ถาม:  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ปกติแล้วตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะสุพรรณบัตร สุพรรณบัตรนี่ถึงเวลาจะจารึกพระนามลงในแผ่นทอง ในอดีตที่ผ่านมาจะมีตำแหน่งสมเด็จพระวันรัตน์ หรือที่โบราณเขาเรียกพระพนรัตน์ป่าแก้วนั่นน่ะ แล้วก็สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แล้วก็มีการแต่งตั้งเพิ่มขึ้น ๆ อย่างเช่นตำแหน่งพระธีรญาณมุนีขึ้นมา กระทั่งจนปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ๆ ก่อนหน้านี้ช่วงที่บวชใหม่ ๆ มีธรรมยุติ ๔ ตำแหน่ง มหานิกาย ๔ ตำแหน่ง รวมแล้วเป็นแปดท่านด้วยกัน รวมสมเด็จพระสังฆราชด้วยก็เป็นเก้าท่าน เขามีข้อตกลงสุภาพบุรุษว่าธรรมยุติกับมหานิกายผลัดกันเป็นพระสังฆราชคนละปี อันนี้ไม่จำเป็นนต้องเป็นไปตามกติกา อันนี้ถือว่าเป็นข้อตกลงสุภาพบุรุษไม่ต้องเสียเวลามาแย่งกัน
              คราวนี้การขึ้นไปเป็นตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนี่ ถ้าหากเป็นเขื้อพระวงค์ขึ้นไปนี่ เขาจะมีบรรดาศักดิ์ติดไปด้วยนะ อย่างสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงค์อย่างนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส คราวนี้ถ้าหากเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ได้รับมหาสมณุตตมาภิเษกจะขึ้นต้นด้วย “พระมหาสมณเจ้า” ถ้าหากเป็นสามัญชนเขาจะใช้คำว่า “สมเด้จพระอริยวงศาคตญาณ” สมเด็จพระสังฆราชมีพิเศษก็คือ สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันนี้ เป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตำแหน่งสมเด็จพระญาณสังวรมีมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้ว สมเด็จพระญาณสังวรองค์แรกคือ องค์ที่เลื่อนขึ้นมาเป็นพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน สมเด็จพระสังฆราชสุก วัดพลับ พอมาถึงปัจจุบันแทนที่จะเป็นสมเด็จอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสุวัฑฒนะมหาเถระ กลายเป็นสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชแทน กลายป็นราชทินนามพิเศษ ในหลวงท่านโปรดให้อย่างนั้นนะ
              แล้วพระนามย่อของท่านที่เขาว่า ญสส นั่นน่ะ อาตมาอยากจะว่า สญส ส.แรกคือ สมเด็จพระญาณสังวร สญ ส.หลังคือ สมเด็จพระสังฆราช แต่ส่วนใหญ่เขาว่าเป็น ญสส เราก็ว่าเป็น ญสส ตามเขาไป กลายเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเหมือนกัน เป็นราชทินนามพิเศษ นาน ๆ ครั้งหนึ่ง ตำแหน่งใหม่ ๆ ระยะหลังที่ตั้งขึ้นอย่างสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สมเด็จพระพุทธิวงศ์มุนี นี่เป็นตำแหน่งที่ตั้งมาหลัง ๆ อันแรกจะมีสมเด็จพระวันรัตน์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จะมีประมาณ ๔ ตำแหน่งจริง ๆ ของเก่า
