|
ถาม: สักกายทิฏฐิ คือยึดว่าต้องตายอย่างเดียวใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่ สักกายทิฎฐิ คือมีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา เห็นระดับไหนก็เป็นทิฎฐิ คือเห็นในระดับหนาบางต่างกัน ของปุถุชน กัลยาณชน สาธุชน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ถ้าหากว่าเป็นระดับพระโสดาบันนี่ ท่านแค่ไม่ลืมว่าจะต้องตายเท่านั้น เพราะฉะนั้น...คนไม่ลืมว่าจะต้องตายเท่านั้น เรื่องร้องไห้เรื่องเล็ก
ถาม : ทำไมถึงนับกฎ ๓ ข้อของการเป็นพระโสดาบันละครับ ?
ตอบ : สักกายทิฎฐิ คือท่านต้องละข้อนี้ได้ในระดับที่ว่านี้ อย่าลืมว่าพระโสดาบันมีปัญญาเล็กน้อย สมาธิเล็กน้อย แต่มีศีลบริสุทธิ์ พระเจ้าสุทโธทนะเป็นตัวอย่างวิเศษที่สุดของการบรรลุตามขั้นตอน จากปุถุชน ท่านบรรลุพระโสดาบัน บรรลุพระสกิทาคามี บรรลุพระอนาคามี บรรลุพระอรหันต์ นอกนั้นไม่เจอเจอตามขั้นอย่างนี้สักองค์หนึ่ง
ถ้าไม่ใช่ปุถุชนเป็นระอรหันต์ไปเลย ปุถุชนเป็นพระอนาคามี ปุถุชนเป็นพระโสดาบัน ปุถุชนเป็นพระสกิทามี มีองค์นี้แหละไปตามขั้นเลย ทีละขั้นด้วย พระพุทธเจ้าเทศน์ตอนบิณฑบาตเป็นพระโสดาบัน พอไปเทศน์โปรดพระประยูรญาติเป็นพระสกิทาคามี พอไปเทศน์โปรดพระนางมหาปชาบดีโคตรมี ท่านเป็นพระอนาคามี ไปสงเคราะห์ตอนท่านป่วยเป็นพระอรหันต์ เทศน์เรื่องเดียวกันด้วย เทศน์เนื้อหาเดียวกันหมด ขยับทีละขั้นจริง ๆ องค์นี้ เป็นเรื่องแปลก เพราะตั้งแต่อ่านประวัติพุทธสาวกมา ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีองค์นี้แหละไปตามขั้นอยู่องค์เดียว เล่นบันไดทีละขั้นเลย กระโดดกับเขาไม่เป็น
ถาม : เสถียรพงษ์ วรรณปก เอาคาถาชินบัญชรมาใส่ทำนองแล้วร้องเป็นเพลง อย่างนี้เป็นการปรามาสไหมครับ ?
ตอบ : ดูเจตนา ถ้าหากว่าเจตนาคือเพื่อให้เป็นเองง่ายสะดวกสบายแก่บุคลลที่ศรัทธาเลื่อมใสก็ดี แต่ถ้าตั้งใจทำในลักษณะเป็นเพลงอะไรออกไป คนที่เลื่อมใสจะได้ไม่เลื่อมใส จะได้พังไปเร็ว ๆ อย่างนี้เสร็จแน่ ๆ เลย
ถาม : เปิดฟังท่อนแปล เขาเอาคนร้องเสียงดีมากเลย ร้องท่อนแปลผมฟังแล้วฟังอีก ฟังได้ทั้งวันเลย โอ้โฮ...ทำไมไพเราะอย่างนี้ อย่างนี้เป็นกิเลสไหมครับ ?
ตอบ : เขาเรียกธรรมฉันทะ ความพอใจในธรรม ไม่ใช่ตัวอยากของกิเลส ตัวอยากของกิเลสต้องอยากในรัก โลภ โกรธ หลง
ถาม : รู้สึกฟังแล้วต้องเป็น ?
