ถาม:  เวลาหนูนั่งกรรมฐานสมาธิแป๊บเดียว หนูหลับตาแล้วหนูเห็นแสงสว่างเลยค่ะ ?
      ตอบ :  นั่นแหละ เกาะพระแทนอย่างไปเกาะร่างกายจ้ะ เดี๋ยวมันก็โอ๊ยเจ็บ โอ๊ยปวดใช่ไหม อยากตี ๆ ไปเรื่องของร่างกายไม่ใช่เรื่องของเรา เกาะพระเอาไว้ หรือไม่ก็เอาพระครอบตัวไว้
      ถาม :  แล้วจะมีผลกับคนที่เขากระทำเราไหม ?
      ตอบ :  เดี๋ยวจะยุ่งน่ะสิ จะอยู่ในลักษระแบบมหาสะท้อน เขาทำเราเท่าไร เขาจะเจอกลับไปหลายเท่า เพราะฉะนั้น...อย่าไปทำเลย สงสารเขาเถอะ
      ถาม :  แล้วอย่างนี้ขณะที่เขาด่าหนู แล้วหนูเข้าสมาธิล่ะคะ ?
      ตอบ :  คนถ้าหากว่าเขาทำไม่ดีกับคนอื่น คนผู้นั้นมีความบริสุทธิ์มากเท่าไร ผลไม่ดีจะย้อนคืนกับตัวเขามากเท่านั้น แบบเดียวกับพระพุทธเจ้าตรัสถามอักโกสกพราหมณะ “พราหมณะดูก่อนพราหมณะ บุคคลที่ไปหาที่บ้าน แล้วเธอนำเอาข้าวเอาน้ำเอาเครื่องขบเคี้ยวอะไรต่าง ๆ มาต้อนรับเขา ถ้าเขาไม่รับของนั้นจะเป็นของใคร ?” อักโกสกพราหมณะบอกว่า “ต้องเป็นของตัวข้าพระพุทธเจ้า” “นั่นแหละ พราหมณะด่ามา ตถาคตไม่รับ แล้วคำด่าจะเป็นของใคร” แต่อักโกสกพราหมณะท่านฉลาด พอได้ยินลุกขึ้นกราบเลย บอก “พระสมณโคดม วาจาท่านเป็นภาษิตดีเหลือเกิน เราไม่เคยได้ยินจากใครมาก่อนเลย” พระพุทธเจ้าท่านเลยเทศน์ให้ฟังสบายไป นั่นตั้งใจไปด่าพระพุทธเจ้านะ ด่าเท่าไรพระพุทธเจ้าท่านนั่งยิ้มเฉย
      ถาม :  แล้วลูกจะแก้เกมส์ได้ ควรทำอย่างไรคะ ?
      ตอบ :  บอกแล้วว่าให้เป็นพระอรหันต์เร็ว ๆ อย่าลืมว่าทุกอย่างถ้เาเราจะเข้าถึงธรรม เราต้องเห็นทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเจอบีบคั้นทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจอยู่แล้ว ร่างกายก็น่าเบื่อหน่าย ทุกข์ทนขนาดนี้ โลกที่ทุกข์ยากเร่าร้อนขนาดนี้ เรายังอยากเกิดไหม ? อยากจะมีอีกไหม ? อยากจะเป็นอีกไหม ? เหกิดเมื่อไรก็ต้องเจอสภาพอย่างนี้อีก ความจริงถ้าเราฉวยโอกาสพิจารณาอย่างนี้ไปยันไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่ตัองทำอะไรเลยสบายที่สุดเลย ทำไปก็สร้างเวรสร้างกรรมซะเปล่า ๆ แค่คิดก็เป็นมโนกรรมแล้ว พูดก็เป็นวจีกรรม ทำก็เป็นกายกรรม ยิ่งหนักเข้าไปอีก ทำไม่รู้ไม่ชี้เฉยซะ ถึงเวลาก็สาธุยกมือท่วมหัว หรือไม่ก็กราบงาม ๆ ไปตรงนั้นแหละ เขากำลังด่านั่นแหละ กราบไปเลย เขาทำให้เราเห็นธรรมะพระพุทธเจ้าใช่ไหม โลกนี้ทุกข์จริง ๆ แล้วคนที่กำลังสร้างเวรสร้างกรรมต่อไปจะเจอทุกข์ขนาดไหน กราบขอบพระคุณเขางาม ๆ เลย ที่ทำให้เราเห็นธรรมะ พร้อม ๆ ใจกันทำทุกคนเลย
      ถาม :  …...................
