ถาม:  คำว่า “เฝือ” ที่หลวงพ่อชอบใช้ ?
      ตอบ :  คำว่า “เฝือ” คือไม่ชัดเจน หรือไม่ก็ประเภทที่ว่ามากเกินไป เกินไปหรือขาดก็เรียกว่า “เฝือ” มันมากไปมันน้อยไป
      ถาม :  พระท่านรู้ภาษาต่างชาติทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะทราบ จะสรุปได้ไหมครับ ว่าท่านเป็นปฏิสัมภิทาญาณ ?
      ตอบ :  เรื่องของปฏิสัมภิทาญาณมี ๔ อย่าง แต่ส่วนใหญ่ได้จะได้ทั้งหมด เพียงแต่ว่าจะมีความคล่องตัวทางด้านไหน ๑. อรรถปฏิสัมภิทา ๒. ธรรมปฏิสัมภิทา จะรู้เหตุรู้ผลทั้งหมด อธิบายธรรมะคล่องมากเลย ๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีปฏิภาณคล่องแคล่วประเภทคุยกับใครไม่เคยโดนไล่ให้จนได้ ๔. นิรุกติปฏิสัมภิทา รู้ทุกภาษาที่มี จริง ๆ ก็คือท่านรู้ภาษาเดียวคือ ท่านรู้ใจ ในเมื่อรู้ใจเขาว่าอะไรออกมาก็เท่ากับเป็นภาษาที่ท่านเข้าใจ เสร็จแล้วท่านก็สามารถตอบกลับไปได้เพราะท่านเข้าใจ แต่คนฟังไปฟังว่าท่านตอบไปอีกภาษาหนึ่ง แต่จริง ๆ ก็คือภาษาใจ
      ถาม :  คนพม่าที่เขาศรัทธาในพระศาสนาก็มาก ปฏิบัติกันเคร่งเครียด ทำไมวิบากเขาเยอะเหลือเกินครับ ?
      ตอบ :  จริง ๆ เยอะด้วยกั นเพียงแต่ว่าของเรามาถึงในช่วงที่ว่ารับส่วนบุญแล้ว แต่วิบากเท่ากับบังคับให้เขาอยู่ใกล้บุญ เมื่อตอนไปงานยกฉัตรมณฑปสมเด็จองค์ปฐมที่วัดพระธาตุห้าดวง ก็ขึ้นเครื่องพร้อมกับหลวงพ่อสมเด็จ พอถึงเชียงใหม่ท่านให้นั่งรถของท่านไป เป็นรถของท่านเจ้าคุณวัดพระธาตุดอยสุเทพ ท่านส่งมารับเลยบอวก่าให้นั่งไปด้วยกัน ได้คุยกันเรื่องนี้แหละ ท่านถามว่า “ท่านเล็กไปพม่าบ่อย ๆ มีข้อสังเกตุอะไรบ้าง ?” กราบเรียนท่านบอกว่า “ตอนแรกผมไปด้วยประเภทที่เรียกว่าอหังการเลย ว่ากูมาจากประเทศพระพุทธศาสนา” พอไปเห็นการประพฤติปฏิบัติของชาวบ้านเขาแล้ว เราเหี่ยวไปเลย เพราะว่าของเขาไปกันอย่างพร้อมเพรียง อย่างกับบ้านเราไปเดินห้าง ตอนเช้าก่อนที่จะไปทำงานก็เข้าวัดสวดมนต์ไหว้พระก่อน แล้วค่อยไปทำงาน กลับมาก่อนจะเข้าบ้านก็สวดมนต์ไหว้พระก่อน แล้วค่อยเข้าบ้าน บอกว่า “ผมเห็นว่าคนของเขาเข้าถึงธรรมมากกว่าเรามากเลยครับ เพียงแต่ว่าของเขาทำในเบื้องต้นเสียมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของตัวปัญญา เป็นเรื่องของทาน ศีล ภาวนาก็เป็นภาวนาขั้นต้น แต่เห็นแล้วชอบใจว่าของเขาพร้อมเพรียงกันดีเหลือเกิน ถึงเวลาทำอะไรทำพร้อม ๆ กัน ผมว่าคนไทยเราน่าจะทำอย่างนั้นบ้างนะครับ” หลวงพ่อสมเด็จท่านบอกว่า “ท่านเล็ก คนเราถ้าไม่ลำบากไม่นึกถึงพระหรอก” โอ้โฮ...