ถาม:  แล้วทำไมพระโมคคัลลาน์ แม้จะบรรลุอรหันต์แล้ว ยังโดนถูกทำร้าย ?
      ตอบ :  อันนั้นเป็นแค่เศษกรรมเท่านั้นนะคุณ ถ้าดูในอรรถกถาจะเห็นว่าในอดีตท่านเคยฆ่าพ่อฆ่าแม่ตัวเองมา ไอ้ที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ตัวเองมา เกิดจากยอดหญิงภรรยาเขายุเอา ก็เลยหลอกพ่อแม่เข้าไปในป่า แล้วแกล้งทำเป็นโจรมาไล่ทุบไล่ฆ่า เพราะพ่อแม่ท่านตาบอด ฆ่าพ่อฆ่าแม่ตายแล้วตกอเวจีมหานรก เพราะเป็นอนันตริยกรรม กว่าจะหลุดขึ้้นมาเป็นมนุษย์ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ นับกัปไม่ถ้วน จนกระทั่งมาชาติสุดท้ายเป็นพระอรหันต์แล้ว เศษกรรมยังตามมาโดนเข้าไปขนาดนั้น ผมยืนยันว่า อันนั้นเป็นแค่เศษครับ ประเภทที่สมมติว่าล้านหนึ่งเก็บบาทเดียวน่ะ บาทเดียวยังน่วมขนาดนั้นเลยครับ แค่เศษ ๆ เท่านั้นครับ...!
      ถาม :  ถ้าไม่บรรลุอรหันต์จะโดนหนักกว่านี้ไหมครับ ?
      ตอบ :  ถ้าไม่บรรลุอรหันต์จะมีการตามไปเรื่อย ๆ ชดใช้ไปทีละเล็กละน้อย คราวนี้คุณตั้งใจจะเผ่นแล้วนี่ เขาก็ทวงทีเดียวหมดเลย เป็นอย่างไร ทวงทีเดียวหมด ในอรรถกถาเขาบอกว่า “โจรทุบท่านถึงขนาดที่ว่า ถ้าจับปลายเท้า กระดูกจะไหลมากองทางศีรษะ ถ้าหากว่าจับศีรษะขึ้นมา กระดูทั้งหมดจะไหลไปกองทางปลายเท้า” ท่านบอกว่า “กระดูกละเอียดอย่างกับเมล็ดข้าวสาร” มันกลัวฟื้น เลยเอาขนาดนั้น แล้วท่านก็ฟื้นจริง ๆ ด้วย ความที่ตั้งใจอยู่แล้วว่าท่านจะไปลาพระพุทธเจ้าเพื่อเข้านิพพานก่อน ท่านก็อธิษฐานเยียวยาร่างกาย จนกระทั่งไปลาพระพุทธเจ้าได้ แล้วถึงยอมปรินิพพาน เรื่องพวกนี้ฟังแล้วเหมือนกับจี้ ๆ ไม่น่าเป็นไปได้ และขนาดนั้นแล้วใช่ไหม แต่ว่าในเรื่องของธรรมาธิษฐานเป็นไปได้ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าท่านถึงได้บอกว่าถึงอจินไตย ๔ ประการ
              ๑. พุทธวิสัย ความสามารถพระพุทธเจ้า
              ๒. ฌานวิสัย ความสามารถของคนได้ฌาน ได้อภิญญาสมาบัติ
              ๓. กรรมวิบาก การส่งผลของกรรมทั้งดีและชั่ว
              ๔. โลกจินไตย ความเป็นไปของโลก
              ท่านบอกว่า “พิลึกพิลั่น พิสดารเกินกว่าที่คุณจะหาเหตุผลตรองไปถึงด้วยปัญญาทั่ว ๆ ไปได้ ผู้ใดคิด พึงมีส่วนของความเป็นบ้า เสียเวลาเปล่าไม่มีประโยชน์อะไร ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตรงตามอารมณ์พระอริยเจ้าดีกว่า ดังนั้นไอ้เรื่องของอภิญญาสมาบัติ ว่าทำไม เอ๊ะ...ได้ขนาดนั้นเลยหรือ ได้จริง ๆ ขอให้ทำถึงแล้วจะรู้เอง
      ถาม :  …...................
      ตอบ :  ฤกษ์ยามที่ดีเหมือนกับคุณข้ามถนนตอนไม่มีรถ อย่างไรก็ปลอดภัยแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากว่ากำลังใจเราเข้มแข็งเหมือนอย่างกับคนเก่ง ๆ ข้ามถนนตอนรถเยอะ ๆ ก็ได้ แต่ประมาทเกินไป สักวันหนึ่งเราต้องพลาด เพราะฉะนั้น...ถ้ามันไม่ลำบากจนเกินไปนัก ก็ดูฤกษ์ยามซะนิดหนึ่ง แต่ถ้าคุณมั่นใจในกำลังใจตัวเองว่า ถึงถนนรถมันเยอะ ผมก็ข้ามถนนโดยปลอดภัย ก็ลุยไปเลย ฤกษ์สะดวกนี่เหมาะ สำหรับคนบางคน ถ้าหากว่าคนที่กำลังใจเขาต่ำ ก็ให้ฤกษ์เขาไปหน่อยดีกว่า ถ้าฤกษ์สะดวกนี่เหมาะสำหรับพวกบ้าเลือด กำลังใจสูงแล้ว
      ถาม :  ถ้าฤกษ์สะดวกบางครั้งก็หงายท้อง ?