ตอบ : เป็นไปเถอะ นั่นน่ะองค์ที่ ๒๘ ท่านเจอมาสี่อสงไขยกับแสนมหากัป เจอมา ๒๔ องค์ รวมท่านเป็น ๒๕ องค์ พระพุทธเจ้ามีนามว่า ตัณหังกร เมธังกร สรณังกร สามองค์ผ่านไป ท่านมาเจอองค์สุดท้ายของสารมัณกัป คือพระพุทธเจ้านามว่า ทีปังกร ให้การพยากรณ์ว่า อีกสี่อสงไขยกับแสนมหากัปข้างหน้า เธอจะบรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในตระกูลศากยวงศ์ มีนามว่า โคตมะ
ถาม : คือองค์ปัจจุบัน ?
ตอบ : องค์ปัจจุบัน ผ่านไปสามองค์แล้วนะกัปนั้นน่ะ แล้วพระพุทธเจ่านามว่าทีปังกรผ่านไปหนึ่งอสงไขยกับแสนมหากัปถึงมีพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกหนึ่งองค์ เป็นสารกัปที่มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว พระพุทธเจ้านามว่า โกณฑัญญะ
ถาม : ใครเกิดกัปนี้ซวยเลย ?
ตอบ : ยังดีที่มีพระพุทธเจ้าแล้ว หลังจากนั้นผ่านไปอีกหนึ่งอสงไขยกับแสนมหากัป เกิดวรกัปถัดมา มีพระพุทธเจ้าอีกสององค์ คือพระพุทธเจ้ามีนามว่า มังคละ กับพระพุทธเจ้ามีนามว่า สุชาตะ แล้วผ่านอีกหนึ่งอสงไขยกับแสนมหากัป คราวนี้รู้หรือยังว่าทำไมถึงสี่อสงไขยกับแสนมหากัปได้ คือสี่แสนแรกนี่มีอยู่กระจึ๋งเดียว แล้วต่ำสุดคือผ่านไป ๕๖ กัป กัปไม่ใช่มหากัป ผ่านไป ๕๖ กัปมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
ถาม : นับอย่างไรครับ ?
ตอบ : ต้องตั้งอสงไขยปีขึ้นมาก่อน ตั้งเลขหนึ่งขึ้นมาต่อด้วยศูนย์ร้อยสี่สี่ตัว เป็นหนึ่งอสงไขยปี แล้วก็ร้อยปีลดปี ร้อยปีลดปี ลงมาจนกระทั่งเหลืออายุไขแค่สิบปี แล้วก็ร้อยปีเพิ่มปี ร้อยปีเพิ่มปี ขึ้นไปเป็นหนึ่งอสงไขยปีอีก จากอสงไขยลงมาเหลือสิบจากสิบขึ้นไปอสงไขยน่ะ เขาเรียกว่า หนึ่งรอบ คือหนึ่งกัป เสร็จแล้วจะต้องประกอบไปด้วยกัปที่โลกกำลังเสื่อมลง กัปที่โลกเสื่อมลงสนิทแล้ว กัปที่โลกกำลังเจริญ กัปที่โลกเจริญเต็มที่แล้ว อันนี้เรียก อสงไขยกัป เพราะว่า ๖๔ กัปคือหนึ่งรอบตั้งแต่ศูนย์ร้อยสี่สิบตัวเป็นร้อยสี่สิบเอ็ดหลักลงมาถึงสิบ แล้วจากสิบขึ้นไปนี่เขาเรียก หนึ่งรอบอัตรกัปแล้วก็ ๖๔ รอบอัตรกัป เท่ากับหนี่งอสงไขยกัป แล้วสี่อสงไขยกัปถึงจะเท่าหนึ่งมหากัป
ถาม : ต้องบำเพ็ญบารมีเท่าไรครับ ?
ตอบ : อย่างน้อย ๆ ก็สี่อสงไขยกับแสนมหากัป คราวนี้รู้หรือยังว่านานแค่ไหนน
ถาม : อันนี้เยอะกว่าสี่อสงไขยนะครั บ?
