ถาม: (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ก็ต้องดูสิจ๊ะ ก็บอกแล้วพวกนั้นมันทำให้ยึดติด แต่ถ้าหากว่าเพลงปริศนาธรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน อาตมาอยากจะบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นโปรดิวเซอร์นะ ท่านสอนให้ร้องเพลงเหมือนกัน ก็มีสมัยพุทธกัสสป มีพระภิกษุองค์หนึ่งจำพรรษาอยู่ชายทะเล ๒๐,๐๐๐ ปี สมัยนั้นคนเขาอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จำพรรษา ๒๐,๐๐๐ ปี ถ้าเป็นสมัยเราคงสัก ๒๐ ปี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนะ
              คราวนี้วันนั้นท่านลงไปอาบน้ำ เรือสำเภามันแล่นมาพอดี สมัยก่อนค้าขายทางทะเลกันไปเป็นเดือน ๆ ท่านก็นึกสนุกขึ้นมา เหมือนสมัยอาตมาเด็ก ๆ เกาะเรือโยงกันน่ะ รุ่นของเรามันไม่ทัน ไม่มีเรือโยงให้เกาะแล้ว สมัยก่อนมันขนข้าวขนทรายจะผูกเรือต่อกันเป็นแถว ๆ เด็ก ๆ พอว่ายน้ำไปถึงก็เกาะเรือโยงให้มันลากไป ขี้เกียจว่ายท่านเองท่านก็ไปเกาะเรืออย่างนั้นเหมือนกัน แต่ว่าไปทำไอ้ตะไคร่น้ำที่มันเกิดขึ้นจากการที่เดินทะเลมานานหลุด เป็นการพรากของเขียว พระพุทธเจ้าห้าม คราวนี้ท่านอยู่องค์เดียวไม่มีใครที่จะแสดงอาบัติด้วย คือสารภาพบาปกับใครก็ไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งคาใจ ทำให้เศร้าหมอง พอตายแล้วท่านก็เลยไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ท่านเองท่านก็ประเภที่เรียกว่า เสียอกเสียใจก็พยายามที่จะทำอย่างไรถึงได้พบพระพุทธเจ้าได้สักวาระหนึ่ง เพื่อที่จะได้ขอคำสอนของพระพุทธเจ้า ส่งตนให้สู่ภพภูมิที่ดีกว่านี้ ทำผิดโดยที่ไม่เจตนานิดเดียวเท่านั้นเอง กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน
              คราวนี้ท่านมีลูกสาวชื่อนางนาควิกา ก็แต่งเพลงที่เป็นปริศนาธรรมให้ลูกสาวร้อง บอกว่า “ถ้าหากว่าใครแก้เพลงนี้ได้ ก็จะเป็นผู้รู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ให้แต่งงานกับคนนั้นได้” เสร็จแล้วแกก็ประเภทที่เรียกว่า โผล่ขึ้นมาให้นางนาควิภายืนอยู่บนขนดพังพานของตัวเอง แล้วก็ร้องเพลงที่เป็นปริศนาธรรมประกาศว่า “ชายหนุ่มคนใดก็ตาม แก้ปริศนาธรรมนี้ถูกก็จะยอมให้เป็นสามี แล้วก็ยกทิพยสมบัติของพญานาคทั้งหมดให้ด้วย โอ้โฮ...ไปกันตรึมเลย คราวนี้จำไม่ได้ว่าพระเอกของเรื่องเราชื่ออะไร
      ถาม :  ….............................
