|
ถาม: เห็นหลวงพี่มีลูกศิษย์ตัวน้อย ๆ เยอะ ?
ตอบ : เคยสอนเขาแล้วเขาทนไม่ได้ เขาทนไม่ได้เพราะว่า อย่างสมัยของอาตมาที่ได้รับการสอนจากครูเขตร์ไว้ ถ้าอายุยังไม่ถึง ๒๕ อย่าเพิ่งให้ลูกศิษย์ไปตีมวยกับใคร เขาใช้คำว่า ”ตีมวย” เพราะกระดูกยังไม่แข็งแพ แต่สมัยนี้โอ้โฮ...เห็นใจจริง ๆ อาจารย์ลองนึกดูสิ เด็กตัวนิดตัวน้อยเอาขึ้นไปชกกันแล้ว ยังไม่ทันจะโตเลย สมัยก่อนที่เขาห้ามเพราะว่าอันดับแรก คือถ้ากระดูกไม่แข็งพอ มันเสียเปรียบเขา อันดับที่สองก็คือ ถ้าคุณยังเรียนรู้ไม่พอ ขึ้นไปแพ้มา เสียชื่อสำนักครูบาอาจารย์ด้วย มันเสียเยอะ (หัวเราะ) ก็กลายเป็นว่า ปัญหาใหญ่อยู่ตรงที่ว่า พอระยะหลังกลายเป็นการค้าไป ลูกศิษย์เคยมาถาม “อาจารย์ครับผมจะต้องขึ้นต่อยมวยแล้ว ผมจะรออาจารย์สอนให้เข้าเข้าท่าไม่ไหว อาจารย์มัวแต่สอนให้ย่างสามขุมอยู่อย่างเดียว...!” คือของเราน่ะเชื่อไหมว่าครูเขตร์ท่านให้ย่างสามขุมอยู่ ๖ เดือนเต็ม ๆ ครึ่งปีท่าเดียวนั่นแหละ ท่านบอกว่า “ต้องให้เป็นธรรมชาติไปเลย ไม่ว่าจะถอยลักษณะไหน ต้องรักษาเหลี่ยมไว้ให้ได้”
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : พวกท่าพื้นฐานสำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าฐานแน่นซะอย่าง โอ้โฮ...ประเภทหากินได้ตลอดเลย ต่อไปไม่ว่าจะออกลูกลับไม้ตาย แม่ไม้ลูกไม้อย่างไรก็ตาม ก็อยู่ในท่าพื้นฐานนั่นแหละ เพียงแต่ว่าดัดแปลงออกไป
คราวนี้ลูกศิษย์เขาบอกว่า “คู่ชกของเขานี่ รัดเอวตีเข่าเก่งมากเลย ผมจะแก้อย่างไร ?” บอกเขาว่า “ให้ตายเถอะ คุณเอ๋ย...ถ้าเป็นอาตมาละก็ มันเสียอาวุธไปสองอย่างแล้ว มือซ้ายกับมือขวามัน” คุณติ๊กลองคิดดูสิ คนมารัดเอวเรา ไม่ว่าจะหมัดจะศอกมัน พูดง่าย ๆ สี่อย่างมันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว “ถ้าอย่างคุณแก้ไม่ได้ ไปตายซะเถอะ” เขาบอกว่า “แก้ไม่ได้จริง ๆ ครับ” บอกว่า “เอาอย่างนี้นะ ถ้าหากว่าเมตตาเขา เห็นว่าเป็นเพื่อนร่วามอาชีพก็อย่ารุนแรงนัก แต่ถ้าคิดว่าจะทารุณกันจริง ๆ ถึงเวลาคุณเอาศอกแนบตัวแล้วกระชากลงไปเถอะ เป้าหมายตรงท่อนแขน ๒ จุดนี้ หักแน่นอน ไม่เหลือหรอก” เพราะตรงนี้จะเป็นจุดอ่อนของท่อนแขนบน หักแน่นอน เราแค่ใช้หัวมือกดแล้วบิดทีเดียว แขนข้างนั้นจะหมดแรงไปพักใหญ่เลย มวยไทยที่เขาสอนจุดเส้นอะไรนี่ อย่าคิดว่ามีแต่มวยจีนมาจี้จุดสกัดจุดกัน ไม่ใช่ มวยไทยเขาจะมีบอกว่าเลยว่า จุดไหนคือจุดตาย (หัวเราะ) อวัยวะทุกส่วนใช้เป็นอาวุธได้หมดนะ
พอสมัยหลัง ๆ รุ่นอาจารย์นี่ทันแน่นอนเลย นักมวยคู่ต่อสู้หนึ่งชอบใจมากที่สุดเลย พรหมมินทร์ นวรัตน์ เขาเรียก “จอมลีลา” ท่าที่คู่ต่อสู้เขาเกลียดที่สุดก็คือ กระทืบหัวแม่เท้า โอ้โฮ...เจ็บจริง ๆ ยิ่งถ้าหากว่าใครกำลังเล็บขบอยู่ โดนเข้าไปละก็ ได้ร้องไห้กันบ้างล่ะ นั่นน่ะ...ถ้าเผลอสืบเท้าเข้าใกล้นี่ คุณพรหมมินทร์ แกจะทำลายจังหวะก่อน แกกระทืบหัวแม่เท้าเราเลย โอ้โฮ...ส้นเท้ากับนิ้วเท้าต่างกันเยอะ โดนเข้าไปร้องจ๊าก รุ่นอาจารย์นี่ทันแน่นอน แล้วรุ่นนั้นจะมีอีกคนหนึ่ง ที่ไหว้ครูครึ่งค่อนชั่วโมง รักเร่ ศรีหนุมาน นั่นแหละ ไหว้ครูจนคู่ต่อสู้เซ็งไปเลย ประเภทเครื่องดับไปเลยถ้าวอร์มขึ้นมา คืออบอุ่นตัวเองในขณะที่ไหว้ครู ยืดเส้นยืดสายเสียก่อน นั่นน่ะรุ่นครูผล พระประแดง เขาทันกัน
เรื่องของวิชาการต่อสู้นี่ไม่รู้จักจบ เราเก่ง จะมีคนเก่งกว่าไปเรื่อย เราต้องหาความรู้ใส่ตัวไปเรื่อย หยุดไม่ได้หรอก หยุดเมื่อไรไปเมื่อนั้น บางคนก็แปลกใจ สงสัยว่าเราบวชมาขนาดนี้ ไม่อ้อนกับใครซักที มันอ้อนไม่ออก มันฝึกหนักเกินไป โบราณเขาว่า “กล้ามเนื้อตายหมดแล้ว จะอยู่ตัวไปเอง” ทุกวันนี้บอกเขา “เมื่อสมัยผมอายุ ๒๐ ปี นับว่าเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ตอนนี้ผมเหลือประมาณสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละ” ขนาดนั้นลูกศิษย์เขาบอก “โอ้โฮ...อาจารย์แข็งแรงขนาดนี้ บอกเหลืออยู่แค่สิบเปอร์เซ็นต์” บอก “จริง ๆ ไม่ได้พูดเล่น” แต่ว่าจะออกกำลัง จะแบกของของเขาเอาเด็กรุ่นใหม่ไม่ไหวอาจารย์ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร มันเหยาะแหยะเหลือเกิน
วันก่อนเราแบกของแล้วถือร่มกางไปด้วย มันรับสองคนมันรับไม่อยู่ ของเรามือเดียวอีกมือถือร่มกันฝนไป เขาบอก “ผมช่วย” บอก “ไปเอามาอีกคนหนึ่ง” เขายังไม่เชื่อ เอามาสองคนแล้วรับไม่อยู่ นั่นน่ะเป็นอย่างนั้น คือพวกนี้พอฝึก ๆ ไปแล้วจะอยู่ตัว พออยู่ตัวมันพร้อมจะใช้งาน สมัยนี้ประเภทเอากำลังเข้าว่า สมัยก่อนนี้เขาประเภททีเดียวอยู่
ถาม : ข้างหลังนี่ผมยังขาดอยู่นิดหนึ่ง คือพวกไหว้ครู พวกคาถาอาคมมีส่วนในสายมนต์ทั้งหลายที่ใช้ แล้วของสายพระยาพิชัยใช้อะไรบ้างครับ ?
