|
ถาม: .....................
ตอบ : ครูบาอาจารย์ของเราตั้งแต่สมัยหลวงปู่สุ่น หลวงปู่ปานเป็นต้นมา วันเสาร์ ๕ จะเป็นวันไหว้ครูประจำปี ถ้าเสาร์ ๕ ติดธุระไม่ว่างจริง ๆ ท่านให้ใช้วันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชาติดธุระไม่ว่างจริง ๆ ให้ใช้วันมาฆบูชา ใช้ได้แค่ ๓ วันนี้เท่านั้น
ถ้าเป็นสมัยหลวงปู่ปาน หลวงพ่อวัดท่าซุง วันเสร์ ๕ ท่านจะมีการเป่ายันต์เกราะเพชรด้วย แต่คราวนี้สถานที่นี้ขืนระกาศเป่ายันต์เกราะเพชรก็เหยียบกันตายพอดี เอาแค่ว่าเป็นวันไหว้ครู หลังจากที่อาตมาอาราธนาบารมีพระเพื่อพุทธาภิเษก ถ้าท่านเมตตาสงเคราะห์เป่ายันต์เกราะเพชรให้ก็แล้วแต่ท่านจะเมตตา แต่ถ้าอาตมาสามารถทำศาลาที่วัดทองผาภูมิเสร็จก่อน ๒๗ ธันวาคม วันที่ ๒๗ ธันวาคมจะจัดงานเป่ายันต์เกราะเพชรที่วัดทองผาภูมิ เหตุที่ต้องทำอย่างนี้เพราะว่า คำสั่งครูบาอาจารย์ตอนที่ครอบครูการเป่ายันต์เกราะเพชรให้ ท่านบอกว่า “อยู่ที่ไหนให้ทำเฉพาะที่วัดนั้น ห้ามเดินสายไปทำตามวัดต่าง ๆ ห้ามทำเพราะหวังชื่อเสียงลาภยศ ห้ามทำโดยการใช้กำลังของตัวเองโดยไม่ฟังพระท่าน” สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถ้าครูบาอาจารย์ท่านห้าม เราต้องปฏิบัติตลอดชีวิต
เรื่องของยันต์เกราะเพชรอานุภาพมากเหลือเกิน สรุปว่าใครรับยันต์เกราะเพชรไป อันดับแรก จะไม่ตายโหง บาดเจ็บหนักขนาดไหนก็รอด ถ้าไม่ใช่หมดอายุขัยจริง ๆ อย่างไรก็ไม่ตาย อันดับที่สอง จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์มีพิษ อันนี้อาตมาทดลองเอง โดนงูกัดมาหลายครั้งไม่ตายหรอก เจ็บหน่อยแต่ไม่ตาย กล้ายืนยัน อาตมาจับงูเล่นมาหลายชนิดเแล้ว กระทั่งพญานาคก็จับเล่นมาแล้ว ไม่ได้เจตนาจับไปเล่นหรอก นึกว่าท่านเป็นงูธรรมดา ก่อนที่จะปล่อยท่านกลับไปก็ถ่ายรูปท่านไว้ มาดูรูปทีหลัง แหม...ไม่น่าหลอกกันเลย โง่ไปหน่อย เพราะฉะนั้น...อาตมามีรูปงูที่หล่อที่สุดในโลกอยู่ เอาไว้ถ้ามีโอกาสแล้วจะเผยแพร่ให้ดู เป็งูที่หล่อจริง ๆ ใครเห็นก็บอกไม่เจองูอะไรที่สวยอย่างนี้มาก่อน เป็นงูสีเขียว ๆ ตัวขนาดแขนของอาตมา เราไม่คิดว่างูประเภทนี้ไม่มีอยู่ในโลก ก็คิดว่าเป็นปกติ เพราะรู้จักงูไม่ค่อยจะครบ มีจริ งๆ ในเมื่อจับเล่นมาซะเยอะก็โดนกัดเยอะด้วย ที่โดนกัดเพราะว่าบางครั้งเขาอยากจะไปแล้ว เราเองยังเล่นไม่เบื่อ ก็ดึงกลับมา อยากไปก็ดึงกลับมา ดึงไปดึงมาเขาไปไม่พ้นเสียที เขาก็กัดให้ พอจ๊ากเข้าให้เราก็เสร็จ แต่ยืนยันว่าไม่ตายแน่นอน แต่ไม่ใช่ไม่เจ็บนะ