      ตอบ :  แม่ชีจำไว้นะว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ในภพภูมิใดก็ตาม ถึงวาระสุดท้าย เขาจะค่อย ๆ สั่งสมความดีแล้วก้าวสู่พระนิพพานในที่สุด ไหว้ไปเถอะ กราบไปเถอะ ถือว่าเราไหว้อนาคตพระอรหันต์ กราบอนาคตพระอรหันต์เอาล่วงหน้าไปเลย จะได้ไม่โกรธเขา ถึงเวลาทำให้เราโกรธ นั่งกราบงาม ๆ ไปเลย ยิ่งโกรธมากยิ่งกราบหลายที ธรรมดาของคนที่เขาเขลายังขาดปัญญา พูดภาษาพระเรียกว่า “โง่” ในเมื่อยังโง่ ยังมืด ยังบอดอยู่ ไม่รู่ว่าที่ตัวเองทำน่าเกลียดน่าชังขนาดไหน คนประเภทนี้ไม่ได้น่าโกรธหรอก น่าสงสารมากกว่า เพราะว่าถ้ากำลังใจของเขายังมืดบอดอย่างนั้น ตายแล้วก็ต้องเป็นสัตว์นรก พ้นจากสัตว์นรกมาเป็นเปรต พ้นจากเปรตเป็นอสุรกาย พ้นจากอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน พ้นจากสัตว์เดรัจฉานกว่าจะได้เป็นคน จะห่างไกลความดีไปขนาดนั้น ฉะนั้น...คนประเภทนั้นแทนที่เราจะโกรธเขา สงสารเขาเถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกกี่ชาติ กว่าจะได้เจอกัน ในสภาพความเป็นคนอีกครั้ง
      ถาม :  ….......................
      ตอบ :  พระพุทธเจ้าตรัสกับนางกีสาโคตมี ท่านนี้ตอนหลังบวชเป็นภิกษุณีแล้วเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้เลิศในทางครองจีวรเศร้าหมอง นางกีสาโคตมีลูกท่านตาย คราวนี้ตัวเองเป็นคนเลี้ยงดูมาอย่างกับไข่ในหิน ไม่เคยเห็นคนตายมาก่อนเลย ก็ไม่รู้ว่าลูกตาย ไปเที่ยวของร้องคนโน้นคนนี้ให้ช่วยรักษา เขาว่ายายบ้า ลูกตายแล้วจะมารักษาอะไรอีก ก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งในที่สุดคิดได้ว่าพระพุทธเจ้าเก่ง ใคร ๆ ก็ว่าเก่งน่าจะรักษาลูกของเราได้ ก็ร้องไห้ร้องห่มไปบอกกับพระพุทธเจ้าท่าน พระพุทธเจ้าท่านบอก “เอาอย่างนี้สิ รักษาไม่ยากหรอก ไปหาเมล็ดผักกาดมากำหนึ่ง เดี๋ยวจะประกอบยาให้” แกก็ดีใจ เมล็ดผักกาดหาง่ายจะตายไป แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “มีกติกาว่า ต้องเอาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายเลย” ท่านก็ไปเที่ยวถาม น้าจ๋า ป้าจ๋า ลุงจ๋า ปู่จ๋า ตาจ๋า บ้านนี้เคยมีคนตายไหม บ้านโน้นก็ตาย บ้านนี้ก็ตาย เลยขอเขาไม่ได้สักที จนท้ายสุดก็ได้สติ อ๋อ...ที่แท้ทุกคนก็ตายเหมือนกัน เลยเอาลูกวางลงที่กองขยะ แล้วก็ไปกราบพระพุทธเจ้าขอฟังธรรม พระพุทธเจ้าท่านบอก “ภคินิดูก่อนน้องหญิง น้ำตาของเธอที่ไหลออกมาเพราะความเสียใจในแต่ละชาติที่เกิดมา ถ้ารวมกันแล้วมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่เป็นไหน ๆ” แล้วเป็นอย่างไรเกิดน้อยไหมล่ะ ไม่กี่หยด ๆ รวมกันเยอะขนาดนั้น
      ถาม :  เปรตนี่ต้องตายจากอบายภูมิเท่านั้นหรือคะ ?