ตอบ : ไม่รู้ว่าพวกโองการมหาทะมื่น ทางด้านอาจารย์ใช้กันบ้างหรือเปล่า ? โอ้โฮ...อันนั้นยาวมาก ว่ากันทีหนึ่งประเภทลืมกันไปเลย ยาวมาก พูดง่าย ๆ คือประมาณหน้าหรือสองหน้ากระดาษ โองการมหาทะมื่น คือลักษณะของการตั้งสมาธิจิต ปลุกตัวเองอะไรนั่นแหละ
ถาม : สมาธิจิตปลุกแป๊บเดียวก็ขึ้นได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : แต่คราวนี้ของเขา เขาใช้คาถาเป็นเครื่องช่วย เขาถือว่าคาถายาวต้องใช้เวลาจำนาน สมาธิจะได้ทรงตัว
ถาม : อย่างของทางเราใช้ไม่กี่ตัว เสร็จแล้วก็ให้ซ้ำ ๆ
ตอบ : อันนั้นเป็นหัวใจคาถา แต่โองการมหาทะมื่นเขาเล่นกันทียาวเลย เชิญครูบาอจารย์มาทั่วสากลจักรวาล ออกชื่อกันทีละคนสองคน (หัวเราะ)
ถาม : ถ้าหากว่ามวยสมัยโบราณ ถ้าสมาธิไม่ดี ปลุกตัวไม่ขึ้นใช้อะไรไม่ค่อยจะเต็ม ?
ตอบ : ท่ามวยไชยยาที่มีอยู่ท่าที่เหินเตะ เขาเรียก “หนุมานเหินหาว” จะลอยตามเตะคู่ต่อไปสู้ไปจนกว่าจะหมอบกันไปข้างหนึ่ง ปัจจุบันนี้เห็นมีอาจารย์สะเกณฑ์ แก้วผดุง ทำได้อยู่คนเดียว นอกนั้นปลุกตัวไม่ขึ้นเหมือนกัน อาจารย์สะเกณฑ์เขาให้ฝรั่งขี่คอ แล้วถือดาบเสียบลูกแอปเปิ้ลชูสุดแขน เขาเตะถึง...!
ถาม : สูงแค่ไหนครับ ?
ตอบ : คงจะประมาณสามเมตรเศษ กระโดดขึ้นไปเตะ ลอยตัวขึ้นไปเตะ ถ้าหากว่าไม่พอใจ มีอีกเป้าหนึ่งก็พร้อมที่จะเตะต่อได้ เพราะว่าจะเป็นการปลุกตัวเองในลักษณะนี้ พอปลุกตัวเองถ้าหากเป็นการฝึกสมาธิเรียก “อุเพ็งคาปีติ” ปีติที่ทำให้ลอยตัวขึ้นไปได้ แต่คราวนี้ของเขา ๆ ไม่ต้องการเป็นสมาธิที่แน่นกว่านั้น เขาก็จะซ้อมเข้า-ออกอยู่แค่ตรงจุดนั้นจนชำนาญ ลักษณะเหมือนอย่างกับเข้าทรง แต่ไม่ใช่ โบราณเขาใช้คำว่า “ปลุกตัวเอง” นั่นแหละถูกเลย ถ้าหากว่าภาษาพวกนักจิตวิทยา เขาใช้คำว่า “สะกดจิตตัวเอง” อะไรอย่างนั้น จริง ๆ แล้วเป็นแค่สมาธิ แล้วเป็นแค่ลำดับต้น ๆ ด้วย
ถาม : …......................
ตอบ : บางคนถึงแม้ว่าได้รับการสอนไปไม่ครบ แต่ว่าแตกฉานได้ พูดง่าย ๆ คือเก่งเกินครู จริง ๆ คือในอดีตเคยทำอย่างนั้นมาแล้ว อันนี้ยืนยันนะอาจารย์ ถ้าเรื่องไหนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาตมายืนยันในอดีตเราเคยทำมาแล้ว เคยเป็นมาแล้ว เคยได้มาแล้ว
ถาม : สมาธิจิตของเก่าก็ดีนะครับ ?
ตอบ : คือถ้าผ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว เรื่องไม่ดีไม่มีหรอก จำเป็นจะต้องดีเลย
ถาม : อาจารย์จะจับได้ แต่ที่อาจารย์ติดใจที่สุดคือพระกริ่ง ?
ตอบ : มอบให้อาจารย์ไปสักองค์ เดี๋ยวงวดหน้าจะฝากคุณติ๊กไปให้
ถาม : พอจับปุ๊บช็อคเลย กระตุกกึ๊ก อุ๊ย...ของใครนี่ครับ ?
