ถาม:  …......................
      ตอบ :  โยมจำนวนมากปฏิบัติจนกระทั่งพระกลัว นึกออกไหม ถ้าเจอประเภทนี้มานั่งถามคุณไม่เดี้ยงหรือ ประเภทนี้แหละ ประเภทเดินผ่านวัดพระต้องสะดุ้งเลี้ยวเข้ากุฏิเลย อันนี้เขาเป็นหนึ่งในสามฤทธิ์ พวกมีฤทธิ์นี่กลัวจริง ๆ เลย มีเทพฤทธิ์ นรฤทธิ์ พลฤทธิ์ สามฤทธิ์นี้อาตมาอ่วมทุกที รู้แต่ว่าเทพฤทธิ์กับนรฤทธิ์นี่จุฬาล่ะ พลฤทธิ์ไม่รู้อะไรจำไม่ได้ โห...แต่ละรายมานี่ แคะยันราก รากแก้วก็ไม่พอ รากแขนงรากฝอยมีเท่าไร ถอนขึ้นมาหมด พื้นฐานของเขามาจากสายโพธิสัตว์โดยตรง ปัญญาเขามาก สามฤทธิ์นี่ถ้ามาพร้อม ๆ กันอาตมาเดี้ยงแน่ หนีไม่รอดหรอก เพราะเขาจะมีจังหวะหยุด ในเมื่อจังหวะหยุด ขณะที่เราหันไปรับมืออีกฝ่ายหนึ่ง เขาจะเห็นช่องว่างเราอยู่ตรงไหน แล้วก็ทิ่มตูมเข้าให้ ถ้ามาคนเดียวนี่ยังสบาย
      ถาม :  เสียบางอย่างทำไมเราเอาชนะได้ แต่เสียงบางอย่างเราเอาชนะไม่ได้ ?
      ตอบ :  เสียงที่มากระทบทำให้เกิดอารมณ์สองอย่าง เขาเรียกอิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่เราพอใจ อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่เราไม่พอใจ คราวนี้พอใจกับไม่พอใจก็มีพอใจน้อย พอใจมาก ไม่พอใจน้อย ไม่พอใจมาก
              ดังนั้นพอมากระทบแล้วอยู่ในประเภทไหน ถ้าพอใจน้อย ไม่พอใจน้อย ก็พอที่จะชนะได้ แต่ถ้าพอใจมาก หรือไม่พอใจมาก ก็ชนะยากหน่อย สมัยก่อนนอนอยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อเปิดเพลงฟังอยู่ทั้งวันเลย คนอื่นคิดไอ้เล็กมึงโดนอ่วมแน่ ๆ เลย หลวงพ่อไม่เคยว่าสักคำ เพราะว่าเปิดเพลงฟัง เพื่อจะดึงไม่ให้ใจตัวเองไหลไปตามเพลง สมัยนั้นแพ้สาวอยู่สองคนนะ ลัดดาวัลย์ ประวัติวงศ์ กับ สุนทรี เวชานนท์ เสียงไพเราะจริง ๆ ผู้หญิงสองคนนี้ฟังเมื่อไรก็เผลอเพลินไปอยู่เรื่อย เอาวะ...กูต้องสู้มึงให้ได้ เปิดกันจนเทปยาน เปิดปุ๊บเราก็เข้าสมาธิของเราเลย ไปเรื่อย ๆ ดูซิ จะเผลอหลุดเมื่อไร แต่เผลอเมื่อไรหลุดตามไปเลย พูดง่าย ๆ คือว่า เพลงที่เขาร้องเราฟังจนขึ้นใจ ในเมื่อฟังจนขึ้นใจเผลอเมื่อไรจะไหลตามเนื้อไปทันที เพราะเราพอใจเสียงเขาอยู่แล้ว สู้กันเป็นปี ๆ เพราะฉะนั้น...ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หรอก ยังดีที่ชนะได้บ้าง ถ้าไม่ชนะเสียเลยนี่แย่ ฉะนั้น...เอาแค่ท้วม ๆ นะ