      ตอบ :  ก็นั่นแหละ ถึงได้บอกแล้วว่า ประมาทเกินไป ถ้าหากว่าช่วงอกุศลกรรมเข้านี่ หงายท้องจริง ๆ เลือกข้ามถนนตอนจังหวะปลอดรถดีกว่า เอาปลอดภัยไว้ก่อน ที่ชอบใช้ฤกษ์ของหลวงพ่อ เพราะว่าหลวงพ่อใช้ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ เป็นฤกษ์ปลอดภัยที่ไม่จำกัดเวลา ดีทั้งวัน ในเมื่อดีทั้งวันก็เลยถือฤกษ์นี้มาตลอด
      ถาม :  พระที่อยู่ในป่าไม่ได้ถูกเกณฑ์มา ?
      ตอบ :  ท่านไม่ได้ถูกเกณฑ์เสียเมื่อไร งานท่านเยอะกว่าเราเยอะเลย อย่าลืมว่าพระที่ท่านอยู่ในป่าน่ะ ส่วนใหญ่พูดง่าย ๆ ว่า อยู่ในประเภทหนึ่งทั้งนั้น ในเมื่ออยู่ในประเภทดีหนึ่งประเภทหนึ่งนี่ งานของท่านเยอะกว่าเรามากเลย แล้วท่านทั้งหลายเหล่านั้น ไอ้ป่ากับบ้านนี่ ไม่มีความหมายสำหรับท่าน จะไปที่ไหนแค่คิดเอง
      ถาม :  อย่างนั้นก็พอ ๆ กันในป่าในเมือง ?
      ตอบ :  สำหรับท่านแล้วสถานที่ไม่มีความหมาย หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ฟัง ตอนไปพม่าเจอพระดีอยู่ในป่า ถึงเวลาก็จะกลับ จะกลับก็กะว่าจะเดินมาทะลุฝั่งไทยแล้วจะขึ้นรถไฟที่ลำปาง พระท่านบอก “เดี๋ยวผมไปส่ง ผมรู้จักทาง” พอฉันเช้าเสร็จ ท่านก็พาเดินไป มันจะผ่านเมืองเก่ากลางป่านี่ ชวนดูโน่น ชวนดูนี่ ไอ้นี่วิหารพัง ไอ้นั่นเจดีย์ยอดด้วน ชี้ไปชี้มาเดินพ้นเจดีย์รถไฟวิ่งฉึ่ง ๆ มาแล้ว ไปโผล่สถานีรถไฟลำปางได้อย่างไร เดินไม่กี่ก้าวเอง แล้วลักษณะนั้นคุณคิดว่าสถานที่มีความหมายกับท่านไหมเล่า ไม่มีเลย นึกจะไปตรงไหนก็ไปตรงนั้นแหละ
      ถาม :  แล้วคนที่อยู่สถานีรถไฟเยอะแยะแบบนั้น ไม่เห็นท่านโผล่หรือครับ ?
      ตอบ :  ของท่านที่ท่านโผล่ไปนั้น มันเป็นจุดที่คนทั้งหมดจะขาดความสนใจชั่วคราว อาตมายืนยันเลย เพราะเจอกับตัวเองมาแล้ว เข้าไปในโบสถ์วัดพระแก้ว เห็น ๆ อยู่เลย คนไปถ่ายรูปแล้วเขาชักฟิล์มวางไว้เป็นม้วนเชียว คือเขาไม่ให้ถ่ายรูป เราก็กำหนดใจถามพระแก้วท่านว่า “ถ่ายได้ไหมครับ ?” ท่านบอกว่า “ได้” พอท่านบอกว่าได้ เราก็ล้วงกล้องออกมา จัดแจงเล็งถ่ายอย่างดิบดี เหลือบตาดูเจ้าหน้าที่ ๘ คน พร้อมใจกันมีงานหันหลังให้หมด พอเราถ่ายเสร็จไฟแฟลชแว็บออกมาเรียบร้อย เก็บกล้องเสร็จ เขาถึงหมดธุระหันกลับมา เราก็ไปสบายใจเฉิบ ถ้าท่านบอกว่าได้ จะได้จริง ๆ คนอื่นจะขาดการสนใจไปชั่วคราว แล้วก็ทำให้งานนั้นสำเร็จลง
      ถาม :  ทำไมเขาถึงไม่ให้ถ่ายรูปละคะ ?