ตอบ : ลักษณะแบบนี้คล้าย ๆ กับว่า บางครั้งถ้าหากว่านับอายุกันจริง ๆ แล้ว ยังอายุไม่มาก แต่ว่าหลายท่านก็ยังสงสัยทำไมทำของได้ขลัง เราจะบอกว่าของเก่ามันเยอะ ก็กลัวเขาจะไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็ยกเป็นความดีครูบาอาจารย์ก็แล้วกัน (หัวเราะ)
ถาม : ….................
ตอบ : จริง ๆ สมัยนี้แล้ว เรื่องของพระนี่ ถ้าถามว่า “การปฏิบัติก้าวหน้าไหม ?” ก็ก้าวหน้า แต่ว่าเป็นการก้าวหน้าในระดับแรกนะอาจารย์ คือระดับแรกของเรานี่ ถ้าหากว่าพอไปถึงจุดนั้นแล้ว ถ้าลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เข้ามา มันเป๋ได้ง่าย
เพราะฉะนั้น...ของเขาพอก้าวหน้าแล้วมันจะเอาตัวไม่รอด ของเราเองอาจจะโชคดี ครูบาอาจารย์ท่านเคี่ยวเข็ญเอาไว้เยอะเหลือเกิน แล้วเรื่องต่าง ๆ ที่มันเข้ามาในหู เข้ามาในหัว เข้ามาในใจ มันฝังจำอยู่ พยายามดิ้นรนต่อสู้มาจนทุกวันนี้ ก็ยังคิดว่าตัวเองไม่รู้จะเอาตัวไม่รอดหรือเปล่า แต่ว่ามันกลายเป็นที่พึ่งของคนจำนวนหนึ่งไปแล้ว ก็ได้แต่พยายามประคับประคองตัวเองเอาไว้ แล้วถามว่า “มั่นใจตัวเองไหม ?” ไม่เคยมั่นใจเลย (หัวเราะ) ยิ่งทำยิ่งเหมือนตัวเองรู้น้อยไปเรื่อย ๆ เหมือนอย่างกับยิ่งเรียนไป โลกกว้างขึ้น ๆ แล้วเราก็รู้น้อยลง ๆ ทำไมเป็นอย่างนั้น ถึงได้บอก ยิ่งมานี่ยิ่งรู้สึกเลยว่าหมดความมั่นใจ (หัวเราะ) ถามว่า “มั่นใจไหม ?” ไม่กล้ายืนยันกับใครหรอก ถ้าหากว่าที่ตัวเองถนัด ตัวเองชำนาญอยู่ มีอะไรถามได้ แต่ถ้าหากนอกเหนือไปจากนี้แล้ว ไปหาคนอื่นเถอะ
ถาม : องค์ที่ ๑๑ หรือครับ แปลกมาก ?
ตอบ : ถือว่ามอบให้อาจารย์องค์หนึ่งเลย ชอบใจองค์นั้น เอาไว้พระกริ่งอย่างไรเดี๋ยวจะฝากคุณติ๊กไปให้ เพราะว่าพระกริ่งอยู่ที่วัด
ถาม : องค์ที่ ๑๑ ไม่เคยได้ยินเลย ?
ตอบ : ไม่น่าเชื่อว่าเขานิมนต์พระ ๙ องค์ แล้วได้มา ๑๐ องค์ บอกเป็นองค์ที่ ๑๐ แล้วนะ องค์นี้ยังมาเป็นองค์ที่ ๑๑ อีก ต่อท้ายไปเรื่อย แล้วมาจับได้ทีหลังว่า ท่านเป็นพระไม่มีตัวไม่มีตนหรอก แต่ไม่น่าเชื่อว่าเห็นกันชัด ๆ อย่างนี้ แล้วญาติโยมเขาก็รู้เห็นกัน ก็จำเป็นที่จะต้องเชื่อ ท่านต้องการที่จะมาสงเคราะห์ แต่คราวนี้ว่าญาติโยมคณะนั้นเขาคงบุญเยอะ พระระดับนี้มาสงเคราะห์ไม่ใช่เรื่องเล่นเลย ต้องสำคัญจริง ๆ
ถาม : พระเก่ง ๆ เยอะนะครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ค่อยโผล่ออกมาหรอก
ถาม : ถ้าสมัยโบราณป่าเขาเยอะมาก แต่สมัยนี้ป่าเขาน้อยไปเยอะ
ตอบ : จริง ๆ ป่ายังมีเยอะอยู่จ้ะ แต่ว่าคนไปกลัวมัน พอไปกลัวมันเข้าแล้วไม่กล้าไป อย่างของอาตมาเดินธุดงค์บางที ๑๐ กว่าวัน ไม่ได้เจอบ้านคนเลย ประเภทไปถ้าหากว่าไม่ทะลุก็ให้ตายอยู่ในนั้น ก็ตะเกียกตะกายไปได้ แต่พอคนอื่นเขาได้ยินว่าเราจะไปอย่างนั้น แรก ๆ ที่ขอตามก็หายหมด ถึงได้ไปนึกถึงที่หลวงปู่บุดดาท่านเคยสอนไว้ ท่านบอกว่า “คนเราถ้ากำลังใจไม่เสมอกัน ไปกันไม่ได้หรอก” จริง ๆ ด้วย ต้องกำลังใจระดับเดียวกันถึงไปกันได้
ถาม : …...........................
ตอบ : เรื่องของหลวงพ่อนี่เรียกว่า ถ้าสำหรับอย่างพวกเรา เราชอบเพราะว่าท่านรู้จริง พูดจริง แต่ว่ามีคนจำหนวนหนึ่งเหมือนกันที่รับไม่ได้ ในเมื่อรับไม่ได้ แล้วก็บางท่านถึงยอมรับอยู่ในใจก็ตาม แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวว่าถ้าหากคนที่เขารับไม่ได้ว่าหลวงพ่อตัวเอง ก็จะโดนหางเลขไปด้วย แต่ว่าอย่างของอาตมานี่ ประเภทมั่นใจในความรู้ของหลวงพ่อ ถึงได้บอกว่า “ถ้าเรื่องนี้ละก็กล้าพูด พูดตรง ๆ ด้วยญาติโยมจำนวนหนึ่งที่เขาประเภทมีนิสัยเหมือน ๆ กัน เขาก็เลยตามกันมา”
ถาม : …......................