อันดับต่อไปคือว่า จะไม่ตายเพราะไสยศาสตร์ ใครทำไสยศาสตร์ใส่เราจะย้อนกลับหมด นี่อานุภาพคร่าว ๆ แต่จริง ๆ แล้วยันต์เกราะเพชรคือบารมีพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นบารมีพระพุทธเจ้า คำว่า พุทโธอัปปมาโณ คือคูรพระพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ เราตั้งใจอธิษฐานให้เป็นอย่างไร ใช้ในด้านไหน จริง ๆ แล้วใช้ได้หมด เพียงแต่ว่าเราใช้เป็นไหม อาตมาเป็นลูกศิษย์นอกครูประจำ ครูสั่งอย่างไรก็ทำ แล้วก็ทำเยอะกว่าที่ครูสั่งด้วย ตราบใดที่ครูยังไม่ด่าก็ไม่หยุด ทำไปเรื่อย ๆ ซนถึงได้กล้ายืนยันว่า
ถ้าเรื่องอานุภาพของยันต์เกราะเพชรใช้ได้รอบด้านจริง ๆ ประเภทกันเอดส์ยังไหวเลย เพียงแต่เราอธิษฐานใช้เป็นไหม เรื่องของไสยศาสตร์เป็นเรื่องละเอียด เอดส์เป็นเชื้อโรคเป็นของหยาบกว่าตั้งเยอะ กันไสยศาสตร์ยังกันได้ แค่ของหยาบอย่างเชื้อโรคทำไมจะกันไม่ได้ สำคัญตรงกำลังใจของเรา ถ้ากำลังใจของเราเข้มแข็งมาก เปิดรับเต็มที่ อานุภาพท่านก็ให้ได้เต็มที่เหมือนกัน
เรื่องของยันต์เกราะเพชรถ้าใครจะพิสูจน์ ให้หาผู้หญิงที่ท้องเป็นครั้งแรก ท้องแรกจริง ๆ ไปเข้าพิธีด้วย ถ้าคลอดมาเป็นผู้ชายจะมียันต์ติดตัวออกมาพิสูจน์ได้เลย คราวที่แล้วหลานอาตมาถึงเวลาไปเข้าพิะี เสร็จแล้วคลอดเหลนออกมา พยาบาลเช็ดเสียหน้าแทบถลอก ติดออกมา ลาย ๆ พยาบาลไม่เคยเห็นก็ถูใหญ่ เด็กแสบก็ร้องจ๊าก ๆ ต้องท้องแรกจริ งๆ ประเภทท้องที่สองที่สามไม่ได้แล้ว หมดสิทธิ์ แต่ถ้าเกิดเป็นผู้หญิงก็ไม่เห็นหรอก เพราะผู้หญิงไม่ค่อยดื้อ ยันต์เข้าตัวง่าย เข้าไปอยู่ที่กระดูกหมด ไปพิสูจน์ได้อีกครั้งตอนตายแล้ว ผู้หญิงกับผู้ใหญ่นี่ไม่เห็ฯ แต่ถ้าเป็นผู้ชายดื้อมาก ยันต์ไม่ค่อยจะเขาหรอก ถึงเวลาคลอดยันต์ติดอยู่ที่หนังยังเห็นได้
ถาม : …...................
ตอบ : ทิศของบายศรี ทิศเหนือสีแดง ทิศใต้สีม่วง ทิศตะวันออกสีเหลือง ทิศตะวันตกสีขาว เดี๋ยวสักครู่ตอนพุทธาภิเษก ขอให้ทุกคนตั้งใจขอบารมีพระท่าน อธิษฐานไปเลยว่า “บารมีใดที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหมเทวดาท่านสงเคราะห์มา มีผลต่อวัตถุมงคลเพียงใด ขอให้เลือดเนื้อร่างกายของเราทั้งหมด มีอานุภาพเหมือนกับวัตถุมงคลด้วย” ถึงเวลาเผื่อลืมแขวนพระอย่างไรก็ไม่ลืมกระดูกตัวเองนะ เท่ากับมีวัตถุมงคลติดตัวตลอดไป แต่อย่าลืมว่าต้องอาราธนาทุกวัน การอารธนาหรือการเปิดใจรับพลังงานนั้น เพื่อที่ให้พลังงานนั้นมีอานุภาพในการคุ้มครองเราได้จริง ๆ เดี๋ยวพอพุทธาภิเษกเสร็จ อาตมาจะแจกผ้ายันต์ให้ตรงนี้ ยังไม่ทราบเลยว่าเป็นผ้ายันต์อะไร คณะของคุณยงค์ชัชวาล นพไพบูลย์รัตน์ เขาทำมาให้ มีแจกแค่วันนี้วันเดียว เวลานี้เวลาเดียว ผืนเบ้อเร่อเลย เหมาะที่จะเอาไปปูโต๊ะ (หัวเราะ) ถ้าหากแจกผ้ายันต์หมดก็จะแจกซองกฐินต่อ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น...ถ้าหากว่าหลังพุทธาภิเษกเสร็จแล้ว ใครจะทำบุญกับพระออกสมาบัติ หรือว่าทำบุญรายการอื่น ๆ ก็เข้ามาทำได้ตรงนี้
ถาม : …..................
