|
ถาม: ..........................
ตอบ : ผมทึ่งมากที่สุดเรื่องหลวงพ่อกล่าวถึงหลวงปู่ชุ่ม วัดวังมุย สมัยที่หลวงปู่ชุ่มเข้านิโรธสมาบัติแล้วหลวงพ่อพาลูกหลานมาทำบุญกับท่านน่ะ มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อมานอนที่หน้าตึก ถ้าวันไหนท่านมานอนที่หน้าตึก แปลว่าวันรุ่งขึ้นท่านจะเข้ากรุงเทพฯ
คราวนี้ท่านคว้าไม้เท้าเดินก๊อก ๆ ออกมา เฮ้ยเล็ก...วันนี้แรงดีว่ะ ไปเดินตรวจวัดกัน” เราตามท่านไปเดินตรวจวัด ไปดูก็ “เออ...นี่นะ ถ้าหากพ่อยังไม่ตายนะโว้ย ทางด้านนี้พ่อจะทำเป็นเมืองทอง จะมีโบสถ์ มีตึกธรรมวิโมกข์ มีศาลานวราช จะให้ช่างเขาทำโครงหลังคาใหม่ดาดปูนซะ เสร็จแล้วก็ติดโมเสคสีทองทางด้านโน้นวิหาร ๑๐๐ เมตรเป็นเมืองแก้ว แล้วทางด้านนี้พ่อจะทำเป็นเมืองทอง” เสร็จแล้วไล่ไป ๆ นี่กุฎิ ๕ หลังนี่สำคัญที่สุดเลย พระชุดนั้นปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมด ตอนที่พระชุดนั้นอยู่พ่อสบายใจที่สุด ไม่ต้องพูดก็รู้กันหมด ไม่รู้ได้อย่างไร อย่างเช่นตอนที่เรียกบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอย่างนี้ ท่านประเภทที่ว่าพอบรรจุปุ๊บ ท่านบอกเอี้ยงไปบอกพระให้ชยันโตซิ เจ้าเอี้ยงไม่ทันจะหันเลย หลวงปู่ชุ่มขึ้นแล้วชยันโต อยู่กันคนละทิศเลยนะ นั่นแหละท่านบอกท่านสบายใจที่สุดแล้ว จำไว้ว่าที่ใดก็ตามที่พระอรหันต์ท่านอยู่ ที่นั่นเทวดาจะรักษากำลังของพระอรหันต์ ท่านที่ตกค้างในสาถนที่นั้น ใครไปอาศัยอยู่จะบรรลุมรรคผลได้เร็ว ต่อไปพ่อจะต้องซ่อมกุฏิทั้งหมดนี้ให้ดี เพื่อจะรักษาสถานที่ที่ท่านอาศัยเอาไว้ แต่วาพระทั้งหมดนั้นหลวงพ่อทึ่งอยู่องค์หนึ่งคือหลวงปู่ชุ่ม ตามที่เคยรู้มานิโรธสมาบัตินี่เขาเข้าโดยอิริยาบถเดียว คือถ้าไม่นั่งก็นอนไม่นอนก็ยืน ยืนนี่หาได้น้อย นั่งกับนอนนี่มาก นอนมากที่สุด เพราะว่านิโรธสมาบัติจำกัดว่าต่ำสุดต้อง ๗ วันสูงสุดไม่เกิน ๑๕ วัน พระพุทธเจ้าท่านขอไว้ ท่านบอกว่าหลวงปู่ชุ่มเข้านิโรธสมาบัติได้ทั้งสี่อิริยาบถ ยังไม่รู้เลยว่าหลวงปู่ชุ่มทำได้อย่างไร
คราวนี้ตรงจุดนี้ตอนนั้นเกินความรู้ของเราก็ไม่ได้ซักต่อ มาตอนนี้มั่วได้ คลำ ๆ เจอหน่อยเลยเข้าใจว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับสัญญาแล้วเวทนาทั้งความรู้สึก จะไม่ข้องเกี่ยวกับร่างกายแต่บังคับให้ร่างกายเดินได้เพราะว่าอธิษฐานด้วยกำลังอภิญญาไว้ก่อนที่จะทิ้งร่างกายไป Set Program ไว้ให้มันก่อนแล้วค่อยไป มันก็เดินจงกรมเทิ่ง ๆ ไป บอกว่าเฮ้ย...