              มาปัจจุบันตำแหน่งสลับกันอยู่ สมเด็จพระวันรัต หรือสมเด็จพนรัตน์ ก่อนหน้านี้เป็นตำแหน่งของฝ่ายมหานิกาย และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นตำแหน่งของฝ่ายธรรมยุต มาสลับกันในยุคนี้ ยุคที่ว่าคิวต่อมาเป็นของมหานิกาย คิวต่อไปเป็นของธรรมยุต มาสลับกันช่วงของหลวงปู่วัดสามพระยา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา นั่นเป็นมหานิกายแล้ว เลยกลายป็นสมเด็จพระวันรัตน์ วัดโสมนัสวิหาร หหลวงปู่จับกลายเป็นธรรมยุตมาจนถึงทุกวันนี้ ตกลงตำแหน่งที่เคยได้ยินชื่อปุ๊บจะรู้เป็นธรรามยุติหรือมหานิกาย จะสลับกันไปเลยจริง ๆ คือไม่ได้ยึดติดอะไรไรอก ยศช้าง ขุนนางพระ เขาให้อะไรก็รับไว้ ตำแหน่งเท่ากันนั่นและ
              ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าสมเด็จพระวันรัตต้องเป็นธรรมยุต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ต้องเป็นมหานิกาย หรือว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ต้องเป็นธรรมยุต สมเด็จพระวันรัตต้องเป็นมหานิกาย ตอนนี้มั่วแล้วปนกันไปหมด เป็นราชทินนามโปรดพิเศษแล้วมีอยู่ มีพัดพิเศษอยู่เล่มหนึ่ง ทำด้วยงาแกะทั้งเล่มเลย ปกติพัดจะเป็นด้ามงา ยอดงา แล้วตัวพัดจะเป็นกำมะหยี่ อาจะปักดิ้นอะไรก็แล้วแต่ละลำดับเขากำหนดเอาไว้ จะต้องป็นลายไหนแบบไหน แต่มีพัดอยู่เล่มหนึ่งที่แกะด้วยงาทั้งเล่ม ส่วนประกอบที่เป็นตัวพัดนั้น ท่านแกะเป็นชิ้น ๆ แล้วเอามาต่อกัน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นฝีมือของมสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ อันนั้นสุดยอดของช่างศิลป์ไทยเลย เอาไว้พระราชทานเชื้อพระวงศ์ที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ถ้าหากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ อย่างเช่นไม่ใช่หม่อมเจ้า พระองค์เจ้า จะไม่ได้ ปัจจุบันพัดอันนี้เป็นของเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต พัดสวยมากเลย เคยเห็นแกะละเอียดยิบเลย สมเด็จกรมพระยานริศฯ ท่านสุดยอดของช่างศิลป์จริง ๆ เลย อันที่โชว์ผลงานเห็น ๆ ทิ่มลูกตาชาวบ้านอยู่ตลอด คือวัดเบญจมบพิตร สวยแค่ไหนดูเอาสิ ไม่ใหญ่นะ แต่งดงามอลังการลงตัวขนาดไหน นั่นแหละอยากจะดูศิลปกรรมของไทยที่แท้ ๆ ให้ไปดูวัดเบญจมบพิตรนั่นแหละ แต่อย่าไปดูสิงโตหน้าวัดที่เป็นหินอ่อนนะ นั่นเป็นศิลปะของต่างประเทศ เขาแกะเป็นสิงโตฝรั่ง
      ถาม :  สมเด็จพระพุทธชินวงศ์วัดเบญจมบพิตร เคยไปวัดท่าซุงบ่อยไหมครับ ?