      ตอบ :  พระเอกของเราเดินทางไปถึง เจอพระพุทธเจ้าก็เข้าไปกราบ พระพุทธเจ้าก็แกล้งถามว่า “จะไปไหน ?” พระรู้แล้วต้องแกล้งไม่รู้ไว้ก่อน ท่านก็บอกว่า “จะไปตอบปัญหานางนาควิกา” พระพุทธเจ้าก็สอนว่า “ถ้าเขาร้องมาแบบนี้ ให้เธอร้องแก้แบบนี้ ถ้าเขาร้องมาแบบนี้ให้เธอร้องแก้แบบนี้” ตกลงพระพุทธเจ้าสอนคนร้องเพลง เสร็จแล้วพอรับทราบทั้งหมด ก็กราบลาพระพุทธเจ้าไป ก็ไปเข้าคิว โอ้โฮ...ยาวเป็นกิโลเมตร ใคร ๆ ก็อยากได้ ร้องผิดขึ้นมานางนาควิกาบอก “ใช้ไม่ได้” ก็หน้าแตกกลับไป จนกระทั่งไปถึงพระเอกของเรา พอร้องมาท่านก็ตอบได้ ร้องมาท่านก็ตอบได้ นางนาควิกาไม่ได้ดีใจหรอกที่จะได้สามี แต่เอรกปัตตนาคราชสิ รู้ว่าคนที่ตอบได้ต้องรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า แสดงว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นแล้วในโลก แกก็ดีใจ เอาหางฟาดน้ำเข้า เกิดคลื่นใหญ่ กวาดคนลงทะเลเป็นแผงเลย ต้องไปค่อย ๆ ไล่ช้อนเขาขึ้นมาทีละคนสองคน แล้วก็แปลงกายเป็นคนขึ้นมาพร้อมกับลูกสาว ถามพระเอกของเราว่า “เธอรู้เอง หรือว่ามีใครสอน ?” เขาบอกว่า “พระสมณโคดมสอนมา” ก็ใช่เลย แล้วก็ขอให้บอกว่าอยู่ที่ไหน จะได้ไปไหว้ไปกราบเสียหน่อย พระเอกของเราก็พาไป พระพุทธเจ้าท่านก็เลยเทศน์สงเคราะห์ พอเทศน์สงเคราะห์ให้ พระเอกกลายเป็นพระโสดาบัน ภรรยาและพ่อตาเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่อาจจะเข้าถึงธรรมได้ ก็เป็นผู้มั่นคงในพระรัตนตรัย ทิพยสมบัติทุกอย่างก็ดีขึ้น ก็ยกลูกสาวให้ตามสัญญา ประกาศตนถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
              ตกลงว่าการเทศน์สอนของพระพุทธเจ้า ท่านหมายเอามรรคผลทั้งนั้น เทศน์อย่างน้อย ๆ ต้องได้เป็นพระโสดาบัน ไม่อย่างนั้นไม่เทศน์ให้เสียเวลา แล้วก็ไม่ได้เอาปริมาณมากด้วย คนเดียวก็เอา แบบเดียวกับที่ไปสอนเปสการีธิดา ลูกสาวนายช่างหูกนั่นแหละ คนเดียวก็เอา สอนเจาะเอาประเภทที่เรียกว่า ต้องได้ผลจริง ๆ
      ถาม :  แล้วพวกที่หลงกันตามซื้อเทป เป็นไปได้ไหมคะว่า เขาเคยยุ่งกันมา เคยเป็นบริวารกันมาค่ะ ?
      ตอบ :  ก็ไม่แน่เหมือนกัน มีทั้่งกรรมเดิม และก็กรรมใหม่ ฟังแล้วเกิดชอบใจขึ้นมา “ถูกใจ โดนใจ” เมื่อไรก็เจ๊งเมื่อนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสเมื่อไรต้องอยู่แค่นั้น สติต้องรู้เท่าทัน ปัญญาต้องแหลมคมสกดกั้นให้อยู่ อย่าให้ถูกใจ อย่าให้โดนใจ ถูกใจเมื่อไร โดนใจเมื่อไร เจ๊งเมื่อนั้น
      ถาม :  แล้วคำว่า “ศิลปะ” ในความหมายของพระพุทธเจ้าจะอยู่ในมงคล ๓๘ ด้วยไหมคะ ?
      ตอบ :  อยู่จ้ะ คือศิลปะของการดำรงตัวเองอยู่ ให้มีความสุขในชีวิตฆราวาส ถ้าหากว่าต้องการที่จะหลุดพ้น ต้องรู้จักทำตัวอย่างไรเพื่อที่จะให้เข้าถึงตัวหลุดพ้น ศิลปะอันนั้นจริง ๆ คือความรู้แต่ละแขนงที่ตัวเองมีอยู่ ที่สามารถใช้ในขณะที่เป็นฆราวาส ในลักษณะของสัมมาอาชีวะ เพื่อเลี้ยงตนและครอบครัวให้มีความสุข และพอถึงขั้นสุดท้ายก็คือว่า จะต้องรู้ว่าทำอย่างไรให้เข้าถึงธรรม คือทำอย่างไรจะให้เป็นคนดีในทางโลก มีความสุขอย่างทางโลก และขณะเดียวกัน ทำอย่างจะให้เข้าถึงธรรม มีความสุขในทางธรรม อย่างอื่นนับเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ ถึงได้บอกว่าถูกของเขา ใช่ของเขา แต่ถูกของพระพุทธเจ้า หรือใช่ของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ?