เดินจากตรงนี้ไปถึงตรงโน้นนะ แล้วก็วนกลับมานะ อยู่แค่นี้นะโว้ย จนกว่ากูจะกลับอย่างนี้ ต้องใช้กำลังของอภิญญาแล้วต้องเป็นอภิญญาใหญ่ที่มีพื้นฐานของกสิณ ๑๐ ด้วย ไม่อย่างนั้นบังคับไม่ได้ ลองคิดดูคนที่ไม่มีความรู้สึกเกาะร่างกาย บังคับร่างกายให้เดินอย่างไร ตายสิครับ หลวงพ่อไม่ใช่ท่านไม่รู้นะ คิดว่าท่านรู้แต่ว่าท่านไม่เสียเวลาไปค้นมัน เพราะว่าพระอย่างท่านหมดอยากที่จะรู้แล้ว เขาทำได้น่าทึ่ง ไม่เคยได้ยินนี่หว่า ก็ปรารภให้ลูกศิษย์คือเราฟัง แต่อย่างท่านถ้าอยากรู้เมื่อไรก็รู้เดี๋ยวนั้น เชื่อเถอะ
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : ใช่ ของใช้ทุกอย่างเทวดาท่านรักษา คนสงสัยว่าผมเอาตีนมาคอยกราบทำไมทุกวันรองเท้าหลวงพ่ออย่างนี้ หลวงปู่มหาอำพันอย่างนี้ หลวงพ่อสมเด็จอย่างนี้ ใส่พานไว้ ในธรรมบทบอกว่า เฉพาะต้องใช้คำว่าจะเรียกว่า เตียง จะเรียกว่าแท่น จะเรียกว่าตั่ง ที่พระนาคเสนท่านนั่งภาวนาน่ะ ท่านนั่งภาวนาจนบรรลุมรรคผล พระรุ่นหลังไปอาศัยนั่งเตียงนั้นบรรลุตามกันเป็นพัน ๆ องค์ แล้วอย่างไรรู้ไหม มีพรรคพวกอยู่หลายคนไปตามหากุฏิเก่าหลวงพ่อที่วัดโพธิ์ภาวนาเพื่อจะอาศัยนั่ง ปราฏว่าเขารื้อทิ้งไปนานแล้ว
ถาม : ...........................
ตอบ : กำลังของท่านขนาดไหนต้องดูตัวอย่างหลวงปู่ครูบาอภิชัยขาวปี ตอนที่ทางอำเภอไปจับท่านสึกข้อหาคอมมิวนิสต์ซ่องสุมผู้คน ท่านบอกว่า “ถ้าหากท่านไม่มีความผิดจริง ขอให้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงปาฏิหาริย์ให้เขารู้เห็นเป็นประจักษ์พยานด้วย” แล้วเขาก็ถอดสังฆาฏิพาดกิ่งไม้แห้งไว้ ต้นไม้ตายน่ะ มันแตกใบใหม่พรึบทั้งต้นเลย ต้นไม้ตายแล้วนะกลับเป็นใหม่เลย นั่นแหละ แต่มันก็สึกท่านจนได้ มันเก่งน่ะมันสึกพระอรหันต์ได้
ถาม : ไม่กลัวกันเลยหรือคะ ?
ตอบ : มันจะไปกลัวอะไร มันอยากได้ผลงาน เพราะว่าตอนนั้นคอมมิวนิสต์ดัง มันไม่ได้แค่สึกลูกศิษย์อย่างครูบาขาวปีนะ มันสึกครูบาศรีวิชัยด้วย เพียงแต่ว่าครูบาศรีวิชัยท่านเป็นครูบาอาจารย์ใหญ่ มันก็ควบคุมตัวเข้ามาสอบสวนที่กรุงเทพฯ คือจะอาศัยมือคณะสงฆ์สึก แต่ปรากฏว่าทุกข้อกล่าวหาท่านแก้ตกหมด ต้องแห่ท่านกลับไป แต่หลวงปู่ครูบาขาวปี หลวงปู่ครูบาชัยวงษ์นี่มันจับสึกหมดน่ะ
ถาม : หลวงปู่ครูบาชัยวงษ์ ตอนหลังท่านบวชใหม่หรือคะ ?
ตอบ : ใช่ ครูบาชัยวงษ์ท่านไม่น่ากลัวหรอกตอนนั้นท่านเป็นเณรอยู่ แต่ครูบาขาวปีนี่ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่เลย เป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของหลวงปู่ครูบาศรีวิชัย
ถาม : ตอนหลังมาบวชใหม่อีกหรือคะ ?