ตอบ : ญาติโยมเวลาต้องการอะไรมักจะไม่ฟัง ตอนที่ไปหล่อพระที่บริษัทแพนด้าจิวเวอรี่ หลวงพ่อสมเด็จ วัดสระเกศท่านดุเอา นาน ๆ จะเห็นพระระดับนั้นดุซักครั้ง แต่ท่านดุแบบเพราะ ๆ นะ ท่านบอกว่า “ศรัทธาน่ะดี แต่ว่าให้มีปัญญาประกอบด้วย ไม่อย่างนั้นอันตราย” เพราะว่าตอนนั้นโยมเขาถวายหินพระธาตุมาคนละถุง อาตมาถุงหนึ่ง ท่านอนันต์ถุงหนึ่ง ท่านอนันต์เป็นเจ้อาวาสวัดพระธาตุห้าดวง ท่านอนันต์บอก “ผมแจกนะ” อาตมาบอก “เฮ้ย...ไม่พอแจก เดี๋ยวได้เหยียบกันตาย”ท่านบอก “ผมแจกล่ะ โยมเขาอยากได้” พอหมด ก็เหลือแค่อาตมาถุงหนึ่ง ก็ฮือเข้ามา มีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ ที่เหลือก็โถมข้ามมา แล้วเด็กเป็นอย่างไร ไม่รู้โดนเหยียบไปกี่เท้า ร้องจ๊ากอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น...ทำอะไรต้องมีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ว่าถึงเวลาเอาศรัทธานำหน้า ไม่มีปัญญาประกอบ จะเกิดความเสียหายได้ง่าย พระผู้ใหญ่ขนาดหลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านเอ่ยปากอย่างนั้น แรงมากนะ
ถาม : …..................
ตอบ : เรื่องของการปฏิบัติ ถ้าพื้นฐานเดิมมีอยู่ หมายความว่าในอดีตเราเคยทำเกี่ยวกับเรื่องกสิณ เรื่องของอภิญญา เรื่องของทิพจักขุญาณมา พอกำลังถึงก็จะได้เอง ของเก่าจะฟื้นคืนมาหมด แต่ว่าเรื่องของฤทธิ์ เรื่องอภิญญา ไม่ใช่ที่พึงที่แท้จริง เป็นแค่ตัวแก้สงสัย คือสามารถเห็นได้ว่า เออ...ผีมีจริง เทวดามีจริง นรกสวรรค์มีจริง ใครทำดีได้ผลอย่างไร ทำชั่วได้ผลอย่างไร คราวนี้สำคัญตรงที่ว่า ตัวเองตัดสินใจเอาดีหรือเอาชั่ว อีกอย่างคือว่า พอสามารถทำอย่างนี้ได้ กำลังจิตจะสูง ตัวกำลังจิตสูงถ้าใช้ไปในการตัดกิเลสจะตัดไดด้ง่าย แต่ถ้าใช้ผิดก็เป๋กระจายเหมือนกัน เพราะแรงเยอะ เหมือนอย่างกับประเภทเหยียบรถแรง ๆ แล้วลงเหวก็ลงไปด้วยกันนั่นแหละ (หัวเราะ)
ถาม : มีโอกาสใช้ผิดไหมครับ ?
ตอบ : เยอะมากเลย อย่างพวกเรายิ่งใช้ผิดเยอะเลย อย่างอภิญญาต้องการอะไรก็ได้อย่างนั้น แล้วพวกเราส่วนใหญ่ใจอ่อน ในเมื่อใจอ่อนสมมติว่าเห็นคน อ้าว...ขาเป๋ มือหงิก มือง่อยมาอย่างนี้ ถ้าเราคิดให้หาย หายเดี๋ยวนั้นเลยนะ แต่เราเองนั่นแหละจะซวยแทน เพราะว่าเราไปฝืนกฎของกรรม ลืมดูว่าเขาทำอะไรมาถึงได้รับโทษอย่างนั้น แล้วเราไปช่วยเขาทีเดียว ในเมื่อเราช่วยเขาเหมือนกระแสกรรมวิ่งใส่เขา แล้วเราไปขวางคนโดนก็คือเรา เพราะฉะนั้น...จะสังเกตว่าหลวงปู่ หลวงพ่อ ที่ทำหน้าที่รักษาคนอื่นช่วยคนอื่น ส่วนใหญ่ป่วยงอมพระรามทุกราย
ถาม : ….....................