ตอบ : โอ้โฮ...สาหัสสากรรจ์เลย ไม่ใช่อสงไขยธรรมดา เป็นอสงไขยของมหากัป เกิดกันลืมโลกไปเลย
ถาม : เกิดมาแล้วใหญ่กว่าใครในแผ่นดินทุกครั้งไหวไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ไหว ยกเว้นว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างน้อย ๆ ทำสังฆทานเอาไว้ แล้วอธิษฐานขอจนกระทั่งเข้านิพพาน บุญยังส่งถึง
ถาม : งงจริง ๆ ครับ อธิษฐานอุทิศส่วนกุศลตอนเที่ยง ๆ นี่ หมาก็หอนตอนเที่ยง ๆ ได้ ผมอึ้งมากเลย ?
ตอบ : อาตมายืนยันนมากี่ครั้งแล้ว ถ้าผีจะหลอก เที่ยงมันก็หลอก บ่ายมันก็หลอก อาตมาโดนผีหลอกกลางวันมากกว่ากลางคืนหลายเท่าเลย พวกที่ต้องอาศัยกลางคืนค่อยหลอกฝีมือกระจ้อยเดียว พวกมากลางวันนี่ล่ะ สะใจจริง ๆ
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : มันอยากหลอกอันนี้เราเต็มใจให้หลอก นับ ๆ เงิน ๆ เงินงอกหน้าตามเฉย ตอนผมเก็บที่นอนได้มา ๒ ซอง แล้วเป็นซองที่ผมไม่เคยเห็น ไม่มีชื่อไม่มีนามสกุล แต่เงินใส่มาเรียบร้อย
ถาม : ใส่เยอะหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ซองละร้อย ยังถามพี่มุกดาว่าซองใครวะ พอเราเก็บที่นอนก็อยู่ตรงมุมที่นอนนั่นแหละ
ถาม : ไหน ๆ มาแล้ว ทำไมไม่มาซองละหมื่นซองละแสนครับ ?
ตอบ : เคยได้เหมือนกัน แต่ประเภทได้เป็นหมื่นชัด ๆ นี่ได้ครั้งหนึ่งเพราะว่าตอนงานนั้นน่ะ บอก “ใครมีสตางค์ให้ยืมบ้างโว้ย ไม่พอใส่ซองถวายพระ” เดินกลับเข้ากุฏิวางไว้ให้หมื่นหนึ่งใส่ซองไว้
ถาม : เจ้าตัวไม่มาบอกหรือครับ ?
ตอบ : ไม่เสียเวลามาบอกหรอก เงินอยู่ในห้องเรา เราใช้ได้เลย แต่ว่าที่โผล่มาแบบไม่มีที่ไม่มีทาง อย่างรู้ว่ารับไปประมาณสี่หมื่นกว่า ๆ แต่ต้องไปจ่ายเขาเจ็ดหมื่นกว่า นับไปนับมาก็พอจ่าย ท่านอยากจะช่วยก็ช่วยขอให้ช่วยอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน
ถาม : ทำอย่างไรจะมาเข้าบัญชีแบงค์ผมอย่างนี้บ้างครับ ?
ตอบ : ต้องเอาอย่างโยมแม่ของคุณประยงค์ ตั้งตรงจิตร โยมแม่นอนเจ็บอยู่เฉย ๆ ขยับไม่ได้ ท่านเองดูแลแม่เป็นอย่างดี โยมแม่ท่านว่าง ๆ ก็ภาวนาแต่คาถาพระปัจเจกโพธิโปรดสัตว์ไปเรื่อย ๆ ว่ากันเป็นปี ๆ ไม่เบื่อไม่หน่าย ว่าเช้ายันค่ำ ค่ำยันเช้า แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งเห็นแสงสว่างพุ่งวาบมาตรงหน้าต่าง แล้วไปสิ้นสุดลงตรงเซฟที่ตั้งไว้ ท่านรู้ว่าเป็นเซฟเปล่า ๆ ให้ลูกชายไปเปิดดู “พระธาตุเสด็จหรือเปล่า ?” เปิดออกมาแบงค์ร้อยเป็นมัด ๆ เลย เต็มเซฟเลย ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไม่ปลอมด้วย
ถาม : ผม่ว่าไม่ง่ายตรงต้องสวดเป็นปี ๆ ครับ ?
