ถาม:  เรื่องสังโยชน์ ๑๐ ?
      ตอบสังโยชน์ ๑๐ สังโยชน์คือเครื่องร้อยรัดที่ทำให้เราติดอยู่ ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ มีสักกายทิฏฐิ คือเห็นว่าตัวเราเป็นเราอย่างที่เมื่อครู่กล่าวแล้ว จริง ๆ แล้วเหมือนกับรถยนต์คันหนึ่งที่เราอาศัยอยู่เท่านั้น ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ไฟ ลม ส่วนที่เป็นดินก็แข็ง เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้นเป็นอัน ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด อวัยวะภายในภายนอกที่จับต้องได้ทุกอย่าง เราเรียกว่า ธาตุดิน
              อีกส่วนหนึ่งก็คือธาตุน้ำ ไหลไปไหลมาในร่างกายของเรา อย่างเช่น เลือด น้ำเหหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ไขมัน ปัสสาวะ พวกนี้อีกส่วนหนึ่ง พัดไปมาในร่างกาย เรียกว่า ลม ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างในท้องในไส้ที่เรียกว่าแก๊ส ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วร่างกาย เขาเรียกความดันโลหิต อีกส่วนหนึ่งคือธาตุไฟ ทำให้เกิดความอบอุ่นในร่างกาย ยังร่างกายให้เจริญเติบโต เผาผลาญร่างกายให้ทรุดโทรมลง ช่วยสันดาปเผาผลาญย่อยอาหารให้แก่เรา
              คราวนี้เราพิจารณาดูแค่ ๔ อย่างนี้เองใช่ไหม ส่วนที่แข็งเป็นแท่งเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอัน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด เราแยกกองไว้อย่างหนึ่ง ส่วนที่เป็นน้ำ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ไขมัน ปัสสาวะ แยกไว้กองหนึ่ง ส่วนที่เป็นลมแยกไว้กองหนึ่ง ส่วนที่เป็นไฟแยกไว้กองหนึ่ง หมดเกลี้ยงเลย ตัเวเราอยู่ที่ไหน สภาพที่แท้จริงของเราไม่มีอะไรเลย เราอาศัยอยู่ในร่างกายนี้ตามบุญตามกรรมที่เราสร้างมาเท่านั้นเอง จะเห็นชัดเจนว่า เออ....จริง ๆ ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรานะ พิจารณาแยกแยะอย่างนี้บ่อย ๆ จนกระทั่งบอกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ยอมรับเลยถึงจะใช้ได้
              ส่วนวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ไม่มั่นคงในพระรัตนตรัย เพราะยังไม่เห็นคุณความดีของท่านอย่างแท้จริง เราก็พิจารณาคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่ามีอะไรบ้าง ท่านบอกว่า “อิติปิโส ภะคะวา อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้ อะระหัง เป็นผู้ไกลจากกิเลส สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ วิชชาจะระณะสัมปันโน ถึงพร้อมด้วยความรู้ดี ประพฤติดีทุกอย่าง สุคะโต เป็นผู้ที่ไปดีแล้ว คือไปนิพพานแน่นอน โลกะวิทู เป็นผู้รู้แจ้งในโลก ไม่ว่าจะโลกภายในคือร่างกาย โลกภายนอกคือหมู่สัตว์ หรือว่าสรรพโลกทั้งหลายที่เป็นดวงดาวต่าง ๆ ในจักรวาลนี้ อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ คือเป็นผู้นำเป็นผู้ฝึกสอนที่ไม่มีใครสามารถจะเปรียบเทียบได้ เพราะท่านเก่งที่สุด สัตถาเทวะมะนุสสานัง ท่านเป็นครูทั้งมนุษย์และเทวดา พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้เท่ากันกิเลสทั้งปวงแล้ว ภะคะวาติ เป็นผู้จำแนกแจกธรรม นำธรรมมาสั่งสอนพวกเราอยู่ พระองค์ประกอบด้วยพระปัญญาธิคุณ มีปัญญาอันล้ำเลิศสามารถตรัสรู้เป็นอริยสัจ ๔ ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนได้ เป็นผู้มีบริสุทธิ์คุณ สามารถชำระจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลสได้อย่างวิเศษ ไม่มีใครทำได้เท่าท่าน มีกรุณาธิคุณ คือสงสารอุตส่าห์ตรากตรำพระวรกายสั่งสอนพวกเรามาตั้ง ๔๕ ปีเต็ม ๆ เป็นคำสอนถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ความดีของพระพุทธเจ้ามีอย่างนี้ก็พพิจารณาไป” ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีความดีอย่างไร ท่านบอกว่า “ธรรมะป้องกันไม่ให้คนตกไปในทางที่ชั่ว ใครปฏิบัติตามนั้นต้องได้ผลดีทุกคน” ท่านว่า “สาวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธรรมะของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติตามจะรู้เองเห็นเอง อะกาลิโก มีอยู่แล้วในทุกกาลทุกสมัย พระพุทธเจ้าจะเกิดหรือไม่เกิด ธรรมะก็อยู่อย่างนั้น ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างไม่ใช่เราไมใช่ของเราอยู่แล้ว เอหิปัสสิโก สามารถท้าพิสูจน์ได้ ใครปฏิบัติตามได้ผลทั้งนั้น โอปะนะยิโก ถ้าน้อมนำเข้ามาก็อยู่ในร่างกายของเรานี่แหละ หนึ่งศีรษะ สองแขน สองขา ประกอบด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้อยู่ไกลเลยนะ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ คนที่ตั้งใจปฏิบัติจะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง คนอื่นต่างคนต่างทำต่างคนต่างได้ ทำแทนกันไมได้อยู่แล้ว”
              คราวนี้ไปดูคุณของพระสงฆ์ ท่านบอก “สุปฏิปันโน ปฏิบัติ อุชุปะฏิปันโน ปฏิบัติตรง ญายะปะฏิปันโน ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม สามีจิปะฏิปันโน ปฏิบัติชอบแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าสอน อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิณยโย อัญชะลี กะระณีโย เป็นผู้สมควรแก่การนอบน้อม เป็นผู้สมควรแก่การกราบไหว้ เป็นผู้สมควรแก่การถวายทาน เป็นผู้สมควรแก่การเคารพนับถือ ปฏิบัติตามเสร็จแล้วเราก็พิจารณาทบทวนไปเรื่อยอย่างนี้ จิตใจจะเห็นคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แน่นแฟ้นขึ้น
              ยิ่งถ้าเราได้ปฐมฌานแค่นั้นเอง พอปฐมฌานเกิดขึ้น กดกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับลงชั่วคราว กิเลสใหญ่ที่เป็นไฟเผาเราอยู่ ถ้าดับลงชั่วคราวจะสุขเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก ในเมื่อสุขเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก นี่แค่ปฐมฌานยังมีความสุขขนาดนี้ คนที่ได้ฌานสอง ฌานสาม ฌานสี่เขาจะสุขขนาดไหน ฌานห้า หก เจ็ด แปด จะสุขขนาดไหน นั่นยังไม่ได้เศษหนึ่งส่วนสิบหกของพระโสดาบันเลย พระโสดาบันท่านสุขถึงขนาดนั้น พระสกิทาคามีจะสุขยิ่งกว่าขนาดไหนหนอ พระอนาคามีมีความสุขยิ่งกว่าพระสกิทาคามีเป็นร้อย ๆ เท่าจะสุขขนาดไหน พระอรหันต์ท่านจะสุขขนาดไหน พระพุทธเจ้าที่เป็นเจ้าแห่งพระอรหันต์ท่านจะสุขขนาดไหน เราจะเห็นคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ เห็นตัวความดีจริง ๆ ตัวลังเลสงสัยไม่มีก็เคารพด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจอย่างแท้จริง เราจะก้าวข้ามตัววิจิกิจฉา ความลังเลสังสัยไปได้