      ถาม :  แล้วทำอย่างไรเราถึงจะแยกแยะความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ว่า อันนี้เป็นสิ่งที่จริง อันนี้ไม่จริง บางครั้งเหมือนกับรู้สึกว่าควรจะทำอย่างนั้น แล้วพอเราทำอยู่ก็เจ๊ง เราก็นึกเสียดายว่าทำไมเราไม่เชื่อ ?
      ตอบ :  ซ้อมบ่อย ๆ พอซ้อมบ่อย ๆ จำอารมณ์ที่ถูก ทิ้งอารมณ์ที่ผิดไปเรื่อย ๆ ถ้าจำอารมณ์นั้นได้ เราจะรู้เลยว่า ถ้ามาอาการนี้ใช่เลย แต่ถ้ามาอาการอื่นแล้วไม่ใช่
      ถาม :  การถูกผิดขึ้นอยู่กับอารมณ์เราอย่างเดียวเลยหรือคะ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ คือถูกผิดน่ะเป็นปกติของมันอยู่แล้ว แต่อารมณ์ความเป็นทิพย์ของเราตอนนั้น รับถูกต้องไหม
      ถาม :  หมายถึงว่า ถ้าเราวางอารมณ์ได้ถูกต้อง จะรับรู้ตรงธรรมชาติรอบข้างว่า อันไหนถูกอันไหนผิดใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ใช่ อันนี้ก็อยู่ที่ว่าจิตใจของเราต้องมีคุณภาพ ถ้าจิตใจของเราไม่มีคุณภาพ ถึงวางอารมณ์ถูกต้องก็รู้ไม่หมด ก็กลายเป็นสัญชาตญาณ อย่างที่คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บางอย่างรู้สึกว่าใช่ก็ทำเลยอย่างนี้ ถึงแม้คนรอบข้างจะบอกไม่ได้ เจ๊งแน่ แต่ก็ทำ ก็แบบเดียวกับประธานปบริษัทโซนี่ เขาว่าวิทยุติดตามตัวเสียบหูฟังได้นี่ จะต้องดีแน่ แต่สอบถามใคร ๆ ก็บอกว่าเจ๊ง แต่เขาก็ดื้อทำ แล้วเขาก็รวยอื้ออยู่คนเดียว เพราะโซนี่ออก Walkman มาก่อนเพื่อนเลย ขายดีเป็นล้าน ๆ เครื่องเลย ไม่รวยได้อย่างไร
      ถาม :  พวกเขามีของเก่าเยอะ ?
      ตอบ :  ก็นั่นแหละ ดังนั้นถึงได้ว่า คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เขาถึงได้สอนลูกน้องเขา บางอย่างคุณต้องเชื่อความรู้สึกของคุณเอง คุณต้องมั่นใจในสัญชาตญาณของคุณเอง พวกนี้ของเก่าเขาต้องมี ก็ฝรั่งเขาทดสอบ เขาให้ทหารที่ได้รับการฝึกเป็นอย่างดี ไปทำการดับเพลิงแข่งกับพวกนักดับเพลิงมืออาชีพ ที่ไม่ได้รับการฝึกหนักอย่างทหารของเข าแข่งกันทีไรนักดับเพลิงมืออาชีพชนะทุกครั้ง เขามีสัญชาตญาณอยู่ เพราะเขาเคยชินกับรูปแบบของงานอยู่
              มีอยู่รายหนึ่งเขาบอกว่า เขากำลังดับไฟอยู่ แต่ความรู้สึกบอกว่าไม่ถูกนะ ไม่ใช่แน่นอนเลย ทำไมไฟร้อนผิดปกติอย่างนี้ สั่งลูกน้องตัวเองถอนตัวออกมาทันทีเลย เพิ่งออกมาพ้นบ้านเท่านั้นเอง มันถล่มลงไปเพราะมันไหม้จากชั้นล่าง ไม่ได้ไหม้จากชั้นนั้น นั่นน่ะ สัญชาตญาณตัวเอง ไม่อย่างนั้นลูกน้องตายทั้งทีม เขาเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง คนส่งเข้าไปสิน่าเตะมากเลย ยัดเข้าไปได้ชั้นบนที่ไหม้น้อย ชั้นล่างที่ไหม้มาก แต่ว่ามองไม่เห็นจากทางด้านมุมนั้น ก็คิดว่าไม่ไหม้
      ถาม :  แล้วเป็นไปได้ไหมคะที่ว่าอารมณ์เราถูกต้อง แต่มีใครหลอกเราอย่างนี้ค่ะ ?