      ตอบ :  เขากลัวว่าจะมีใบสั่งจากเศรษฐีต่างประเทศ ประเภทแบบขอซื้อพระแก้วมรกต สมมติว่าสักร้อยล้านดอลลาร์อะไรอย่างนี้ คนอาจจะประเภทบ้าพอที่จะขโมย
      ถาม :  พระแก้วก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไปครับ ?
      ตอบ :  ก็มีทั่ว ๆ ไป คราวนี้ว่าลักษณะของการจัดสถานที่ก็ดีอะไรก็ดี อาจจะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพสามารถที่จะหาช่องทางเข้าไปขโมยได้ เพราะฉะนั้น...รูปมันจะแสดงออกเฉพาะที่ตั้งเท่านั้น ไม่ได้แสดงรายละเอียดรอบข้าง ฝรั่งมันคิดบ้า ๆ วางแผนขโมยหลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรนี่ติดกินเนสบุ๊คนะ กินเนสบุ๊คออฟเรคคอร์ด เขาระบุว่า “หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรเป็นวัตถุบูชาที่ราคาแพงที่สุดในโลก” หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรนี่ ถ้าเป็นทองโบราณเขาเรียกทองเนื้อหก ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ประมาณสิบแปดเค เขาตีราคา ๙๓ ล้านดอลลาร์ มันถึงขนาดวางแผนบ้า ๆ บอ ๆ จะขโมยน่ะ มันว่าจะเจาะอุโมงค์เข้าทางริมแม่น้ำ เสร็จแล้วก็เอารถสิบล้อไปถึงตรงนั้น พอแซะ ๆ ไปถึง พระทรุดฮวบลงในสิบล้อปุ๊บ ก็วิ่งลงเรือไปเลย บ้าดีไหม นั่นแหละ คือลักษณะนั้นแหละ แล้วพระแก้วองค์เล็กกว่าตั้งเยอะ ไม่ง่ายกว่าหรือ
      ถาม :  พระแก้วมรกตนี่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่เท่าไรครับ ?
      ตอบ :  องค์นี้สร้างขึ้นในสมัยของพระนาคเสน คราวนี้คุณต้องไปถามท่านนาคเสนว่า ท่านแทนองค์ไหน แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเรากราบ เราไหว้ เพราะก็หมายเอาพระพุทธทั้งหมด ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันก็หมดเรื่องกัน
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ก็เทวดาที่ท่านรักษานั่นแหละ เออ...บอกความลับให้หน่อย พระแก้วมรกตหรือถ้าในความหมายตามที่เรารู้ ๆ กันอยู่ ก็คือว่า เทวดาที่ท่านรักษาพระแก้วมรกตน่ะ ท่านชอบอะไร ท่านชอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง
      ถาม :  ดาวเรืองล้วน ๆ เลยหรือครับ ?
      ตอบ :  ใช่ ถึงเวลาถ้าไปไหว้ท่าน เอาพวงมาลัยดอกดาวเรืองไปถวายพระแก้วนะ ท่านจะชอบใจเป็นพิเศษ แล้วถ้าบนท่านนะ อันนี้หลวงปู่มหาอำพันท่านแนะนำไว้ บนพระแก้วมรกตให้บนด้วยไข่ต้ม ๑๐๐ ฟองแล้วเป็นไข่ต้มประหลาดมาก ไข่ต้มพริกกับเกลือของเรามันถนัดน้ำปลาพริกกันใช่ไหม ไข่ต้มพริกกับเกลือ ถึงเวลาไปตั้งแก้บนเสร็จเรียบร้อย ถ้าไม่มีปัญญาจะกินลงไป หลวงปู่ท่านให้เอาไปให้พวกสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอะไรพวกนั้นนะ บ้านเมตตา บ้านราชวิถี ท่านให้อยู่บ่อย ความศักดิ์สิทธิ์ของพระแก้วมรกตนี่ หลวงปู่ท่านถือเป็นอันดับหนึ่งในชีวิตจิตใจเลย เพราะว่าหลวงปู่ท่านเองเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงรุ่นแรกนะ King's Scholar Ship ท่านบอกว่า “ตอนนั้นจะสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็ไปกราบขอพรพระแก้วมรกต ทันทีที่กราบขอพรได้ยินพระแก้วมรตท่านบอกว่า “Aviation” ก็คือวิชาเกี่ยวกับการบิน หลวงปู่ท่านก็เลยไปหัดเขียนเรียงความภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวิชาการบิน แล้วก็ไปให้ครูภาษาอังกฤษของท่านตรวจแก้จนกระทั่งพอใจ แล้วก็ซ้อมเขียนแล้วเขียนอีก ๆ จนขึ้นใจไปเลย พอถึงเวลาสอบเข้าจริง ๆ มันออกหัวข้อเกี่ยวกับการบินจริง ๆ หลวงปู่ท่านได้ที่หนึ่ง” ตั้งแต่นั้นมาพระแก้วมรกตคือหนึ่งในดวงใจของหลวงปู่ ท่านสั่งเอาไว้เลยนะ ตั้งแต่วันแรกที่บวชว่า ตราบใดที่คุณยังบวชอยู่นะ ออกพรรษาเมื่อไร ให้ไปกราบพระในสถานที่ ๔ แห่งให้ได้
              ๑. พระแก้วมรกต
              ๒. พระพุทธชินราช
              ๓. พระพุทธชินสีห์
              ๔. พระปฐมเจดีย์
              ท่านบอกว่า ๔ ที่นี้ให้ไปให้ได้ อาตมาก็เลยถือเป็นภาระทุกครั้งที่หลังพรรษา แล้วจะต้องไปให้ครบ ๔ ที่ แต่ว่าถ้ามารกรุงเทพฯ นี่ถ้ามาเมื่อไรก็คือพระแก้วมรกตไว้ก่อน พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนี่เขาเปิดโบสถ์เฉพาะวันพระ
      ถาม :  ไข่เป็ดหรือไข่ไก่ดี ?