      ตอบ :  ตายแล้วเป็นเปรตโดยตรงเลยก็ได้ ถ้าหากว่ากรรมไม่หนักนักจ้ะ ถ้าหากว่ากรรมหนักกว่านั้นก็ต้องลงไปเป็นสัตว์นรกก่อน เปรตนี่เขาจะมี ๑๒ จำพวก พอพ้นจากสภาพความเป็นเปรตในแต่ละจำพวก แล้วก็จะมาอยู่ในระดับที่โมทนาบุญเขาได้ เรียกว่า “ปรทัตตูปชีวีเปรต” เปรตมี ๑๒ จำพวก
              ๑. คูถขาทกเปรต คือเปรตจำพวกกินอุจจาระ ปัสสาวะเป็นอาหาร
              ๒. สุจิมุขเปรต คือเปรตที่ปากแหลมเหมือนเข็ม
              ๓. อัคคิชาลมุขเปรต คือเปรตที่มีไฟไหม้ปากอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้
              ๔. สัตถังคเปรต คือเปรตที่มีเล็มมือเล็บเท้ายาวและคมราวกับมีดเกี่ยวเนื้อตัวเองกิน
              ๕. ปัปพพังตังคเปรต คือเปรตที่มีลักษณะตัวใหญ่เหมือนภูเขา ลักษณะเหมือนกับก้อนหินเผาไฟ
              ๖.วันตาสาเปรต คือเปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร
              ๗. กุณปขาทาเปรต คือเปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินซากศพคนหรือสัตว์เป็นอาหาร
              ๘. ตัณหาชิตาเปรต คือเปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนจนเกิดทุกข์จากความหิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอ
              ๙. นิชฌามกเปรต คือเปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา
              ๑๐. อชครังคเปรต คือเปรตที่มีร่างกายราวกับงูเหลือม
              ๑๑. เวมานิกเปรต คือเปรตที่ต้องเสวยสุขเป็นเทวดาเฉพาะในเวลากลางวัน แต่ในเวลาคลางคืนได้ไปเสวยทุกข์เป็นเปรตกินเนื้อตัวเอง
              ๑๒. มหิทธิกเปรต คือเปรตที่ถวายสิ่งของให้แก่พระสงฆ์ไม่วาจะเป็นช้าง ม้า หรือเกวียน ซึ่งเป็นการถวายเพื่อเอาหน้าแต่ลับหลังขอคืน เมื่อตายไปเป็นเปรตที่ขี่ช้าง ม้า ไม่ก็นั่งเกวียน
              เวมานิกเปรต คือเปรตที่มีความสวยเหมือนเทวดา แต่ว่าอยู่ในเขตของเปรตเขา อันนี้ท่านทำความดีอยู่ แต่มีความชั่วแฝง อย่างเช่นว่า เลี้ยงสัตว์ด้วยความเมตตา แต่ไปกักขังเขา ถ้าไม่เคยทำความดีอย่างอื่นเลยนะ จะไปเกิดในแดนเปรต แต่อยู่ในสภาพของเทวดาออกนอกวิมานไม่ได้ มีความสุขเหมือนกับเทวดาเลย แต่โดนจำกัดเขตออกไม่ได้ โผล่ไปเมื่อไรกงจักรตัดหัวขาดเมื่อนัั้น แต่ถ้าหากว่าได้ทำความดีอื่นไว้ การที่ตัวเองเลี้ยงสัตว์ด้วยเมตตาอันนี้จะไปเสริมความดีอันนั้น แต่ถ้าไม่เคยทำความดีอื่นเลย เสี่ยงมาก อาจจะไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตได้
              คราวนี้สิบสองจำพวกที่่ว่ามา ไล่มาจากคูถขาทกเปรตขึ้นมาจนถึงเวมานิกเปรต ถ้าหกาว่ากรรมบางลงแล้ว พอที่จะโมทนาบุญได้ก็จะเป็นประเภทปรทัตตูปชีวีเปรต อันนี้ก็เที่ยวไล่ขอส่วนกุศลเขา หรือไไม่ก็รอญาติของตัวเองทำบุญให้ แต่ละอย่างนี้รู้สึกว่ามีประเภทโหด ๆ อย่างพวกมหิทธิกเปรตด้วย พวกนี้สมัยก่อนจะเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ สร้างสมาธิเกิดได้แต่ใช้สมาธิผิด อย่างเช่นว่า พวกหมอไสยศาสตร์พวกอะไรอย่างนี้ ตายแล้วลงนรก จากนรกก็มาเป็นมหิทธิกเปรต ส่วนใหญ่จะตั้งตนเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ ใครไปล้ำที่ของแก แกตีตายเลยอะไรอย่างนั้น
      ถาม :  แล้วคนที่ตายจากความเป็นคน แล้วกลับมาเป็นคนช่วยระหว่างนั้นอยู่ที่ไหนคะ ?