ประโยคเดียวเท่านั้นเอง รู้แจ้งแทงตลอดเลย ท่านวิเคราะห์ปัญหาชัดจริง ๆ บ้านเราสบายเกินไป ไม่ยอมเข้าวัดเข้าวากัน แต่บ้านเขาลำบาก ลำบากขึ้นมาไม่มีอะไรดีกว่าจะไปหาบุญหากุศล ขอพุทธานุภาพ ขอให้พระ ขอให้เทวดาช่วย ไปสวดมนต์ไหว้พระไปอธิษฐานขอให้ความดีส่งผลให้ได้เร็วอะไรอย่างนี้
              ของเราเองตอนแรกไปก็ชื่นชมเขา พอได้ยินหลวงพ่อสมเด็จท่านว่าแล้ว เออ..ใช่ บ้านเราถ้าอยากให้ทำอย่างนั้นต้องให้ลำบากบ้าง (หัวเราะ) ท่านบอกว่า “ปี ๒๕๐๐ ๒๕ พุทธศตวรรษ กึ่งกลางพุทธกาล ทางด้านพม่าเขาทำสังคายนาพระไตรปิฎก ก็อัญเชิญพระสำคัญ ๆ จากประเทศที่มีพระพุทธศาสนาไป หลวงพ่อสมเด็จท่านบอก “ท่านไปอยู่ที่กะบาเอตั้ง ๖ เดือน เบื่อเหลือเกิน” (หัวเราะ) ไม่ได้กลับบ้านเสียที เพราะยังทำไม่เสร็จ “กะบาเอ” เป็นเจดีย์ของเขา คำนี้แปลว่า โลกร่มเย็น กะบา คือ Global หมายถึงโลก พม่าใช้ภาษาอังกฤษเยอะ แล้วออกเสียงตามใจมัน คำว่า “เอ” ภาษาพม่าแปลว่า เย็น
      ถาม :  แล้วพระธาตุอินทร์แขวน ?
      ตอบ :  พระธาตุอินทร์แขวนจะอยู่ที่เมืองไจ๊โท ถ้าจากทางด้านเมืองกาญจน์ขึ้นไปอย่างที่อาตมาเข้าทางด่านเจดีย์ ๓ องค์ ก็จะผ่านรัฐมอญ ผ่านเขตของรัฐกะเหรี่ยงไปเข้ารัฐมอญ พอถึงเมืองแรกของรัฐมอญ คือตันบวยเซียท ขึ้นไปมุด่ง ขึ้นไปมะละแหม่งที่เป็นเมืองหลวงของรัฐมอญ ข้ามไปเมาะตะมะ แล้วก็จะเป็นไจ๊โท ถ้าเป็นบ้านเราวิ่งรถวันเดียวสบาย ๆ เลย แต่บ้านเขา ๓ วันไม่ค่อยจะถึง
              ครั้งแรกที่ไปกราบก็กำหนดใจปิดทองถวายเป็นพุทธบูชาพอหลับตาปุ๊บ เห็นมาตอนแรกนึกว่าเป็นพระแก้วมรกต แหม...เขียวใสเต็มยศมาเลย มองดูอ้าว...ท่านปู่พระอินทร์ ก็ถามท่านว่า “เขาลือว่าท่านปู่เอาหินก้อนนี้มาวางไว้ตรงนี้หรือครับ ?” ท่านบอกว่า “ปล่อยให้เขาลือไปเถอะลูก แต่ว่าตอนนี้เขาสร้างเจดีย์แล้ว มีพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ เทวดาต้องรักษาอยู่แล้ว” เป็นอันว่าปล่อยให้เขาลือไปเถอะ แต่หินโมเมนตัมดีเหลือเกิน อยู่ริมผานิดเดียวชนิดจับโยกได้ เป็นพัน ๆ ปีก็อยู่อย่างนั้นไม่หล่น
      ถาม :  บางคนเขาบอกว่า “รอยหินแปะอยู่เฉย ๆ เอาเส้นผมรอดได้ ?”
