย พอมันเหนือกว่าร่างกายเราก็ต้องสั่งมัน อย่าให้มันสั่งเรา ทำไปเถอะ
      ถาม :  มีสิทธิ์ไหมคะ พอเราท่อง นะโม พุทธายะ นะโม พุทธายะ แล้วมันจะไป มีสิทธิ์ไหมคะ ?
      ตอบ :  ทำอย่างไรก็ได้ พูดง่าย ๆ คือว่า ถ้ากำลังมันพอ มันจะไปเลย การปฏิบัติจริง ๆ ก็คือเพื่อความสุขในปัจจุบัน คนเราถ้าในปัจจุบันนี้เย็นกาย เย็นใจ ไม่มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ นี่มันสุขที่สุดเลย แล้วจะเป็นความสุขในอนาคต ในเมื่อจิตของเราดีขนาดนั้น สถานที่รองรับจะเป็นเทวดา เป็นพรหม หรือนิพพาน ตามแต่ระดับที่เราเข้าถึงมันก็จะเป็นสุข ส่วนความสามารถพิเศษเป็นแค่ของแถม ซื้อรถเขาาต้องให้ล้อมาอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นวิ่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำถึงมันเป็นของแถมที่ควรจะได้ เขาก็ให้มาเฉย ๆ อย่างนั้นแหละ ซื้อรถเขาไม่ให้ล้อขับได้ไหมล่ะ ?
      ถาม :  ที่บอกว่าตอนก่อนบวชหลวงพ่อฆ่าสัตว์ แล้วต้องไปชดใช้ตอนไหนคะ ?
      ตอบ :  ไม่ใช้หรอกจ้ะ กะว่าหนีเลย เขาทวงได้เท่าไรก็ทวงไป ถ้าทวงไม่ได้ของเราเข้าถึงที่สุดก่อนเป็นอันว่าจบ อันนี้เป็นกติกาโดยเฉพาะ เหมือนอย่างกับว่าเจ้าหนี้อยู่ประเทศไทย เราตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินซื้อตั๋วบินไปต่างประเทศ เราจะไปเป็นพลเมืองประเทศโน้น ถึงเวลากฎหมายประเทศนี้บังคับฉันไม่ได้ ฉันเตรียมจะเบี้ยวแกแล้ว แน่จริงแกตามทวงให้ได้ก็แล้วกัน เป็นกติกาอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกันว่า ถ้าคุณทำได้ โอเค คุณสามารถหนีหนี้ได้ เพียงแต่ว่าถ้าตราบใดที่ยังไม่พ้นไปนี่ มันทวงอย่าบอกใครเลย
              ดังนั้นปัจจุบันนี้บางทีก็ป่วยเสียจนจะคลานไม่ไหว แต่ว่าถึงวาระถึงเวลามีงานที่จะต้องรับผิดชอบก็ลุกไปทำ ขอทำงานให้เสร็จก่อน เสร็จแล้วค่อยมาครางโอย ๆ ใหม่ มันหนีได้จ้ะ ทุกคนที่เข้าถึงความบริสุทธิ์ ไม่มีใครใช้หนี้หมด เพียงแต่ว่าท่านดีเกินกว่าที่มันจะทวงได้เท่านั้นเอง
              อย่างเช่นพระองคุลิมาล ต่ำสุดก็ ๙๙๙ คน ใช่ไหม ? แต่จริง ๆ เกินนะ เพระว่าท่านบอกเอาไว้ว่าท่านจำไม่ได้ ฆ่าคนไปมาก ท่านก็เลยไปตัดนิ้วเขามานับหนึ่งใหม่ เพิ่งจะได้ ๙๙๙ นิ้ว ก่อนหน้าโน้นว่าไปเท่าไรก็ไม่รู้ ท่านยังใช้หนี้ไม่หมดหรอก แต่บังเอิญท่านประเภทเก็บเงินซื้อตั๋วได้ก่อน เผ่นไปต่างประเทศเสียแล้ว ไม่มีสิทธิ์ตามไปทวงท่านแล้ว
              ส่วนของเรา เราก็เลยไม่หนักใจ มีปัญญาทวงก็ทวงไป ถ้าทวงไม่ทันเมื่อไหร่ฉันเบี้ยวแกแน่ โอ้โห! ตอนเด็ก ๆ นี่เป็นคนที่ทำบาปขึ้นจริง ๆ ไม่นึกว่าจะทำบาปได้ขึ้นขนาดนั้น โยมเคยเห็นใครใช้หนังสติ๊กยิงนกบินอยู่ แล้วได้กินบ้างล่ะ “ตายไหมครับ ?” จะไปเหลือหรือ มันถึงขนาดสั่งได้ จะเอาเป็นหรือตาย จะเอาไว้กินหรือจะเอามาเลี้ยงต่อ อย่างนี้ สั่งได้ขนาดนั้น ลุยน้ำลงไปลึกแค่เอว ตกปลาแล้วได้กิน เป็นโยมลองลุยไปปลามันก็หนีหมดแล้ว เป็นคนอะไรที่ทำบาปขึ้นขนาดนั้นก็ไม่รู้ จริง ๆ ก็คือ เคยฆ่าเขามันนับชาติไม่ถ้วนทั้งนั้น ถึงเวลาก็มาใข้หนี้กัน