      ตอบ :  ก็แล้วแต่เราชอบ ถ้าคิดจะกินเองนี่ ถ้าลามาแล้วนะ ที่เห็นหลวงปู่ทำส่วนใหญ่แล้วท่านใช้ไข่ไก่ เพราะมันสะดวกดี มันขายเยอะนะ แล้วที่แน่นอนตรงที่ว่า ไข่ไก่สมัยนี้้มันหาเชื้อยากเต็มที มันไม่เหมือนกับเป็ด เป็ดนี่ถ้าไม่มีตัวผู้มันจะไม่ไข่ เป็นสันดานเฉพาะเผ่าพันธุ์ของมันเลย ถ้ามีตัวผู้อยู่เมื่อไร มันก็ผสมเมื่อนั้น มันจะมีเชื้อ คราวนี้ถ้ามีเชื้อ ถ้าหากว่าเราไปต้ม ก็เท่ากับว่าฆ่าดี ๆ นี่เอง เพราะฉะนั้น...เอาไข่ไก่สะดวกดีกว่า อย่างไร ๆ ไอ้ไก่นี่เขาขังเอาไว้ในคอก บางทีตั้งแต่เกิดยันตาย ไม่เคยเห็นหน้าตัวผู้เลย มีหน้าที่กินแล้วไข่อย่างเดียวจริง ๆ
      ถาม :  …..............
      ตอบ :  ตระกูลของเรานี่อย่างน้อย ๆ มันต้องมีเชื้อสายของท่านปิณโฑลภารทวาช ท่านนี้ท่านเป็นเอตะทัคคะ คือผู้ยอดเยี่ยมในทางบันลือสีหนาท ท่านเคยเกิดเป็นราชสีห์ เฝ้าดูแลพระปัจเจกพุทธเจ้า เช้า ๆ ก่อนจะออกไปหาอาหารก็คำราม เตือนให้สัตว์ทั้งหลายรู้ว่า นี่เป็นเขตของตัวเอง อย่าเข้ามายุ่งนะ เดี๋ยวกลัวจะมารบกวนพระปัจเจกพุทธเจ้าท่าน ตายจากชาตินั้นก็ไปเกิดเป็นเทวดา เวียนตายเวียนเกิดจนกระทั่งชาติสุดท้ายเป็นพระปิณโฑลภารทวาชเถระ ถ้านับแล้วนะ พระอัครสาวก คือผู้เลิศที่สุดด้านอภิญญาสมาบัติคือ พระโมคคัลลาน์ ถ้าเป็นพระมหาสาวกก็เป็นปิณโฑลภารทวาชเถระ แต่คราวนี้ท่านเก่งทางบันลือสีหนาท ว่าอดีตชาติเคยเป็นราชสีห์มา พอท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านว่าอย่างไรรู้ไหม ใครข้องใจในธรรมให้มาถามเรา พระปุถุชนไม่เข้าใจโจทย์ฟ้องเลยว่า พระปิณโฑลภารทวาชพยากรณ์ตัวเองเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าก็เล่าบุพกรรมให้ฟัง เกิดมาชาตินี้ท่านก็เลยกล้า รู้จริงพูดจริง
              คราวนี้มานึกถึงสายหลวงพ่อ มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อท่านบอกเมื่อคืนพระปิณโฑลภารทวาชพาพระอรหันต์มาอีก ๓๐ องค์เศษ รวมกับท่านเองแล้วเป็น ๓๖ องค์พอดี บอกว่า มาช่วยงานพระศาสนา มิน่าล่ะ อะไร ๆ หลวงพ่อก็กล้าพูด ต้นตำรับมาเอง พวกเรามันต้องมีเชื้อสายท่านบ้างล่ะ องค์นั้นแหละที่เหาะไปเอาบาตรแก่นจันทน์ ที่มหาเศรษฐีเขาแขวนเอาไว้ สูงจากพื้นประมมาณ ๖๐ ศอก มหาเศรษฐีท่านเข้าใจผิด ท่านคิดว่าพระอรหันต์ทุกองค์ต้องเหาะได้ ไม่รู้หรอกว่าพระอรหันต์มีตั้ง ๔ ประเภท คือ
              ๑. สุกขวิปัสสโก ท่านบรรลุมรรคผล แต่ว่าไม่มีสามารถพิเศษอื่นนะ เป็นพระอรหันต์ไม่มีความสามารถพิเศษอื่น แต่อาตมาเจอมาเอง หลวงปู่มหาอำพันนี่ โอ้โฮ...