ตอบ : ของท่านทำเป็นกรรมฐาน ไม่ได้หวังได้สตางค์ ในเมื่อไม่ได้หวังได้สตางค์ ตัวเองก็นอนอยู่ จะแอบงอกมาก็งอกไม่ได้ ก็ต้องต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นแหละ อย่างลูกชายทำงานขายยาไปเรื่อย ขายจนได้จำนวนเท่าที่ตั้งใจไว้แล้ว อย่างเช่นยาร้อยห่อ ห่อละ ๓๐ บาท ได้สามพันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยายังเหลืออยู่บานเลย ต้องขายต่อไปเรื่อย อย่างนี้ยังแอบงอกมาได้ เราอาจจะนับผิดโว้ย แต่ของท่านนี่ท่านนอนอยู่กับที่ แอบงอกไม่ได้ ต้องเล่นกันต่อหน้าต่อตาอย่างนี้
ถาม : ชีวิตนี้เพิ่งเป็นครั้งเดียว สวดมนต์แล้วรู้สึกไม่อยากเลิกสวด สวดแล้วเย็นอยากสวดไปเรื่อย ๆ แต่ครั้งเดียวเองครับ ?
ตอบ : คราวหน้าพยายามรักษาไว้ให้นานหน่อย
ถาม : ผมว่ามีอะไรมาดูดซะเยอะ ทำให้เป๋อยู่เรื่อยครับ ?
ตอบ : ตอนฟุ้งซ่านคือตอนที่เราใกล้ความดีที่สุด เขาพยายามจะหลอกเราให้เป๋ อีกก้าวเดียวจะเปิดประตูออกแล้ว พยายามดึงเอ้ย...ตรงนี้มีอะไรน่าดูจังเลยอะไอย่างนี้ เดี๋ยวไปทางโน้นก็รัก ทางนี้ก็โลภ โน่นก็โกรธ โน่นก็หลง อ้าว...ลืมไปแล้วมันพาจูงไปซะครึ่งค่อนห้องแล้วกว่าจะได้เดินไปอีกที ได้สติไปไม่ทันถึงครึ่งทาง อ้าว...มันจูงไปอีกแล้ว ก็อยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้น...ช่วงที่เราฟุ้งซ่านที่สุด ถ้าเรานึกย้อนหลังจะเห็นเราปฏิบัติดีสุดทุกครั้งเลย เผลอหน่อยเดียวมันตีร่วงทุกที
ถาม : ยังมีเวลาอีกตั้งนานครับ ?
ตอบ : ตามสบาย อาตมาไม่มีด้วย ของตูนี่แต่ละวันยังนานเกินไปเลย จะเอาอีกหลาย ๆ กัปก็ไปเถอะ เดี๋ยวจะไปนั่งรอ ขึ้นเครื่องบินดีกว่าเดินทีละก้าวไม่ไหวหรอก
ถาม : จริง ๆ เข้าเลยน่าจะได้เข้าเสร็จไปนอนรอช่วยข้างบนน่าจะ work แล้วต่างกันอย่างไร ทำไมจะต้องไปเป็นด้วยทั้งที่ช่วยได้เหมือนกัน ไม่รู้วัดที่ตรงไหน บางครั้งไม่รู้ฟุ้งซ่านทำไมเรื่องอย่างนี้ครับ ?
ตอบ : เจตนาตั้งใจไว้อย่างนั้นแล้ว ถ้าไม่ได้ดังเจตนารู้สึกเหมือนกับขาด ๆ อะไรไปบางอย่าง ก็เอาให้ได้
ถาม : แค่กลัวตอนเลี้ยว ตอนตกนรกคงหนักหนาสากรรจ์ ?