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  พระบรมสารีริกธาตุ อาตมาเจอมากับตัวเอง ท่านเสด็จไปได้จริง ๆ ต่อหน้าต่อตา คือมีอยู่คืนหนึ่ง นั่งทำสมาธิอยู่ เห็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา ลักษณะเหมือนอย่างกับเมล็ดข้าวสาร แต่ว่าเกือบ ๆ จะเต็มเมล็ดแล้วใหญ่มาก ใหญ่ประเภทเต็มอย่างกับจัมโบ้เจ็ตเลย มาตรงหิ้งพระที่เรากำลังนั่งภาวนาอยู่ ก็ดีอกดีใจ คือว่าท่านเสด็จมาเพราะว่าเราทำความดีก็ไปเปิดดูในตลับ ปรากฏว่าเอ๊ะ...ไม่มี ก็เปิดไปเรื่อย ๆ ไปอยู่ในตลับของพี่ชาย บอกแหม...น่าเสียดาย คราวนี้ตอนที่จะปิดคืนไปนั่นน่ะ พลาดหลุดมือ พระบรมสารีริกธาตุยี่สิบองค์หล่นลงที่พื้น เป็นพื้นปูนขัดมัน เราก็เตรียมจะเก็บ แต่ช่วงจังหวะเหมือนตกแล้วเด้งขึ้นมาอย่างนี้ หายไปเฉย ๆ ต่อหน้าต่อหน้าอย่างนั้นแหละ ยี่สิบกว่าองค์หายหมดเกลี้ยงเลย ไม่เหลือเค้าให้เห็นเลยว่าเคยหล่น เห็นชัด ๆ ต่อหน้าต่อตาเลยว่าหายไป เพราะฉะนั้น...ไม่ต้องเสียเวลาไปหาหรอก
              ตอนปี ๒๕๒๖ วันเกิดหลวงพ่อเดือนตุลาคม ท่านทำบุญกันที่บ้านสายลม พระช่วยงานหลายองค์นะ มีหลวงปู่บุดดา หลวงปู่ครูบาธรรมชัย หลวงปู่ครูบาชัยวงษ์ หลวงปู่มหาอำพันมากันหลายองค์ อาตมาเองก็นั่งนวดหลวงปู่มหาอำพันอยู่ หลวงพ่อท่านจะมีโถแก้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุโตประมาณนี้ มีอยู่ประมาณครึ่งโถ ให้พวกเราหาภาชนะมาใส่ ท่านตักแจกคนละช้อนชา ตักไปเรื่อย ๆ โอ้โฮ...แล้วคนเป็นพัน ๆเลย ตักเท่าไรไม่ยุบสักที ตักไปเรื่อย ๆ โอ้โฮ...แล้วคนเป็นพัน ๆ เลย ตักเท่าไรไม่ยุบสักที ตักไปเรื่อย ๆ ถ้ายุบก็ดูเหมือนยุบไม่กี่ช้อน แต่ที่อัศจรรย์ที่สุดคือว่า คนที่ได้รับใส่ภาชนะไป บางคนพอเทลงเท่านั้นแหละ เหลือแต่ภาชนะแล้ว เขาก็มานั่งคลำหัวหายไปไนวะ แต่เราเองนั่งนวดหลวงปู่อยู่ พื้นเป็นพรม พรมแบบนี้สีนี้เลย เดี๋ยวก็ป๊อกแป๊กอยู่ตรงหน้า เก็บได้เป็นกำ ๆ เลย ไม่ต้องไปเสียเวลาขอหลวงพ่อเหมือนอย่างกับว่าที่ไหนเป็นที่ดี ก็จะไปอยู่ตรงนั้น คราวนี้เรานั่งนวดหลวงปู่อยู่ตรงนั้นแล้ว หลวงปู่ท่านดีแน่ ๆ อยู่แล้ว แล้วเราช่างสังเกตด้วย เอ๊ะ...เดี๋ยวมา ๆ ยิ่งเก็บยิ่งเยอะ ๆ แล้วขำที่สุดคือ คนที่หลวงพ่อท่านเทให้แท้ ๆ นะ เตรียมตลับเตรียมผอบมา พอออกไปข้างนอกเปิดแล้วบ่นกันว่า เอ๊ะ...ทำไมไม่มีวะ...! ความจริงถ้าอันนั้นเป็นเรา พิจารณาความประพฤติตัวเองยกใหญ่เลยแหละ เทมาให้ขนาดนั้นแล้วไม่เหลือเลย เกิดอะไรขึ้น ช้อนชาหนึ่งไม่ใช่น้อย ๆ นะ อย่างน้อยก็ยี่สิบสามสิบองค์อยู่แล้ว
      ถาม :  ถ้าเรารู้ว่าพระบรมสารีริกธาตุคนละองค์กัน แล้วใส่รวมกันได้ไหมครับ ?