สารพัดเลย นี่สุกขวิปัสสโก เรียกลมเรียกฝนได้สบายเลย ฤทธิ์ที่เราหมายเอานั้น เป็นแค่วิกุพพนาฤทธิ์ คือสามารถแสดงฤทธิ์ได้ด้วยอำนาจของกสิณ ๑๐ แต่ยังมีฌานฤทธิ์ ฤทธิ์ของฌานสมาบัติ อธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการตั้งใจมั่น บุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการสะสมความดีมาอย่างนี้ ฐานาฐานะฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากฐานะอันสูง อย่างพระมหากษัตริย์ พระเจ้าจักรพรรดิ สั่งให้เป็นก็เป็น สั่งให้ตายก็ตาย จะให้ใครเป็นอะไรก็ได้นะ แล้วก็ยังมีวิชามัยฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากวิชาการสร้างสมขึ้นมา ความสว่างจับมายัดในหลอดได้อย่างไร เหล็กมันเอาไปลอยข้างบนได้อย่างไร นั่นแหละ วิชามัยฤทธิ์ อันนี้พระพุทธเจ้าท่านบอกเอาไว้ครบทุกอย่างแหละ เพียงแต่ของเรา ๆ จะไปหมายเอาว่า มันเป็นอิทธิฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจของฌานสมาบัติอย่างเดียว เป็นฤทธิ์ที่อภิญญาที่มีพื้นฐานทางกสิณ ๑๐ หลวงปู่อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ไปได้ข่าวว่าชาวนาภาคกลางกำลังเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เพราะว่าฝนทิ้งช่วงนานแล้ว ข้าวกล้าจะแห้งตายหมด ท่านก็เงยขึ้นมา สงสารเขานะ คุณนะ แล้วท่านก็หลับตาลง ลืมตาขึ้นมา ฝนตกตรึมเลย ทั้ง ๆ ที่แดดเปรี้ยง ๆ นั่นแหละ ๒ ชั่วโมงเต็ม ๆ ตกแรงมาเลย พอรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ลงชาวนาภาคกลางรอดตาย ฝนหลงฤดูตกหนัก เห็นอยู่ชัด ๆ เลยว่าฝีมือท่าน พอฝนหยุดท่านบอกว่า “คุณอย่าไปเล่าให้ใครฟัง” นั่นแหละ อธิษฐานฤทธ์ ตั้งใจจะช่วยสงเคราะห์คนหมู่มากเขา นี่แหละพระสุกขวิปัสสโก ที่บอกว่าไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดชนั่นน่ะ ไม่ใช่ พระระดับนั้นน่ะ จิตของท่าน ปลดสิ่งรอบข้างออกหมดแล้ว มันเหมือนกับท่อน้ำนะ ท่อแยกปิดหมดแล้ว เหลือแต่ท่อตรง กำลังขนาดนั้นจะทำอะไรมันก็ได้ ตั้งใจให้เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่จะให้ท่านทั้งหลายเหล่านี้ไปฝึกกสิณ ๑๐ เพื่ออภิญญาสมาบัติ ท่านไม่มีอารมณ์จะทำหรอก มันเรื่องเด็ก ๆ
              ๒. เตวิชโช บรรลุมรรคผลพร้อมความรู้ ๓ ประการที่เป็นพิเศษคือ ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วไปไหน แล้วก็อาสวักขยญาณ ทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ท่านทั้งหลายเหล่านี้เห็นผีเห็นเทวดาได้เป็นปกติ แต่จะแสดงฤทธิ์ตามอำนาจของกสิณ ๑๐ กับอภิญญาหก
              ๓. ฉฬภิญโญ แสดงฤทธิ์ได้ตามอำนาจของกสิณ ๑๐ ที่เป็นวิกุพพนาฤทธิ์ ประเภทบิดเบือนร่างกายขนาดไหนก็ได้ ศีรษะสูงค้ำจักรวาล มือขวาหยิบดวงจันทร์ มือซ้ายหยิบดวงอาทิตย์ เป็นเรื่องปกติของท่านทั้งหลายเหล่านี้เลย
              ๔. ปฏิสัมภิทัปปัตโต มีความสามารถครอบคลุมทั้ง ๓ หมวดข้างต้น มาพร้อมกับความรู้พิเศษอีก ๔ อย่างคือ
                      ๑. รู้ในเหตุ
                      ๒. รู้ในผล
                      ๓. มีปฏิภาณว่องไว ใครถามปัญหาอะไร ก็ไล่ต้อนท่านทั้งหลายเหล่านี้ไม่จน
                      ๔. รู้ทุกภาษา พูดภาษาอะไรท่านรู้หมด