ตอบ : เขาเอาไปใช้ในทางการทหารด้วยให้ยุ่งไปหมดเลย กว่าที่เขาจะยอมรับตรงจุดนี้ เขาพิสูจน์กันนานมาก โดยให้คนหนึ่งอยู่ที่ไซบีเรีย เขาไปตั้งสถานีทดสอบอยู่ที่นั่น แล้วอีกคนอยู่ที่มอสโค พอถึงเวลาในสาถนที่นั้นมีของเหมือน ๆ กันทุกอย่าง แล้วคนหนึ่งหยิบของที่นี่ แล้วตั้งใจส่งกำลังใจถึงคนโน้น ให้คนโน้นหยิบของที่เหมือนตัวเอง จะทำถูกไหม ? เขาลองกันอย่างนี้ เสร็จแล้วเขาก็ต้องยอมรับว่าเรื่องของพลังจิต หรือสมาธิมีจริ งๆ เพราะว่าทดสอบเมื่อไรก็ทำถูก
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : อันนั้นของเราจะใช้ในลักษณะที่ว่ากล้ามเนื้อร่างกาย รวมถึงสมาธิด้วย เพื่อที่จะเค้นมันออกมา เหนื่อยแทนจ้ะ คือถ้าเราทำคล่องตัวไม่ต้องถึงขนาดนั้น อิริยาบถปกติอย่างอาจารย์อย่างนี้ก็สามารถทรงสมาธิได้เป็นปกติอยู่ เพราะฉะนั้น...เวลาที่พูด เวลาที่ทำอะไร สมาธิจะประกอบกันไปด้วย ถ้าหากว่าให้อาจารย์ท่านไปนั่งบรรยายอยู่ชั่วโมงหนึ่ง สองชั่วโมง สามชั่วโมง เราจะเห็นว่าเนื้อหาต่อเนื่องไปเรื่อย อันนี้ถ้าไม่ใช่สมาธิจะต้องมีมั่วแล้ว จะเริ่มเป็นวัวพันหลักแล้ว แต่ว่าอันนี้สำคัญที่ว่าสมาธิทรงตัว ในเมื่อสมาธิทรงตัว เนื้อหาที่หลั่งไหลออกมาก็ต่อเนื่องไปเรื่อย จะไม่ลืมว่าพูดอะไรไปแล้ว และอะไรที่ยังไม่ได้พูด นี่แหละลักษณะของสมาธิทรงตัวจะเป็นอย่างนี้ แต่อันนั้นของเขานอกจากไม่ทรงตัวแล้ว เขายังจะต้องใช้ลักษณะที่ว่างานสำคัญของเขาด้วยก็ต้องเค้นกันหนักหน่อย
ถาม : สมัยก่อนรัสปูตินก็ใช้แบบเดียวกัน ?
ตอบ : แต่รัสปูตินใช้ผิด...!
ถาม : รัสปูตินสมาธิเขาสูงมาก แต่เขาใช้ในทางที่ผิด ?
ตอบ : เขาใช้ผิด กลายเป็นมิจฉาสมาธิ
ถาม : เพราะฉะนั้น...ที่รัสเซีย เขาสนใจตรงนี้ ถ้าหากว่าภาษาเราพูดก็บอกว่า “เป็นไสยดำ ไม่ใช่ไสยขาว ไม่ใช่เป็นแบบสมาธิ” เพราะว่าที่รัสเซีย มีอยู่สมัยหนึ่ง ประกาศตั้งสถาบัน (ไม่ชัด) เพื่อที่จะส่งพลังจิตไปหยุดการเต้นหัวใจของประธานาธิดีอเมริกา คือจะไปฆ่าเขา ซึ่งอันนั้นเป็นสิ่งที่แปลก แต่รัสเซียก็ทำ แล้วก็เขามีวิธีการทำ
ตอบ : คือตัวนี้จริง ๆ ทำได้อาจารย์ แต่ว่าเขาไม่เข้าตรงคำว่า “กฎของกรรม” ถ้าตราบใดที่อกุศลกรรมยังไม่เปิด กุศลกรรมก็ยังคุ้มครองอยู่ ภาษาโบราณเขาใช้คำว่า “มีเทวดารักษา” อย่างไรก็ไม่เป็นอันตรายหรอก ต้องมีใครรับเคราะห์แทนไปจนได้
ถาม : ที่เขาทำพวกอย่างนี้ ในรัสเซียใช้วิธีแบบ ?
ตอบ : ถ้ามีคนอย่างอาจารย์เยอะ ๆ นะ อาตมาจะสบายใจมากเลย จับโกหกได้ คือเรื่องที่เราพูด หรือเรื่องที่เราทำ สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าจริงหรือไม่จริง ของเราจะสบายตรงที่ว่า ไม่ต้องให้โยมมาเสียเวลาสงสัย ที่เหลืออยู่จะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่มาลักษณะว่า เอ๊ะ...ลังเลก็ลังเล จะจริงหรือเปล่า จะโดนต้มหรือเปล่าให้ยุ่งไปหมด
ถาม : ที่อเมริกาเขาทดลองเอาเซลคนหนึ่ง ที่ความสามารถมองแล้วช้อนบิดเบี้ยวไปเลย ยกขึ้นมาแต่ไม่ลอย บิดเบี้ยวไปเลย ซึ่งก็เป็นสมาธิอีกแบบหนึ่ง ผมว่าไม่ใช่เป็นสมาธิในแบบของเรา ของเราแบบภายใน อย่างพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ค้นพบตัวเอง อย่าไปทำคนอื่นเขาอย่างไสยดำ
ตอบ : มันส่งออก มันไม่ได้หยุด พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราหยุด พอได้แล้วใช้กำลังอันนั้นมาแก้ไขตัวเอง ใช้กำลังอันนั้นยกตัวเองให้สูงขึึ้น ๆ จนกระทั่งหลุดพ้นไป แต่อันนั้นเขาประเภทส่งออก แล้วไปใช้งาน มีแต่จะก่อทุกข์
ถาม : เวลาผมสวดมนต์ก็เป็นสมาธินะครับ แต่จะร้อนกว่าปกติ อันนี้จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น ?
ตอบ : ถ้าหากความรู้สึกดี เราก็จับได้จ้ะ เพราะว่าในขณะที่จิตทรงสมาธิเป็นลมหายใจละเอียด ลมหายใจละเอียดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนจะดีกว่า ในเมื่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจนดี การเผาผลาญของร่างกายก็มีมาก ถ้าหากว่าความรู้สึกเราไว ๆ ก็จะรู้สึกว่ามันร้อน
ถาม : ร้อนเหงื่อหยดเลย ชัดเจนจนรู้สึกว่าร้อนผิดปกติ
ตอบ : เป็นจ้ะเป็น การฝึกเกี่ยวกับลมหายใจ พวกโยคีของอินเดียวเขาทำกันเป็นประจำ แล้วเราจะสังเกตเห็นว่าโยคีแต่ละคนไม่มีอ้วน
ถาม : ปกตินั่งเหงื่อออกมาก คือช่วงกำลังจะเข้า โยคีเขาทำแบบนี้ครับ ตอนเวลาที่เขาจะเข้าสมาธินี่หัวใจของเขาปกติ ๗๐-๘๐ จะข้นไปเรื่อยจน ๒๒๐ ช่วงที่ขึ้นไป ๒๒๐ ช่วงนี้เหงื่อออกเต็มเลย เสร็จแล้วก็ลงมาจนกระทั่งเหลือ ๒๐-๓๐ แล้วก็อยู่อย่างนั้นตลอดไป พอจะออก ขึ้นไปอีกถึง ๒๒๐ แล้วลงมา ช่วงอุปจารสมาธิ ?