ตอบ : อ๋อ...ไม่ต้องห่วง หนักแน่นอน ต้องจนได้สักครั้งสองครั้ง แล้วคงไม่ใช่ครั้งสองครั้งด้วยนะ กว่าจะจบนี่คงหลายต่อหลายครั้ง
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : ไม่ว่าใครเขาว่าอะไร เขาพูดอะไร เขาทำอะไร ปล่อยใจรับให้ได้ ถ้าเปิดใจรับได้จะสบาย จะขั้นสูงอย่างเดียวไม่ได้หรอก บางครั้งต้องลงต่ำ แต่เราหาประโยชน์จากที่ต่ำ ไม่ใช่อย่างที่ด็อกเตอร์ท่าน คุย ๆ ไปแล้วเราก็นั่งเซ็ง อันนั้นไม่ใช่ เพราะว่าลักษณะนั้นคือปฏิฆะเข้ามาในใจของเราแล้ว ปฏิฆะนี่ทั้งสองทาง ไม่ยินดีเป็นส่วนของโทสะ ยินดีเป็นส่วนของราคะ กินเราทั้งขึ้นทั้งร่อง ทำอย่างไรที่เราจะปล่อยวาง หาประโยชน์จากตรงจุดนั้นให้มากที่สุด ถ้าสังเกตผมไม่ปล่อยแกดึงไปไกล เดี๋ยว ๆ ต้องเลี้ยวเข้ามาเรื่องของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปเรื่อย คืออย่างน้อย ๆ ของท่านใจเขาไปแค่นั้น แต่ถ้าเราดึงมาเรื่อย ๆ พอท่านเคยชินแล้ว ลักษณะพื้นฐานดีขนาดนั้นเดี๋ยวท่านมาเอง ใครเขาว่าก็ฟัง แค่ลมผ่านหูเท่านั้นเอง คิดนึกตรึกตรองส่วนที่เป็นประโยชน์แก่เราเข้าไว้ ไม่ใช่เขาคุยอยู่ก็ไอ้ห่านี่โม้เกินไป
ถาม : รู้ทั้งรู้ว่าอยู่ที่เราอย่างเดียว อารมณ์ใจอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่เรามาพูด ถ้าเราพูดอะไรไป ถ้าเราตั้งใจดี คนฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา เพราะเราตั้งใจดีอย่างเดียว เราจะไปปรุงแต่งไม่ได้ว่าเราตั้งใจดีแล้วเขาต้องสำเร็จโน่นสำเร็จนี่ ?
ตอบ : เกือบถูก บางอย่างพูดไปแล้วเกิดโทษกับเขาก็พูดไม่ได้ คราวนี้คุณทึ่งในอัจฉริยภาพของพระพุทธเจ้าไหม ทึ่งในความรอบรู้และวิชาการของท่านไหม ถ้าหากว่าทำถึงระดับปฏสัมภิทาญาณ จะรู้รอบรู้พร้อมจริง ๆ รู้ว่าควรจะพูดอะไร แค่ไหน อย่างไร เมื่อไร ทำไมรู้เป็นร้อยบางคนอาจจะพูดได้แค่หนี่งเดียวแต่ขณะเดียวกันพูดได้เกินร้อยอีก ขนาดนั้นยังไม่ได้เสี้ยวของพระพุทธเจ้าเลย
ถาม : สมัยก่อนมาฟังผมยังไม่ชอบเลย พูดอย่างนี้ไม่ใช่ เหมือนเราไปปรุงว่าต้องอย่างโน้น ต้องอย่างนี้ เราก็เฮ้ย...ไม่ใช่นี่หว่า ไม่ได้อยู่ที่หลวงพี่ท่านไม่มีความตั้งใจจะมาหลอกเรา คือท่านว่าเป็นอย่างนี้ ก็บอกอย่างนี้ ใช่หรือไม่ใช่อยู่ที่เราไปตัดสินใจเอาเอง ?