ตอบ : ท่านไม่ได้บวชหรอก ท่านนุ่งขาวห่มขาวอยู่อย่างนั้นแหละ ปรากฏว่าคนนับถือมากขึ้นกว่าเดิมอีก ที่นับถือมากกว่าเดิมคือพวกบรรดากะเหรี่ยงต่าง ๆ ตามหมู่บ้านที่ท่านเคยธุดงค์ไปถึงตามป่าตามเขาลึก ๆ นะ พวกกะเหรี่ยงนี่เขาถือ ถ้าหากห่มเหลืองก็เป็นตุ๊เมือง ถ้าห่มขาวเป็นตุ๊ของกะเหรี่ยงเขา ยิ่งถือกันใหญ่เลย
อย่างฤๅษีกะเหรี่ยงนุ่งขาวห่มขาวหมด ก็ยิ่งมากันหนักเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะเจ้าน้อย ๆ แกเป็นเชื้อสายเจ้าเจ็ดตน โอ้โฮ...เจ้าน้อยนี่โคตรภิญญาเลย ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็เล่นให้ชาวบ้านเขาดู จะข้ามน้ำ เรือแพอยู่ฝั่งโน้นไหลปรู๊ดมาเลย เสร็จแล้วคนก็ไปเยอะ เพราะท่านเป็นเชื้อสายเจ้าเจ็ดตนแต่ไปอยู่ในหมู่กะเหรี่ยง แล้วกะเหรี่ยงนับถือยกให้เป็นหัวหน้าเผ่า จำไม่ได้แล้วว่าชื่อจริงท่านชื่อ คำต้น หรืออะไรไม่รู้นั่นแหละ แต่ว่าเชื้อสายเจ้าเจ็ดตนนี่มีหลายองค์ที่เฮี้ยนอย่างนี้ แล้วพอเก่ง ๆ แล้วคนนับถือเยอะ ๆ ก็มีแต่คนที่คิดจะเล่นงาน คล้าย ๆ กับว่าตัดให้ออกจากทางของการครองบ้านครองเมือง จะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนาม บางท่านไปเล่นงานท่าน ยกกองทัพไป ท่านทำไม่รู้ไม่ชี้เดี๋ยวขึ้นช้างหนีก็ทัน สั่งให้เขาสร้างเกยใหม่ เกยเขาเอาไว้ขึ้นหลังช้าง พอตีไม้เสร็จเอาดาบลับซะคมกริบเลย หันด้ามคมออก ทำเป็นบันไดขึ้น ค่อย ๆ เดินเหยียบทีละขั้นไปขึ้นหลังช้าง ใครจะรบกับกูก็มา เหนียวขนาดนั้นใครจะไปรบกับพ่อเล่า คนจะไปจับจะไปฆ่าถอยหลังหมด
คราวนี้พอคนไปขึ้นก็เยอะขึ้น ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ท่านไม่เห็นประโยชน์ เพราะว่าไม่ว่าจะนุ่งสีอะไร ใจท่านเป็นพระอยู่แล้ว ก็ไปเรื่อยทำประโยชน์ที่ไหนได้ก็ทำไปเรื่อย ปรากฏว่าทางการชุดนั้นจับท่านสึก แต่ทางการชุดหลัง ๆ อยากได้โรงเรียน อยากได้ถนน อยากได้บ่อน้ำ อยากได้โรงพยาบาล ขอหลวงปู่สร้างทั้งนั้นแหละ ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ที่วัดท่านสิ จะมีพวกโล่ต่าง ๆ ที่ทางราชการมอบให้เป็นกระตั๊กเลย นั่นแหละ...พระที่โดนทางการเขาจับสึก แล้วมาอีกองค์ก็หลวงปู่ดาบส ถึงเป็นพระไม่ได้ต้องเป็นดาบส พวกนี้สร้างเวรสร้างกรรมกันขนาดนี้ มันไม่รอดแน่เลย เกิดใหม่อีกหลาย ๆ ชาติ ชาติไหนที่เราเป็นใหญ่ เราก็ทำให้โลกดีให้ได้ ยุมันไปตายคนเดียว
ถาม : .................................
ตอบ : ใช่ เหลือเชื่อจริง ๆ อย่างหลวงพ่อแค่ช่วงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ตีซะว่าช่วงหลวงพ่อเกิดอย่างไร ๆ ก็แค่ ๑๕๐ ปี ว่าซะสี่ครั้ง รัตนโกสินทร์ ๑๕๐ ปีว่าซะสี่ครั้ง
ถาม : .....................................