      ตอบ :  สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดเบญจมบพิตร ท่านไปประจำ เป็นองค์เดียวที่วัดท่าซุงทุกท่านจะกลัวมาก ถึงเวลาก็ท่านเล็กไปรับ อาตมาก็สบายเฉิบอยู่คนเดียว คือทางด้านสายวัดเบญจนี่ ท่านตรงไปตรงมา ว่าอะไรก็ว่ากันไปตามแบบคือตามกิจวัตร อาคันตุกะวัตร ว่ากันตามอภิสมาจารอย่างนี้ ว่ากันตามศีลฯ อ่อนไป ไม่ได้กลัวท่าน ท่านไม่ชอบแข็งไปไม่ได้ ถือว่ากระด้าง ขาดการอบรม คนอื่นขึ้นได้ลงไม่ได้ หรือลงได้ขึ้นไม่ได้ เหลือแต่เรากระล่อนหน่อย ถึงเวลาให้ไปรับท่าน รู้สึกเหมือนกันว่าอึดอัด เพราะไม่ใช่ธรรมชาติจริตนิสัยแท้จริงของเรา แต่ในเมื่อท่านต้องการอย่างนั้น เราให้ท่านได้แต่ต้องช่วงนั้นนะ หลังจากนั้นส่งท่านกลับ เฮ้อ...โล่งอกไปที จนมาถึงองค์ถัดมา คือเจ้าคุณพรหมจริยาจารย์ ก็ยังคงอย่างนั้นอีก จะมีสบายหน่อยก็พระอาจารย์นั่นแหละ เจ้าคุณธรรมวโรดมหลวงพ่อบุญมา องค์นี้อย่างไรก็ได้ ไม่ถือตัว ท่านเจ้าคุณธรรมวโรดมรู้สึกว่าจะสอนเปรียญ ๗ อยู่วัดสามพระยา สุดยอดเลยองค์นั้น พระไตรปิฎกเคลื่อนที่ชัด ๆ เลย มีโอกาสไปขอความรู้ท่านบ้าง เจ้าคุณธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตร พระไม่ถือตัวแน่นอน เข้าไปกราบขอความรู้ท่านได้ คุณเรียนบาลี ของท่านนี่แม่นเป๊ะเลย คนอื่นสอนก็ไม่ได้อย่างท่าน คนอื่นเข้าไม่ถึงท่านหรอก คนอื่นไม่เข้าใจ ถ้ามีโอกาสได้พบหน้าอย่างนี้ ถ้าเห็นไม่เป็นการละลาบละล้วงชนิดไม่รู้กาละเทศะมากจนเกินไป ถ้าท่านเริ่มมาเมื่อไร เราก็แคะต่อได้เลย องค์นั้นนี่ตอนแห่ศพ หลวงพ่อท่านจะนั่งอ่านคัมภีร์ธรรมอยู่นำหน้าศพ พระอย่างนั้นเขาต้องกำหนดพิเศษ อย่างงานสมเด็จย่าใครล่ะ ? สมเด็จพระญาณสังวรว่าซะเอง เขาจะมีประเภทขึ้นคานหามไป แต่เป็นคานหามจัดพิเศษ จัดหน้าพระศพแล้วก็นั่งอ่านคัมภีร์ธรรมไป ของหลวงพ่อตอนที่จัดก็เจ้าคุณธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตร
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  แน่ ๆ เพราะว่าเจ้าพรพอถึงเวลาออกเวร จะซิ่งรถเข้าตลาด อาจจะไปถึงหัวหินเพื่อไปกินเหล้า แล้วเพื่อนก็จะแซว “เฮ้ย...สาวที่ไหนวะ หุ่นเช้งกระเด๊ะเลย” พอถามว่าสาวที่ไหน ตัวมันเองก็ไม่รู้นะ แต่เพื่อนเห็นเข้าบอก “โอ้โห..ผู้หญิงประเภทหุ่นสเป๊กเอ็งเลย ใส่ชุดแดงโร่กอดเอวมาด้วย” เรามานึกอื้อฮือ...ชุดแดงนี่นะ แปลว่าต้องเป็นเทวดาชั้นจตุมหาราช จตุมหาราชนี่ชั้นของทหารเขา ผู้หญิงถ้าไม่เก่งจริงไม่ได้หลุดเข้าไปหรอกนะ แล้วตาพรเขาได้รับภารกิจ บางครั้งต้องไปจัดการกับคนประเภทที่เรียกว่า มือกฎหมายเอื้อมไม่ถึง พอถึงเวลามันจะมา ดูท่ามันเหมือนกับว่ามันภูมิใจที่ได้ทำงาน มันเกิดปีติเหมือนกับว่ามันภูมิใจที่ได้ทำงาน มันเกิดปีติเหมือนอย่างกับเราทำความดีอย่างนั้น แล้วมันก็มาถวายสังฆทานให้เขา ไอ้ห่าเอ้ย...