ตอบ : หลวงพ่อท่านบอกว่า “สมัยก่อนหลวงปู่ปานมักจะเขียนคาถาทิ้ง ๆ ไว้อยู่เรื่อย ท่านเองเข้าไปทำความสะอาดกุฏิ อ้าว...เดี๋ยวก็เห็นอีกแล้ว คาถาบทนี้ใช้อย่างนี้ ๆ มีผลอย่างนี้ ท่านบอกอย่างอื่นทำหมด อันไหนคาถาเสน่ห์ทำให้เขารักกัน หลงกันท่านฉีกทิ้งหมด” หลวงปู่ปานก็สงสัย “ทำไมแกไม่เอาพวกนี้วะ ?” ท่านบอก “พูดดี คิดดี ทำดี กับเขา ๆ ก็รักเราเอง ไม่ต้องเสียเวลาไปทำเสน่ห์หรอก” (หัวเราะ)
ถาม : …...................
ตอบ : อาตมาโดนจนเข็ด โดนจนกระทั่งที่เรียกว่าเหมือนอย่างกับคนใจดำ คือตั้งใจไว้เลยว่ าถ้าไม่ได้มาล้มชักทับตีนอยู่จะเดินหนีไปเลย คราวนี้มาล้มชักทับตีนอยู่ เราเดินไม่ได้ก็ต้องช่วยมัน (หัวเราะ) โดนจนเข็ด จนต้องตั้งใจไว้อย่างนั้นเลย เพราะส่วนใหญ่ของเราก็เสียไม่ได้ อดช่วยมันไม่ได้ ช่วยมันทีไร เราหงิกเองทุกที
ถาม : …...............
ตอบ : ถึงได้บอกว่า “นักปฏิบัติถ้าจะเอาดีได้ ต้องฝึกถึงขนาดหลับและตื่นกำลังใจเสมอกัน” ทำอย่างไรจะให้จิตรู้อยู่ตลอดในเวลาที่หลับ ตรงจุดนี้แหละที่เขาหากันนักหากันหนา เพราะว่าถ้าหากว่าจิตมีสติพร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น กิลเสเข้ามากินเราไม่ได้เลย ระวังอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น...หลับกับตื่นอารมณ์เท่ากัน ทำลำบากหน่อย แล้วทำได้ก็ไม่ใช่ดีนะ ทำได้แปลว่าเริ่มจะป้องกันตัวเองได้ ไม่ได้หมายความว่าจะหลุดพ้นมัน ประมาทเมื่อไรเดี๋ยวมันก็ฟาดเราหงายท้องอีก พวกนี้ลีลาเยอะ คือลักษณะนี้จริง ๆ คือว่า ถ้าหากว่าของจริงมาขณะเราพัก เวลาหลับส่วนใหญ่แล้ว เราจะบังคับไม่ได้ จะเป็นอารมณ์ใจที่แท้จริงของเรา ถ้าหากว่าในความฝันของเรายังรัก โลภ โกรธ หลงอยู่เต็ม ๆ มีโอกาสละเมิดศีลก็ละเมิดอย่างนี้ แสดงว่าใช้ไม่ได้ แต่ถ้าฝันรู้ว่า เออ...เรารักษาศีล เออ...เราตั้งใจจะไม่โกรธ เราต้องทำให้ได้ แสดงว่ากำลังใจอยู่ฝ่ายดีมากกว่า เพราะฉะนั้น...ต้องคอยระวังไว้ให้ดี ความฝันเป็นเครืองบอกหลักการปฏิบัติของเราว่า ได้ถึงไหน ยิ่งตั้งใจว่าจะเอาดีให้ได้ แหม...มันยิ่งตีหนัก
ถาม : ….................