ตอบ : คราวนี้ในเมื่อของเราตอนนี้มีทิฎฐิ คือรู้กูก็พูด เกิดอะไรก็ช่างมัน แต่ถ้าไปถึงขั้นที่ท่านรู้มากกว่า ท่านจะรู้ว่ารู้แค่นี้พูดได้แค่ไหน และถ้าเป็นพระพุทธเจ้าท่านรู้รอบตั้งแต่ต้นจนจบเป็นอย่างไร ท่านไม่ได้รู้แค่นี้พูดแค่ไหน แต่ท่านรู้ว่าถ้าพูดแค่นี้จะเกิดอะไรขั้นในด้านดี ถ้าพูดอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้นในด้านไม่ดี ชาตินี้จะได้ดีแค่ไหน ชาติหน้าจะได้ดีแค่ไหน ถ้าเริ่มอย่างนี้จะจบอย่างไร ถ้าเริ่มด้านนี้จะจบอย่างไร ท่านรู้ถึงขนาดนั้น พระมหากัสสป เออ...พระพุทธเจ้าท่านเหนื่อยเหลือเกิน เวลาพักยังไม่มี พุทธกิจ ๕ ประการ
ปุพพันเหปิณฑปาตัญจะ เช้าขึ้นมาก็บิณฑบาต
สายยันเหธัมมะเทสนัง บ่ายมาก็เทศน์สอนชาวบ้าน
ปโทเสภิขุโอวาทัง พอค่ำก็สอนภิกษุสามเณร
อัฑฒะรัตเตเทวะปัญหะนัง เที่ยงคืนต้องคอยแก้ปัญหาเทวดา
ปัจจุเสวคะกะกาเลภัพพาภัพเพวิโลกะนัง
ย่ำรุ่งตรวจดูอุปนิสัยสัตว์โลกเพื่อเตรียมเสด็จไปโปรด
นอนตอนไหน อย่างเก่งช่วงเวลาตีสามถึงหกโมงไม่เกินนั้น ได้ถึงสามชั่วโมงต่อคืนนี่เก่งมากแล้ว ท่านก็เออ...พระพุทธเจ้าท่านเหนื่อยขนาดนั้น เราควรจะตรวจดูอุปนิสัยสัตว์โลก แล้วไปสงเคราะห์แทน ว่าแล้วก็ตั้งท่าเล็งญาณ พระพุททธเจ้าเปล่งฉัพพรณรังสีปรากฏเฉพาะหน้าเดี๋ยวนั้นเลย บอก “กัสสป ดูก่อนกัสสป หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของตถาคตเท่านั้น สาวกทำไม่ได้” ก็ยังสงสัยทำไมทำไม่ได้ เพราะขาดตัวสัพพัญญุตญาณ ตัวรู้รอบรู้ครบทุกด้านที่ไม่เผลอจริง ๆ มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : ๖๔ รอบอันตรกัป เท่ากับ ๑ อสงไขยกัป ๔ อสงไขย เท่ากับ ๑ มหากัป เพราะฉะนั้น...ที่เขาเปรียบเอาไว้ว่ามีภูเขาเนื้อหินล้วนกว้าง ๑๖ กิโลเมตร ยาว ๑๖ กิโลเมตร สูง ๑๖ กิโลเมตรลูกหนึ่ง ๑๐๐ ปี เทวดาเอาผ้าเนื้ออ่อนเหมือนสำลีปัดครั้งหนึ่ง ๑๐๐ ปีมาปัดครั้งหนี่ง ถ้าหากว่าสึกเสมอพื้นเมื่อไร คือ ๑ รอบอัตรกัป คราวนี้คุณต้องเอา ๖๔ คูณกับ ๔ ออกมา ๒๕๖ นั่นแหละ ๒๕๖ ลูก สึกเสมอพื้นเมื่อไรก็ได้ ๑ มหากัป แล้วทำไป ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป
ถาม : กลัวชาติต่อไปเกิดไม่เจอพุทธศาสนา ยิ่งไปเกิดในชาติที่เป็นใหญ่เป็นโต แล้วยิ่งกำลังใจเยอะ ๆ อยู่ ?