ตอบ : ไม่ใช่ ๆ ช่วงนั้นจริง ๆ เป็นฌานสี่ใช้งาน จะเป็นฌานที่ใช้งาน มโนมยิทธิเต็มกำลัง ตอนช่วงจะออกจะสังเกตหัวใจเต้นเร็วขึ้น ๆ แล้วหัวใจเต้นถี่ขึ้น ๆ นั่นแหละ คือลักษณะที่จะหลุดออกไป ในเมื่อจะออกไปปุ๊บ ถ้าหากว่าหลุดออกไปตอนนั้น ร่างกายของมันก็เหมือนกับว่าเครื่องยนต์จะเดินรอบต่ำ เพราะว่ามันเหยียบเต็มที่ของมันแล้ว ก็เหลือเครื่องยนต์ลักษณะเดินรอบต่ำ ในเมื่อเดินรอบต่ำหัวใจก็เต้นช้า อาตมาเคยไปเผลอให้เขาจับได้
ถาม : ตอนสวดมนต์ผมเป็นทุกครั้ง
ตอบ : ระวังจะหลุดไปตอนนั้น (หัวเราะ) ลักษณะนั้นตามแบบของหลวงพ่อก็ถอดจิตไปเลย เสร็จแล้วโยคีของเขาพอถอดจิตไป สภาพร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ก็อยู่ในลักษณะที่ว่าเดินรอบต่ำ ถ้าหากว่าท่านที่ไปสนิทจริง ๆ เหมือนกับคนตายเลย จะเหลือลมละเอียดอยู่นิดเดียว แค่นั้นเอง แล้วอันนี้เฉพาะตัวเรารู้สึกได้ ถ้าตรวจตามแบบของการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี่จะจับไม่ได้
ถาม : เขาเคยตรวจที่อเมริกา พวกโยคีที่ลง meditation ส่วนใหญ่เต็มที่ เหลือสิบกว่าครั้ง
ตอบ : นั่นยังตรวจเจอ
ถาม : ถ้าตรวจก็ต้องติดอะไรเต็มไปหมด แล้วก็เอาเข้าไปนอน คือเข้าสมาธิสองอาทิตย์ฝังใต้ดินเลย แล้วเขาก็ตรวจสองอาทิตย์ จะขึ้นแบบนี้ ขึ้นแล้วก็ลง พอลงไปแล้วก็อยู่อย่างนี้ตลอด พอจะกลับเข้ามาปุ๊บ ขึ้นอีก ก็อัตโนมัติ ถึงเวลาเขากลับของเขาเอง
ตอบ : สภาพจิตตั้งได้ จะเอานานเท่าไร แค่เรากำหนด ตรงเป๊ะเลยไม่มีพลาด
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : เรื่องลักษณะอย่างนี้มีทั้งที่ไปแล้ว แล้วก็ยังไม่ไป ยังไม่ไปนี่ทรมานมากเลย แต่มีอยู่จำนวนมากเคยพบคือตามการตรวจของหมอแล้วยังไม่ตาย แต่จิตไปแล้ว ไปเข้าฝันคนอื่นด้วย เหมือนกับว่ารถวิ่งมาเต็มที่ แล้วแรงเฉื่อยยังเหลืออยู่ ถึงคนขับจะน็อกไปแล้ว มันก็ยังไปของมันเรื่อย คนขับจากรถไปแล้วรถก็ยังไหลของมันไปเรื่อยจนกว่าจะหมดแรงเฉื่อย มันก็หยุด
เพราะฉะนั้น...เอาแน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพของคน ๆ นั้นเป็นอย่งไร ของอาตมามีอยู่เที่ยวหนึ่ง ตั้งใจดูจริง ๆ ว่าตอนตายตัวเราจะไปทางไหน ไม่ไปไหนเลย อยู่ตรงนั้นเลย เงียบฉี่ไปเฉย ๆ ความรู้สึกเราว่าแป๊บเดียว ตั้งแต่ตอนประมาณห้าทุ่มถึงเกือบตีห้า แต่ของเราก็คือแป๊บเดียวเท่านั้นเอง ถ้าหากว่ายิ่งเราตั้งใจมากเท่าไร เหมือนอย่างกับว่ากลายเป็นกอดหลักเอาไว้ ไม่ยอมไปไหน มันอยู่ตรงนั้นเลย
ถาม : พูดถึงว่าคนที่มีสมาธิดี หรือมียันต์เกาะเพชร หรือว่าจิตจับภาพพระอยู่เสมอ เข้าไปสำนักบางสำนัก สำนักนั้นอาจะเสื่อมได้เลย แต่คราวนี้ถ้าไม่ใช่สำนัก ถ้าเป็นคนที่โดนของสำนักที่เป็นไสยศาสตร์
ตอบ : เหมือนกันจ้ะ เหมือนอย่างกับว่าตัวเราเป็นแสงสว่าง ส่วนเขาเป็นความมืด ถ้าเราที่เป็นแสงสว่างเข้าไปถึงตรงนั้น ความมืดก็ต้องถอยไป
ถาม : แล้วตัวเขาจะรู้ไหมคะ ?
ตอบ : บางทีเขาก็ไม่รู้ แต่ถ้าเขาเป็นคนสังเกตอาจจะรู้ เพราะเราไปทีไร เขาเจ๊งทุกที (หัวเราะ) ถ้าเขาสังเกตอาจจะรู้ ถ้าคนไม่สังเกตอาจจะคิดว่า เออ...เรื่องของฌานโลกีย์ หรือว่ามิจฉาสมาธิจะมีขึ้นมีลงอยู่แล้วเป็นปกติของเขา ในเมื่อมีขึ้นมีลงเป็นปกติ ถ้าเขาไม่ช่างสังเกต เขาอาจจะไม่รู้ คิดว่า เออ...ตอนนี้เป็นขาลงของเขานะ แต่ว่าจริง ๆ ถ้าเขาช่างสังเกต อาจจะสังเกต อ๋อ...เราไปทีไรเขาลงทุกที
ถาม : ถ้าเขาเป็นคนใช้ของ เขาใช้ของนั้นเขาจะรู้ไหมคะ ?