              ตัวสีลัพพตปรามาส ก็เหมือนกัน แรก ๆ เราไม่เห็นคุณ เราก็รักษาแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แต่พอเรารู้แล้วว่าศีลจริง ๆ พอเรารักษาศีลแล้ว แท้จริงศีลก็รักษาเรา เราไม่อยากให้ใครมาฆ่าเรา เราก็อย่าไปฆ่าใคร เราไม่อยากใหห้ใครลักขโมยของเรา เราก็อย่าไปลักขโมยของใคร คนที่เรารักของที่เรารัก ไม่อยากให้ใครมาฉวยช่วงชิงไป เราก็อย่าไปทำกับคนอื่นเขา เราอยากฟังคำพูดที่แท้จริง เราก็อย่าโกหกเขา อยากมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ก็อย่าไปกินเหล้าเมายา พอเราตั้งใจทำแบบนี้ เห็นคุณของการรักษาศีล สีเลนะ สุคะติง ยันติ ศีลย่อมทำให้เกิดสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สีเลนะ โภคะสัมปะทา ศีลทำให้มีโภคทรัพย์เยือกเย็น โดยเฉพาะอริยทรัพย์ ถ้าหากว่าเกิดใหม่รวยกันประมาณไม่ถูก สีเลนะ นิพพุงติง ยันติ ศีลเป็นปัจจัยส่งผลให้เราเข้าถึงพระนิพพานได้ ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีลด้วยตัวเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำศีลขาด ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นทำศีลขาด ต่อไปมี รูปราคะ อรูปราคะ คือการติดในรูปและอรูป สิ่งที่ไม่มีรูปคือพวกฌานสมาบัติ โดยเฉพาะอรููปฌานอย่างนี้ พวกนี้ถ้าหากว่าเราใช้กำลังของมันในการเกาะพระ เกาะพระนิพพาน ไม่ถือว่าผิด ไม่ถือว่าเป็นการติด แต่ที่ติดคือพอกำลังฌานกดกิเลสลงได้ชั่วคราว เออ...ดีจริงหนอ เมื่อไร ๆ ก็อยากได้อยากมีอยู่อย่างนั้น นั่นน่ะเป็นการยึดติด แต่ถ้าเราใช้เกาะนิพพานแทน ใช้เกาพระแทนไม่ถือว่าเป็นการติด เพราะว่าเกาะถูกที่แล้ว ก็จะก้าวข้ามตัวสังโยชน์ในรูปราคะ อรูปราคะ
              คราวนี้ก็มีปฏิฆะ อารมณ์กระทบ ตาเห็นไม่พอใจ หูได้ยินไม่พอใจ จมูกได้กลิ่นไม่พอใจ ลิ้นได้รสไม่พอใจ กายสัมผัสไม่พอใจ อันนี้เป็นส่วนของโทสะความโกรธ ถ้าหากเห็นพอใจ หูได้ยินพอใจ จมูกได้กลิ่นพอใจ ลิ้นได้รสพอใจ กายสัมผัสพอใจ อันนี้เป็นส่วนของราคะความยินดีอยากมีอยากได้ ล้วนทำให้เราเกิดเป็นทุกข์ทั้งนั้น พยายามฝึกสติปัญญาให้แหลมคม ให้รู้เท่าทัน เห็นสักแต่ว่าได้เห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ได้กลิ่น ได้รสสักแต่ได้รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส ให้อยู่แค่นั้น อยากให้เข้ามาในใจได้ ตัวปฏิฆะก็ทำอะไรเราไม่ได้
              คราวนี้ว่าจะมีสักายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสกามฉันทะ ความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ถ้าหาก่าเราทรงฌานเป็นปกติ อารมณ์เหล่านี้เกิดกับเราไม่ได้อยู่แล้ว พยายามรักษากำลังฌานให้ก้าวหน้าต่อไป ถ้าปล่อยให้มันมีโอกาส เปิดทิ้งช่องว่างเมื่อไร มันแทรกเข้ามาเราก็แย่อีก ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ
              ต่อไปก็มานะ ถือตัวถือตน เราพิจารณาดูซิว่า ตัวของเราเกิดมาชาตินี้ชาติเดียวหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เราเคยเป็นมาแล้วทั้งสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เทวดา มาร พรหม เป็นมาซะทั่วแล้ว ขาดอย่างเดียวยังไปพระนิพพานไม่ได้ เลยยังเกิดมาทุกข์อีก หมู หมา กา ไก่ รอบตัวของเรา ๆ ก็เคยเกิดมาแล้วนับไม่ถ้วนเหมือนกัน ปัจจุบันนี้ตัวที่อยู๋ใกล้ ๆ นี่ แหม...เกาขี้กลากอยู่นี่ เราประเภทหมั่นไส้ เหม็นก็ไล่เตะมัน แต่พิจารณาเข้าจริง ๆ อาจจะเคยเป็นพ่อเป็นแม่ ปู่ย่าตายายของเรา หรือว่าเราเคิดเกิดเป็นหมา และไอ้นั่นมาเป็นหมาอีก มันก็ลูกเราหลานเราทั้่งนั้น ทำไมต้องไปรังเกียจมันอย่างนี้ ก็จะค่อย ๆ ตัดตัวมานะลดน้อยถอยลงไปได้