              คราวนี้พอเรารู้แล้ว เราก็ยอมใช้เขาฝ่ายเดียว เราไม่ไปทำเขาต่อ มันจะได้จบ ตอนที่เรายังไม่รู้เราก็ยังทำไปเรื่อย แหม! มันสนุก พอตอนนี้คิดแล้วสยองทุกทีเลย นี่ถ้าตูพลาดเมื่อไร มันเอาคืนนี่ ตายไม่เหลือหรอก ถึงบอกว่าเรื่องของกรรมที่คนไม่รู้ เขาก็ยังสนุกสนานอยู่กับมัน ถึงเวลารู้แล้วเจ้าประคุณเถอะ! บางทีเขาก็แปลกใจถามว่าอาจารย์ ทำไมต้องตื่นแต่มืดแต่ดึก อาจารย์ป่วยขนาดนั้นยังจะไปสวดมนต์ ไปทำวัตร ไปบิณฑบาตอีก ยังจะไปอะไรอีก ทำไมไม่พัก เลยบอกเขาว่า ผมทำมาขนาดนี้ ผมยังรู้เลย ผมหนีนรกไม่พ้น แล้วอย่างพวกคุณก็ประมาทไปสิ นอนกัเนสียให้พอสิ ดูสิว่าจะรอดไหม ?
      ถาม :  …...(ไม่ชัด).........?
      ตอบ :  จริง ๆ ก็ได้ แต่ว่าเรื่องของการสวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาตกรรมฐาน นี่เป็นระเบียบที่นักบวชทุกคนต้องปฏิบัติ เพื่อกล่อมเกลาตัวเองให้จิตใจนิ่ง สงบ ยอมรับกฎเกณฑ์นั้น กฎเกณฑ์หรือระเบียบมันเป็นแค่ของหยาบ ๆ เท่านั้น ถ้าแค่นี้เราไม่สามารถที่จะทำใจกับมันได้ เรื่องการเข้าถึงธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดกว่ามันจะเข้าถึงไม่ได้เลย ได้แต่ทำให้ตัวเองช้า
              เพราะฉะนั้นอยากจะเร็วก็ต้องทนเอา ทิดเอกสิทธิ์เขาอายุ ๔๓ ปี เขาบอกว่า “ผมทึ่งอาจารย์จริง ๆ ครับ” ถามว่า “ทำไม ?” เขาบอกว่า “อาจารย์แก่กว่าผมตั้งเยอะ ผมเองพยายามสู้อาจารย์นะครับ ตลอดเวลาที่บวชอยู่ ๖ เดือน แต่ผมสู้ไม่ได้สักทีหนึ่ง ตีสามตื่น ครองผ้าเสร็จ ไปเจออาจารย์นั่งรออยู่แล้ว พอถึงเวลาพวกผมฉันเสร็จ ผมไปนอน โน่น! อาจารย์อยู่บนหลังคา ทำงานเสียงก๊อก ๆ อยู่บนโน้น พอถึงเวลาเย็นผมจะไปทำวัตรเย็น อุตส่าห์รีบแล้ว อาจารย์ก็นั่งรออยู่แล้ว อาจารย์ทำได้อย่างไร ?” ก็บอกกับเขาอย่างที่ว่านี่แหละคือ มันรู้อยู่ว่าตัวเองเวลามีน้อย เพราะฉะนั้นต้องเร่งทำความดีให้มากไว้ จะไปอ้างไม่ได้หรอกว่าเหนื่อย ว่าหิว ว่าป่วยไข้ไม่สบายอะไร กรรมมันไม่เคยรอเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเราทำไว้ทั้งนั้น เราถึงได้รับ ถ้าเราไม่ดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้พ้นมัน เดี๋ยวตายไปเมื่อไรก็โดนซ้ำตายชักเลย เพราะฉะนั้นหนีให้มันไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ ถ้ามันจะทวงได้ก็ให้มันทวงได้น้อยที่สุด ถ้ามันทวงได้เต็มที่ของมัน เราแย่แน่ ๆ ที่เราอธิบายไปนี่บางอย่างเขารู้เห็นหรือพระท่านที่รู้ เห็นนรกเห็นสวรรค์อย่างเดียวกัน เขาก็จะเข้าใจซาบซึ้ง แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำตาม แต่ท่านที่ไม่รู้ไม่เห็นเพระว่ายังทำไม่ถึงตรงจุดนี้ ท่านก็ยังลังเลอยู่ แล้วก็ประมาทปล่อยตัวเองลอยเท้งเต้ง จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้