มันเพิ่งฆ่าคนมาแท้ ๆ นะ มันหน้าผ่องมาเลย คือเขารู้สึกว่าตัวเขาได้ทำความดีให้กับแผ่นดินแล้วอย่างนี้ แม้ว่าภารกิจนั้นจะเป็นการฆ่าคนก็จริง แต่ว่าเป็นการระงับไมให้คนจำนวนมากเดือดร้อนนะ คราวนี้วันนั้นเต้องไปโดดร่มทางยุทธวิธี ไปนำรุ่นน้อง เขาขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป ปรากฏว่าผู้หญิงเกาะท้ายอีก แต่มอเตอร์ไซค์ไปได้ครึ่งทางแล้วมอเตอร์ไซค์เขาเสีย สตาร์ทอย่างไรก็ไม่ติด รถไม่เคยเกทำอย่างไรก็ไม่ติด เขาคิดว่าต้องมีอะไรไม่ดีแน่ ๆ เลย แต่ว่าคำสั่งก็คือคำสั่ง ไม่อาจจะโดนติดคุก ให้ออกหรือปลดออกอย่างไรก็ไม่รู้ มันก็พยายามโบกรถตะเกียกตะกายไปให้ถึงที่สุด ปรากฏว่าพอขึ้นฝึกนะ เข้าถึงจุดเขาให้สัญญาณโดดร่ม พุ่งออกมา กระชากร่มจริงไม่กาง กระชากร่มสำรองไม่กาง อะไรเกิดขึ้น ตกฟาดพื้นเป็นรูปตัวเลยน่ะ เขาสะพาย HK33 น่าจะเป็น M2 รุ่นที่ให้พลร่มใช้ ประเภทที่มีฐานสั้นเป็นพิเศษ ถึงเวลาชักออกมาประทับยิงได้นั่นน่ะ ขนาดปืนประทับพื้นเป็นรูปปืนชัด ๆ เลย แต่ว่าเขาซี่โครงหักแค่ ๒ ซี่ เหลือเชื่อจริง ๆ ใคร ๆ พอเห็นว่ากระทั่งร่มสำรองก็ไม่กาง วันนี้กูโดนคนละ ๒ บาทแน่เลย คือถึงเวลาเขาหักคนละสองบาท ค่าทำศพมันทั้งค่าย ได้เยอะนะไม่ใช่น้อยนะ
      ถาม :  ลงมาเป็นพันเมตรไม่ใช่หรือครับ ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่าดิ่งพสุธานี่ สองพันแปดร้อยเมตร
      ถาม :  แล้วเทวดาล่ะครับ ?
      ตอบ :  พูดง่าย ๆ คือว่าให้รถเสียไม่ให้มันไป มันยังอุตส่าห์ตะกายไปจนทัน ก็มีวิธีเดียวคือผ่อนหนักเป็นเบา นั่นแค่ซี่โครงหัก คงหักตรงที่อัดกับปืน ถ้าหากไม่ได้คาดปืนไปอาจจะไม่หักก็ได ซี่โครงหักไปสองซี่ แต่เหลือเชื่อจริง ๆ พื้นถึงจะเป็นทรายก็เถอะ ต่อให้พื้นเป็นน้ำจากที่สูงลงมาก็กลายเป็นดินนะ กลายเป็นของแข็งไป ขนาดพื้นยุบเป็นรูปตัวคนเลยนะ ซี่โครงหักแค่สองซี่
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  ไม่เหลือหรอก ไม่ต้องพงพันหรอก ก็รุ่นจ่าตุ๋ยที่เป็นทหารเฝ้าวัดท่าซุงอยู่นั่นน่ะ นั่นลงมาจากหน้าผาแค่ ๒๐๐ เมตรเศษ ๆ แค่นั้นเอง แล้วแกว่งตัวผิดจังหวะยังตายเลย ลงน้ำ คือจังหวะรูดตามเชือกลงมาใช่ไหม ก็จะเหวี่ยงตัวไปข้างหน้า คราวนี้จังหวะที่เริ่มหลังนี่ เราจะต้องปล่อยแล้วจะทิ้งดิ่งลงพอดี นี่เล่นประเภทที่ว่าเท้าเริ่มลอยแล้วค่อยปล่อย ประเภภทมือกางเท้ากางลงน้ำพอดีอัดลงไปเต็ม ๆ ลักษณะนี้แหละ แหม...เทวดาประจำตัวของพ่อเจ้าประคุณเฮี้ยนจริง ๆ นะ ไม่ใช่เขารู้คนเดียว คนรู้กันทั้งค่าย บางครั้งรู้เห็นกันทั้งตลาด แต่ทุกคนเข้าใจว่ามันเอาสาวที่ไหนมาควงก็ไม่รู้
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  หลวงพ่อท่านบอกจริง ๆ แล้วเป็นตำราสืบมาจากสายพระร่วง อาจารย์แจงเมื่อก่อนท่านบวชพระ คราวนี้สึกไปใช้ชีวิตฆราวาส แต่ยังเป็นฆราวาสที่มีอภิญญาสมาบัติอยู่ ยืมตำราไปเพื่อศึกษาและทำวัตถุมงคลเอาจากตำรา คราวนี้ยืมไปยืมมาหลวงปู่ปานมรณภาพก่อน ตำราเลยคาอยู่กับอาจารย์แจง ไม่มีใครทวง พอสิ้นหลวงปู่ พออาจารย์แจงตาย หลวงพ่อท่านนึกถึงตำราได้ พอมีเวลาว่างก็ไป ปรากฏว่าภรรยาของอาจารย์แจงบอกว่าพ่อก็ก็คือสามี บอกว่า “พ่อสั่งไว้ว่า ถ้าใครจะมาเอาตำราให้ไปรำดาบกลางแจ้ง ถ้ามีฟ้าผ่าถึงให้ได้” ถามเขาว่า “แล้วมีคนมารำไหม ?” “โอ้ย...