ตอบ : เขาก็ใช้ไม่ได้ผลเท่านั้นเอง ในเมื่อใช้ไม่ได้ผลก็น่าจะรู้ตัว
ถาม : “รัตนสูตร” ใช้ได้ทุกเรื่อง ใช้ได้ทุกสถานการณ์ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วบารมีพระพุทธเจ้า ท่านใช้คำว่า “อัปปมาโณ” ประมาณไม่ได้ ในเมื่อประมาณไม่ได้ เราตั้งใจจะให้เป็นอย่างไร ก็อยู่ที่เราอาราธนา
ถาม : บางคนเขาใช้แก้ของ ?
ตอบ : คงจะมีอย่างอื่นด้วย แต่ว่าถ้าหากว่าจะเอาน้ำมนต์พระพุทธเจ้าจริง ๆ ต้องรัตนสูตร เพราะท่านสั่งพระอานนท์ทำเป็นคนแรก
ถาม : แล้วเราต้องดูไหมคะ ถ้าเราทำไปแล้วผลจะสะท้อนมาถึงตัวเราอย่างไร ? หรือว่าเราควรจะวางอุเบกขา ?
ตอบ : ถ้ารักจะช่วยเขา ต้องไม่กลัวตรงจุดนี้ แล้วขณะเดียวกัน ถ้าเรายังช่วยได้ก็แปลว่ากรรมนั้นไม่หนักมาก แต่เรื่องที่จะไม่มีผลกระทบถึงเราเลยเป็นไปไม่ได้ อย่างที่เคยเปรียบเทียบไว้ เขาตั้งใจใช้หนังสติ๊กเล็งหัวเขา แล้วเราไปขวาง มันโดนเราแหง ๆ อยู่แล้ว แต่จะหนักจะเบาอยู่ที่เรา ถ้าหากว่าแข็งแรงหน่อย ภูมิต้านทานดีก็เจ็บน้อยหน่อย
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : เราทำทั้งดีและชั่วมา แต่ละชาตินับไม่ถ้วน ถึงวาระถึงเวลาสิ่งเหล่านี้จะต้องมาสนองแน่อน เพราะฉะนั้น...ถึงพลาดจากตรงจุดนี้ ต่อไปก็มีอีก ไม่จังหวะใดจังหวะหนึ่งมันต้องมา ดูอย่างอาจารย์ก็แล้วกั นอาวุโสขนาดนี้ ทำงานมาขนาดนี้ ผ่านการศึกษามาขนาดนี้ แต่ว่าบทจะมีปัญหาในเรื่องการทำงานขึ้นมา เริ่มมีปัญหาในการปกครองขึ้นมา มีปัญหาคนรอบด้านขึ้นมา ก็มีกันดื้อ ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นไปทุกอย่าง นี่แหละคือเรื่องบุญบาปที่เราทำมา ขณะที่บุญให้ผล กุศลกรรมให้ผล ทุกยอ่างก็ราบรื่นดีไปหมด อย่างที่บอกปลูกผักบุ้งขายก็รวย (หัวเราะ) ตอนที่อกุศลกรรมเข้า แหม...มืดไปหมด
ถาม : …................
ตอบ : เรื่องของพระอย่างไร ๆ เราอย่าไปจองเวรกับเขาเลย เรื่องของเวรของกรรมนี่น่ากลัวที่สุด ถ้าหากว่าเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำเกิดผลอย่างไร จะไม่รู้สึกกลัว แต่ถ้าเรารู้เมื่อไร เราจะรู้ว่ามันน่ากลัวที่สุด สิ่งที่เราทำไม่ว่าจะเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม จะดีหรือชั่วก็ตาม ถึงวาระถึงเวลามันสนองทั้งนั้น...!
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : บุญต้องขวนขวายเร่งทำให้มากไว้ มีโอกาสมากเท่าไรดีเท่านั้น แต่ทำแล้วพิจารณาด้วย อย่าให้ตัวเองและคนรอบข้างเดือดร้อน
ถาม : บางทีอยากจะทำ แต่ไม่มีสตางค์ครับ ?
ตอบ : บุญไม่ได้อยู่ที่สตางค์อย่างเดียว ทานมัย สำเร็จด้วยการให้ทาน อามิสทาน เสียสตางค์เสียของ ถ้าอภัยทาน หรือธรรมทานไม่เสียอะไร บุญเกิดจากศีล สูงกว่าทานเป็น ๑๐๐ เท่า เสียอะไรไหม ? อยู่ที่เรารักษา บุญเกิดจากการภาวนา สูงกว่าศีลอีกเป็น ๑๐๐ เท่า เสียอะไรไหม ? ไม่เสีย อปจายนมัย รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่นเขา เย็นตาเย็นใจ เห็นแล้วเกิดความรักใคร่ เมตตาเรา สร้างความให้เกิดในใจเขา บุญเราก็ได้แล้ว ไวยาวัจมัย ช่วยงานบุญคนอื่นให้สำเร็จ ปัตติทานามัย ทำบุญแล้วรู้จักอุทิศให้คนอื่นเขาบ้าง จิตประกอบด้วยเมตตาบารมี ความดีได้อยู่แล้ว ปัตตานุโมทนามัย เห็นคนอื่นทำพลอยยินดีกับเขาด้วย จิตประกอบด้วยมุทิตาได้อยู่แล้วอย่างนี้ ธัมมัสสวนมัย ฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ธัมมเทสนามัย ปฏิบัติเกิดผลแล้วสอนคนอื่นต่อไป ทิฏฐชุกัมม์ มีความเห็นถูกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นดี แล้วทำตาม ตกลงเสียของอยู่อันเดียวแหละ ทำเป็นเสียน้อยได้มากด้วย
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : อย่าเพิ่งปล่อยนะ อย่างน้อยก็คนข้างตัว เรื่องของการปฏิบัติจะมีมารคอยชักให้หลงอยู่เสมอ ยิ่งคนที่ตั้งใจทำจริงทำจัง โอกาสที่จะหลุดพ้นไปมีมากเท่าไร ยิ่งจะโดนขวางมากทเท่านั้น เขาจะหาสิ่งอื่นที่น่าสนใจมาให้ทำแทน ในเมื่อไปสนใจกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเมื่อไร ก็จะห่างความดีไปเรื่อย โอกาสทำดีจะน้อยลง เรามีโอากสก็พูดอย่างนี้ให้เขาฟังบ้าง หรือไม่ก็เตือนกันตรง ๆ ก็ได้ ถ้าคิดว่าเขารับได้อะไรอย่างนั้น
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : เจโตปรยิญาณ การรู้ใจ สำคัญที่สุดเขาให้ดูใจตัวเอง ดูคนอื่นประโยชน์น้อย เพราะว่าดูคนอื่นใจของเขา โอกาสที่เราจะไปแก้ไขคนอื่นเป็นไปไม่ได้ คนอื่นไม่ว่าใครก็ตามเป็นโลก เรื่องของโลกเราไม่มีหน้าที่แก้ไขเขา เรามีหน้าที่คือแก้ไขตัวเราเอง เพราะฉะนั้น...เจโตปริยญาณสำคัญที่สุดคือดูใจตัวเอง ใจเรามีความดีไหม ถ้าไม่มีทำให้มีขึ้นมา ถ้ามีอยู่แล้วทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ใจเรามีความชั่วไหม ถ้าหากว่ามีอยู่ขับไล่มันออกไป ระมัดระวังไว้อย่าให้มันเข้ามา สำคัญตรงนี้
คราวนี้เรื่องของการรู้ใจคนอื่นนี่สำคัญ แต่ว่าเราทำได้แค่ไหน เราจะรู้คนระดับเดียวกัน กับคนที่ต่ำกว่า จะไม่รู้คนที่สูงกว่า เพราะฉะนั้น...ประโยชน์ก็เลยยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ เพราะเราน่าจะรู้คนที่สูงกว่า จะได้เลียนแบบเขาใช่ไหม ในเมื่อโอกาสมีน้อยมาก ก็ดูตัวเองเข้าไว้ปลอดภัยที่สุด ดูที่ตัว แก้ที่ตัว ประโยชน์ถึงจะมี
ถาม : แล้วอย่างยุบหนอ-พองหนอ ?