      ตอบ :  อันนี้ต้องถามอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะ ท่านเป็นรองเจ้าคณะรัฐมอญ เป็นพระเถระทางมอญที่สนิทสนมกันมาก ท่านบอกสมัยเล็ก ๆ ที่ยังเป็นเณรอยู่ ท่านเคยเอาเชือกว่าวผูกถุงน้ำสองข้าง แล้วก็ทิ้งลงไปมันหลุดไปได้ ตามคำร่ำลือของเขา รุ่นปู่ย่าตาทวดเขาบอกว่า “ลอยสูงพ้นพื้นชนิดแม่ไก่เข้าไปฟักไข่ได้” แต่เราไปดูแล้วไม่ใช่หรอก เงิบหินชะเง้ออยู่ไก่เข้าไปได้อยู่แล้ว สมัยไม่มีคน แต่ว่าตามที่อาจารย์ใหญ่ธัมะเสนะท่านบอก “ท่านเอาเชือกว่าวผูกถุงน้ำสองข้างแล้วปล่อย มันเลื่อนลงไปได้” ถ้ามันเลื่อนลงไปได้ มันไม่น่าจะมีส่วนสัมผัสพื้น แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะแบงค์ที่โยมว่านั่นแหละ ยัดเข้าไป ๆ แล้วก็เปื่อยตันอยู่ ไปถึงใหม่ ๆ ไปยืนเล็ง ๆ ดู แหม..เจดีย์องค์กระจี๊ดหนึ่ง ทำทั้งทีน่าจะทำให้ประณีตกว่านี้หน่อย พอลองไปแตะดูมันโยกแฮะ เออ...ถ้าเป็นเราทำอาจจะชุ่ยยิ่งกว่านี้ กลัวตก (หัวเราะ)
      ถาม :  ….............
      ตอบ :  บอกแล้วว่าเขาเล่นเรากลางวันไม่ได้เขาจะเอากลางคืน ถึงได้บอกว่า ”จิตของเราหลับกับตื่นต้องให้เท่ากันถึงจะสู้เขาได้”
      ถาม :  ตอนนี้นั่งสมาธิตลอด แล้วก็ลงมานอนกับหมาข้างล่างค่ะ แต่หนูก็รู้สึกสบายรู้สึกดี แต่เราก็ต้องฟาดฟันกับมันต่อไปให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ?
      ตอบ :  อย่างนั้นแหละ เพียงแต่ว่าพยายามรู้เท่าทันมัน เจ้าพวกนี้ขี้อาย ถ้าเรารู้ทันมันเลิก ถ้าเราไม่รู้ทันเมื่อไรมันตีตายเลย
      ถาม :  แล้วอย่างนี้ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาตามมองความสกปรกกันต่อไป ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่าเห็นอย่างนั้นได้ก็ดี แต่ว่าถ้าดีจริงกว่านั้นจะต้องเห็นประเภทที่เรียกว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราไปเลยอย่างไร เขาสักแต่ว่าเป็นเขา เราสักแต่ว่าเป็นเรา ต่างคนต่างเป็นผู้ที่กำลังตกในความทุกข์ยาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ถ้าเราเองยังมีความผูกพัน ยังสร้างเวรสร้างกรรมอยู่ เราก็จะไม่พ้นทุกข์ที่พยายามจะดิ้นรนหนีมัน เราทุกข์พอหรือยัง ชาตินี้ถ้าทุกข์พอแล้ว ฉลาดแล้วก็เตรียมตัวหนีมันได้แล้ว
      ถาม :  …........................