      ตอบ :  ได้อยู่
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  หลวงปู่ดู่ท่านบอกว่า “พระของท่านถ้าหากว่าหลอมละลายเมื่อไร เป็นอันว่าหมดอานุภาพ” ท่านอธิษฐานไว้อย่างนั้น คราวนี้ของหลวงพ่อหลวงปู่อื่น ๆ ไม่ทราบว่าท่านอธิษฐานว่าอย่างไร แต่ว่าระยะหลัง ๆ มีอยู่เยอะเลยที่ว่าบางครั้งพอจะสร้างวัตถุมงคลชุดใหม่ ๆ ก็มักจะนำเอาพระเก่าที่มั่นใจว่าดีแน่ เอาไปตำผสมบ้าง เอาไปหลอมผสมเข้าไปบ้าง อันนี้ระวังให้ดี ๆ มีโทษทำลายพระพุทธรูปเลย ไปอเวจีเอาง่าย ๆ เลย หลวงพ่อเคยบอกว่า “พระเก่าจะแตกจะหักขนาดไหนก็ตาม ยังเป็นรูปพระอยู่ ถ้าหากว่าจะทำให้เหมาะสม มีอย่างเดียวคือบรรจุไว้ในองค์ใหญ่ที่มีสภาพดี เพื่อให้เขาบูชาต่อไป” ท่านบอกว่า “อย่าเป็นอันขาดเชียวที่จะเอาไปตำหรือเอาไปหลอม เพื่อที่จะสร้างเป็องค์ใหม่ขึ้นมา” ท่านว่าโทษทำลายพระพุทธรูปเลย แล้วปัจจุบันนี้แหม...เห็นทำกันจังเลย เดี๋ยว ๆ ก็ผงเก่า เดี๋ยว ๆ ก็ชนวนเก่า เดี๋ยว ๆ ก็พระเก่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าจิตไม่ละเอียดจริง บางครั้งรู็สึกว่าดี แต่ความจริงไม่ใช่เรื่องดีเลย แบบเดียวกับที่วัดวาอารามต่าง ๆ ใช้จีวรบ้าง สบงบ้าง ทำเป็นผ้าเช็ดเท้า อย่าเผลอไปเช็ดเข้าเชียวนะ สบงจีวรน่ะ เขาเรียกผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นธงชัยของพระอรหันต์ ถ้าจิตเราหยาบพอที่จะเอามาเช็ดเท้าได้ ต่อไปก็ทำเรื่องน่าเกลียดน่าชังเป็นโทษมากกว่านั้นได้ เห็นวัดไหนท่านวางให้เช็ดเท้าเราก็เลี่ยงซะ อย่าไปเช็ดไปเลือกเช็ดที่ไม่ใช่ผ้าเหลืองก็แล้วกัน ของเราเห็นวัดร้อยละเก้าสิบได้มั้ง เอาไปทำอย่างอื่นไม่ว่าหรอก ประเภทผ้าขี้ริ้ว ผ้าถูพื้น ผ้าล้างจา ทำไปเถอะไม่เป็นไรหรอก แต่ผ้าเช็ดเท้านี่เกินไป
              สมัยพุทธกาลพระอานนท์นน่ะ พระเจ้าอุทเนนโกรธพระนางสามาวดีพร้อมกับหญิงห้าร้อย ขอผ้าไปคนละผืน ๆ นึกว่าจะเอาไปนุ่งเองห่มเอง เอาไปถวายพระอานนท์หมด ตามไปต่อว่าพระอานนท์ว่าใช้อะไรขนาดนี้ พระอานนท์ท่านบอกว่า “จีวรใหม่ที่ได้มา ก็เอาไปเปลี่ยนกับพระที่จีวรท่านเก่าแล้ว” พระเจ้าอุเทนนท่านประเภทถามจี้ต่อไปว่า “แล้วจีวรที่เปลี่ยนมา จะเอาไปทำอะไร ?” ท่านบอกว่า “เอาไปเป็นผ้าดาดเพดาน” คือกั้นแบบประเภทเป็นฝาเพดานกันฝุ่นกันจิ้งจกขี้รดอะไรอย่างนั้น “แล้วผ้าดาเพดานเก่าจะเอาไปทำอะไร ?” บอกว่า “เอาไปเป็นผ้าถูพื้น” “แล้วผ้าถูพื้นเอาไปทำอะไร ?” ท่านบอกว่า “เอาไปเป็นผ้าเช็ดเท้า” “ผ้าเช็ดเท้าเก่าเอาไปทำอะไร ?” ท่านว่า “หมดสภาพแล้วก็เอาไปขยำกับดินเพื่ออุดข้างฝา” เพราะสมัยนั้นส่วนใหญ่แล้วโครงบ้านจะเป็นไม้ ในเมื่อเป็นโครงไม้ สมัยก่อนไม้เขาตัดมาเขาตัดเป็นต้เป็นท่อนเลย จะไม่มีการเลื่อยมาทำอะไรเหมือนสมัยนี้ ก็ไม่มิดชิด มีร่องให้ลมเข้าได้ หน้าหนาวจะแย่ เขาใช้ขี้วัวบ้าง ขี้โคลนบ้าง ยาอุดร่องซะ เอาเศษผ้าเข้าไปเพิ่มด้วย จะอุดสะดวกขึ้น พระเจ้าอุเทนก็ทึ่งว่าพระเขาใช้กันขนาดนี้เลยหรือ ถ้าอย่างนนั้นคงไม่พอหรอก ไปเบิกคลังถวายให้อีก เพราะฉะนั้น ที่พระอานนท์ท่านไปเช็ดเท้านั่นนน่ะ โปรดทราบว่าหมดสภาพแล้วจริง ๆ อย่างไรก็ดูไม่ออกหรอกว่าเคยเป็นผ้าเหลืองมา
              เพราะสมัยก่อนที่เขาทิ้งให้พระเก็บมาทำเป็นผ้าบังสุกุลีวร คือผ้าเก่าที่เขาไม่เอาแล้ว เอามาก็พยายามตัดเอาส่วนที่ดีมาเย็บต่อ ๆ ขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยทีละชิ้น จนกระทั่งพอเป็นจีวรห่มได้ แล้วผ่านการใช้งานมาเจ็ดแปดตลบอย่างนั้น จะเหลือสภาพไหม ดูแทบไม่ออกเลย ยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วอีก แต่ของเรานี่โอ้โฮ...บางทีใหม่เอี่ยมเลย วางลงไปแข็งโป๊กเลย ยังไม่ได้ซักเลย แป้งไม่หลุดเลย นั่นน่ะเขาเอาไปเช็ดเท้ากันแล้ว อย่างนั้นเห็นชัด ๆ เลยว่า ผ้าเหลือง เพราะฉะนั้น....คนอื่นเขาเช็ด เช็ดไปเถอะ หรือว่าเอาใช้ทำงานอื่นประเภทผ้าถูพื้น ผ้าล้างจานทำไปเถอะ ใช้ทำงานอื่นทำไป แต่ผ้าเช็ดเท้านี่ขอทีอย่าไปทำเลย
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  พระที่ท่านจิตละเอียดแล้ว ท่านเห็นว่าเป็นโทษ ถ้าละเอียดขนาดหลวพ่อเกษมนะ หลวงพ่อเกษมนี่เศษกระดาษหนังสือพิมพ์อะไรท่านเก็บหมดนะ คนไปถามท่าน “หลวงปู่เก็บทำไม ?” ท่านบอก “หนังสือทุกตัว สามารถเขียนเป็นพระธรรมได้ เพราะฉะนั้น...ไม่ควรเดินข้าม ไม่ควรเดินเหยียบ” ท่านไล่เก็บหมดทุกชิ้นเลย ถ้ามีตัวหนังสืออยู่เก็บแล้วก็เอาไปเผาซะ เป็นเศษขยะก็จริงนะ แต่ท่านเก็บหมดเลย ท่านยืนยันว่าหนังสือทุกตัวสามารถจารึกพระธรรมได้ ท่านทำขนาดนั้นนะ อันนั้นท่านละเอียดมาก
      ถาม :  พวกหนังสือพิมพ์ละครับ ?