              และอุทธัจจะ ตัวอารมณ์ฟุ้งซ่าน จริง ๆ แล้วถ้าหากเราเกาะอารมณ์ภาวนาอยู่เสมอ ความฟุ้งซ่านจะไม่มี จะมีฟุ้งซ่านไปได้ก็ต่อเมื่อเราทิ้งอารมณ์ภาวนาเท่านั้น ก็มาเหลือตัวสุดท้ายที่เป็นตัวสำคัญที่สุดคือตัวอวิชชา อวิชชามีฉันทะความพอใจ เลยเกิดราคะ คือยินดีอยากมีอยากได้ คราวนี้เราต้องระมัดระวังอย่างที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราอย่างไร ก็สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น สักแต่ว่าได้รส สักแต่ว่าสัมผัส อย่าให้เกิดอาการพอใจ หรือไม่พอใจขึ้นมาได้ จิตใจก็จะผ่องใสปราศจากิเลส ถ้าทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบนี้ทุกวัน ๆ ถ้ากำลังถึงเมื่อไรก็เป็นพระอรหันต์ ยิ่งฆราวาสยิ่งเป็นอรหันต์ง่ายที่สุด เพราะกติกามีแค่ ๕ ข้อ คือรักษาศีล ๕ เป็นปกติ เหมือนกับถนนมีหลุมแค่ห้าหลุม เลี่ยงไปเลี่ยงมาก็พ้นแล้ว ของพระนี่หลุมเยอะ สองร้อยกว่าสามร้อยหลุม เผลอเมื่อไรก็หล่นลงไปเมื่อนั้น แล้วก็ระมัดระวังให้ดี ทำอย่างนี้ให้ได้ทุกวัน ๆ ทบทวนดููทุกวันว่าสังโยชน์ของเราวันนี้บกพร่องข้อไหน วันนี้เราจะทำให้ดี สักกายทิฏฐิ ยังเห็นตัวเราเป็นของเราไหม นั่นผัวกู นี่ลูกกู นั่นพ่อกู แม่กู ครอบครัวของกู ไม่เป็นไร อยากจะเป็นให้เป็น อยากจะมีให้มี แต่ถือว่ามีแค่ชาตินี้ ตั้งใจเอาไว้อย่างนี้ทำให้ได้ทุก ๆ วัน ถ้าหากว่าทรงใจมั่นคงได้ วันหนึ่งห้านาที สิบนาทีคิดอยู่เสมอว่า ถ้าตายแล้วเราจะไปนิพพานชาตินี้ ตายเมื่อไรไปได้จริ งๆ จ้ะ ไปค่อย ๆ ย่อย ค่อย ๆ เคี้ยวเอานะ หลักสำคัญที่สุดก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเราดูทุกวัน ทบทวนทุกวัน สมาธิพยายามภาวนาทุกวันถ้าดีมาก อยากทำเยอะ ๆ ก็ตั้งเวลาให้มัน ไม่อย่างนั้น ถ้าทำเกินจะแย่ ทำเกินกับทำขาด แย่ทั้งคู่ เอาพอดี แล้วก็ปัญญา พยายาทำให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราให้ได้ แล้วตั้งใจว่าตายเมื่อไร เราจะไปนิพพาน หลักสำคัญอยู่แค่นี้เอง นิดเดียวเอง ถ้าเราทำดี ลูกของเราก็ดีด้วย วัน ๆ หนึ่ง ไม่ต้องหรอก นึกถึงภาพพระ กลับไปบ้านก็นั่งภาวนา แหม...ท้องก็ค้ำอยู่อย่างนี้นะ แทนที่จะนึกว่าลูกอยู่ข้างในท้อง ก็พระอยู่ในท้องของเรา นึกถึงลูกก็เอารูปพระพุทธรูปแทนเลยนั่นแหละ เดี๋ยวออกมาตะกายเข้าวัดเองและ ไม่ต้องเสียเวลาไปไล่มันเข้าวัดหรอก
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  มีอยู่ที่หนึ่งคือวัดอนงคาราม ตอนนั้นหลวงพ่อไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกให้ ผมเจอสายสิณจน์เส้นประมาณนิ้วมือผมนี่ ถามว่า “เท่าไร ?” เขาบอกว่า “๑๐๘ เส้น” สายสิญจน์เส้นนั้นน่ะอายุหกสิบปีเศษ สมัยหลวงพ่อสมเด็จวัดอนงค์ท่านใช้ในงานพุทธาภิเษกทุกงานเลย แล้วเขาก็เก็บรักษาไไว้มาถึงสมัยนี้ พอหลวงพ่อไปทำพิธีพุทธาภิษกให้ เขาก็เอามาวน ลักษณะอย่างนั้นแหละ ส่วนใหญ่แล้ววัดที่มีความสำคัญตามประวัติศาสตร์ เขามีของดี ๆ จนเรานึกไม่ถึง ผมเชื่อว่าหลวงพ่อสมเด็จท่านทำพิธีจริง ๆ คงจะมีอะไรเก่า ๆ สมัยสมเด็จพระสังฆราชท่านอยู่ออกมาแน่ ๆ เลย