              ดังนั้นว่าพวกชาวบ้านไม่เข้าใจ คิดว่าพระอรหันต์ต้องเหาะได้ เศรษฐีเองท่านก็คิดว่า พระอรหันต์ต้องเหาะได้ สำนักโน้นก็บอกตัวเองเป็นพระอรหันต์ สำนักนี้ก็บอกตัวเองเป็นพระอรหันต์ คราวนี้ตอนนั้นคณาจารย์ใหญ่มีอยู่ตั้ง ๖ สำนัก เป็นคู่แข่งกันอยู่ พระพุทธเจ้าท่านมาทีหลัง ประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วก็เทศน์สั่งสอนบุคคลบรรลุตามเป็นจำนวนมาก เขาก็อยากจะพิสูจน์ คราวนี้พระโมคคัลลาน์กับพระปิณโฑลภารทวาช ท่านจำพรรษาที่เขาคิชฌกูฏ เขาคิชฌกูฏนี่อยู่นอกเมืองราชคฤห์ คิชฌคือนกแร้ง กูฏะ คือยอดหรือหัว ลักษณะภูเขาเหมือนหัวแร้ง เขาหัวแร้งพอได้ยินเขาล่ำลือกัน พระปิณโฑลภารทวาช ท่านก็บอกพระโมคคัลลาน์ว่า “พระโมคคัลลาน์ไปเอาสิ เขาจะได้รู้ว่าสำนักนี้พระอรหันต์จริง” พระโมคคัลลาน์ท่านก็บอกว่า “ถ้าคุณทำไม่ได้ แล้วผมจะทำ” แหม...ท้าทายกันได้ พระปิณโฑลภารทวาช ท่านก็เลยเหาะไปวนรอบเมืองซะ ๓ รอบ ให้คนเขาเห็นกัน เสร็จแล้วก็ลง เศรษฐีเอาบาตรไม้แก่นจันทน์มาถวาย คนก็ล่ำลือกันไปใหญ่ คนไม่เห็นก็อยากจะเห็น ก็มาขอร้องว่า พระคุณท่านเหาะให้ดูที เสียงก็อื้ออึงไปถึงที่พระพุทธเจ้าท่านพักอยู่ ท่านก็ถามพระอานน์ว่า “เสียงอะไร อย่างกับตลาดขายปลา ?” พระอานนท์ก็ทูลเรื่องนี้ถวาย ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้อยู่แล้ว ท่านแกล้งถาม ในเมื่อถามสอบสวน มีเหตุแล้ว ก็เรียกทั้งโจทก์ทั้งจำเลยเข้ามา เสร็จเรียบร้อย แล้วก็กล่าวห้ามพระภิกษุทั้งหลายแสดงฤทธิ์ เพราะว่าการแสดงฤทธิ์จะทำให้คนติดอยู่แค่นั้น โอกาสเข้าถึงมรรคผลไม่มี
              เราอาจจะแปลกใจทำไมพระพุทธเจ้าห้ามแสดง ทั้ง ๆ ที่ทำได้นะ การเข้าถึงมรรคผลต้องเป็นการเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากใจจริง ๆ ไม่ใช่เคารพเลื่อมใสไปตามฤทธิ์ตามเดชนะ มันไม่ใช่ของแท้จากใจ จะกลายเป็สิ่งกั้นมรรคผล ทำให้คนติดอยู่แค่นั้นเอง ท่านก็เลยห้ามแสดงฤทธิ์ แล้วอีกประการหนึ่งก็คือว่า พระทั้ง ๔ เหล่าที่แสดงได้ชัดเจนจะ ๆ เลยก็มี อภิญญาหก กับปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เท่านั้น เหลืออีก ๒ เหล่ากับพระหนุ่มเณรน้อยที่เป็นพระปุถุชนธรรมดา ท่านจะอดตายซะก่อน ก็เลยต้องห้ามซะ แล้วข้อห้ามที่เป็นข้อห้ามที่พิสดารที่สุด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “ท่านจะปรับเอาโทษ” แต่ท่านไม่ได้บอกว่าโทษอะไร มันเป็นได้ตั้งแต่ประหารชีวิตขึ้นมา จนแค่ภาคทัณฑ์
              สมัยบวชใหม่ ๆ หลวงพ่อท่านบังคับให้พระ ไม่ใช่บังคับหรอก ท่านสั่งพระ ให้ทุกองค์ภาวนาคาถารวมอภิญญาอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง ท่านบอกว่า “กาลต่อไปข้างหน้า เหล่าเดียรถีย์นอกพระศาสนา จะจาบจ้วงพระศาสนามากขึ้น จนกระทั่งกล่าวว่า อภิญญาสมาบัติเป็นของหลอกลวงกัน เพื่อสร้างความเลื่อมใสเท่านั้น ถ้าถึงวาระนั้นเวลานั้นแล้ว พวกแกต้องไปแสดงให้เขาดู เพื่อจะได้ยืนยันว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มีจริงทำได้จริง” ก็กราบเรียนหลวงพ่อว่า “แล้วพระพุทธเจ้าจะให้แสดงหรือครับ เพราะท่านปรับอาบัติไว้แล้ว” หลวงพ่อบอก “ถึงเวลานั้นแล้ว ต้นตำรับจะสั่งการเอง” ในเมื่อต้นตำรับสั่งการเองก็ทำไปเถอะ