      ตอบ :  อันนั้นสาหัสเลย ระยะหลังมีโฆษณาจำหน่ายพระเยอะ บางครั้งเราไล่เก็บแทบตาย ทนดูไม่ได้ แล้วคราวนี้ก็รูปพระอีก จะเผาอย่างไรวะ ในที่สุดก็ขอขมาพระรัตนตรัยแล้วค่อยเผา เพราะถ้าทิ้งเอาไว้เป็นโทษกับคนจำนวนมากแน่ ๆ เลย จนกระทั่งทุกวันนี้ข้างกุฏิที่วัดทองผาภูมิ ยังมีหนังสือพระเก่า ๆ ขาด ๆ อยู่เล่มหนึ่ง ของเราเก็บเอาไว้ในที่สูงที่สุดคือโต๊ะที่อยู่ข้างหลัง ตอนแรกที่เข้าไปน่ะ ทิ้งอยู่ข้างในไม่รู้ใครเอาไปดูแล้วก็ฉีกเป็นชิ้น ๆ เรารวม ๆ เข้ามาได้ก็วางอย่างดิบดีเลย คนก็สงสัยว่าขยะ แค่นี้ทำไมไม่ทิ้งเสียที ยังทำใจไม่ได้หนังสือพระเครื่องลงรูปพระบานเลย
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ตามพระวินัยท่านอนุญาตจีวรไว้ ๓ สี คือสีกรักแบบแก่นขนุน จะออกสีเขียวคล้ายกับกากีมากกว่าอย่างนั้น แล้วก็สีเหลืองแบบขมิ้น เพราะว่าย้อมด้วยน้ำขมิ้น แล้วก็สีเหลืองเจือแดงเข้ม สีเหลืองเจือแดงเข้มมีสาเหตุมาจากพระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัญญาโกณฑัญญะท่านอยู่ที่ฉัททันตสระในป่าหิมพานต์ ไม่ได้อยู่กับคนหรอก อยู่กับช้างเป็นพัน ๆ เชือกเลย ช้างคอยดูแล พวกหนึ่งช่วยกันกวาดทำความสะอาด พวกหนึ่งช่วยจัดสถานที่ พวกหนึ่งไปหาน้ำมา พวกหนึ่งไปหาหัวเผือกหัวมันมาถวายท่าน
              คราวนี้ท่านอยู่นั่น ไม่สะดวกกับการไปตัดไปโค่นต้นไม้ เพื่อจะเอามาต้มเอาน้ำฝาดมาย้อมจีวร พอผ้าซีดท่านก็มองซ้ายมองขวา ในที่สุดเห็นลูกรัง หินลูกรังสีแดงแป๊ดเลย ท่านเอาลูกรังมาต้มแล้วก็ย้อมผ้า ผ้าท่านเลยออกสีค่อนข้างจะแดงเข้ม ถึงเวลาพออกพรรษาครั้งหนึ่ง ท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบครั้งหนึ่ง ออกพรรษาครั้งหนึ่งไปเฝ้ากราบพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่ง พวกพระหนุ่มเณรน้อย โอ้โฮ...หลวงตาองค์นั้นมาจากไน ห่มจีวรอย่างกับเลือดน่ากลัวจังเลย พระพุทธเจ้ากลัวว่ามีคนกล่าววาจาปรามาสล่วงเกินท่านแล้วจะเป็นโทษ เลยเสด็จเข้าไปถามว่า “ภิกขเวดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นพี่ชายใหญ่ของเธอไหม ?” พระทั้งหลายก็บอก “ไม่เห็น” คือดันไปคิดถึงพี่ชายที่บ้าน พระพุทธเจ้าบอกว่า “เธอไม่เห็นที่ห่มจีวรสีแดงเข้มนั้นหรือ ?” บอกว่า “เห็นพระเจ้าข้า” “นั่นแหละ พี่ชายใหญ่ของเธอ คือโกณฑัญญะ” พวกนั้นเพิ่งจะถึงบางอ้อ นั่นแหละศิษย์รุ่นแรกดีหนึ่งประเภทหนึ่ง ตัวเองอยู่ปลายแถวสุดกู่ ปลายตะโกน ไม่ค่อยได้เจอนี่ ท่านเองท่านจะไปจำพรรษาโน่น ออกพรรษาครั้งหนึ่งมากราบพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่ง ตัวเองมาใหม่บ้าง มาจากที่อื่นบ้าง ไม่รู้จักก็ไปว่าเอา