      ตอบ :  ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ที่เหลือช่างมัน
      ถาม :  หมาเขาจะตายเป็นหมาไปเรื่อย ๆ ?
      ตอบ :  ดูว่าใจเขาเกาะอะไร ? พวกสัตว์เดรัจฉานถ้าได้อยู่ใกล้คน กรรมของการเป็นเดรัจฉานจวนจะหมดแล้ว ถ้าก่อนตายใจเขาเกาะคนเขาจะเกิดเป็นคน ถ้าใจเขาเกาะพระเขาจะเกิดเป็นเทวดา เดรัจฉานสวนใหญ่ประเภทว่าตายแล้วก็เสมอตัว คือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเหมือนเดิม โอกาสที่จะแย่กว่าเดิมมีน้อยเต็มที ส่วนใหญ่จะได้กำไรคือพวกที่อยู่ใกล้คนได้เกิดเป็นคน ใกล้พระได้เกิดเป็นเทวดา หลวงพ่อท่านถึงสอนให้เลี้ยงหมู เลี้ยงหมาให้มันชินไว้ ใจมันเกาะพระตลอดถึงเวลามันจะได้ไปดี
      ถาม :  …............................
      ตอบ :  สิ่งที่เรียกว่าเป็นการเห็นจิตในจิตในมหาสติปัฏฐานสูตร แต่คราวนี้ลักษณะของเราการเห็นแบบนั้น ถ้าหากว่าดูอย่างเดียวประโยชน์น้อย ให้ดูว่าจิตของเราตอนนี้มีความชั่วอยู่ไหม ถ้ามีไล่มันออกไปโดยด่วนเลย แล้วระวังไว้อย่าให้มันเข้ามา ดูว่ามีความดีอยู่ไหม ถ้าไม่มีทำให้ดีขึ้นมา ถ้ามีอยู่แล้วทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ใช่ไปตามดูเฉย ๆ อย่างเดียว ไม่ทำมาหากินอะไรเลยก็แย่เหมือนกัน
      ถาม :  การปฏิบัติสายยุบ-พองครับ สงสัยว่าสมมติว่าเวลาที่ก่อนจะสติจะดับ เกิดสมมติว่าผู้ปฏิบัติไปภาวนาเจ็บหนอ ๆ จะทำให้เกิดทุคติหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ไม่แน่ อย่าลืมว่าเขาอยู่กับอารมณ์ภาวนา อารมณ์ภาวนาอย่างน้อย ๆ ต้องมีสมาธิอยู่ สมาธิไม่ว่าจะต่ำขนาดไหนก็ตามส่งผลให้ขึ้นสู่สุคติทั้งนั้น ตัวอย่างสมาธิที่ตลก ๆ มีอยู่คือ หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม สมัยเด็ก ๆ โยมพ่อพาไปวัด ตัวเองเป็นเด็กพ่อกลัวว่าจะซน ก็ทิ้งเอาไว้ที่ศาลาข้างล่าง แล้วก็ขึ้นไปกราบคุยกับเจ้าอาวาสข้างบน คราวนี้คงจะเพลินในธรรมก็คุยไปเรื่อยก็มืด ท่านเองเป็นเด็กเล็ก ๆ ถูกทิ้งที่ศาลาก็กลัวไม่รู้จะทำอะไร หลับหูหลับตาก้มหน้ากอดเข่าตัวเองเอาไว้ “กลัวแล้วไม่เอาแล้ว กลัวแล้วไม่เอาแล้ว” ว่าอยู่แค่นั้นแหละ อยู่ ๆ จิตหลุดออกนอกตัวไปเลย ไปเห็นโน่นเห็นนี่ นั่นแหละคำภาวนาเหมือนกัน