เยอะแยะไป แต่ไม่เคยผ่าเสียที ก็ไม่ให้ใครไป” หลวงพ่อว่า “ก็กูเป็นพระ จะไปรำอีท่าไหนวะ ? เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ขอถือดาบไปยืนกลางแจ้งซัก ๓ นาที ถ้าไม่ผ่าก็ไม่เอาแล้วโยม” ปรากฏว่าเดินยังไม่พ้นชายคาเลย ผ่าซะหูอื้อ ถึงได้มา แต่ตอนหลังพอหลวงพ่อทำธงพิชัยสงครามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถวายในหลวงไป กลายเป็นสมบัติแผ่นดินไป ไม่ทราบในหลวงเอาไว้ไหน เพราะว่าท่านบอกว่า ต้องเป็นไปตามสาย คราวนี้หลวงพ่อท่านไม่มีลูกก็หมดเลย คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง ท่านบอกสืบทอดกันทางสายเลือดก็ต้องว่ากันตามนั้น เท่ากับไปเริ่มใหม่ที่ในหลวง แล้วก็ลงไปตามสายนั้น
      ถาม :  อย่างนี้ตามตำราโบราณถือเป็นสมมติเทพ ?
      ตอบ :  เป็นเจ้าของทุกอย่างในแผ่นดิน
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด)
      ตอบ :  พูดง่าย ๆ คือคนเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ บารมีระดับนั้นคือทดแทนครูบาอาจารย์ได้
      ถาม :  ของเดิมเขาเรียก “กงจักรอรหันต์” เป็นวิธีการหนึ่ง ?
      ตอบ :  จริง ๆ คือการสร้างสติ สมาธิ นั่นแหละ โดยเฉพาะเรื่องสติสำคัญที่สุด ถ้าตามไม่ทันเผลอสติเมื่อไร เรื่องหยาบ ๆ ตามไม่ทัน เดี๋ยวรักโลภ โกรธหลงที่ละเอียดกว่าก็ตีแย่
      ถาม :  ช่วยดูให้หน่อยครับ บางคนบอกไม่มีอะไรเลย ?
      ตอบ :  สมัยโบราณเขาเรียกเหล็กตับเป็ด เป็นโลหะธาตุอย่างหนึ่ง สมัยนี้เขาทำกันจนเกร่อไป แต่จริง ๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน สมัยนี้เขาเรียกเหล็กไหล ถ้าเกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุแล้วออกมา วรรณคือสีลักษณะนี้ เขาเรียกว่า เมฆพัตร แต่ถ้าเป็นธรรมชาติเขาเรียก เหล็กตับเป็ด
      ถาม :  สมเด็จองค์ปฐมรุ่นที่ทันหลวงพ่อเข้าใจว่าไม่เหลือแล้ว ?
      ตอบ :  น่าจะมีรุ่นที่เป็นล็อกเก็ต มีด้านหนนึ่งเป็นหลวงพ่อ ด้านหนึ่งเป็นสมเด็จองค์ปฐม หรือไม่ก็ด้านหนึ่งเป็นหลวงพ่อ ด้านหนึ่งเป็นพระศรีอริยเมตไตรย รุ่นนั้นนี่สุดท้ายจริง ๆ
      ถาม :  เป็นเหรียญสี่เหลี่ยมมีไหมครับ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่สี่เหลี่ยม อันนี้จะเป็นล็อกเก็ตลักษณะเหมือนพลาสติก ฝังอยู่ในกรอบโลหะนิดเดียว บอกไม่ถูกเหมือนกัน ตอนนั้นเขาให้จำหน่ายอย่างไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าถวายไปหมื่นหนึ่งท่านให้มาแค่ ๙ องค์ คือท่านกำให้ส่ง ๆ รู้อยู่แล้วว่าของเราให้เท่าไรเราก็เอา ไม่ได้ไปคิดราคา
      ถาม :  ต้องไม่ลืมอาราธนาพระ ?