      ตอบ :  อยู่ที่ไหนก็อาจอยู่ในแดนต้องใช้คำว่า “แดนกึ่งสวรรค์ หรือว่าแดนกึ่งอบายภูมิ” คืออาจจะอยู่ในช่วงระหว่างเดินทางก็มี แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วถ้าเจ้าหน้าที่เขาเห็น เขาจะให้กินน้ำหรือว่าผลไม้ที่ทำให้ลืม แต่ว่ามีหลายต่อหลายคนที่ประเภทไม่กิน ก็มาเกิดใหม่แล้วจำของเก่าได้หมด ถ้าไม่เจอเจ้าหน้าที่เลย ไปเจอคนไหนชอบใจเกาะเขาไปเลย จะไปเกิดเป็นลูกของครอบครัวนั้น
              มีอยู่รายหนึ่งชื่อ ป้าเยิ้ก นามสกุล ยนอยู่ จำชื่อแกง่ายเพราะชื่อและนามสกุลมีแต่ “ย” แกป่วยตาย แล้วแกก็เอ๊ะ...อยู่ที่ไหน กำแพงใหญ่ ๆ ได้ยินแต่เสียงเอะอะเกรียวกราว มีเสียงโซ่เหล็ก มีเสียงคนร้อง เสียงลงโทษ เสียงดุด่าอยู่ แกก็เดินเลาะ ๆ ไปเรื่อยจนเจอประตู โอ้โฮ ทำไมคนเฝ้าตัวใหญ่แท้วะ ถือหอกเฝ้าประตูอยู่ พอแกจะเข้าก็เอาหอกกั้นไว้ไม่ให้เข้า บอกว่า “ถ้าไม่มีผู้คุมมาห้ามเข้า” แกก็เดินไปเรื่อย เดิน ๆ ไปจนถึงตำหนักพระยายมพอดี พระยายมกำลังตัดสินอยู่ ตัดสินไปตัดสินมาท่านหันมาดู “อ้าว...แกมาอย่างไร ไม่มีคนคุมมา” “ก็ไม่รู้ฉันหาใครไม่เจอ ก็เดินมาเรื่อย ๆ” ท่านก็ถามว่า “ชื่ออะไร ?” ก็บอกชื่อ-นามสกุลท่านไป ท่านว่า “ยังไม่ถึงที่ตาย ให้รีบกลับไปซะ” กลับไปนี่เขามัดตราสังแกแล้ว แกก็เอาศอกกระทุ้งโลง กึก ๆ ๆ คนตกใจวิ่งกันซะเยอะเชียว
              คราวนี้ทางลูก ๆ ประเภทที่เรียกว่าคงจะรู้ ในเมื่อรู้ก็ช่วยกันแก้ออกมา เอาน้ำเอาอะไรค่อย ๆ หยอดจนกระทั่งแกฟื้นขึ้นมา พอแกฟื้นแกก็เล่าให้ฟังว่า “แกผ่านไปนะ เขตที่เห็นเป็นกำแพงใหญ่ ๆ คือขุมนรก เขาลงโทษอยู่ ตอนที่เขาเอาหอกกั้นไว้ไม่ให้แกเข้าน่ แกมองผ่านข้ามไปเห็น เขากำลังสับกำลังฟันไอ้พวกที่ทำความชั่วเอาไว้เยอะ แล้วก่อนที่จะให้กลับมา พระยายมเขาบอก กลับไปแล้วทำบุญให้เยอะ ๆ ไว้ ไม่อย่างนั้นตายมาเสร็จฉันแน่ ๆ เลย” แกกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำบุญบอกลูกบอกหลานอะไรทุกอย่าง แกทำหมด ทาน ศีล ภาวนา เอาทุกอย่างโดยเฉพาะภาวนา แกทำได้ดีมากเลย ทำไปจนถึงระดับรู้ว่าตัวเองจะตายวันไหนนั่นแหละ