ตอบ : ไม่หรอก เราอาจมีปัญญาแบบพระเตมีย์ก็ได้ พระเตมีย์ท่านได้ทิพจักขุญาณระลึกชาติได้ ก่อนที่ท่านจะเกิดเป็นพระเตมีย์นี่เป็นพระมหากษัตริย์ลงนรกมาแล้ว สั่งประหารนักโทษไปตั้งเท่าไร รบราฆ่าฟันกันเพื่อขยายอาณาเขต รบราฆ่าฟันเพื่อป้องกันบ้านตัวเอง ที่ทำถึงจะดีแต่ก็ชั่ว เพราะฉะนั้น.... ตูอยู่อีกก็ต้องลงไปอีก คนเพิ่งเห็นว่าชาติที่แล้วเพิ่งลงไปอย่างนี้หมดอารมณ์ ท่านถึงแกล้งหูหนวกเป็นใบ้ไม่ได้ยินอะไรไปเลย ใครแกล้งอย่างไรก็เฉย ๆ
ถาม : แต่มหัศจรรย์นะครับ ไม่ขยับเขยื้อน ๑๖ ปี แต่พอลุกขึ้นก็แข็งแรงเลย ?
ตอบ : อันนั้นต้องทรงฌานอยู่ กำลังฌานคลุมได้ อย่าลืมว่าท่านทรงฌานสมาบัติอยู่ตลอดเวลาแรก ๆ อาตมาก็งงเหมือนกัน โอ้โฮ...นี่กูนั่งมาตั้งนานเท่าไรแล้วนี่ ทำไมลุกปุ๊บเดินได้เลย ทำไมไม่เป็นเหน็บไม่เป็นอะไรเลย ไปได้เลยจริง ๆ ด้วย กำลังฌานคลุมร่างกายอยู่ คือถ้าหากว่าทรงตัวเป็นฌานได้ ถ้าลุกก็เลิกไปได้เลยเหมือนอย่างกับแป๊บเดียว
ถาม : ตัดอารมณ์อยากไม่ได้เลย เหมือนรู้มากยากนานอย่างไรไม่รู้ครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่ ยังไม่เข็ดจริง ๆ อาตมาเอาจากประสบการณ์ตัวเองอยากจะสรุปว่า คนที่เขาทำอะไร ๆ ได้นั้น เพราะว่าเขาเจอจนเข็ด ล้มเหลวจนเข็ด แล้วก็เอาบทเรียนนั้นมาเพื่อมาปรับปรุงตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ถ้าตราบใดที่ยังไม่เข็ด พร้อมที่จะล้มเหลวต่อไป ก็ยังเป็นแบบเราอยู่ ครั้งนี้พลาดครั้งหน้าก็พลาดอีก ห้าครั้งสิบครั้ง อีกร้อยสองร้อยครั้งที่แล้วมาก็พลาด ยังจะให้พลาดอีกไหม ถ้าหากว่าเหนื่อยเบื่อเข็ดก็เลิกเอง
ถาม : แต่เคยได้มาแล้วนี่ครับ ?
ตอบ : ก็เคย แต่ถ้าหากว่ากำลังใจไม่ทรงตัวถึงระดับนั้น ก็ยังไม่คืนมา รูดซิบยังไม่หมด ล้วงกระเป๋าไม่ได้ มือยังคับอยู่
ถาม : อารมณ์ไม่ยินดียินร้าย ไม่ว่าอะไรมากระทบต้องเฉย ๆ อย่างเดียวหรือครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่เฉย ๆ อย่างเดียว ต้องเฉยด้วยปัญญา ปล่อยวางได้เพราะเห็นว่าถ้ายินดีแล้วจะเกิดโทษอย่างไร ถ้าเรายินร้ายแล้วจะเกิดโทษอย่างไร ภายในวินาทีเดียวรายงานหมด อย่างที่เคยยกตัวอย่าง อย่างแว่นคือแว่นก็จบ เออ...วันนั้นไปตัดแว่น สาวคนที่ตัดสวยว่ะ ไปแล้ว เออ...วันที่ไปตัดแว่น ไอ้หอกนั่นหน้าตาอย่างกับปลาจวด เสือกทะลึ่งใส่แว่นดำอีก อ้าว...กลายเป็นโทสะอีกแล้ว คิดได้ที่ไหน ต้องหยุดเลย เออ...