              เพราะฉะนั้น...ไอ้เจ็บหนอ ๆ ก็ไม่แน่หรอก ถ้าหากว่าเห็นเจ็บหนอ ๆ เราไม่เอาอีกแล้วหนอ เกิดมาทุกข์อย่างนี้ไม่ดีหนอ เราไปนิพพานดีกว่าหนอ ก็จบเท่านั้นเอง ยุบ-หนอ พอง-หนอ ก็เป็นมหาสติปัฏฐานอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นกอิริยาบถและสัมปชัญญะด้วย ถ้าหากว่าเราจับลมหายใจเข้า-ออก ก็เป็นอานาปานสติในมหาสติปัฏฐานสูตร ถ้าหากว่าจับอาการเคลื่อนไหวของท้องว่าตอนนี้พองตอนนี้ยุบ เป็นการจับอิริยาบถและสัมปชัญญะในมหาสติปัฏฐานสูตรเหมือนกัน
      ถาม :  ถ้าสมมติว่าเคยฝึกมโนมยิทธิ กำลังจะซ้อมกำลังใจตัวเองว่าตายไปตอนนี้จะไปอยู่ที่ไหน แต่ว่าก่อนที่จะซ้อมกำลังใจให้ตัดขันธ์ห้า พิจารณาขันธ์ห้าให้ถ่องแท้อย่างยิ่ง โอกาสความผิดพลาดจะเป็นไปได้หรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  ถูกแต่ตอนนั้น เรื่องของการทดสอบกำลังใจตัวเอง จะได้ในอารมณ์ปัจจุบันตอนนั้น หมายความถ้าคุณตายตอนนี้จะเป็นอย่างไร เป็นไปตามกำลังใจของเราตอนนั้น ถ้าถัดจากนี้ไปเราทำความดีความชั่วเพิ่มเติมขึ้น คติก็จะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราเร่งทำความดีในทาน ศีล ภาวนามากขึ้น ก็จะไปเป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเข้านิพพานไปเลย แต่ถ้าหากว่าเราไปทำอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิต หรือยุพระให้แตกกันก็บรรลัยอีกเหมือนกัน ลงอเวจีแน่ ๆ
              เพราะฉะนั้น...ให้คำตอบปัจจุบัน การพยากรณ์ทุกอย่างเป็นคำตอบปัจจุบัน เคยเปรียบเทียบบอกว่า “ถ้าขับรถด้วยความเร็ว ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเวลาแปดชั่วโมงคุณจะไปถึงเชียงใหม่ นี่คือความเร็วปัจจุบันที่ ๑๒๐ กิโลเมตร แต่ถ้าหาก่าคุณเพิ่มความเร็วขึ้นจะถึงก่อนแปดชั่วโมง ถ้าลดความเร็วลงจะไปถึงหลังแปดชั่วโมง” เพราะฉะนั้น...คำพยากรณ์ทุกอย่างเป็นไปตามกำลังใจปัจจุบันตอนนั้นเดี๋ยวนั้นเท่านั้น ถ้าเราเปลี่ยนแปลงการกระทำเมื่อไร ก็จะเปลี่ยนแปลงทันที
      ถาม :  แล้วถ้าอย่างสมมติว่า พิจารณาตอนนั้นแล้วเกิดคำตอบ แต่ว่าหลังจากนั้นคำตอบหายไป เปลี่ยนไป ?
      ตอบ :  อย่างที่บอกอย่างไร ขึ้นอยู่กับกำลังใจของเรา ถ้าเปลี่ยนแปลงเมื่อไร กำลังใจก็เปลี่ยนด้วย สำคัญที่สุดคือ ก่อนตายว่าเกาะอะไร (หัวเราะ)
      ถาม :  เกี่ยวกับวินัยครับ สงสัยมานานแล้วว่าหลวงพี่กับหลวงพ่อกลับจากธุดงค์อย่างนี้ครับ แล้วให้พลวงพ่อช่วยปลงผมให้อย่างนี้ครับ หมายความว่าพระปลงเองไม่ได้หรือครับ ?