              คนนี่ถ้าหากว่าเห็นแล้วไม่กลัวไม่มีหรอก กลัวทุกรายแหละ อาตมาเองเห็นนรกใหม่ ๆ ไม่กล้าบวชเลย แม่ขอให้บวชตั้งแต่สมัยอายุครบ ๒๐ ไม่กล้าบวชหรอก ผลัดมาเรื่อย น่ากลัวจริง ๆ และที่เห็นว่าน่ากลัวเพราะว่านักบวชลงไปเกิน ๙๐ เปอร์เซนต์เลยกลัว
              คราวนี้พอป้าเยิ้กแกใกล้ตาย แกก็ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ลูกให้หลาน แล้วก็บอกว่า “วันนั้นเวลานั้น แม่จะตาย ยายจะตายแล้วนะ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นไปตามวาระ ถึงตายตอนนี้ก็สบายใจแล้วล่ะ เพราะว่าบุญกุศลที่ทำมาเพียงพอแล้ว ต้องได้ไปอยู่ที่ดีแน่เลย” แล้วพอถึงวันถึงเวลาที่แกบอก แกก็ตายตามเวลานั้นจริง ๆ คนอย่างนี้ต้องบอกว่าบุญดี
      ถาม :  เวลาเราว่างเราก็ภาวนาทั้งวัน ภาวนาตลอดเวลา ?
      ตอบ :  ใช่ ใครด่าเราก็พุท-โธ ใครชมเราก็พุท-โธไปเรื่อย
              ”ใครจะดีจะชั่วช่างหัวเขา อย่าหาเหาใส่หัวตัวเราหนา
              มันจะยุ่งนุงนักหนักอุรา ถ้าใครว่าช่างเขาเราสบาย”

              เมื่อสองสามเดือนก่อน มีเด็กสาวอายุ ๑๔-๕ มาขอความรัก เราก็นั่งชักลูกประคำพุท-โธ นึกแล้วขำดี คือเขามากันพี่ ๆ น้อง ๆ เขาบอก “โอ๊ย...รักใครก็มีแต่คนนั้นบอกเลิก คนนี้บอกเลิก หลวงพ่อเป็นแฟนหนูเถอะ” (หัวเราะ) เราก็แกล้งชักลูกประคำไปด้วย พุท-โธ ช่วยลูกด้วย เด็กสมัยนี้กล้าจริง ๆ เราก็ทำเป็นสนุกไปเลย คนเขายังไม่เห็นทุกข์เห็นโทษในส่วนนี้ มีพระเขาถามว่า “อาจารย์ไม่คิดจะสึกแล้วหรือครับ ?” บอกว่า “ถ้าใจสบายอย่างนี้ ไม่คิดจะสึกหรอก แต่ถ้ากำลังใจลดลงเมื่อไร อาจจะนึกสึกไปเมื่อไรก็ได้” แต่ว่าถ้าหากว่ากันตามกำลังใจปัจจุบัน ต่อให้น้องป๊อบอารียาเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าว่า “ท่านเจ้าขา สึกไปแต่งกับดิฉันเถอะ” ก็ไม่เอาละ น่ากลัว ที่น่ากลัวคือเห็นโทษจริง ๆ นะ ไปแล้วไม่ได้รับผิดชอบเขาคนเดียวใช่ไหม ไหนจะญาติเรา ไหนจะญาติเขา ถ้ามีลูกก็เดือดร้อนเพราะลูก มีหลานก็เดือดร้อนเพราะหลาน โอ้โฮ...เห็นแล้วว่าน่ากลัว อารมณ์ที่คิดจะไปสร้างบานสร้างเรือนมีครอบครัวกับใครไม่มีเลย น่ากลัวจริง ๆ แต่คนอื่นจะเห็นความน่ากลัวตรงนี้หรือเปล่าไม่รู้