ตอบ : ท่านปิงโทรมาจากวัดบวร เขาไปตึกที่มีพระกริ่งปวเรศไม่ถูก โทรมาถาม ถามเขาว่า “ตอนนี้อยู่ตรงไหน ?” เขาบอก “อยู่คณะบรรจบปัญจมาครับ” บอก “หันขวามือให้ป้ายนะ แล้วเดินตรงมาออกตรงช่องทางข้าง ๆ นะ สำนักงานของมมร.มหามกุฎราชวิทยาลัย มาตึกนิทรรศการแล้วออกประตูตึกนิทรรศการเลี้ยวซ้ายอีกที”
พระกริ่งปวเรศตอนประมาณ ๓ เดือนที่แล้ว เขาเปิดให้ประมูลทางอินเตอร์เน็ต ราคาเปิดสิบสองล้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าใครคว้าไป เขามีหลายองค์ แต่ว่าไม่ได้สร้างมาก เพราะสร้างตามกำลังวัน ถ้าวันอาทิตย์สร้าง ๖ องค์ วันจันทร์สร้าง ๑๕ องค์ ถึงได้แพงบรรลัยโลกเลย เขามีตึกมนุษยนาคมานพ ตึกบรรจบปัญจมา ก็ไปนั่นน่ะ จริง ๆ แล้วคือพระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ พอบวชแล้วขึ้นมาจนกระทั่งได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตอนวันเกิดของท่านฝนตกหนัก รัชกาลที่ ๔ ของเรานี่เก่งโหราศาสตร์มาก ท่านทำนายลูกหลานเอาไว้อย่างไรไม่มีพลาดท่านดูดวงเสร็จ ลูกคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับพญานาค ถึงเวลาเกิดเขาแสดงความยินดีฝนเลยตกมาก ท่านตั้งชื่อว่า มนุษยนาคมานพ คราวนี้แม่นั้นมีลูก ๕ คน คนโตคือ พระองค์เจ้าหญิงยิ่งเยาวลักษณ์ พระองค์เจ้าหญิงพักตร์พิมลพรรณ เกษมสันต์โสภาคย์ มนุษยนาคมานพ บรรจบปัญจมา ชื่อจะคล้อง ๆ กัน เสร็จแล้วพอไปบวช ตั้งชื่อคณะในวัดยังคงตั้งโดยใช้ชื่อพี่ ๆ น้อง ๆ น่นแหละ จำง่ายดี แต่ว่าพระองค์หญิงยิ่งเยาวลักษณ์โดนถอดออกจากยศกลายเป็นหม่อมยิ่งเฉย ๆ ที่โดนถอดออกเพราะว่าท้องก่อนแต่ง สมัยก่อนเขารับไม่ได้ สมัยนั้นในเมื่อรับไม่ได้ก็สั่งถอดกลายเป็นสามัญชน
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : เสือสมิงหรือเปล่า ไม่ได้เจอเอง เห็นแต่รอยตีน เสือสมิงมี ๒ อย่างด้วยกัน อย่างแรกเป็นเสือที่กินคนเอาไว้เยอะ ภาษาโบราณเขาเรียกรังควานแรง หรือว่าผีตายโหงมันสิง มันจะทำให้เห็นภาพต่าง ๆ ได้ อีกอย่างคือ เป็นเสือวิชาที่เกิดจากคน คนที่ฝึกวิชาเสือสมิง หัวใจเสือสมิง น้ำมันเสือสมิง จะกลายร่างเป็นเสือได้ อย่างหลังถ้าไม่ไปฆ่าคนจะกลับคืนได้ แต่ถ้าไปฆ่าคนเมื่อไร จะไม่มีโอกาสกลับคืนเป็นคนอีก
คราวนี้งวดนั้น เข้าไปพิสูจน์เกี่ยวกับพวกส่วนผสมทองที่หลวงพ่อท่านว่าไว้จะมีสารปากนกแก้ว แร่เพรียงไฟ ตะกั่ว ทองแดง เอามารวมกัน ผสมแล้วจะเป็นทอง สถานที่จุดนั้นเป็นจุดที่สมัยพระเจ้าพังคราชโดนขอมดำไล่เข้าไป แล้วไปอยู่ที่นั่น ไปกำเนิดพระเจ้าพรหมมหาราช จนกระทั่งกลับมากู้ชาติได้ คนไทยเราอยู่ในบริเวณนั้นแล้วทำทองเพื่อส่งส่วยขอมปีหนึ่งประมาณสี่ร้อยชั่ง โอ้โฮ...มันเอาเยอะจริง ๆ ถ้าเราไม่มีสูตรตัวนี้นะ หาทองให้มันไม่ไหวหรอก ปีหนึ่งสี่ร้อยชั่ง คราวนี่หลวงพ่อท่านยืนยันว่าตรงจุดนั้น ๆ มีอยู่ ก็เข้าไป ของเราเข้าไปคนเดียวโฮ้โฮ....ชอบจริง ๆ เลย พื้นที่ทั้งสวย และที่แน่ ๆ บรรพบุรุษของเราสุดยอดจริง ๆ กะเหรี่ยงเดินหกชั่วโมง เราเดินขอบารมีพระ ขอให้เจ้าที่ท่านช่วยเดินสองชั่งโมงเข้าไปถึง แต่ปรากฎว่าทางช่วงสุดท้ายหลังจากคุณตะเกียกตะกายขึ้นเขาลงห้วย ถ้าเดินตามปกติคงห้าชั่วโมง แล้วจะไปถึงทางช่วงนั้น ทางช่วงนั้นแคบ สองข้างเป็นเหวลิบโลกเลย ทางแคบชนิดต้องเดินคนเดียว เดินเบียดกันไม่ได้ แล้วดิ่งลงไป ๆ ลองคิดูว่าทางลักษณะอย่างนั้นต่อให้ยกกองทัพมากี่หมื่นกี่แสนก็ต้องเข้าไปคนเดียว ใครเดินเรียงไปทีละคน ใครอยู่ตรงนั้นเอาไม้ดักตีกบาลคนหนึ่ง นับว่าของเราหนียังหนีแบบมีเชิง อุตส่าห์หาที่อย่างนั้นได้