      ตอบ :  มีเหมือนกัน อันนั้นต้องมีระยะท้าย ๆ แล้วเขาจะทดสอบอยู่เรื่อย จำไว้ว่าเราไม่มีเสีย มีแต่ได้ ถ้าถูกได้กำไร ถ้าผิดได้บทเรียน ได้ทั้งคู่ไม่มีเสีย จริง ๆ ต่อไปเราจะได้รู้ว่า มาไม้นี้ได้ต้องระวังด้วย เอาเถอะ...ลองไปเรื่อย ๆ ถ้าชีวิตนี้ยังลองผิดลองถูก ก็รอชีวิตหน้า เดี๋ยวก็ถูกไปสักทีจนได้
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ก็ลงนรกสิครับ นั่นเป็นความเชื่อ แต่สิ่งที่เขาทำน่ะเป็นความจริง ในเมื่อสิ่งที่เขาทำเป็นความเชื่อ แต่ในความเป็นจริงคือผิด เขาก็ได้รับการลงโทษไป
      ถาม :  อย่างนี้ศาสดาที่เป็นคนสอน จะไม่บาปจนลงนรกหรือครับ ?
      ตอบ :  อาตมายังไม่เคยเจอเลย ไม่รู้อยู่ขุมไหน อะไรที่ผิดหลักกาารตั้งแต่แรก ไม่ว่าคุณจะอยู่ศาสนาไหนก็ตาม ความดีความชั่วก็คืออันเดียวกัน ถึงเวลาตายก็ลงนรกเดียวกันสวรรค์เดียวกันไปหมด แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้นั่นน่ะ เกิดจากความเชื่อถือของเขาที่ยึดถือกันต่อมาแต่เนิ่นนาน ว่าลักษณะความดีต้องเป็นอย่างนี้ ลักษณะความชั่วต้องเป็นอย่างนี้ อย่างเทวดาฝรั่ง ถ้าเทวดามาอย่างของพวกเรา เขาไม่รู้จักหรอก แต่ถ้าหากมาลักษณะมีชุดขาวรุ่มร่าม ๆ มีวงแสงบนหัว มีปีกด้วย เขารู้ว่าอันนี้เทวดา เขาก็ต้องทำมาให้เห็นลักษณะนั้น ในเมื่อจำเป็นต้องทำให้เห็นลักษณะนั้น ถึงจะเข้ากับความเชื่อของเขา สิ่งที่เขาเห็นก็เลยไม่ตรงกับเรา แต่อย่าลืมว่าทั้งหมดมีนรก มีสวรรค์ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเหมือนกัน ถึงได้ยืนยันว่า ทั้งหมดมันที่เดียวกันเพียงแต่ว่าสิ่งที่ตัวเองยึดถือกับความละเอียดของจิตที่ได้พบเห็น ทำให้เห็นต่างกันไป อาตมายืนยันว่า ถ้าอย่างประเภทที่ไทยก็ดี พม่าก็ดี ลาวก็ดี ที่เห็นเกี่ยวกับเรื่องผี เรื่องของเทวดา เห็นได้ใกล้เคียงความจริงที่สุด เพียงแต่ว่าความเป็นจริงน่ะ จะวัดขนาดไหนก็ตามนะ ก็ไม่มีทางที่จะทำได้ละเอียดเท่ากับความจริงแท้ของมัน ในเมื่อไม่มีทางละเอียดเท่ากับความจริงแท้ของมัน สิ่งที่เราว่าสวยสุด ๆ แล้วนะ คงได้สักหนึ่งในล้านของจริง
      ถาม :  อารมณ์ที่ไม่นึกคิดอะไร เฉย ๆ กับอัพยากฤต ตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  อัพยากฤต จริง ๆ เขาหมายเอาอารมณ์เป็นกลาง ที่พ้นจากดี จากชั่ว จากบุญ จากบาปแล้ว แต่ว่าทั่ว ๆ ไปเขาใช้คำว่า อารมณ์ไม่สุข ไม่ทุกข์ อันนั้นเป็นแค่ขั้นต้นเท่านั้น ถ้าอธิบายก็แบบชั้นประถมอธิบาย แต่ถ้าอธิบายกับคนจบปริญญา คืออารมณ์ไม่เกาะทั้งดีและชั่ว เป็นอารมณ์ที่พ้นไปแล้วกับความดีความชั่วทั้งปวง ถ้าหากว่าพ้นลักษณะนั้นแล้ว ท่านไม่เกาะอะไรทั้งนั้นแล้ว ไปแน่ ๆ เลยที่เดียว