      ตอบ :  ห้ามลืม ลืมอาราธนาพระเมื่อไรตายเมื่อนั้นแหละ ตอนโดนหนัก ๆ ก็อาจารย์มณฑล อาจารย์มณฑล วัดป่าพุทธมณฑลอรัญญิกาวาส ที่อู่ล่อง ทองผาภูมิ ท่านเป็นอาจารย์ที่คนแถวนั้นทั้งนับถือและกลัว เพราะว่าท่านดูแลที่เป็นหมื่น ๆ ไร่ คนจะเข้าไปตัดไม้กับไปล่าสัตว์ท่านเฉ่งเขาไม่ไว้หน้า
              คราวนี้เขาดักยิงท่านก็ยิงไม่ออก ทำอะไรก็ทำไม่ได้ ก็ใช้ไสยศาสตร์ คราวนี้ท่านรอดตายมาสี่ห้าครั้ง ตอนเขาทำนี่ท้องบวมขึ้น ๆ ทันตาเลย คราวนี้ไม่มีใครช่วยท่าน หายใจไม่ออกจะตายแล้ว แม่ชีดาวเอาน้ำมันมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกวันเสาร์ห้า เอาไปทาท้องให้ท่าน แล้วก็ยุบเหมือนกับถ่ายเป็นลมหายไปเฉย ๆ อย่างนั้นน่ะ สองเที่ยวก็อย่างนั้น สามเที่ยวก็อย่างนั้น คราวนี้มันมาลงที่เราแทน คือไอ้พวกนี้รู้เร็วจริง ๆ ไม่รู้มันรู้ด้วยวิธีไหน แต่มันจะรู้ว่าใครช่วย แล้วมันก็เล่นคนนั้นแทน จนกระทั่งทุกวันนี้ อาจารย์มณฑลยังไม่รู้จักเลยว่าอาจารย์เล็กเป็นคนไหน ทั้งที่เวลางานเจอกัน แต่เราต้องหลบ เพราะว่าท่านมีชื่อเสียงในอีกด้านหนึ่ง ถ้าท่านมายกย่องเราเข้าอีกก็บรรลัยเลย เพราะฉะนั้น...ต้องเลี่ยงท่านอยู่เรื่อย ทุกวันนี้ท่านรู้แต่ชื่อไม่รู้จักตัวหรอก เพราะว่าถามแม่ชีดาว แม่ชีดาวบอกว่า “มาจากหลวงพ่อ” “หลวงพ่อไหน ?” หลวงพ่อเล็กที่วัดท่าขนุนก็บรรลัย แม่ชีก็ว่าของเขาไปเรื่อย แต่ไม่ไหวหรอก พอทำ ๆ พวกนี้ แป๊บเดียวมันรู้เลยว่าเป็นเรา แล้วมันก็มา
      ถาม :  แสดงว่าเขาเลี้ยงผีหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  มีทั้งเลี้ยงผีด้วย พูดง่าย ๆ คือไม่เก่งจริงเขาคงทำอย่างนั้นไม่ได้ เขาต้องมีวิธีรู้ของเขา
      ถาม :  เบี้ยแก้ละครับ ?
      ตอบ :  เบี้ยแก้จริง ๆ เขาเอาไว้กันไม่ได้แก้ตามชื่อ แต่โบราณเรียกเบี้ยแก้สายที่มีชื่อเสียงก็ของหลวงปู่รอด วัดนายโรงที่ฝั่งธนบุรี แล้วก็หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว สายหลวงปู่รอดไม่ทราบว่าใครสืบทอดมาหรือเปล่า แต่ว่าสายวัดกลางบางแก้วมาสมัยหลวงปู่บุญ มาสมัยหลวงปู่เพิ่ม จนมาสมัยนี้หลวงปู่เจือยังทำอยู่ ถ้าหากว่าเป็นของหลวงปู่รอด วัดนายโรงนี่ เขาจะอุดฝาเบื้ยด้วยชันโรงใต้ดิน จะเหนียวหนึบ ๆ แต่ไม่ใช่กาว เป็นรังแมลง เอามือแปะ ๆ ดูได้เลย ปั๊มนิ้วมือตัวเองได้ กันพวกคุณไสย กันพวกพิษไข้ป่าเวลาออกป่าได้ดี อยู่ในที่ผิดปกติ ผิดอาหาร ผิดน้ำ ผิดอากาศ เข้ามาอาจจะป่วย ถ้ามีเบี้ยแก้อยู่ช่วยได้เยอะ
      ถาม :  แล้วมีดหมอของหหลวงพ่อ ระหว่างมีดหมอชาตรีกับมีดอีดต้เล็ก ๆ ?