แว่นคือแว่น จะรู้รอบไปเลยว่า ถ้าคิดต่อในด้านดีจะเป็นอย่างไร และในด้านไม่ดีจะเป็นอย่างไร แล้วจะเกิดโทษทั้งคู่ ในเมื่อมีปัญญารู้เท่าทันขนาดนั้น ก็หยุดสร้างเหตุ ในเมื่อหยุดสร้างเหตุแล้ว ไม่มีสมุทัยแล้วนิโรธเกิดเอง สมุทัยคือเหตุของการเกิดทุกข์ หยุดเลยหยุดให้ทัน สำคัญตรงสติ สมาธิ ปัญญาของเรามีแค่ไหน ถ้าสติ สมาธิ ปัญญาเท่าทันหาอันตรายกับเราไม่ได้ สักแต่ว่าเป็นวัตถุธาตุอันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นคน เป็นหมา เป็นสิ่งของอะไรก็ตาม ทุกอย่างมีราคาเท่ากันในสายตาของเรา คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม สักแต่คุมขึ้นมาเป็นรูปร่างอาศัยอยู่ได้ชั่วคราว เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายไปในที่สุดเหมือนกัน
แต่เราคิดเมื่อไรจะเป็นอันตรายทันทีใช่ไหม เออ...ผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ชาย แหม...ทำไมอ้วนทุเรศอย่างนี้วะ อ้าว...กลายไปตำหนิเขา ปฏิฆะเกิดขึ้นทางด้านโทสะแล้ว เออ..หล่อดีโว้ย ถ้าหากแต่งกับพี่เราน้องเราก็เข้าท่า อ้าว...เสือกไปราคะแทนอีก เรื่องของผู้หญิงก็เหมือนกัน ถ้าเราไปคิดต่อเมื่อไร สวยหรือไม่สวย ดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ เป็นเมียเราดีหรือเปล่าไปกันใหญ่ ทำอย่างไรเราจะมีสติ สมาธิ ปัญญาเท่าทันแล้วหยุดตั้งแต่เหตุ
ถาม : ถือว่าปรุงแต่งเหมือนกันใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ใช่ ตราบที่ใจยังคิดอยู่ สมาธิจะเป็นฌานไม่ได้ เพราะตัวนั้นจะเป็นอุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่าน ต้องวางกำลังใจในลักษณะที่ว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ผลจะเกิดอย่างไร เกิดแค่ไหน เกิดเมื่อไร เป็นเรื่องของมัน ตัวนี้แหละเป็นตัวอุเบกขา ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายของกติกาการทรงฌาน เพราะว่าฌานตัวสุดท้ายคือเอกกัคตารมณ์ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว ต้องมีอุเบกขารมณ์อยู่ในนั้น ถ้าไม่มีอุเบกขารมณ์ไม่สามารถตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวได้ เพราะฉะนั้น...ตัวเราตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว คือเราต้องปล่อยวางมีอุเบกขา เรามีหน้าที่ภาวนา ผลจะเกิดอย่างไร เกิดเมื่อไร ดีไม่ดีแค่ไหนช่างมัน ถ้าเราทำใจอย่างนี้ได้ จะทรงฌานสได้ง่ายและได้เร็ว แต่ถ้าทำเมื่อไรกูก็อยาก ทำเมื่อไรกูก็อยาก ไล่ตามดูลมไปเถอะ ตอนนี้หายใจเข้า ตอนนี้หายใจออก แรงแค่ไหน เบาแค่ไหนตอนนี้วิตกแล้วนะ ตอนนี้วิจารณ์แล้ว ขนลุกซ่า เฮ้ย...ปีติแล้ว ใกล้ดีแล้วโว้ย เรียบร้อย ไปไหนไม่รอดหรอก อย่างเก่งก็แค่นั้นแหละ สุขกับเอกกัคตารมณ์เข้ามาไม่ถึงหรอก เพราะใจไปฟุ้งซ่าน ไปจับขั้นตอน
ถาม : จริง ๆ เหมือนมโนมยิทธินะครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่เหมือน การปฏิบัติทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนา ถ้าไม่มีตัวอุเบกขา ไปไม่รอดโดยเฉพาะตัววิปัสสนาญาณ ๙ ชัดที่สุดเลย สังขารุเปกขาญาณ การปล่อยวางในสังขาร คือการปรุงแต่ง

|