      ถาม :  อารมณ์เฉย ๆ นี่คือคนละตัวกัน ?
      ตอบ :  จะเรียกว่าเป็นตัวเดียวกันก็ได้ แต่เป็นตัวที่หยาบมาก
      ถาม :  ถ้าสมมติว่าเราทำบุญสม่ำเสมอ แล้วใช้อธิษฐานบารมีในการทำอะไรสักอย่าง คือคิดว่าก่อนจะตาย ตัวบุญรวมกันแล้ว (ฟังไม่ชัด) ?
      ตอบ :  ก็ต้องดูตอนนั้นอีกแหละต้องดูว่าอารมณ์สุดท้ายของเราปล่อยได้จริงไหม แรก ๆ เราอาจจะเป็นคนที่พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่อย่าลืมว่าคนเราวาระสุดท้าย สมมติว่าเราป่วยหนัก จะรักใครก็ไม่ไหวแล้ว จะโกรธใครก็ไม่ไหวแล้ว จะหามไปตีกับใครก็ไม่ไหวแล้ว ก็เหลือแต่หลงเท่านั้น
              คราวนี้รักกับโลภเป็นตัวเดียวกัน ในเมื่อรักไม่ได้ซะแล้ว โกรธไม่ได้ซะแล้ว ก็เหลือแต่หลงตัวเดียว ถ้าเราตั้งใจจะไปนิพพานไปได้จริง ๆ เหมือนกับคนขึ้นบันได เรายึดมาตลอด เกาะมาเรือ่ย ๆ แต่ก่อนเข้าห้องปล่อยตอนไหนบางครั้งไม่รู้หรอก ไปเลยนะ มารู้อีกที อ้าว...ไปอยู่ในห้องซะแล้ว
              ฉะนั้น...ดูถูกกันไม่ได้ ไปถึงได้ หลวงพ่อท่านบอกว่า “เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง พระท่านทำภาพให้ดูว่าคนไปนิพพานสภาพเดิมเป็นอย่างไร ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา บานเลย บางคนประเภทเสื้อผ้าขาด ๆ กางเกงเปื้อนโคลนอยู่แท้ ๆ ทำไร่ ทำนาอยู่” เพราะฉะนั้น...สำคัญที่ว่าจิตสุดท้ายปล่อยวางได้ไหม กำลังใจสุดท้ายนี่วัดได้ ถ้าหากว่าเราป่วยหนัก ๆจะรู้เลยว่าต้นทุนเรามีเท่าไร จะรวมของมันเอง
      ถาม :  เพื่อนหนูพื้นฐานทางจิตใจเขาดีมากค่ะ เขาคิดว่าการฆ่าคนเพื่อส่งไปสวรรค์ไม่ถูก แล้วเขาก็ทำสาธารณประโยชน์ สาธารณกุศล ก็ทำได้ตอนนั้นที่คิดสร้าง เขาก็ฝากพวกกล้วยไม้มาให้ แล้วพวกนี้ถ้าเขานึกถึงพระเจ้าของเขา เขาจะไปไหนคะ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ว่าเขาวางกำลังใจถูกไหม ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น อยู่ที่ว่าเขาได้ทำความชั่วตามความเชื่อของศาดาเขาไหม คราวนี้ถึงไม่ได้ทำก็ตาม จะไปสำคัญตรงจุดสุดท้ายอีกที ว่าจิตใจเขาเกาะอะไร ถ้าเขาเกาะความดี เขาไปดี ถ้าเขาเกาะความชั่ว เขาไปชั่ว
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  อันนั้นดี ถ้าหากว่าจิตเขาเป็นสมาธิจริง ๆ ฌานสมาบัติส่งให้เป็นพรหมได้เลยนะ ถึงได้บอวก่าใจสุดท้ายของเขาเลือกอะไร
      ถาม :  คือสังเกตว่าจริตของเขาเป็นคนพื้นฐานจิตใจดี บอกไม่ถูกค่ะ เขาคงไม่ทำผิดศีล ?