              คราวนี้ถ้าตามบาลีจริง ๆ ท่านบอกว่า “อนุญาตผ้าที่เย็บย้อมด้วยน้ำฝาด” หลวงพ่อท่านเองท่านก็เคยสงสัย ตำราท่านก็บอกไว้อย่างนี้ แล้วทำไมผ้าเหลืองอ๋อยอย่างนี้โผล่มาได้อย่างไร คือบางสาย อย่างสายของหลวงปู่มั่น ท่านบอกว่า “พระพุทธเจ้าจริง ๆ เขาห่มสีอะไรกัน คราวนี้พอเลิกงานท่านเอนตัวลงจะพัก ท่านบอกว่า “ท่านเห็นผี พระผีองค์หนึ่งเดินดุ่ย ๆ ทะลุประตูเข้ามา แต่จีวรลอยเติ่ง ๆ อยู่ แข้งขาหัวไม่มีหรอก เป็นรูปจีวรเข้ามา ถามว่าใครน่ะ ?” ท่านบอก “ผมโมคคัลลาน์ครับ” “แล้วทำไมถึงห่มสีนี้ล่ะ พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้ห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ?” ท่านถาม “แล้วขมิ้นฝาดหรือเปล่า ?” เออ...ก็น่าจะฝาดจริง เสร็จแล้วก็สรุปว่า ผ้าที่เย็บย้อมด้วยน้ำฝาด แขกกินขมิ้นเป็นปกติอยู่แล้ว ขมิ้นหาง่ายที่สุด ส่วนใหญ่ก็เลยเป็นสีนี้ แต่ที่ห่มเป็นสีกรัก สีแก่นขนุนนั่นน่ะ น้ำต้มจากแก่นขนุนเวลาย้อมไปแล้วผ้าเปื้อนยาก ไม่เหมือนสีนี้ สีนี้เปื้อนก็เห็นเด่นเลยใช่ไหม ถ้าเป็นพระที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่เขาจะใช้สีนี้ เพราะขมิ้นหาง่าย แต่ถ้าหากพระจะออกธุดงค์จะอยู่ป่า ส่วนใหญ่จะใช้สีกรักกับแก่นขนุน เพื่อที่จะไม่ให้เปื้อนง่ายเวลาอยู่ในป่า แล้วที่อนุญาตให้ใช้สีเหลืองเจอแดงเข้ม เกิดเพิ่มจากพระอัญญาโกณฑัญญะท่าน เพราะท่านอยู่ในสถานที่ ๆ หาไม้ที่จะมาทำเป็นน้ำฝาดเพื่อย้อมผ้ายาก อยู่ในป่าแท้ ๆ ไม่มีปัญญาไปโค่นหรอก แต่ละต้นหลายโอบ ก็เอาดินลูกรังมาต้มแล้วก็ย้อมผ้า เพราะฉะนั้น...ในพระวินัยท่านอนุญาตไว้สามสีนี้ แต่ปัจจุบันที่ดูมีการเล่นนระดับเหมือนกัน สีอ่อนสีแก่จางบางอะไรบ้างให้ยุ่งไปหมด แต่จริง ๆ แล้วสีปัจจุบันเรียกว่า สีพระราชนิยม คือในหลวงท่านทรงโปรด คือเหมาะสมไม่เข้มเกินไป ไม่อ่อนเกินไป รู้สึกพอดี แต่คราวเราไปวัดที่เขาเหลืองอ๋อยไปหมด แล้วจะไปสีแปลกอยู่คนเดียวก็แปลกแยกจากพวกพ้องก็ต้องห่มตามเขาไป แต่ว่าหลวงพ่อท่านก็ห่มสีนี้
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ของท่านไม่ใช่เหลืองเจอแดงเข้มหรอก แดงชัด ๆ เลย ของเราเองพอไปเจอเข้า ความไม่คุ้นน่ะ ถ้าจะให้ห่มแบบท่านี่ แหม...ทำใจยากจังเลย อันนั้นของท่านเจือแดงเข้มเหมือนกัน แต่แดงเยอะไปหน่อย แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามีเหลือง
      ถาม :  แล้วมีกฎเรื่องผ้ารัดอกไหมครับ ?