              ทางด้านวัดสุทัศน์ พิธีเขามีบ่อย อย่างน้อย ๆ ปีหนึ่งตอนวันเกิดเจ้าคุณวิสุทธาธิบดีจะต้องมีพิธีพุธาภิเษกอยู่แล้ว พิธีกรรมสายวัดสุทัศน์เห็นแล้ว สายวัดอนงค์ก็เห็นแล้ว ที่อื่น ๆ ก็เห็นแล้ว ขาดของวัดสระเกศแท้ ๆ ยังไม่ได้เห็น วัดสระเกศประวัติศาสตร์เขายาวนานเหลือเกิน ที่ได้ชื่อสระเกศเพราะว่ารัชกาลที่ ๑ ท่านกลับจากเขมรมาก่อนทำพิธีปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ ท่านไปสระผมก่อนเข้าเมือง ตรงนั้นเลยเรียกสระเกศ วัดสระเกศ แล้วก็เจดีย์ภูเขาทอง สร้างกันที ๓ รัชกาลกว่าจะเสร็จ
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบพระอุปเสนะ ท่านเป็นน้องพระสารีบุตร นั่นน่ะตระกูลพระอรหันต์เลย พระสารีบุตรนามเดิมท่านคือ อุปติสสะ แล้วก็น้องรองคือพระอุปเสนะ แล้วก็เป็นน้องสาวนางจาลา นางอุปจาลา นางสีสุปปจาลา แล้วก็ไปพระจุนทะ พระเรวัตตะ เจ็ดองค์พี่น้องเป็นพระอรหันต์หมดเลย โดยเฉพาะพระเรวัตตะเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ ๗ ขวบ คราวนี้พระฉายาของหลวงพ่อสมเด็จวัดสระเกศ ท่านก็คืออุปเสนโนน คืออุปเสนะนั่นแหละ คือพระอุปเสนเถระ ที่เป็นน้องของพระอุปติสสะ พระอุปติสสะคือพระสารีบุตร เหมือนอย่างกับพวเราเรียกชื่อเล่นกัน แต่คิดว่าถ้าเรียกพระอุปติสสะเถระ คนจะไม่รู้จัก แต่ถ้าเรียกพระสารีบุตร คือลูกของนางสารีบุตร คนจะรู้จักเยอะ แบบเดียวกับพระโมคคัลลานะ จริง ๆ ท่านชื่อโกลิตะ แต่เขาเรียกโมคคัลลานะ คือเป็นลูกของนางโมคคัลลี รู้จักกันเยอะ เรียกฉายาแล้วรู้จักมากกว่าชื่อจริง
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ยังศรัทธาของคนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจน ยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม ท่านสามารถทำให้เขาเกิดศรัทธา อยากทำบุญเหมือน ๆ กันหมด
      ถาม :  นึกถึงสมเด็จพระสังฆราช ทำไมท่านฉายา (ฟังไม่ชัด) ?
      ตอบ :  เหตุแรกคือว่าเกิดวันอาทิตย์ วันอาทิตย์ฉายาจะขึ้นด้วย “อ” ก็ต้อง เป็นอุปเสนะ อุตตมะ หรือว่าอะไรอย่างนี้ ไล่ไปเรื่อย แต่ต้องขึ้นด้วย “อ”
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  การถามคำถามของเขา ดูด้วยว่าเขาเป็นอย่างไร อย่างที่ยายเจี๊ยบเขาถามน่ะ ส่วนใหญ่คือสิ่งที่เขารูเห็นมาด้วยทิพจักขุญาณ ไม่ว่าจะเรื่องผี เรื่องเทวดา เรื่องอะไรก็ตาม อันนั้นเขารู้เห็นมาจริง ๆ แล้วเขาก็มาสอบถามมายืนยัน เมื่อวานอย่างของเทพฤทธิ์ ของเขาสไตล์พระโพธิสัตว์ เขาต้องการจะแคะรายละเอียด โดยเฉพาะหลักการปฏิบัติ ถ้าหากว่าอย่างของคุณพงษ์เนตรเมื่อครู่ ของเขาประเภทเก็บเล็กเก็บน้อย พนักงานเทศบาลกวาดขยะเลย เรื่องโน้นก็น่าสนใจ แต่ว่าบางครั้งปัญหายาวไป แกขึ้นต้นเรื่องหนึ่ง ลงท้ายอีกเรื่องหนึ่ง หลงประเด็นเอง เราต้องมาคอยแก้ให้ อย่างพวกนรฤทธิ์ พลฤทธิ์นั่น แกจะเน้นเอาที่แกจะปฏิบัติ ให้เราเป็นเครื่องประกันความเสี่ยง ของเราถ่าเคยทำผ่านมาแล้ว มีข้อไหนที่จะต้องระมัดระวัง มีจุดไหนต้องเน้นให้หนัก จุดไหนที่จะก้าวข้ามได้ง่ายอย่างนี้ เขาจะถามลักษณะอย่างนั้น
              เพราะฉะนั้น...แต่ละคนพอเขามาถาม เราสังเกตได้เลย ว่าเขาเป็นคนประเภทไหน รายคุณพงษ์เนตรเขาเป็นพนักงานกวาดขยะ แกมานี่ แกจะมีสมุดมาเล่มหนึ่งเลย แกจะถามแกจะจดมาแล้ว ถ้าปัญหายาว แกก็จะเว้นไว้เยอะหน่อย ถึงเวลาเราตอบไป แกโน้ต ๆ ลงไปที่แกเว้นไว้นั่นแหละ เท่ากับว่าแกจะมีสมุดถามตอบอยู่เล่มหนึ่ง