ตอบ : โกรธนี่ถ้าออกอกาารตึงตังโครมครามน่ากลัวมาก ลักษณะนั้นเป็นส่วนหยาบ ส่วนหยาบเลยแก้ง่าย เสร็จแล้วพอลงมาอีกระดับหนึ่ง คือประเภทว่าด่าเขา แต่ไม่ลงมือทำร้าย แล้วอีกระดับหนึ่ง คือโกรธไม่ด่าเดินหนีไปเลย สงสัยไปอกแตกตายอยู่ข้างหน้าโน่น อันนี้กลับดีนะ ขังเสือไว้ในอก
ฉะนั้น...จะสังเกตว่าส่วนหยาบจริง ๆ แก้ง่ายกว่า ส่วนละเอียดแก้ยาก บางครั้งโกรธเขานี่ ตัวโกรธยังขังอยู่หลายวันอย่างกับไฟสุมขอน กำลังใจมืดมัวไปหลายวันเลย ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ คิดแต่จะโกรธเขาอยู่ อันนี้อยู่ข้างใน จะว่าดีไหม จริง ๆ แล้วการโกรธไม่ดี แต่ดีตรงที่เราระงับอาการที่ออกทางกาย ทางวาจาได้ จริง ๆ เหลือแต่ในใจ เท่ากับว่าเราเก็บความชั่วเอาไว้ในใจ เหมือนอย่างกับขังเสือไว้ในอก ให้มันอาละวาดไปเถอะกับเราคนเดียว อย่าให้มันไปอาละวาดใส่คนอื่นเขา จะเป็นทุกข์เป็นโทษไปด้วยกัน อย่างนั้นเราไม่เอา แล้วหลังจากนั้นคอยระมัดระวังเอาไว้ ดูว่าเมื่อไรที่ความโกรธจะมีอีกหรือเปล่า หรือว่าจะสามารถระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดได้อย่างไร
ถาม : ….........................
ตอบ : คำว่า “หนี้สงฆ์” คือการที่เราอาจจะเคยเข้าไปในวัด เอาสิ่งของจากพระหรือหยิบเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เอามากินเอามาใช้ ของทุกอย่างที่เขาถวายไปเป็นของสงฆ์ ถ้าไม่ใช่พระทั้งวัดมีความเห็นร่วมกันว่ามอบให้ได้ ก็เท่ากับเราเอาของสงฆ์ไปกินไปใช้ จะติดหนี้ ซึ่งโทษหนักมาก เพราะว่าโทษการเอาของสงฆ์ไป ส่วนใหญ่จะลงอเวจีมหานรก คราวนี้ถ้าเรารู้วาเราเอาอะไรไป ถ้าต้องการที่จะใช้คืน ต้องใช้คืนในราคาปัจจุบัน อย่างเช่น สมมติว่า เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เราเอาแก้วน้ำไปจากวัดใบหนึ่ง ตอนนั้นอาจจะใบละ ๒ บาท แต่มา ๒๐ ปีหลังนี่มัน ๒๐ บาท ต้องใช้คืนในราคาปัจจุบันคือ ๒๐ บาท
คราวนี้หลายท่านอาจจะเคยหรือไม่เคยก็ตาม แต่จำไม่ได้แล้วว่าได้ทำหรือเปล่า ในเรื่องของการติดหนี้ก็ให้ตั้งใจในลักษณะชำระหนี้สงฆ์ คราวนี้การชำระหนี้สงฆ์เนื่องจากต้องชำระในราคาปัจจุบันก็เลยคิดกันยาก พระยายมราชท่านแนะนำว่า ให้สร้างพระหน้าตัก ๔ ศอกเป็นการชำระหนี้สงฆ์ แต่คราวนี้หน้าตัก ๔ ศอก ถ้าหากว่าเป็นพระไม่ได้ปิดทอง ได้เฉพาะเจ้าภาพคนเดียว แต่ถ้าสร้างหน้าตัก ๔ ศอกแล้วปิดทองด้วย จะร่วมกันกี่คนเป็นคณะใหญ๋แค่ไหน มีอานุภาพชำระหนี้สงฆ์ได้เหมือนกันหมด
เพราะฉะนั้น...ถ้าเราจะเป้นเจ้าภาพร่วมกันหลาย ๆ คน สร้างอค์หนึ่งก็ได้ หรือว่าเราไม่สามารถรวบรวมคนได้ถึงขนาดจะสร้างพระองค์นหึ่ง เราก็ร่วมสร้างกับคนอื่นเขา ตั้งใจไปเลยว่าเขาสร้างกี่องค์หรือว่าสร้างองค์ไหน เราก็ขอเป็นเจ้าภาพร่วมไปด้วย เพราะว่าที่อาตมาทำจะปิดทองทั้งหมด เราจะร่วมมากร่วมน้อยอย่างไร มีอานุภาพชำระหนี้สงฆ์ได้หมด คราวนี้พอเราตั้งใจทำปุ๊บ สิ่งที่เคยเป็นหนี้สงห์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะหมดสิ้นกันลงไปเลย เท่ากับเราเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์ ยกเว้นว่าจะไปทำใหม่อีก
ถาม : อยากจะทราบว่า ถ้าเราสร้างพระชำระหนี้สงฆ์หมดไป จะทำอะไร ๆ ได้ดีขึ้นไหมคะ ?