      ถาม :  พระอานนท์จัดเป็นพหูสูตรไหมครับ ? การเป็นพหูสูตรไม่ได้หมายความว่า เป็นรูปแบบของปฏิสัมภิทาญาณ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ พระหูสูตรของพระอานนท์ ก็คือฟังมากจำได้มาก แต่คราวนี้ฟังมากและจำได้มาก คุณต้องคิดนะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี่ ท่านจำได้หมดนะ เพียงแต่ว่าส่วนที่ท่านชำนาญอยู่ในพระสูตรกับพระอภิธรรม พระวินัยนี่มีผู้ชำนาญพิเศษเฉพาะ คือพระอุบาลี ท่านก็เลยแบ่งให้พระอุบาลีไป ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ของท่านเองก็กวาดไป ๖๓,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คุณท่องไหวไหมล่ะ เยอะขนาดนั้น...! สมัยนี้ปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อกว่าจะท่องจบ ก็หน้ามืดตาลายแล้ว
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  สมัยก่อนเป็นมุขปาฐะไปเรื่อย มุขปาฐะ คือสอนกันปากต่อปาก ท่องจำได้เป็นปกติ เพราะคนสมัยก่อนสมาธิท่านทรงตัวกว่าสมัยนี้เยอะ สมัยนี้สงสารเด็ก ขาดคอมพิวเตอร์เมื่อไรเดี้ยงเมื่อนั้น เล่นให้เครื่องจำอยากได้อะไรก็ Search เอาจากเครื่อง เครื่องพังวันไหนจะไม่เหลืออะไรอยู่ในหัวเลย
      ถาม :  การสวดยอดพระไตรปิฎก ?
      ตอบ :  อานิสงส์การสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ไม่ใช่สวดยอดพระไตรปิฎก และอาการวัตตาสูตร ท่านบอกว่า “อานิสงส์เหมือนกับสร้างเจดีย์ด้วยอิฐทองคำ” ไหวไหม การสวดจริง ๆ ก็คือ การสวดอิติปิโส สรรเสริญพระพุทธคุณ แต่ก็แตกยอดแตกหน่อไปเท่านั้นเอง คราวนี้การสรรเสริญพระพุทธเจ้านี่ อย่าลืม พุธโธ ธัมโม สังโฆ อัปปมาโณ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ประมาณไม่ได้ เขาอุตส่าห์เปรียบเทียบได้ว่า มีอานิสงส์เหมือนกับสร้างพระเจีดย์ด้วยทองคำนั้นน้อยมากแล้ว สำคัญตรงเราทำจริง ๆ หรือเปล่า นับว่าอุตส่าห์เปรียบเทียบได้ ถ้าหากว่าเราทำจริง ๆ นะ ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มั่นคงแน่นแฟ้นจริง ๆ ทำดีทำถูกจริง ๆ ไปนิพพานได้ ในเมื่อไปนิพพานได้ เงินทองที่ทุ่มเทไปขนาดสร้างเจดีย์ด้วยทองคำ เอามาซื้อนิพพาน ถามว่าได้ไหม ? ไม่ได้หรอก แพงแค่ไหนก็ซื้อนิพพานไม่ได้
              มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอเมริกา รู้ไหมคณะผู้ติดตามเท่าไร ๔๒ ท่าน แล้วรู้ไหมว่าค่าเครื่องบินคนละเท่าไร ไปกลับคนละสามหมื่นเศษน่ะ บอกว่า “หลวงพ่อครับ เงินเป็นล้านนะครับ จะคุ้มหรือครับ ?” หลวงพ่อท่านบอกว่า ไถ้าสามารถสอนคนให้รู้จักรพะนิพพานได้แม้แต่คนเดียวถือว่าคุ้ม เงินล้านซื้อพระนิพพานไม่ได้” โอ้โฮ...สะใจมาก หลวงพ่อท่านต้องการสงเคราะห์เขาแค่คนเดียวก็พอ เงินล้านซื้อพระนิพพานไม่ได้ คนต่างประเทศโอกาสได้พบพระน้อย ในเมื่อโอกาสที่จะพบพระของเขาน้อย เขาก็คือคนที่หิว ในเมื่อคนมันหิว พอเอาของไปให้กิน ก็ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยกินเข้าไป ก็เลยจะได้ผลมากกว่าพวกเรา พวกเราเหมือนหนูตกอยู่บนถังข้าวสาร จะกินเมื่อไรก็ได้ ก็เลยไม่ได้กินซะที เดี๋ยวก็ตายฟรี ไม่มีความดีติดตัวไป