      ตอบ :  ปลงได้ทำไมจะไม่ได้ คราวนี้มีดโกนสมัยก่อนนั้นไม่ใช่มีดโกนอย่างสมัยนี้ คุณเห็นมีดโกนสมัยก่อนไหม ตัวมีดกับด้ามจะเป็นอย่างเดียวกัน จะเป็นมีดโกนทองเหลืองหนาปึ๊กเลย สมัยก่อนพวกประเภทจิ๊กโก๋ชอบนักแล เอาไปปาดคอกัน รุ่นนี้เกิดไม่ทันหรอก อย่างนั้นถ้เาเอาเข้าป่าจะเป็นอาวุธ พระไม่ควรจะติดอาวุธไปด้วย ต่อให้มีมีดพับเล็ก ๆ ไปเพื่อใช้ประโยชน์ก็ต้องหักปลายทิ้ง เพราะว่าถ้าตราบใดที่มีอาวุธอยู่กับตัว ถึงเวลาเกิดอันตรายใจเราจะไม่เกาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง ๆ คิดว่ามีที่พึ่งอย่างอื่นอยู่คือาวุธ เลยไม่เอาไปซะเลยหมดเรื่อง บางครั้งท่านไปกันเจ็ดเดือนแปดเดือน กลับมาผมยาวขนาดคุณ ต้องมานั่งปลงกัน เข้าวัดหมาเห่าเกรียวเลย แต่ถ้าสมัยนี้พกไปได้ เพราะมีดโกนสมัยนี้เป็นใบเฉย ๆ เราไปทำเป็นอาวุธไม่ได้อยู่แล้ว
              สมัยก่อนด้ามมีดพร้อมเลยที่ใช้สบัดกับแผ่นหนังแบบช่างตัดผมเขาโกนกัน สมัยนี้น่าจะยังมีอยู่ นั่นแหละเป็นอาวุธที่น่ากลัวมาก สมัยก่อนทหารเรือเขาจะเหน็บไว้ตรงคอเสื้อ เขาไว้ตรงคอซองของเขานั่นแหละ ถึงเวลาชักออกมาได้ก็กำเอาไว้กับมือ ตัวมีดพาดไว้กับท่อนแขน แล้วก็ต่อยเอา แล้วลองคิดดูมันไปถึงตรงไหนก็เหวอะตรงนั้นแหละ
      ถาม :  …................
      ตอบ :  ถ้าดีแล้วไม่ต้องมา ถ้าตอนชั่ว ๆ ให้รีบมาไว้ (หัวเราะ) คนเราถ้ารอให้ดีแล้วค่อยมาหาพระจะตายเปล่า ดีแล้วมาทำไม ตอนที่แย่ ๆ มาเถอะ พระไม่ได้ดูกำลังใจของเราหรอกว่าดีแค่ไหนชั่วแค่ไหน เขาไม่ได้ไปดูย้อนหลัง เขาดูแค่ว่าปัจจุบันนี้จะช่วยสงเคราะห์เราให้ดีขึ้นอย่างไร แล้วก็ทำตรงจุดนั้นแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น...ชั่วมาก ๆ มาได้เลยจ้ะ
      ถาม :  ….............