      ตอบ :  มีจ้ะ ภิกษุณีถ้าไม่มีผ้ารัดอกห้ามออกจากวัด เวลาเราไปพระเขาเห็นเราห่มแบบนี้ เขาเรียกภิกษุณี เขาล้อเล่น แล้วพม่าเขาสรุปให้ว่า คาดว่าพุทธศาสนาที่สืบเข้ามาทางประเทศไทย ว่าในช่วงที่ศาสนาของเราตกต่ำลง จนกระทั่งขอพระจากลังกามาเพื่อที่จะเผยแพร่ศาสนาเราจนกลายเป็นลังกาวงศ์สมณฑูตสายที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาที่ลังกา นำโดยนางสังฆมิตตาเถรี เป็นเจ้าหญิง คือลูกสาวพระเจ้าอโศกมหาราชเอง บวชแล้วเป็นภิกษุณีอรหันต์ ท่าานคงแต่งตัวรัดอกแบบนี้ พอพระลังกามาสอนไทยก็รัดอกมาด้วย พระไทยเลยเป็นพระรัดอกไปซะเยอะเลย ไปเจอพระพม่า พระพม่าท่านก็ล้อเล่นว่าภิกษุณี แต่เราว่าดีเหมือนกัน รัดกุมดี
      ถาม :  ทางมหายานที่จีนดูรุ่มร่ามนะครับ ?
      ตอบ :  มหายานไม่รุ่มร่ามนะ เขาเป็นเสื้อเป็นกางเกง เฮ้ย...รัดกุมกว่าเราเยอะ ไม่มีปัญหาอะไรนี่ ของเขาทำอย่างนั้น แล้วชาวบ้านไม่ว่าอะไร ถือว่าโลกไม่ติเตียน
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าสมัยนี้มีใครไปเผยแพร่หรือยัง แต่สมัยก่อนไม่มีหรอก สมณฑูต ๙ สายที่ส่งมาก็รอบ ๆ เราเองแหละ ไกลที่สุดก็แถวแอฟริกาสถานอะไรพวกนั้น สมัยก่อนเดินเท้าหรือไม่ก็ไปเรือ
      ถาม :  ไม่เหาะไปล่ะครับ ?
      ตอบ :  ถ้าเหาะไปอย่างนั้น คนจะไปติดอยู่ตรงเรื่องฤทธิ์เรื่องเดชมาก แล้วจะไม่เข้าถึงมรรคผล เพราะว่าการที่เข้ามาถึงมรรคผล ความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต้องออกจากใจจริงๆ ไม่ใช่ประเภทไปตื่นเต้นเคารพนับถือกัน เพราะเรื่องฤทธิ์กัน ถ้าใครทำอย่างนั้นปุ๊บ คนไปตื่นเต้นเรื่องนั้นแทน แทนที่จะยึดในพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ก็ไปยึดฤทธิ์ยึดเดช ทำให้ไม่ได้เข้าถึงมรรคผลที่แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านถึงได้สั่งห้ามไม่ให้พระแสดงฤทธิ์ ตั้งแต่สมัยพระปิณโฑลภารทวาชะ ท่านแสดงแล้ว อย่าลืมนะ กติกาเคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ เคารพพระธรรมจริง ๆ เคารพพระสงฆ์จริง ไม่ใช่ว่าไปหาท่านเพราะอยากได้ฤทธิ์ได้เดช หรือว่าอยากเห็นท่านแสดงฤทธิ์ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ตั้งใจว่าตายแล้วจะปพระนิพพาน กติกาเป็นซะอย่างนี้ เหาะน่ะเหาะได้อยู่ แต่ว่าเอาไว้จำเป็นดีกว่า ไม่จำเป็นก็ย่ำต๊อกไป
      ถาม :  มีเผลอไหมครับ ?
      ตอบ :  มีเหมือนกันแหละ เผลอฟอร์มหลุด คือตอนทำไม่ได้เผลอหรอก คนเสือกตาดี หรือเวรกรรมอะไรมันทะลึ่งเห็นเข้า แล้วคนประเภทนั้นแหละ ที่จะไปป่าวประกาศจนเราเดือดร้อนอีกเยอะ