ฉะนั้น...จะส้องสุมกำลังคนอะไรอย่างไรก็ได้ ถ้ำที่เก็บอาวุธไปดูมาหมด อาวุธไม่เหลือแล้ว และพวกตั้งใจไปดูสมบัติเก่า ปราฏว่ามีหลุมมุดหายไปใต้บาดาลเลย คิดว่าไปอยู่รวมกันที่วัดท่าซุงหมดแล้ว เพราะว่าถึงเวลาสมบัติเคลื่อน จะเคลื่อนไปใต้ดินลักษณะอย่างนั้นรวมกันหมด
คราวนี้พอออกมาเล่าให้ฟัง มีคนอยากตามไป นัดแนะกันสามคนสี่คนได้พาเขาเข้าไปใหม่ ปรากฏว่าสามตัวที่ไปนี่ตั้งใจจะไปเอาทอง ตั้งใจได้ดีมาก แล้วมันไม่บอกเรา หลงอดแทบตาย หลงอยู่สองวันกับสองคืน ทางที่เราเดินจนพรุนอย่างไรไม่ผิดแน่ พอเดิน ๆ ไปทางหายไปเฉย ๆ พอมั่นใจเป็นทางนี้ ต้นไผ่เอนแล้วก็สานกันพรึบ มีปัญญาก็ไปสิ ปิดอย่างนี้เลยนะ พอหันไปมองข้างหลัง ทางที่เพิ่งเดินมาต้องมีรอยลุยหญ้าราบเป็นทางมาก็ไม่มีหายไปเฉย ๆ เหมือนกัน หลงอยู่สองวันสองคืนเต็ม ๆ เราเองบอก “เฮ้ย...สบายมาก ข้าเดินสองชั่วโมงครึ่งเอง ถ้าพวกเองเดิน ๖ ชั่วโมงก็เดินตอนนี้ เดี๋ยวเย็น ๆ ข้าวปลาอาหารไม่ต้องติดไปหรอก” ปลดอาวุธตั้งแต่ต้นทางเลย อดกันแทบตาย
คราวนี้พอรุ่งขึ้นช่วงบ่าย ๆ กำลังอดกันหูตาลายนั่งหอบแฮ่ก ๆ อยู่ในลำธารกันแล้ว สามคนมีบริรักษ์ บริรักษ์เขาเป็นผู้จัดการไฟล์ของการบินไทย หมวดจรรย์นพ เป็นทหารอากาศ แล้วก็มีตาแสง ตอนนี้บวชพระแล้ว ตอนนั้นยังไม่ได้บวช กำลังนั่งเหนื่อยอยู่ มีหน่อไม้ขึ้นอยู่ประมาณแค่นี้แหละ ถ้าลอกเปลือกออกคงเหลือแค่นี้มั้ง บอก “เฮ้ย...เอาสิ ดีกว่าอดว่ะ” พวกนั้นจัดแจงงัดมีดออกมาแคะหน่อไม้กันแคะไปแคะมาบริรักษ์ที่นั่งอยู่ท้ายแถวลุกพรวดขึ้นหน้าตาเฉย แล้วก็จ้ำอ้าว ๆ ไปคนเดียว เราก็ “เฮ้ย ๆ รอกันบ้างสิโว้ย...!อะไรวะ ?” ก็เงียบเฉยไป เดินจนกระทั่งเลี้ยวจนจะลับลำธารแล้ว เรารีบไปกระชากแขนถามว่า “ท้องเสียหรือเปล่า ?” “ไม่ใช่หรอก มีคนเรียก จะไปดูว่าทางออกอยู่ทางไหน ?” เราถาม “คนที่ไหน ?” “ผู้หญิงชาวบ้านนี่แหละ แต่งตัวแบบชาวบ้านนี่แหละ กวักมือเรียกมาทางนี้” เรามองลงที่พื้นเป็นลำธารมีลักษณแบบหิน ไม่ธำธารที่เป็นกรวดเป็นทรายนะ เป็นหินดาน เห็นรอยเท้าเปียกน้ำเดินอยู่ เราถามว่า “ตรงนี้ใช่ไหมที่เขาเดินผ่านไป ?” เขาบอกว่า “ใช่” บอกว่า “มึงดูซิ มันรอยอะไร ตีนเสือชัด ๆ เลย” เดินเดี้ยะ ๆ เลียบลำธารไปนั่นน่ะ ตานั่นพอเห็นเข้าขนหัวตั้งเลย เผ่นกลับมารวมกลุ่มเกือบไม่ทัน เขาบอก “ผมยืนยันจริง ๆ นะครับ ผมเห็นเป็นผู้หญิงกวักมือเรียก” “เออ...นั่นแหละ แต่ตีนยืนยันเหมือนกันว่าไม่ใช่ผู้หญิง” บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเรียกเสือสมิงได้ไหม เพราะว่าหน้าตาของมันตอนเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้เห็น ตอนเป็นเสือก็ไม่ได้เห็น เห็นแต่รอยตีนที่มันเหยีบบน้ำแล้วแปะอยู่บนก้อนหิน น่าสนุกไหม
ถาม : คำภาวนา “สัมปจิตฉามิ” ถ้าทำไปเรื่อย ๆ จะรวมอภิญญาใหญ่ได้ไหมครับ ?