      ตอบ :  ตัวอย่างในสมัยพุทธกาลก็มีพระฉันนะ พระฉันนะท่านถือว่าท่านเป็นมหาดเล็กคนสนิทของพระพุทธเจ้า เป็นสหชาติคือเกิดวันเดือนปีเดียวกัน แล้วก็อยู่รับใช้ใกล้ชิดมาตั้งแต่แรก แล้วก็เป็นผู้ที่นำพระพุทธเจ้าออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วย พอท่านบวชเข้าไปท่านก็เลยถือตัวถือตน ใครก็เตือนไม่ได้ ใครว่าก็ยกตนข่มท่านในลักษณะที่ว่าฉันเป็นคนสนิทของพระพุทธเจ้า นะ คนอื่นเขาเป็นคนดีเขาไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยก็ไปเรื่อย
              จนกระทั่งก่อนที่จะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าสั่งการกับพระอานนท์ให้จัดการเรื่องราวต่าง ๆ มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ ให้ลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ “ลงพรหมทัณฑ์” คือห้ามภิกษุทั้งหมดร่วมกินร่วมนอนร่วมสังฆกรรมด้วย ถ้าใครไปทำอย่างนั้นก็จะปรับอาบัติ คือศีลขาด พระฉันนะพอท่านโดนเข้าไปจัง ๆ อยู่ ๆ ไม่มีใครคบก็ได้สติขึ้นมา แต่ไปได้สติตอนที่พระพุทธเจ้าท่านประนิพพานไปแล้ว คนเราบางครั้งถ้าหากว่าดีอย่างเดียวจะไม่รู้ตัว คนเราไม่ค่อยกลัวความดีเป็นธรรมชาติเลย กลัวแต่คนที่ชั่วกว่าเลวกว่า ในเมื่อกลัวคนที่ชั่วกว่าเลวกว่า ก็ต้องหาใครที่แรงกว่ามาสักคนหนึ่ง (หัวเราะ) ถ้าหากว่าหาได้เข้าไปอยู่ในนั้นเดี๋ยวเรื่องก็จบ
      ถาม :  ถ้าเกิดพระท่านไปเอาของในบาตรออก เลือกที่ไม่ต้องการไม่ฉันไม่อะไร ผิดไหมครับ ?
      ตอบ :  พระผิด แต่ต้องดูด้วยว่าท่านเจตนาเป็นอย่างไร ของบางอย่างเป็นของแห้งเก็บได้ ท่านเลือกออกมาเก็บเอาไว้เพื่อที่จะมอบไว้เป็นส่วนกลางหรือเอาไว้มือต่อไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าประเภทเลือกเพราะว่าเป็นกับข้าวที่ตัวเองไม่ชอบหรือว่าอะไร ถ้าอย่างนั้นน่าตายมาก (หัวเราะ) พระเขาห้ามทำศรัทธาโยมตก
      ถาม :  ถ้าเผื่อเราทำบุญเจตนาเอาไว้สร้างกุฏิสร้างวัด แล้วพระท่านเอาไปทำอย่างอื่นได้ไหมคะ ?
      ตอบ :  ทำอย่างอื่นถ้าญาติโยมไม่เห็นด้วย ไม่ได้ขออนุญาตโยมก่อนไปเปลี่ยนอย่างนั้นเขาปรับเท่ากับย้ายเจดีย์ โทษหนักมากเลยโยมตั้งเจตนาไว้อย่างไรต้องทำให้เขาอย่างนั้น ยกเว้นอย่างเช่นว่าเงินสังฆทาน โยมถวายมาเป็นสังฆทาน ถ้าหากว่าเหลือเฟือเกินพอ เราเอาไปทำเป็นวิหารทานหรือธรรมทานได้ เพราะบุญสูงกว่าสังฆทาน แต่เอาไปทำที่น้อยกว่าไม่ได้ ทำที่มากกว่าได้
      ถาม :  มีคนเขาบอกว่า “เขาจะสร้างระฆัง” เขาก็ซื้อระฆังมาอันหนึ่ง แล้วคนก็ช่วยกันทำบุญ เขาก็เก็บเงินระหว่างที่ซื้อระฆังขึ้นมา สมมติเขาลงทุนระฆังหมื่นหนึ่ง อันนั้นเขาได้ไหมคะ ?