      ตอบ :  สงสัยเขาเกิดผิดที่แน่ อย่างบางคนมาทำบุญอยู่ทุกวัน เสร็จแล้วถึงเวลาเอาของกลับบ้านไม่ได้ กลัวพวกตัวเองจะรู้ว่าเอาหนังสือพระเข้าบ้าน ต้องฉีกรูปออกก่อน เขาก็แขวนลูกแก้ว แขวนพระไม่ได้หรอก พวกนี้มันเกิดผิดที่ สักแต่ว่ากระโดดตามมา คือไม่มีแล้วยังไปแทรกที่ของคนอื่นเขา
      ถาม :  เพราะว่าสังเกตกิริยาเขา เขาไม่ได้นับถือพระพุทธเจ้า เขาไม่ได้นับถือศีล ๕ แต่เขาก็ไม่ได้ละเมิด เขารู้ว่าการโกหกไม่ดี เขาใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่ได้มีอะไรที่จะไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แล้วเขาก็เมตตาอะไรอย่างนี้ เขาอยู่ในศีลโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะมีอะไรดี ๆ อยู่บ้าง ?
      ตอบ :  ก็ต้องดู บอกแล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร “บุคคลผู้ตั้งใจเจริญฌานสมาบัติ ทำฌาน ๔ ให้ปรากฏได้ มีทิพจักขุญาณ สามารถรู้เห็นนรกสวรรค์ได้ กล่าวว่าบุคคลผู้ทำความดีไปสวรรค์โดยส่วนเดียว บุคคลผู้ทำความชั่วไปนรกโดยส่วนเดียว ตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่” ท่านยืนยันว่าอารมณ์สุดท้ายที่ไปเกาะ เป็นอารมณ์ที่สำคัญที่สุดแล้ว อาสันนกรรมก่อนตายเกาะความดีหรือความชั่วจะไปเสวยผลอันนั้นก่อน ถามว่ายุติธรรมไหม ? ถ้าคนทั้งชีวิตทำความดีมา ก่อนตายจิตใจเศร้าหมองเล็กน้อยเท่านั้น แล้วไปเสวยความชั่วก่อน บอกก็ยุติธรรมดีอยู่ เพราะถึงไปชั่ว เขาก็ไปแป๊บเดียว
              แบบพระนางมัลลิกา ไปอยู่เจ็ดวันมนุษย์ ถ้าเปรียบกับนรกก็แป๊บเดียวจริง ๆ แล้วก็สุปติฏฐิตเทพบุตร ทำความชั่วมาตลอดชีวิต ก่อนตายแค่นึกว่าพระพุทธเจ้าเก่ง ท่านมาช่วยเราคงจะหายป่วยได้ ไปเกิดอยู่บนสวรรค์ นั่นเขาก็อยู่ได้แค่ ๗ วันมนุษย์เหมือนกัน ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้เสด็จไปโปรดพระมารดา ก็ไม่ได้มีโอกาสฟังเทศน์ต่อบุญตัวเองกลายเป็นพระโสดาบัน ป่านนี้นรกทุกขุมแกเล่นครบแล้ว
      ถาม :  แล้วคนที่เกิดมามีจิตใจที่ดี พวกนี้แสดงว่าของเก่า ?