ตอบ : ยุบหนอ-พองหนอ ก็อานาปานสติ
ถาม : อย่างคนที่เขายุบหนอ-พองหนอ อย่างเรา พุท-โธ นะมะพะธะ ใช่ไหมคะ ถ้าสมมติว่าเจ็บหนอ ปวดหนอ เขาก็ไม่สบาย เขาระลึกอยู่เสมอว่าเขาเจ็บหนอ ถ้าหากเขาตายไปตอนเจ็บหนออย่างนี้ ?
ตอบ : ดูว่าเขาวางกำลังใจถูกไหม ถ้าวางกำลังใจถูก ดูสภาพเวทนาของร่างกาย แต่ท่านไม่ให้ดูเฉย ๆ ท่านให้ดูเวทนาว่าเป็นของเราหรือเป็นของร่างกาย ถ้าหากว่าตัวเราเปรียบเหมือนรถ เราที่แท้จริงคือจิตนั้นจะเป็นคนขับรถ ถึงเวลารถพังหรือตัวเราพัง เขาให้แยกให้ออกอย่างนี้ จิตจะได้ไม่ไปเกาะอยู่กับร่างกาย แต่ถ้าหากว่าเขาแยกไม่ออก จิตไปเกาะอยู่กับร่างกาย หมองอยู่กับอาการเวทนาที่เกิดขึ้น โอกาสจะไปอบายภูมิก็มีสูง แต่ถ้าเขาแยกออก กำลังใจเขาจะทรงสมาธิ การทรงสมาธิอย่างน้อย ๆ ก็เป็นพรหม ถ้าถึงไม่ได้ฌานขึ้นมา แต่จิตเป็นสมาธิ กามาวจร ๖ ชั้นนี่ เลือกเอาได้เลย
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : พระพุทธเจ้าท่านยืนยันจ้ะ เอกายโน อะยัง ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางของคน ๆ เดียว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา เป็นทางที่จะนำสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงความบริสุ่ทธิ์ อยู่สองคนแล้วมันยุ่ง โอกาสหลุดพ้นยาก เพราะว่าคนที่สร้างสมบ่มสติปัญญาบารมีมาถึงขนาดจะเห็นทุกข์เห็นโทษในการครองเรือนจริง ๆ มันน้อย
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าท่านก็สอนเทวตานุสติ คือการระลึกความดีของเทวดา แต่ท่านไม่ได้ให้ระลึกเฉย ๆ ท่านให้ทำตาม อย่างเช่นว่า เทวดาท่านมีหิริ รู้จักละอายแก่ใจ โอตัปปะ เกรงกลัวผลของความชั่ว อย่างนี้ มีศีลห้าทรงตั้ว ให้เราทำตาม ถ้าเป็นพรหม มีฌาน มีสมาบัติ เราทำตามไป ถ้าหากว่ายิ่งเป็นพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า หรือเทวดาที่เป็นพระอริยเจ้า มีความดีอย่างไรให้เราทำตามไป เพราะเทวดานุสติ ระลึกถึงเทวดามีตั้งแต่สมมติเทพใช่ไหม อย่างในหลวงอย่างนี้ อุปัตติเทพ เกิดเป็นเทวดา พรหม หรือไม่ก็วิสุทธิเทพ เทวดาที่เข้าถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง คือพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเราเลียนแบบตามปฏิปทาแล้วทำตามไป ผลดีจะเกิดกับตัวเรา
แต่คราวนี้ทางด้านของฮินดู เขาส่วนใหญ่แล้วเทวดาเขามีไว้ร้องขอ คือเขาจะไม่เข้าใจตรงจุดที่ว่าใครทำใครได้ ถ้าต้นทุนเก่าเราไม่ได้ทำเอาไว้ ขอให้ตายก็ไม่ได้ ทำไว้น้อยขอก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำไว้มากขาดนิดหน่อย เราร้องขอในลักษณะที่ภาษาไทยเรียกว่า “บน” ในเมื่อเราบนว่าเราจะทำความดีอย่างนั้น ทำความดีอย่างนี้ ท่านเห็นว่า เออ...น้ำหนักเพียงพอ เติมไปแล้วจะเต็มพอดี ท่านก็โอเคให้ก่อน แต่เราต้องไปทำความดีอย่างนั้นชดเชยนะ ไม่อย่างนั้นผลไม่ดีก็จะเกิดกับเราเหมือนกัน
คราวนี้ในเมื่อถึงแม้จะเป็นการร้องขอข้างเดียว อย่างของฮินดูเขา แต่ก็ยังเป็นการยึดเกาะในสิ่งที่ดี ในเมื่อการยึดเกาะในสิ่งที่ดี ถึงเวลาเขาบอกว่า เทวดาองค์นั้นมีความสามารถอย่างนั้น เทวดาองค์นี้มีความสามารถอย่างนี้ ข้างบนก็เดือดร้อน ต้องหาผู้ที่มีความสามารถใกล้เคียง หรืออย่างกับที่เขาว่ามารับหน้าที่นั้นไป ก็เลยกลายเป็นว่า ฮินดูเขาเก่ง เขาตั้งเทวดาได้ แล้วเทวดาก็ต้องเป็นไปตาที่เขาตั้งซะด้วย
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : คืออันนั้นของเขา เขาเชื่อมั่นในพระนารายณ์ ในเมื่อเห็นใครที่มีความดีพิเศษ เขาก็จะเหมาเอาจนกระทั่งตอนหลังเหมาไปไม่รอด กระทั่งมีพุทธาวตาร อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้า (หัวเราะ) พวกแขกนี่เป็นประเภทที่เรียกว่า กลืนเขาเก่ง ศาสนาพุทธก็เลยหมดสภาพเลยอยู่ในอินเดียอย่างไรก็ไม่รุ่ง ออกมารุ่งทางด้านนอกแทน
ถาม : แล้วอย่างพวกคนที่มีชื่อเสียงประวัติศาสตร์ ?