      ตอบ :  อันนั้นเขาได้จ้ะ แต่จะกลายเป็นว่าตัวของเขาจะเหลือแค่ปัตตานุโมทนามัย คือยินดีในผลบุญคนอื่นเขา ตัวเองไม่ได้ลงทุนแล้วนี่ กลายเป็นใช้เงินคนอื่นล้วน ๆ ของตัวเองชักทุนขึ้นมาหมด เออ...ก็ยังดีที่เป็นผู้ริเริ่ม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “ทำบุญเองไม่ชวนคนอื่น รวยคนเดียวไม่มีบริวาร ทำบุญด้วยชวนคนอื่นด้วย รวยด้วย บริวารเยอะดีด้วย ไม่ทำเอง ชวนแต่คนอื่นทำ ถึงเวลาเกิดมาจนแต่ว่าเพื่อนเยอะจังเลย” (หัวเราะ)
              นึกเอาก็แล้วกันว่ารายนั้นจะเกิดแบบไหน คือจริง ๆ ทำได้จ้ะ สมมติระฆังราคาหมื่นหนึ่งคนอื่นเขาร่วมมาสามพัน ห้าพัน แล้วเราชักขึ้นมาน่ะได้ ถือว่าเป็นเจ้าภาพร่วมกัน แต่ว่าจริง ๆ คือไม่ควร คือส่วนบุญของเขามี คือเวยยาวัจจมัย ขวนขวายงานบุญของคนอื่นให้สำเร็จลงได้ ปัตตานุโมทนามัย ยินดีในผลบุญคนอื่นก็ได้ แต่ว่าไม่ได้ทำด้วยตัวเองเสียแล้ว ปัตตานุโมทนามัยต้องรอเจ้าของบุญเขาได้เมื่อไร ตัวเองถึงจะได้ต่อจากนั้น จะไม่มีวันได้ก่อนเลยก็ลำบากหน่อย
      ถาม :  หนูนั่งสมาธิอยู่คือสงบดี เฉย ๆ คราวนี้โดนด่าขณะที่หนูนั่งอยู่ พอเขาเลิกด่า เหมือนกับว่าตัวหนูแยกเหมือนมีซ้อนอยู่ แต่รู้ลมหายใจเข้า-ออก หนูก็ได้ยินเสียงเขาด้วย แล้วตัวซ้อนก็ตีลังกาติดอยู่ที่หัวไม่หลุด จิตหนึ่งบอกว่า “หลุดไปสิ ไม่ต้องอยู่หรอกกายนี้” แล้วเราได้ยินเสียงได้อย่างไร ?
      ตอบ :  ได้ยินก็ไม่เห็นเป็นอะไร ถ้าจิตกับประสาทยังไม่ได้แยกกันจริง ๆ ยังรับรู้เสียงได้ เพียงแต่ว่ารับ แต่ไม่สนใจ ลักษณะที่เราออกไปเรียกว่า “กระทบแบบนิพพิทาญาณ” เบื่อเต็มที่ ไปให้พ้นหน้ามันดีกว่า แต่บังเอิญว่าของเรายังไม่ได้พิจารณาตัดอย่างแท้จริง เลยทิ้งร่างกายไม่ขาด ก็ยังติดอยู่ ถ้าหากว่าเราพิจารณาร่างกายเสียก่อนแล้วไปกระทบ ปิ๊งเดียวตอนนั้นไปนานแล้ว
      ถาม :  อันนั้นคือสมาธิขั้นไหนคะ ?
      ตอบ :  ลักษณะเหมือนกับมโนมยิทธิ แบบถอดไปเต็มกำลังจ้ะ ถามว่าสมาธิขั้นไหน ถ้าออกไปได้ก็ฌาน ๔ ถ้าออกไม่ได้ก็ไม่ถึง จวน ๆ แล้วจ้ะอีกหน่อยเดียว เอาไว้เขาด่าหนักกว่านี้ก็ไปได้เองแหละ (หัวเราะ) คือจะเกิดรู้สึกเบื่อขึ้นมาเลยอย่างไร ทำไมน่าเซ็งอย่างนี้วะ ไม่รู้จักแล้วจักรอดซะที วันแล้ววันเล่าก็เป็นอย่างนี้ ลักษณะนี้ดี พอถึงเวลาเราไปอยู่ข้างบน แล้วก็ขอบคุณเขาซะ (หัวเราะ)