ตอบ : ได้ ใช้กำลังของอภิญญาใหญ่ได้เหมือนกับฝึกกสิณ ๑๐ ทำไปเถอะ ค่อย ๆ ทำ อย่ารีบอย่าใจร้อน ตั้งแต่สมัยบวชใหม่ ๆ หลวงพ่อท่านสั่งให้ภาวนาโสตัตตะภิญญา อย่างน้อยวันละ ๑ ชั่วโมง ท่านบอกว่า “ต่อไปข้างหน้าพวกเดียรถีย์นอกศาสนาจะจาบจ้วงพระพุทธศาสนา ถึงขนาดกล่าวว่าอภิญญาสมาบัติเป็นของโฆษณา ทำให้คนเลื่อมใสเท่านั้น ท่านบอกพวกแกทำเอาไว้ ถึงเวลาไปแสดงให้เขาดู” ถามหลวงพ่อ “แล้วจะแสดงได้หรือครับ เพราะว่าพระท่านห้ามไว้ ?” ท่านบอก “ถึงเวลาพระท่านจะบอกให้ทำเอง”
ถาม : คำภาวนาสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไรครับ ?
ตอบ : ผลเหมือนกัน เท่าที่ทำมาโสตัตตะภิญญากำลังสูงกว่า ตอนภาวนานี่กำลังที่ส่งลงมารัดตัวแล้วแน่นเปรี๊ยะกระดิกไม่ออกเลย
ถาม : กสิณที่พระพุทธเจ้าท่านให้เพ่งสี อย่างนี้ถ้าเราได้กสิณอยู่แล้ว เราเพ่งสีแปลก ๆ อย่างนี้ได้ไหมครับ ?
ตอบ : ได้ อะไรก็ได้ ต้นสนต้นเสาอะไรก็ได้ คือการจับรูปเป็นกสิณทั้งหมด เพียงแต่ว่าไม่ใช่กสิณที่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าท่างวางแบบไว้เท่านั้นเอง ทุกอย่างที่เห็นเป็นกสิณทั้งนั้นแหละ กระทั่งมองหน้าผู้หญิงก็เป็นกสิณ เพียงแต่ว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้เท่านั้นเอง มีแต่โทษ
ถาม : สมมติว่าเราจับกสิณที่มีประโยชน์ แต่ว่าจับได้หลายสีทีเดียวได้ไหมครับ ?