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  แน่ ๆ เลย เพราะว่าพระอย่างหลวงปู่ดุลย์นั่นน่ะ รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ พ้นแล้วทั้งดีทั้งชั่ว สิ่งที่ท่านทำส่งผลแค่กามาวจรเท่านั้น ถ้าสูงไปกว่านั้นตั้งแต่พรหมขึ้นไป ต้องเป็นเรื่องของกำลังบุญทางใจแล้ว อย่างเช่นว่ากำลังของฌานสมาบัติ กำลังของการเข้าถึงฌานตามลำดับของการเป็นพระอริยเจ้าอย่างนี้ สิ่งที่ทำที่เห็น ๆ อยู่เป็นแค่ชั้นกามาวจรเท่านั้น ท่านถึงได้บอกว่า “ถ้าหากว่าเป็นท่านเอง ท่านจะมาเอาอะไรกับบุญตรงนี้” แต่คราวนี้ที่ทำลงไปน่ะ ทำให้คนอื่นทำเพื่อคนอื่นเขา อย่างนี้ถ้าหากเป็นสมัยพระพุทธเจ้าคงมีรายการโจทย์อีกว่า หลวงปู่ดุลย์พยากรณ์ตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ คนระยำจะจับผิดซะอย่าง ต่อให้คุณได้จริง ๆ ก็จะจับผิด
              ขำตอนที่นักเลงอวดกัน คนหนึ่งก็มีงาช้างกำจัด คนหนึ่งมีนอแรด คนหนึ่งมีเขี้ยวเสือ อีกคนมีเขี้ยวหมูป่า ทะเลาจะตีกันตาย ต่างคนต่างว่าของมันดี เสร็จแล้วก็ไม่รู้ของใครจะดีกว่ากัน ก็ไปกราบหลวงปู่ดุลย์ หลวงปู่ผมมีไอ้นั่น หลวงปู่ผมมีไอ้นี่ ของใครดีกว่า หลวงปู่ท่านตอบสะใจมากเลย ท่านบอก “ของเดรัจฉานทั้งนั้น จะช้าง จะแรด จะเสือ จะหมูป่า มันเดรัจฉานทั้งนั้นแหละ” แล้วตัวเองเป็นมนุษย์อยู่ในภูมิที่สูงกว่าเขาซะอีก แล้วดันไปพึ่งของเดรัจฉาน น่าอายไหม จริง ๆ จะว่าไม่มีผลก็ไม่ใช่ เพราะว่าจิตมีที่ยึดก็จะเกิดกรรมขึ้นมา คราวนี้กรรมตัวนี้ท่านเรียกว่า เวสารัชชกรณกรรม คือสิ่งที่ทำให้เกิดความกล้า ความเชื่อมัน ความมั่นใจขึ้นมา ความกล้า ความเชื่อมั่น ความมั่นใจของศรัทธาตัวนี้เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมั่นในผู้นำ เชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย
      ถาม :  ถ้าแบบนี้มีโอกาสทำบุญก็ทำ ไม่มีโอกาสก็ไม่ต้องทำ ได้หรือไม่ครับ ?
      ตอบ :  นั่นสำหรับคนทั่วไป คนทั่วไปถ้าคิดอย่างนั้นนี่ประมาท ของพระอรหันต์ท่านยังไม่ประมาทเลยนะ อย่าลืมว่าหลวงปู่ดุลย์ท่านไม่ต้องการบุญตรงส่วนนั้น ในระดับกามาวจร แต่ท่านทำเพราะว่าพระที่ถึงระดับของหลวงปู่ดุลย์ท่านนี่ ประเภทรู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ แต่จิตไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่วแล้ว รู้ว่าดีก็ทำนี่ไม่ประมาท เคยถามหลวงปู่มหาอำพัน หลวงปู่มหาอำพันท่านใส่บาตรหน้ากุฏิทุกเช้า เราก็ต้องถ่างตาขึ้นมาเพื่อจัดอาหารให้ท่าน จัดที่จัดทางเตรียมให้ท่านใส่บาตรอย่างนี้ ไป ๆ มา ๆ วันหนึ่งก็เกิดประเภทต้องเรียกว่า พุทธิปัญญาในทางต่ำขึ้นมา ถามหลวงปู่ “หลวงปู่ครับ หลวงปู่เป็นอะไร ผมก็รู้อยู่ ไม่ใช่รู้เองนะ อันนั้นหลวงพ่อท่านยืนยันให้ ถ้านับในเรื่องของบุญ หลวงปู่ก็กินไม่ไหวใช้ไม่หมดอยู่แล้ว แล้วยังจะใส่บาตรไปอีกทำไมทุกวัน ๆ ?” สงสัยขึ้นมาได้ ปฏิปทาดี ๆ ของครูบาอาจารย์ไม่เลียนแบบไม่พอ จะให้ครูบาอาจารย์เลิกทำอีกต่างหาก หลวงปู่บอก “คุณนี่ คนเราถ้าหากว่าไต่ขึ้นมาถึงขอบเหวแล้ว จะมัวประมาทนั่งจุ้มปุ๊กออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวก็ร่วงปั๊กลงไปอีก มีแต่จะตะเกียกตะกายไปให้พ้น ๆ มัน” ท่านรู้ว่ากำลังของบุญจะส่งให้ดีขึ้นไปเรื่อย จนกว่าเราไม่ต้องการตรงนั้นแล้ว แต่คราวนี้ของท่านถึงระดับที่ไม่ต้องการแล้ว แต่ท่านไม่ประมาทยังทำไปเรื่อย เพราะไม่รู้ว่าอาจจะพลาดร่วงลงไปได้ ตรงนี้เป็นตัวปัญญาแท้ ถึงรู้ว่าพอแล้วแต่ยังไม่ประมาท หาเพิ่มอยู่เสมอ ๆ เป็นอย่างไร ที่ของคุณอ้างไม่ได้อย่างหลวงปู่ ในเมื่อได้อย่างหลวงปู่ ทำบ้างไม่ทำบ้างก็ได้ เพราะบุญกตรงนี้ไม่สำคัญ ก็บรรลัยเลย ถ้าหากว่าคุณยังไม่หลุดพ้นเมื่อ่ไร บุญยังสำคัญอยู่ สำคัญมากด้วย ท่านให้พิจารณาเนือง ๆ ว่า
              ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโตเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความแก่ไปได้
              พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
              มรณา ธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความตายไปได้
              สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหินานาภาโววินาภาโว เราจักพลัดพรากจากของที่รัก ของชอบใจทั้งหลาย
              กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรม
              กัมมะโยนิ กรรมเป็นเครื่องพาไปให้เกิด
              กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นพวกพ้อง
              กัมมะปฏิสะระโณ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
              ยังกัมมัง กะริสสามิ ได้ทำกรรมอันใดไว้
              กัลยาณังวา ปาปะกังวา ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
              ตัสสะทายาทา ภะวิสสามิ เขาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมได้รับผลกรรมนั้นแล สาธุ
              บาลีท่านสอนให้พิจารณาอยู่เรื่อย ๆ เป็นอย่างไร เวลาเรียนอยู่กับเวลาทำงานอันไหนสบายกว่า สบายคนละอย่างใช่ไหม นั่นแหละ แต่คำว่าสบายของเราคือทุกข์น้อย ไม่ใช่ไม่มีทุกข์ นิพัทธทุกข์ คือทุกข์เนืองนิตย์ เจ็บไข้ได้ป่วย หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ มีเป็นปกติอยู่แล้ว ปกิณกะทุกข์ คือทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกเยอะแยะไป เพราะฉะนั้น...ประเภทสบาย ไม่ใช่สบายหรือสุขจริง ๆ แต่เกิดจากควาทุกข์น้อยลงหน่อยหนึ่ง เวียนว่ายอยู่ในทะเลทุกข์เหมือนอยู่ในมหาสมุทรที่ไม่เห็นฝั่ง ถ้าหมดแรงเมื่อไรก็จมตาย มีทางเดียวที่จะตะเกียตะกายขึ้นฝั่งให้ได้ พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสว่า “เธอจงมีตนเองเป็นเกาะจงมีตนเองเป็นฝั่ง” มีตนเองเป็นเกาะคือขึ้นไปอาศัยได้ ไม่จมน้ำ มีตนเองเป็นฝั่งคือพยายามใช้ความสามารถตัวเองตะเกียกตะกายเพื่อให้หลุดพ้นขึ้นถึงได้
      ถาม :  เวลาร่างกายเราทิ้งความสนใจ เราเบื่อ (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  เรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเบื่อในร่างกายเป็นนิพพิทาญาณ ถ้าวางเฉยได้เป็นสังขารุเปกขาญาณ คราวนี้เราวางเฉยน่ะ เราวางเฉยได้ เพราะปัญญารู้แจ้งเห็นจริง หรือว่าเราวางเฉยได้ เพราะว่าใช้กำลังของสมาธิกดเอาไว้ ถ้าการใช้กำลังสมาธิกดไว้เป็นการระงับกายสังขาร ก็เป็นการแก้ชั่วคราว แต่ถ้าวางเฉยได้เพราะปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว เราไม่ไปยึดปล่อยวางเสีย อันนั้นจะยั่งยืน เลือกเอาเราจะเอาชั่วคราวหรือค้างคืน
      ถาม :  ของผมฝึกแบบนี้ได้ใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ฝึกไปเรื่อย ๆ แรก ๆ ก็สร้างความเคยชินไปเรื่อย ชินไปเรื่อยคราวนี้ปัญญาก็เห็น ในเมื่อปัญญาเห็นจริง เคยชินกันไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ยอมรับไปเอง ตอนแรกก็กดคอเสือไปเรื่อย กดไปกดมาเสือไปไหนไม่ได้ หากินไม่ได้ ตายของมันเอง