              เพราะฉะนั้น...พวกเราจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่พอใกล้พระใกล้เจ้าแล้วประมาท แต่ของเขาน่ะ ไม่ต้องใครหรอก ยกตัวอย่างยายแมวบ้า ยายแมวบ้าบอก “ทุกวันนี้หนูยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สุดชีวิตจิตใจเลย เพราะไม่มีอะไรจะพึ่งจริง ๆ หันไปทางไหนก็มีแต่ต่างชาติต่างภาษาทั้งนั้น” คนอยู่ต่างบ้านต่างเมืองได้ฟังภาษาเดียวกัน ก็ชื่นใจแล้ว อย่าว่าแต่ได้ฟังพระธรรมเลย เพระาฉะนั้น...พอเขาได้รับฟังธรรมะก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกอบโกยเอาเต็มที่ ส่วนใหญ่เขาจะทำได้ดี ทีทำได้ดี เพราะอะไร ท่านทั้งหลายเหล่านั้นกำลังใจเข้มแข็ง คนกล้าลุยต่างบ้านต่างเมืองนี่ ไม่เข้มแข็งจริง ไม่กล้าตัดสินใจไปหรอก ในเมื่อกำลังใจของเขาเข้มแข็ง แสดงว่าบารมีเต็มที่สะสมดีอยู่แล้ว พอปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบเข้า ก็ได้ผลเร็วมาก แม้กระทั่งฝรั่ง ฝรั่งฝึกมโนมยิทธิได้ทิพจักขุญาณ ย้อนไปดูอดีต บอกได้เป็นฉาก ๆ เลย เกิดเป็นใคร อยู่ที่ไหน ชื่ออะไร มีอาชีพอะไรอย่างนี้ น่าอายไหมล่ะ เราคนไทยแท้ ๆ
      ถามฤทธิ์ทางใจ ก็คือสัมผัสถึงอารมณ์ ไม่จำเป็นที่เห็นด้วยตา ตาเนื้อ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ นั่นของคุณเป็นทิพจักขุญาณ ทิพจักขุญาณถ้าใช้รู้ใจคนอื่น เขาเรียก “เจโตปริยญาณ” ฤทธิ์ทางใจนี่ เขาใช้คำว่า เนรมิต ถอดกายในไปได้เหมือนชักดาบออกจากฝัก หรือถอดไส้ออกจากหญ้าปล้อง จะกลายเป็นอีกองค์หนึ่งไปเลย อย่างพวกเราที่เวลาทำได้แล้ว ถอดจิตไปเที่ยวนรก เที่ยวสวรรค์อะไรอย่างนั้นน่ะ แต่ไอ้ของพวกเรานี่มันกระจึ๋งหนึ่งเท่านั้น องค์ที่ยอดเยี่ยมที่แท้จริงคือ พระจุลปันถกะ พระจุลปันถกะนี่ท่านเป็นเอตทัคคะ คือสุดยอดในทางวิชามโนมยิทธิ ท่านสามารถเนรมิตร่างกายที่เหมือนท่านหนึ่งพันองค์ขึ้นมาพร้อม ๆ กันได้ แล้วแต่ละองค์ทำงานทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน องค์นั้นเดินจงกรม องค์นี้นั่งสมาธิ องค์นั้นถูศาลา องค์นี้กวาดลานวัด อะไรอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านต้องการแสดงความสามารถของพระจุลปันถกะให้บรรดาสงฆ์ทั้งหลายตลอดจนชาวบ้านได้ทราบว่า พระองค์นี้มีความสามารถถึงขนาดนี้ ก่อนหน้านั้นคาถาสั้น ๆ บทเดียว ท่านเรียนอยู่สามเดือนยังเรียนไม่จบ เพราะกรรมเก่าที่เคยไปหัวเราะเยอะคนอื่นเขาว่าโง่ แต่พอท่านพ้นตรงจุดนั้นมา กลายเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านเป็นผู้เลิศทางมโนมยิทธิ