ตอบ : ได้ ถ้าต้องการจะเพ่งภาพพระอย่างนี้ คุณมองไปให้ครบทุกองค์ไปเลย อย่าเอาองค์เดียวแต่คราวนี้ถ้าเราหัดใหม่ ๆ จิตใจยังไม่มีความชำนาญพอ ไม่มีความละเอียดพอ แค่ภาพเดียวก็ไม่จำแล้ว อย่าว่าแต่หลาย ๆ ภาพพร้อมกัน หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
เห็นตรงวัดดอนศาลาไหม ปู่ขุนพันธ์เขาทำตะกรุดเสือสมิง รู้จักปู่ขุนพันธ์ไหม พลตำรวจตรีขุนพันธ์รักษ์ราชเดช เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต ๘ สมัยโน้นท่านได้บรรดาศักดิ์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ ที่ ๗ นั่น ปีนี้อายุร้อยห้าร้อยหกปีแล้ว ท่านศิษย์สายวัดเขาอ้อ คราวนี้วัดเขาอ้อที่พัทลุงเป็นสำนักใหญ่ของการศึกษาสมัยก่อนเหมือนกับตักศิลา วิชาการของเขาขลัง
คราวนี้แยกสายจากเขาอ้อมาเป็นวัดดอนศาลามาเป็นอีกหลายวัด งวดนี้ท่านจะไปช่วยวัดดอนศาลา เขาจะทำตระกรุดหนังเสือสมิง ตามประวัติเขาว่าเสือสมิงตัวนี้กินคนมาเยอะ มีความสามารถพิเศษคือบังตาได้ เรื่องบังตาได้นี่หลวงพ่อท่านบอกท่านเคยไปดูมา ไม่ใช่บังตาอย่างเดียว แหกตาอีกต่างหาก ท่านบอกว่าทางด้านป่าศรีประจันต์มีเสือสมิงอยู่ตัวหนึ่ง กินคนมาจนนับไม่ถ้วนเลย เดือดร้อนไปหมด จนในที่สุด เขามาเชิญปู่ครูพราน เป็นคนเก่ง แต่พอวางปืนแล้วถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ ไม่ล่าสัตว์ ถือศีลกินเพล เหมือนอย่างกับตาปะขาว แล้วปู่ครูพรานแกมีวิชาการขลังอยู่ พอหมดท่าจริง ๆ คนอื่นล่าไม่ได้ ไปทีไรกลายเป็นเหยื่อทุกที ต้องมาเชิญปู่ครูไป หลวงพ่อพอได้ข่าวก็ขอตามไปดูด้วย ปู่ครูพรานอนุญาต บอกว่า “ท่านใช้ปืนคาบศิลา ปืนแก๊บโบราณอัดลูกไปนัดเดียวแหละ มั่นใจขนาดนั้น” เสร็จแล้วไปซุ่มอยู่ตรงริมฝั่งแม่น้ำ ทางเดินข้ามประจำ ก่อนที่แกจะเข้าที่ซุ่ม แกเอาปืนกระแทกพื้นในลักษณะตัดไม้ข่มนาม บอกว่า “เออ...ธรณียังเข้า ไอ้เกจะเท่าไร” ตัวนั้นมันชื่อไอ้เก เคยโดนปืนขาเป๋ไปข้างหนึ่ งเสร็จแล้วบอกหลวงพ่อว่า “เจออะไรเห็นอะไรอย่าตกใจ และอย่ากระโตกกระตากไปนะ ถ้าหากไอ้เกรู้ตัวเดี๋ยวยิงมันไม่ได้” เฝ้าซุ่มอยู่จนกระทั่งสี่โมงเย็นเศษ ๆ เพราะว่าสมัยโน้นใช้ดูแดด เอาเวลาแน่ไม่ได้ สี่โมงเย็นเศษ ๆ เสียงน้ำแตกดังโครมเสือลายพาดกลอนตัวมโหฬารเลย มันโดด แต่แม่น้ำกว้างมันโดดได้แค่ครึ่งแม่น้ำ พอลงแม่น้ำแตกโครมก็ว่ายต็อก ๆ ข้ามฝั่งไป มาทางฝั่งที่ท่านซุ่มอยู่ พอข้ามมาก็เดินเลยหน้าไป ปู่ครูพรานหลับตาภาวนาเฉย หลวงพ่อ “มันไปแล้วเว้ยเฮ้ย ?” พอมาสักพัก เสียงโครม อ้าว...มาอีกตัวแล้วใหญ่เท่ากันเลย ว่ายต็อก ๆ ผ่านมา พอขึ้นจากน้ำได้ก็เดินไป ท่านปู่ครูนั่งภาวนาเฉย มึงอยากไปก็ไปเรื่องของมึง พออีกโครมหนึ่งมา ขึ้นมาได้พอขึ้นฝั่งได้เท่านั้นแหละ ปู่ครูท่านประทับปืนคาบศิลาเหนี่ยวไกตูมดิ้นอยู่ตรงนั้นแหละ
ถาม : สองตัวแรกไม่ใช่เสือ ?