ตอบ : ต้องดูด้วยว่าเขามีความดีนั้นจริงไหม การที่ยกเขาขึ้นไป อันดับแรกตัวเขาเองต้องรับผิดชอบอย่างเช่นว่า ยกกวนอูขึ้นเป็นเทพเจ้า ถ้าหากว่า กวนอู เขาเป็นเทวดาจริง ๆ ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่นั้นไป ยกเสด็จพ่อร. ๕ ขึ้นมาอย่างนี้ เสด็จพ่อร. ๕ ก็ต้องรับหน้าที่นั้นไป แต่ถ้าท่านไปเกิดใหม่แล้วในอีกภพหนึ่ง คนยังเคารพบูชาความดีนั้นอยู่ เขาต้องหาเทวดาที่มีบารมีใกล้เคียงหรือเหมือนกัน มารับหน้าที่แทนเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว อย่างที่คุณว่ามาเมื่อครู่นี้ เกิดจากการคิดว่า คาดว่า ของนักวิชาการเขาคิดว่า คาดว่า โอกาสผิดเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งเป็นอย่างไรมาว่ากันอีกที
เพราะฉะนั้น...ถ้าหากว่าเถียงกันไปก็จะไม่จบ ต่างคนต่างก็คิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้ “ก็ควร” “น่าจะ” ใช้ไม่ได้ ต้องใช้คำว่า “ต้อง” รู้จริงต้องเป็นอย่างนั้น ต้องใช่อย่างนี้
ถาม : ….............
ตอบ : กวนอูนี่ลักษณะเหมือนกับอาจารย์ด๊อกเตอร์ท่าน เหมือนตรงไหนรู้ไหม ?เหมือนตรงที่ว่า คนที่จะศึกษาวิชาการมาถึงระดับนั้น สมาธิจิตต้องทรงตัว นักรถถ้าไม่เก่งจริง ยังไม่ทันเข้าสนามรถเลย ก็กลัวเขาแล้ว แล้วสมาธิมั่นคงถึงขนาดให้เขาเฉือนเนื้อโดยที่ตัวเองนั่งเล่นหมากรุกไป ไม่ต้องใส่ยาชาเหมือนสมัยนี้ ทำได้ไหมล่ะ ? สมาธิไม่ดีทำไม่ได้หรอก เจ็บตายชัก
ฉะนั้น...ถ้าหากว่าคนระดับนั้นกำลังใจระดับนั้นเขาเรียกว่า “รักษาตัวเองได้” อย่าคิดว่าเขารบแล้วฆ่าคนมาเยอะนะ บรรดาขุนศึกแม่ทัพนายกองสมัยก่อนของเราที่ฆ่าคนเยอะ ๆ สมัยหลัง ๆ นี่เอาตัวรอดไปได้เยอะต่อเยอะแล้วจ้ะ คนโบราณมีสัจจะจริงจังกว่าคนสมัยนี้เยอะ
เพราะฉะนั้น...ลักษณะที่โบราณเขาใช้คำว่า ทำของแล้วขึ้น คนสมัยก่อนจะออกรบ เขาจะมีการปลุกตัว ปลุกเครื่องรางของขลังก่อน สร้างสมาธิอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น...เชื่อมั่นในอะไรก็จะยึดถืออันนั้น สิ่งที่ยึดถือทำให้จิตใจทรงตัวเป็นสมาธิได้ แล้วท่านที่ทำสมาธิโดยตรงก็มีเยอะ
อย่างดูประวัติแม่ทัพนายกองของเราระยะหลัง ๆ ก็มักจะเข้าวัดเข้าวา บวชกันหมด ถวายอาวุธเป็นพุทธบูชา เอาดาบไปทำราวเทียนอะไรอย่างนี้ น่าเสียดายไหม ของดี ๆ ถวายพระหมด เพราะฉะนั้น...พระพุทธเจ้าท่านถึงได้กล่าวเอาไว้ชัดเลยใน มหากัมมวิภังคสูตร บอกว่า “บุคคลผู้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติสมาธิ ทรงฌานสี่ได้ ทำทิพจักขุญาณให้เกิดได้ เห็นรกได้ เห็นสวรรค์ได้ และกล่าวว่า บุคคลทำชั่วลงนรกโดยส่วนเดียว บุคคลทำดีขึ้นสวรรค์โดยส่วนเดียว ตถาคตขอตอบว่า “ไม่ใช่” เพราะว่าคนที่ทำความชั่วมา แต่ถ้าวาระสุดท้ายจิตของเขาเกาะความดี เขาจะไปรับผลของความดีก่อน เพียงแต่ว่าถ้าหากทำความดีไว้น้อย ไม่รู้จักต่อความดี ถ้าผลบุญนั้นหมดเมื่อไร ก็จะลงไปรับความชั่วใหม่ บุคคลที่ทำความดีมาตลอด แต่ถ้านึกถึงความชั่วก่อน ตอนตายก็ไปรับผลของความชั่วก่อน แต่ว่าก็รับแต่น้อย เพราะตัวเองทำไว้น้อย ถึงเวลาพ้นมาเร็ว ขึ้นไปรับผลของความดีต่อ ท่านถึงได้ยืนยันว่า คนทำความดีแล้วไปสวรรค์อย่างเดียว คนทำความชั่วลงนรกอย่างเดียว ท่านบอก ไม่ใช่

|