              ตัวอย่างของอาตมาไม่น่าชื่นชมนักหรอก ต้องโน่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ครูบาอาจารย์สมัยก่อนนับถือท่านมาก ท่านเล่าให้ฟังว่า “ท่านเดินธุดงค์ คราวนี้ต้องข้ามแม่น้ำ เดินธุดงค์ข้ามจังหวัดต้องข้ามแม่น้ำ เห็นเรือจ้างอยู่ก็เรียกเรือจ้างมา เรือจ้างก็สองคนแม่ลูก พอเห็นลูกสาวเท่านั้นแหละ มือเท้าอ่อนไปเลย พอเห็นหน้าอย่างนี้ใช่เลย ไม่รู้จะทำอย่างไร” เจ้าของเรือตัวแม่เขาก็ถามว่า “ท่านจะไปไหน ?” ท่านก็บอกว่า “จะเดินธุดงค์ไปนั่นไปนี่ แต่ว่าตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว คงไปไม่ไกลหรอก เดี๋ยวก็คงไปปักกลดไม่ไกลจากบ้านนี้เท่าไรหรอก” แล้วเขาก็เลิกแจวเรือ เขาก็ตามไป พอไปถึงก็ไปเอาน้ำเอาท่าเอาอะไรไปถวายพระ แล้วก็นั่งคุยด้วย ดิฉันชื่อนั้นชื่อนี้ นามสกุลนั้น มีญาติพี่น้องอยู่นั่นอยู่นี่ ตอนนี้ผัวก็ตายแล้ว มีลูกสาวอยู่คนเดียว มีนากี่ไร่มีควายกี่ตัว ถ้าท่านสึกมาแต่งกับลูกสาวก็จะยกสมบัติให้ หลวงปู่ฝั้นท่านบอกว่าตั้งสติไม่ได้เลย คิดจะสึกท่าเดียว แต่ตอนนั้นนึกอยู่อย่างเดียว นี่เราห่มเหลืองอยู่แล้ว เราเองก็กำลังออกมาแสวงหาธรรมะ ถ้าหากว่า เราจะสึกไปแต่งงานกับเขาไม่สมควร ก็เลยผลัด ๆ แบบว่า “ขอคิดดูก่อน” โยมว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเอาคำตอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาอาหารมาถวายตอนเช้า แล้วจะมาเอาคำตอบ” พอเขาไป บอกค่อยจะหายใจออกบ้าง ท่านเลยตัดสินใจถ้าพรุ่งนี้เขามาเราตายแน่ ๆ ก็ตัดสินใจยอมอาบัติ ถอนกลดเดินหนีทั้งกลางคืนนั่นแหละ ท่านบอกเดินข้ามไปสามจังหวัด ถ้าหากว่าเขามีปัญญาตามไปก็ยอมสึกแล้ว เพราะสมัยก่อนไม่ได้มีรถราเหมือนสมัยนี้ เดินกันจริง ๆ เดินข้ามไปสามจังหวัด แต่ท่านบอกเจ้าประคุณเอ๋ย เดินไปสามจังหวัดนั่นแหละ ไม่เป็นอันพุท-โธหรอก หลับตาลงเมื่อไรก็เห็นแต่หน้าใบโพธิ์นั่นแหละ แสดงว่าผู้หญิงต้องประเภทหน้าผากเว้าหน่อย แล้วถามว่า “แล้วเป็นอย่างไร ?” ท่านบอก “โอ๊ย...คิดไปตั้งเป็นปี กว่าจะลืม...!”
      ถาม :  สวดมนต์แล้วนอนทำสมาธิ มันเป็นหลายช่วงเหมือนกับตัวเองหายไปเลย เป็นรูป บางทีค่อย ๆ เป็น มันเบาไปเลยครับ ไม่ทราบว่าอาการแบบนี้มันเป็นอะไรครับ ?