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  สอบวิชาอะไร เอาให้คล่อง ๆ ไว้ ถึงเวลาจุดธูปเทียนบูชาพระว่าคาถาสะหัสสะเนตโต ของท่านปู่พระอินทร์สงเคราะห์ ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดาทั้งหมด อันมีหลวงปู่พระอินทร์เป็นที่สุดสงเคราะห์ขอให้เรา พรีเซ็นต์ได้คล่องตัว เป็นที่ถูกอกถูกใจของครูบาอาจารย์เขาด้วย เดี๋ยวก็จ้อไปเรื่อย ๆ เองนั่นแหละ อาทิตย์ที่แล้วยายปลาเขาต้องไปเข้าเรียนหลักสูตรฝึกพูด แล้วต้องสอบเอาประกาศนียบัตร เขาตื่นเต้น เขาถามหลวงพ่อ “หนูจะทำอย่างไร ?” ไม่เห็นจะทำอย่างไรเลย มอบความไว้วางใจให้กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทพ เทวดา ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะทานปู่พระอินทร์เสียก็หมดเรื่อง เสร็จแล้วพอเย็น ๆ เขาโทรมา “หลวพ่อเรียบร้อยแล้วค่ะ ได้ประกาศนียบัตร” ถามเขาว่า “เป็นอย่างไร ?” เขาบอกว่า ”ตอนแรกเต้นเลยค่ะ คือสั่น แต่พอพูดไปนิ่งไปเรื่อย” บอกว่า “ใช่...!” ถ้าหากเป็นกำลังของท่านที่ส่งลงมานี่ ตอนแรกที่เรารับอาการท่านใหม่ ๆ เหมือนกับว่ามันสั่น เนื้อตัวเต้นไปหมด แต่พอเราเกิดความมั่นใจขึ้น ปรับความเคยชินเข้ามาได้ ก็เป็นปกติ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเด็กทันสมัยแท้ ๆ ยังมาเล่นของเลย ก็เล่นแล้วได้ผลนี่นา
              มีอยู่ครั้งหนึ่งแข่งบาสเกตบอล โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยาของหลวงพ่อ เป็นโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ การปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนทั่ว ๆ ไปของสปช.เขาไม่ค่อยจะมีเลย วันนั้นทางจังหวัดเขานึกจะสร้างความสัมพันธ์ ขนพวกมาท้าลุยกัน ปรากว่าทางนี้ซ้อมก็ไม่ได้ซ้อม เล่นก็ไม่ได้เล่น จับกันได้หกคนก็ยัดเข้าไปเลย ปรากฎว่าพระสุธรรมยานเถระ ต้อนขาดเลย ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายโน้นเตรียมทีมมา แล้วบอกว่าเด็กพระสุธรรมเล่นของ บอกไม่ได้เล่นของหรอก ถึงเวลาลงสนาม พี่ป้าน้าอาเขากลัวขายหน้า เขาประเภทมาลุยกันเลย อย่างนั้นสนุก ถึงเวลาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงทำได้ จะคล่องตัวเป็นพิเศษ ไม่รู้หรอกว่าใครทับหลัง เหยียบหัวเหยียบไหล่อะไรอยู่ คนเขาเตรียมทีมมาเล่น กับคนเพิ่งจะรู้ตัวจัดลงไปฉุกเฉิน แล้วชนะเขาอย่างไม่เห็นฝุ่น ไม่น่าจะเป็นไปได้
              มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฟุตบอลไทยที่แข่งเอเชี่ยนเกมส์ที่เข้ารอบลึกที่สุดน่ะ รู้สึกจะแข่งกันที่ประเทศจีนหรืออย่างไร ตอนนั้นคุณคาร์ลอสแกเป็นโค้ช พูดแต่ภาษาสเปน เจ้าเตี้ยมลูกศิษย์หลวพ่อเก่งภาษาสเปนเป็นล่ามอยู่ ก่อนแข่งถามนักฟุตบอลมีใครจะไปกราบหลวงพ่อกันบ้าง มีตานราศักดิ์อยู่คนเดียวไปกราบ หลวงพ่อให้เอาธงแดงไปด้วย ไปแปะที่เสา เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ที่สุด แบบว่าทีมไทยไม่เคยเข้ารอบลึกอย่างนั้นมาก่อนเลย ไปถล่มเจ้าภาพถึงที่เลย พอเปลี่ยนประตูเมื่อไรก็เสียเมื่อนั้น เพราะประตูคนอื่นไม่รู้ มันไม่เชื่อ เล่นเอาธงไปแปะเสา ใช้เทวดารักษาประตูแทน เล่นเทวดารักษาประตูเรื่องเล็กอยู่แล้ว ขาพี่เขาข้างเดียวใหญ่กว่าประตูแล้ว ให้เขายืนขวางไว้เฉย ๆ ก็ไม่มีปัญญาจะยิง เสียดายคนที่เขารับช่วงต่อมา เขาไม่เชื่อเรื่องอย่างนี้ ถ้าเขาเชื่อก็ดี