ตอบ : คือจริง ๆ เรื่องของหนี้สงฆ์นี่จะถ่วงเรื่องมรรคผลเสียมาก ถ้าหากว่าเป็นหนี้สงฆ์จริง ๆ โทษจะลงอเวจีมหานรก กว่าจะขึ้นมาได้จากนรกก็นานแสนนาน แล้วยังต้องเศษกรรมให้เป็นเปรต ให้เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน กว่าจะได้เกิดเป็นคนยาก
ฉะนั้น...จะเป็นตัวถ่วงการปฏิบัติของเรา ก็ตั้งใจชำระหนี้สงฆ์ไป ถ้าหากว่าหมดตัวถ่วงใหญ่ ต่อไปเรื่องอื่นก็สะดวกสบายไปด้วย เราก็อธิษฐานไปสิ อานิสงส์ไม่ใช่ว่าเราชำระหนี้สงฆ์เฉย ๆ เท่ากับเราได้สร้างพระประธานองค์ใหญ่ด้วย บุญมหาศาลมาก เพราะว่า พุทธบูชา มหาเตชะวันโต การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชมีอำนาจมากประมาณไม่ได้ เราก็อธิษฐานเอาว่า “สิ่งที่เราทำที่เป็นบุญนี่ต้องการอะไร อยากมีความคล่องตัวในด้านไหนก็อธิษฐานไป” รวมกันมาหลาย ๆ คนก็ได้ เท่าที่อาตมาทำก็ตัั้งราคาไว้แสนหนึ่ง ไปถามช่างเขาดูแล้ว อาตมาเคยทำเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว ทำเสร็จนี่ตกแสนกว่า แต่ว่าสิบปีให้หลังอาตมาทำก็คงยังคิดแสนหนึ่งเท่าเดิม เพราะของขึ้นราคา แต่ว่าเราให้ทำบุญราคาเท่าเดิม ที่ว่ามานี่ไม่ใช่มีแต่องค์พระเฉย ๆ แต่สร้างอาคารสำหรับพระด้วย เพราะว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอนนักสอนหนาว่า สร้างพระอย่าตากแดดตากฝน เลยว่าจะสร้างอาคารด้วยคิดราคาเท่าเดิม เพียงแต่ว่าเพิ่มอาคารให้ด้วย ที่สร้างไปเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วนี่เขาปิดทอง คิดค่าปิดทอง ๒๕,๐๐๐ แผ่น ทองแผ่นหนึ่งสมัยนี้แพง สมัยโน้นประมาณ ๓ บาท เพราะฉะนั้น...ค่าปิดทองอย่างเดียวก็ ๗๕,๐๐๐ เข้าไปแล้ว ค่าทอง ๗๕,๐๐๐ บาทไม่มีองค์พระเลย เพราะฉะนั้น...ค่าองค์พระอีกอต่างหาก ค่าแรงช่างอีกต่างหาก
ถาม : อย่างจะมีเด็กที่สี่แยกขายพวงมาลัย คือตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่บอกว่า การที่จะช่วยคนหรือช่วยอะไร เราต้องช่วยด้วยกำลังทรัพย์ของเราเอง แล้วถ้าช่วยก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด แต่การว่าการช่วยนั้น เป็นการช่วยที่อาจจะทำร้ายเขา ก็ไม่ควรที่จะช่วย เพราะว่าถ้าการที่เด็กมาขายที่สี่แยกแล้วเราซื้อนี่ ทำให้เขาคิดว่าเขาขายได้ พอขายได้พรุ่งนี้เขาก็กลับมาขายที่เดิมอีก แทนที่เขาจะมีเวลาไปโรงเรียน หรือว่าแทนที่เขาจะไปเรียนหนังสือซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาอย่างนี้ สรุปแล้วเราควรจะซื้อหรือไม่ซื้อครับ ?