      ตอบ :  อานุภาพเหมือนกัน มีดอีโต้อย่าไปคิดว่าเล็กนะ โบราณน่ะเขาทำอะไรเขาถือเคล็ด เคล็ดอยูตรงคำว่า “โต้” นั่นแหละ โต้นี่ย้อนกลับแน่ ๆ เพราะฉะนั้น...อันอื่นอาจแก้เฉย ๆ แต่ถ้าไปเจอคุณโต้เข้านี่ มีหวังได้คืนไปด้วย อย่าไปคิดว่าเล็ก เรื่องอานุภาพไม่ได้เล็กตามที่เห็น ที่เล็กเพื่อให้ติดตัวสะดวกแค่นั้นเอง
      ถาม :  ทำไมถึงมีสวรรค์ ใครเป็นคนสร้าง ?
      ตอบ :  พวกเราสร้างกันเอง เรื่องของนรกสวรรค์เกิดจากความดีความชั่วที่เราทำ เราทำอะไรจะได้อย่างนั้น แรกเริ่มจริง ๆ อาจไม่มีเลย แต่พอเราทำความดีความชั่ว นรกสวรรค์ก็เริ่มมี ถ้าคนเลิกทำอะไรก็หมดอีก
      ถาม :  (ฟังไม่ชัด) ?
      ตอบ :  วันก่อน ท่านฉลอมเจ้าอาวาสวัดจันทร์หงาย ท่านได้นิสสัน ๒๖๐ C รุ่นเก่า เครื่อง ๒๖๐๐ คันยาวปี๊ด คฤหาสน์เคลื่อนที่นั่น เก่า ๆ สีล่อน ๆ ท่านนั่งมางานสอบนวกะ เสร็จแล้วพอทักทายอะไรกันเสร็จเรียบร้อย ก็ลากเก้าอี้ไปนั่งอยู่ท้ายรถ เอาหนังสือวางกระโปรงท้ายแล้วก็นั่งอ่าน พวกก็พยักเพยิด เฮ้ย...ดูโน่น ๆ เราหันไปดู เขาหวงเบนซ์ ของท่านเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านก็เกินไป รถที่ประเภทให้เราฟรี ๆ ยังไม่เอาเลย ท่านไปนั่งลูบนั่งคลำหวงอยู่นั่น กลายเป็นว่าไปแข่งขันกันด้วยการอุปโภค บริโภค ไม่ได้แข่งขันกันด้วยความดี ที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบกับหนอนในกองขี้ เราบิณฑบาตได้เยอะกว่า เรามีจีวรดีกว่าเหมือนอย่างกับหนอน เปรียบเทียบว่ากูอยู่ในขี้กองใหญ่กว่าอะไรอย่างนี้
      ถาม :  ผมอ่านตอนพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านร้องไห้แทบจะขาดใจ เพราะพระราหุลไปบวช แต่ตอนนั้นท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว มาขอพระพุทธเจ้าว่า “ต่อไปถ้าใครจะบวช ต้องขออนุญาตผู้ปกครองก่อน” แต่กฎของพระโสดาบันเริ่มที่สักกายทิฏฐิ คือไม่ยึดติดกายเรา กับไม่ยึดติดกายคนอื่น ทำไมตอนนั้นท่านถึงได้เสียใจขนาดนั้นครับ ?
      ตอบ :  ไม่ยึดนิดเดียวพระโสดาบันรู้แค่ว่าต้องตาย มั่นใจว่าตายแน่ ๆ ตายแล้วจะไปนิพพาน แต่ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรานี่ ไม่ใช่ของพระโสดาบัน นั่นเป็นของพระอรหันต์ ไม่อย่างงั้นพระโสดาบันไปแต่งเมียแต่งผัวทำเกลืออะไรกันเล่า ไม่ใชเราไม่ใช่ของเราแล้วแต่งทำไม เลี้ยงตัวเองก็แย่แล้วยังเลี้ยงคนอื่นอีก