      ตอบ :  คุณอย่าไปสนใจร่างกายมันสิ สนใจแต่สภาพของใจว่าตอนนั้นมีสติรู้อยู่หรือเปล่า ถ้ามีสติรู้อยู่ก็รับรู้ว่าอาการอย่างนี้มันเกิดขึ้น มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ถ้าตายตอนนี้เราก็ขอไปพระนิพพาน แล้วตายตอนนีี้จะไปไหนก็ตั้งใจไปสิ สำคัญตรงสติรู้อยู่ ถ้าสติมั่นคงนี่ความตายเป็นเรื่องเล็ก เคยตามดู ๆ จนกระทั่งหมดลมหายใจ หมดไปตั้งนานมันก็ไม่ไปไหนสักที แล้วมันค่อย ๆ คืนกลับมาดังเดิม
      ถาม :  …...(ฟังไม่ชัด).......?
      ตอบ :  อย่าไปคิดอย่างนั้ นคิดว่าเขาเป็นคู่บุญมาทำให้เราเห็นทุกข์ เราจะได้ไปนิพพานได้เร็วขึ้น เขาทำให้เราเบื่อหน่าย เราได้เข้าวัด ความจริงเขาเป็นเจ้าบุญนายคุณของเราเลย ไม่อย่างนั้นเราเองอาจจะไม่เบื่อจนกระทั่งเข้าวัดก็ได้ ถ้าเกิดเขาดี ๆ อย่างนี้ ถึงเวลาแล้วประเภทที่เรียกว่ารักใคร่แน่นแฟ้น เราก็ไม่คิดจะเข้าวัดเข้าวา ทีนี้ทะเลาะกันบ่อย ๆ นี่เขาทำให้เราเข้าวัด ถึงได้บอกว่าจริง ๆ ก็คือเจ้าบุญนายคุณของเราเลย
      ถาม :  อารมณ์แรกที่มันโกรธไปแล้ว ผมก็เลยรู้เลย เราก็ยังโดนกระทบไปแล้วก่อนทุกที แทนที่จะดี ?
      ตอบ :  ก็ยังดี เพราะว่าของเราอย่างน้อย ๆ สติก็ยังเท่าทัน ยังควบคุมมันอยู่ภายในได้ ขังเสือไว้ในอก นี่เป็นขั้นตอนที่ยากของนักปฏิบัติ เพราะส่วนใหญ่เสือมันแหกกรงไปฟัดชาวบ้านเขาเสียแล้ว ตอนขังเสือไว้ในอกนี่เป็นขั้นตอนที่ยากมาก หลายรายนี่น่าสงสารมากเลย มันแบบว่ากดดันจนจะระเบิดอยู่แล้ว เสือมันแข็งแรงมาก นี่มันอาละวาดกรงจะพังอยู่แล้ว ต้องใช้วิธีหลบหน้าไปก่อน เผชิญหน้าตอนนั้นไม่ได้ พังแน่ ๆ เพราะว่ามันเหมือนกับลูกโป่งที่มันเต็มที่แล้ว ขืนไปสะกิดอีกหน่อยก็ระเบิด ถ้าหากว่าเราขังมันไว้นาน ๆ ต่อไปมันก็จะประเภทอ่อนกำลังลง จะปราบมันได้ง่ายขึ้น อะไรได้ง่ายขึ้น ต่อไปได้รู้เท่าทัน ตัดมันตั้งแต่ต้นเหตุได้
      ถาม :  ถ้าเจอสถานการณ์กดดันจะพยายามทรงอารมณ์ได้ เหมือนตอนนี้มันไม่ค่อยขึ้นเลย นึกถึงพระได้ นึกถึงหลวงพ่อได้ แต่เหมือนกับอารมณ์ใจมันไม่แจ่มใส มันตึง ๆ แน่น ๆ ?