ตอบ : ควรซื้อให้เยอะ ๆ ซื้อให้หมดมันจะได้กลับบ้านไปเลย อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ เป็นเรื่องจริง นั่นคุณคิดเกินไป เรื่องของพระพุทธศาสนานี่ ตัวพรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เขาทำเฉพาะหน้าทำตอนนั้น ทำเดี๋ยวนั้น หลังจากนั้นเขาจะเป็นอย่างไรเป็นกรรมของเขาแล้ว เราคิดว่าเราสามารถช่วยได้ เราคิดว่าเราอยากจะช่วย ก็ให้เราช่วยเดี๋ยวนั้นเลย คือสงเคราะห์เขาเฉพาะหน้า หลังจากนั้นแก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของเขา อันนั้นคิดเกิน คิดเกินนี่บางครั้งคิดหานรกไปเลย ขาดตัวอุเบกขา คือในเรื่องของทานบารมี หรือจาคานุสติ ถ้าเรามีโอกาสได้สละเพื่อช่วยเหลือคนอื่นเขา รีบสละ แต่หลังจากนั้นเขาจะไปทำอะไรเราไม่ต้องคิด บางคนเห็นขอทานให้ไป พอให้ปุ๊บ เอ๊ะ...จะเป็นแก็งค์ที่ตั้งหน้าตั้งมาหลอกลวงเขา โดยเฉพาะจัดกันที ๓๐ คน ๕๐ คน อะไรอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า อันนี้ขาดตัวอุเบกขา เรารู้ว่าเราให้ได้เราให้ เราได้ให้ก็พอใจแล้ว แค่นั้นแหละจบ อย่าไปคิดต่อ คิดต่อกำลังบุญตก
อันนั้นก็เหมือนกัน เรื่องของเมตตาพรหมวิหาร ว่ากันเฉพาะหน้า เรื่องของธรรมะเขาเอาปัจจุบัน ปัจจุบันมีโอกาสทำรีบทำ เพราะว่าถัดไปเราอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ได้ ชีวิตอยู่แค่ลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายแล้ว เรามีโอกาสทำเรารีบทำไว้ ส่วนหลังจากนั้นแล้วเขาจะเป็นอย่างไร บุญกรรมที่เขาสร้างมาเป็นตัวกำหนดไม่ใช่เรากังวลแทนเขาไปก็ไร้ประโยชน์ กังวลมากคิดมากเรากำลังฟุ้งซ่านกำลังเศร้าหมอง เกิดตายตอนนั้นเราแย่อีก ถึงต้องใช้คำว่า “ปล่อยวาง” แต่ว่าวางหลังจากที่เราได้ทำหน้าที่ของเราให้ดีแล้ว
ถาม : ผมเพิ่งได้หนังสือ มียายคนหนึ่งทำบุญทั้งชีวิต สร้างโบสถ์สร้างศาลามีโอกาสทำ แต่ตอนตายเศร้าหมองเรื่องลูกเขยหน่อยหนึ่ง ตายแล้วเป็นเปรต ผมยังแบบ โอ้โฮ...ทำทั้งชีวิตด้วย แต่มาเสียตอนก่อนตายเท่านั้นเอง
ตอบ : ก็ดูสิ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร ท่านบอกว่า “บุคคลผู้มีจิตศรัทะาเลื่อมใส ตั้งใจเจริญฌานสมาบัติ ทรงฌาน ๔ ได้ ยังทิพจักขุญาณให้เกิด เห็นนรกสวรรค์แล้ว กล่าวว่าบุคคลผู้ทำดีไปสวรรค์อย่างเดียว บุคคลผู้ทำชั่วไปนรกอย่างเดียว ตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่” คือสำคัญตรงจิตสุดท้ายว่าเกาะอะไร แต่อย่าลืมว่ายายคนนั้นแกทำดีมาตลอดชีวิต ถึงแกจะเกิดเป็นเปรต แกก็เป็นแป๊บเดียวแหละ เพราะกำลังบุญแกมีอยู่ อย่าลืมว่าแกชั่วหน่อยเดียว ชั่วหน่อยเดียวถึงรับผลชั่วก่อนก็รับหน่อยเดียว
ถาม : จะเหมือนชั่วหรือครับ แค่กังวลเรื่องทั้่งที่ตัวเองเอาเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตมาช่วยเขา แต่กลายเป็นว่าเขาเอาไปเล่นการพนันอีก หมองแล้วตาย
ตอบ : อย่าลืมว่าใจหมอง กติกาแน่นอนอยู่แล้ว ใจเป็นตัวพาไปว่าจะไปทางไหน คราวนี้ของเราเองดันเลี้ยวไปในทางมืดเสียแล้ว ก็ต้องมืดไปก่อน
ถาม : ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ ?