      ตอบ :  ของเก่าของเขามีอยู่ แต่คราวนี้สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อชีวิต
      ถาม :  เขาก็อาจจะขาดทุนหน่อยที่ไม่ได้ทำเพิ่มใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ดีไม่ดีอาจจะประเภททำขาดทุนเยอะกว่านั้นอีก เพราะว่าไปทำความชั่วซะ อย่างที่พระปเสนทิโกศลได้นกแขกเต้ามา ๒ ตัว ตัวหนึ่งก็จะตีจะฆ่าจะปล้นจะแกงเขาอยู่ทุกวัน อีกตัวหนึ่งก็นั่งสวดมนต์ทั้งวัน เลยเอาไปถามพระพุทธเจ้าท่าน พระพุทธเจ้าท่านบอก “นกแขกเต้าสองตัวนี้เป็นคอกเดียวกัน วันหนึ่งโดนพายุซัดตกจากรังตั้งแต่เล็ก ๆ อยู่ บินไม่ได้ ลอยตามน้ำไป ตัวหนึ่งไปตกอยู่ในชุมโจรพอดี โจรว่าอย่างไร ทำอย่างไร ก็จำได้หมด ก็แสดงกิริยาอาการแบบนั้น พูดแบบนั้นหมด อีกตัวดันไปตกในอาศรมพระฤๅษีเข้า ฤๅษีก็ปฏิบัติสมาธิภาวนา สวดมนต์อย่างไร มันจำได้หมด สวดตามได้หมด เลยกลายเป็นว่าสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเป็นกรรมใหม่ แต่ขณะเดียวกันกรรมเก่าก็ส่งผลด้วย ถ้าเราเคยทำความดีมา ถึงเวลาก็ไปตกในสิ่งแวดล้อมที่ดี ถ้าทำความชั่วมา วาระกรรมชั่วให้ผล ก็ไปตกในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เสร็จแล้วท่านก็ให้สอนใหม่ฝึกใหม่ เอาตัวที่ไม่ได้เรื่องได้ราวไปอยู่ในสถานที่ ๆ ดี ๆ มันก็กลายเป็นดีไปได้
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  เลือกแล้ว และการที่เราจะประเภทแย่งเขามาเกิด ต้องมีเทวดาผู้ใหญ่ให้การรับรอง พอให้การรับรองเสร็จแล้ว ถึงวาระถึงเวลากลับไปก็ต้องดีเท่าเดิม หรือดีกว่าเดิม ไม่อย่างนั้นเขาไม่ให้มาหรอก แต่คราวนี้ แหม...รับรองมาแล้ว ลำบากแค่ไหนก็จะทน แต่ลำบากหน่อยก็โวยซะไม่มี
      ถาม :  เราเลือกเอง หรือเขาเลือกให้คะ ?
      ตอบ :  เราเลือกเองจ้ะ เราเลือกที่จะเป็นนางสาวกฤษนันท์ ตอนนั้นหน้ามืดอยากจะมาอย่างเดียว เคยเห็นเขาไปก็อิจฉาสิ เคยบอกเอาไว้จากเดือนที่แล้วว่า พวกเรากำลังใจไปด้านเดียว เพราะฉะนั้น...ให้คุณดี สวย รวย เสมอกันหมดน่ะ บรรลัยเลย ก็ไปแรด ๆ อยู่ จนไม่มีโอกาสเข้าวัด ก็ต้องให้ประเภทลำบากลำบน จะได้รู้สึกว่าเออ..ธรรมะของพระพุทธเจ้ายังมีความสำคัญอยู่ ต้องเร่งรีบปฏิบัติไป ประเภทสุดขั้วอย่างพวกเรานี่ หาตรงกลางไม่เจอ ถ้าไม่ดีสุด ก็เป๋กระฉูดไปเลย
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  บอกแล้ว ให้มาเถอะไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม มาถึงตรงนี้อาตมาจะชี้แจงให้เท่าที่รู้ รวยนั้นเป็นคริสต์ เขาเป็นคริสต์ทีแย่มากเลยในสายตาของคนของเขานะ เขาลำบากเขาทุกข์ทีไร เขาตะกายมาตรงนี้ทุกที