      ตอบ :  ไม่รู้เหมือนกัน ของโยมทำแบบนี้ แต่ของอาตมาเองนี่ประเภทเที่ยงคืน เขามาถีบประตูท้าตีกัน คนกำลังง่วง ๆ แล้วตื่นขึ้นมามันเป็นอย่างไรล่ะ อยู่ ๆ เขาด่าพ่อล่อแม่ เห็นชัด ๆ เลยว่าสิ่งที่เราฝึกมานี่มันใช้ได้ ใจเย็นอย่างกับซุกน้ำแข็งอยู่ในอก บอกเขาว่าถ้าเมาก็กลับบ้านไปนอนเถอะ ผมไม่ทะเลาะกับคุณหรอก เขาก็ไม่นึกว่าอยู่ ๆ ประเภทออกมาแล้วจะมาพูดดีด้วย เขาก็งง ๆ เล่นบทไม่ถูก หายไปสักพักหนึ่ง เดี๋ยวกลับมาใหม่ โครมอีกแล้ว ถีบประตูรั้ว แน่จริงออกมาสิวะ สงสัยพวกไปยุมาใหม่ เราก็ออกไปอีก เกลี้ยกล่อมให้เขากลับไปอีก ปรากฏว่าพอเขาด่ามาอีกที ไอ้เราก็มีใครสะกิด ก็หันมา อ้าว! คุณแสงชัย เขาบอกพี่ถอยไป ผมเอง เตะร่วงคาตีนเลย เสร็จแล้วเราต้องเป็นคนหามไปส่งอีก
              คราวนี้ก็ใกล้เวลาตื่นมาทำกรรมฐานแล้ว เพราะว่าตอนที่เขามากวนยกแรกก็เที่ยงคืนกว่า ของเราตี ๓ ตื่นประจำ ตอนที่ออกไปครั้งก็ใจเย็น ครั้งที่สองก็ใจเย็น จนกระทั่งแบกเขาไปส่งบ้านก็ยังใจเย็นอยู่ ตอนมานั่งกรรมฐานสิ โอ้โห! มันโกรธจนมือเท้าสั่นไปหมดเลย เขาตอนนั้นรู้อย่างนี้เตะมันเสียเองก็ดี ถึงได้บอกเปรียบเทียบให้ฟังว่าอารมณ์ของการปฏิบัตินี่มันเป็นอย่างนี้ แรก ๆ นั้นมันช่วยได้ แต่ว่ามันไปคิดทีหลัง เราหยุดตัวปรุงแต่งไม่ทัน ไปนึกวว่ามันด่ากูอย่างนั้น มันด่ากูอย่างนี้ ก็เลยไปกันใหญ่ กรรมฐานพังไปเป็นเดือนเลยช่วงนั้น ยิ่งวัยรุ่น ๆ อยู่ด้วย อายุเพิ่งจะสิบแปด สิบเก้า โอ้โห! สุดยอดเลยช่วงนั้น นั่นขนาดปฏิบัติกันชนิดหัวไม่วางหางไม่เว้นแล้วนะ ยังได้แค่นั้นเอง มันไปโกรธเสียจนกระทั่งมือเท้าสั่นไปหมด ทำกรรมฐานไม่ได้เลย
      ถาม :  กรรมฐานนี่ต้องสงบไหมครับ หรือว่าจิตมันจะคิดตลอด ?
      ตอบ :  มี ๒ อย่าง ถ้าสมถกรรมฐานมันต้องการความสงบ ถ้าเป็นวิปัสสนานี่มันจะคิด แต่คราวนี้ว่าถ้าสมถะไปถึงที่สุดก็คือเต็มกำลังที่เราทำได้แล้ว จิตจะถอยออกมา ถ้าไม่หาเรื่องดี ๆ ให้คิดมันจะฟุ้งซ่าน
      ถาม :  ผมมีความคิดว่า จิตผมนี่มันไม่มีทางที่จะอยู่นิ่ง ๆ เลย ?
      ตอบ :  ก็คิดเสียให้พอ คิดถึงความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงคุณของศีล ของการบริจาคให้ทาน คิดถึงความดีของเทวดา คิดถึงความตาย จะได้ไม่ประมาท คิดให้เห็นความจริงของร่างกายของเรา ของเขา คิดมันไปเรื่อย ๆ
      ถาม :  จิตมันไม่คิดได้ด้วยหรือครับ ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่ามันต้องการนิ่งก็ให้มันนิ่ง แต่ถ้าหากว่ามันจะคิดเมื่อไร หาเรื่องดี ๆ ให้มันคิด ไม่อย่างนั้นมันจะคิดไปในเรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง แล้วพาเราฟุ้งซ่าน