ตอบ : นั่นแหละใจทำแล้ว มโนกรรม คือใจทำ วจีกรรม คือปากพูด กายกรรมคือตัวทำ เขาถึงได้เรียก อาสัณกรรม คือกรรมก่อนตายสำคัญเหลือเกิน พระพุทธเจ้าท่านถึงได้สอนทำความดีให้ชินไว้ พอชินแล้วจิตมีสภาพเกาะดี ชินแล้วจะไปดีเอง นั่นน่ะพลาดนิดเดียวเอง
มีอยู่องค์หนึ่ง ต้องใช้คำว่าองค์หนึ่ง หลวงปู่พุฒิ วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานีองค์ก่อน เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาก กะว่าอย่างไร ๆ วาระสุดท้ายท่านตายท่านต้องเป็นพระอรหันต์แน่นอน ปรากฏว่าท่านเป็นแค่อนาคามี หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็ข้องใจเหมือนกัน ท่านก็เลยไปถามเลย “หลวงพ่อครับ ติดตรงไหนอย่างไร ๆ ก็น่าจะไปได้อยู่แล้ว ?” ท่านบอกว่า “ห่วงอยู่นิดเดียว ห่วงว่ายังไม่ได้มอบหมายบัญชีเงินให้กับคนอื่นเขา” นิดเดียวจริง ๆ ทำเรียบร้อยแล้วด้วย ยังไม่ได้ทันบอกใครเลย ตายเสียแล้ว ทำเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ยังไม่ได้มอบหมายให้ใครดูแลเป็นทางการแค่นั้นเอง ดูสิ นั่นนแค่สะดุดนิดเดียว ต้องไปนั่งรออยู่ข้างบนโน่น ถึงมีโอกาสพ้นไปเลยก็จริง แต่โอ้โฮ...รอนานเหลือเกิน เพราะเวลาข้างบนนานมาก
ถาม : แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องลงมานี่ครับ ?
ตอบ : อันตราปรินิพพาน คือปรินิพพานเสียในระหว่าง โอ้โฮ...ต้องครึ่งอายุครึ่งอายุของพรหมนี่โดยเฉพาะสุทธาวาสพรหมอยู่กันลืมโลกเลย ไม่ต้องลงมาทุกข์ แต่ทุกข์ตรงที่ว่า ยังมีความกังวลอยู่นิดหนึ่งว่ายังไม่เข้าถึงที่สุด ยังมีงานที่ต้องทำ ทุกข์เพราะสภาพจิตตัวเองยังไม่หลุดพ้นจริง ทุกข์แบบนั้นสำหรับพวกเราไม่ถือว่าทุกข์แล้ว
ถาม : ผมคิดแค่ตรงนี้ครับ คิดว่าอย่างไรมาพระโสดาบันก็ก้าวหน้าแล้ว
ตอบ : พระโสดาบันนี่เกิดอีก ๗ ชาตินะ ถ้าหากว่าอย่างกลาง ๓ ชาติ อย่างน้อยชาติหนึ่ง เกิดมาชาตินั้นถ้าเกิดมาทุกข์สุด ๆ ทั้งชาติก็บรรลัยแล้ว (หัวเราะ)
ถาม : แต่ก็ไม่ถอยหลังนี่ครับ ?
ตอบ : ไม่ถอยหลัง แต่ขณะเดียวแบบเดียวกันว่า ถ้าหากว่าเราตะเกียกตะกายเช้ายันค่ำ ค่ำยันเช้า อาบเหงื่อต่างน้ำแล้วเรารวยเท่าคุณทักษิณ คุณจะเอาไหมล่ะ รวยแน่ ๆ แต่โอ้โฮ...กว่าจะได้แต่ละอย่าง ลิ้นห้อยเลย (หัวเราะ)
ถาม : ไม่เป็นไรครับ ผมมั่นใจในทานบารมี
ตอบ : แหม...คิดเหมือนกันเลย (หัวเราะ) เมื่อกลางวันขึ้นไปนั่งโต๊ะ เจ้าประคุณเอ๋ย อาหารมีเยอะจนเลือกไม่ถูก ยังปรารภกับโยมเขาอย่างสนุก ๆ ว่า นี่ถ้าย้อนหลังไปได้ ถ้าพอรู้ผลว่าได้เยอะขนาดนี้ ต้องทำทานบารมีให้น้อยหน่อย กินไม่ไหว ใช้ไม่หมดจริง ๆ เฉพาะทุเรียนอย่างเดียว เขาแกะมาแล้วเป็นถาดเลย ไม่ใช่ถาดโฟมนะ ถาดใหญ่ ๆ ตอนกลางวันถึงได้ขอร้องโยมว่าช่วยขึ้นไปหน่อยเถอะ อย่างไร ๆ ช่วยกินให้หมดที

|