ตอบ : สองตัวแรกแหกตาเอา หลวงพ่อถามว่า “ปู่ครูรู้ได้อย่างไรเป็นภาพลวงตาครับ ?” ท่านบอก “ทำไมจะไม่รู้วะ ไอ้เสือก็แมวนั่นแหละ กลัวน้ำจะตาย มันขึ้นจากฝั่งมาเมื่อไร มันต้องสะบัดตัว สองตัวนั่นเดินไปเฉยเลย ไอ้ตัวนี้เสือกสะบัดมันก็ตัวจริงละสิอย่างนั้น” ยิงกลิ้งไปเลย แต่ของปู่ขุนพันธ์ทางเขาอ้อเขามีกระสุนคด กระสุนคดหลวงพ่อท่านสอนคาถา เม สัมมุกขา สัพพาหะระติ เต สัมมุกขา นั่นแหละคาถากระสุนคด ภาวนาจนอารมณ์ใจทรงตัวจะยิงใส่เป้าอะไรก็ถูก อาทิตย์ก่อนจะสอบนวกะ บอกกับท่านโจ๊กว่า “คุณอยากดูไหม ?” พระใหม่เขาอยากเห็น เขาจะได้มีกำลังใจ เพราะว่าแกเอาหนังสติ๊กแขวนอยู่ จะเตรียมไว้ยิงหมา บอกว่า “ฝีมืออย่างคุณ อย่าว่าแต่ยิงหมาเลย ตูดหมาก็ไม่ได้เห็นหรอก” บอกว่า “อยากจะดูไหม หลวงพ่อท่านสอนกระสุนคดยิงอย่างไรก็ถูก ?” เขาบอก “อยากดูครับ” เราหยิบลูกสมอที่เขาเก็บเอาไว้ฉันเป็นเภสัช ฉันเป็นยาถ่าย บอกว่า “โน่นนะขาโต๊ะ แล้วก็ยิงมันก็โป๊ะกระจายอยู่ตรงนั้น” กระสุนคดตั้งใจไว้อย่างไรก็ได้ จะหกคะเมนตีลังกายิงอย่างไรจะไปตรงที่เราตั้งใจไว้
สมัยหลวงปู่ศุขสอนเสด็จในกรมหลวงชุมพร หลวงปู่ศุขท่านแสดงให้ดู ท่านใช้ปืนคาบศิลาเหมือนกัน ท่านยิงกระสุนนัดเดียวโดนใบบัวทั้งสระ มันเลี้ยวทะลุทุกใบเลย ท่านบอกว่า “ถ้ามีศึกเหนือเสือใต้มานะ แล้วเสด็จในกรมเห็นว่าเหนือบ่ากว่าแรงให้ส่งข่าวมา ท่านจะสึกสัก ๓ ชั่วโมง” โอ้โฮ...นัดเดียวกวาดทั้งกองทัพนี่โหดไปเหมือนกันนะ
คราวนี้หลวงปู่ขุนพันธ์ท่านเรียนวิชากระสุนคด ทางด้านปักษ์ใต้เรียกธนูสั่ง ธนูคือพวกปืนนี่แหละ เขาเรียกธนูสั่ง สมัยก่อนยิงด้วยธนูด้วยคันกระสุน แต่สมัยนี้แปลงเป็นปืนได้ ปู่ขุนพันธ์แกเรียนมา แกไม่ได้คิดจะไปทำร้ายใคร แกเป็นตำรวจเอาไว้ปราบพวกเสือ ปรากฏว่าดันไปเจอเสือจริง ๆ เข้า แล้วมันบังตาได้ บางครั้งเห็นมัน พอวิ่งไปจะดักมันหายไปเฉย ๆ แกเลยต้องใช้วิชานี้ ตั้งใจเลยว่า กูยิงมึง แล้วกลั้นใจตูมไปเลย โดนแกถลกหนังเสือผืนนั้นเอามาฟอก เอาไว้ทำพิธีของพวกสายเขาอ้อเขา พวกสายเขาอ้อเขาจะวิธีกินเหนียวกินอะไรของเขานั่นแหละ คือเขาจะมีหุงข้าวเหนียวดำด้วยอาคม แล้วหุงน้ำมันงาด้วยอาคม เสร็จแล้วตอนกินจะต้องนั่งบนหลังเสือ มีหนังหมีปรกศรีษะ เท้าเหยียบเหล็กกล้า เป็นเคล็ดของไสยศาสตร์เขาทั้งนั้นนั่นแหละ แกเลยเอาหนังเสืออันนั้นมาใช้ในพิธีนี้ซะเลย ใช้ไปใช้มา ตอนนี้วัดดอนศาลาเป็นวัดที่ปู่ขุนพันธ์แกไปศึกษาวิชากับอาจารย์นำ แก้วจันทร์ เป็นศิษย์ฆราวาสของทางสายวัดเขาอ้อ มาตอนหลังอาจารย์นำ พอช่วยงานปู่ขุนพันธ์ปราบพวกโจรภาคใต้จนราบคาบแล้ว แกไปบวช สนิทสนมกันมาก
คราวนี้วัดชำรุดทรุดโทรม ปู่ขุนพันธ์อยากจะสร้างวัตถุมงคลเพื่อมอบให้ทางวัดเอาไปจำหน่าย เพื่อให้ได้ซ่อมวัด ได้ยินว่าแกจะทำตระกรุดหนังเสือสมิง แกเจะเอาหนังเสือผืนนี้แหละมาทำตระกรุด เรื่องอย่างนี้ถ้าหากว่าใช้ในทางที่ถูกมีประโยชน์ แต่ถ้าใช้ในทางที่ผิดมีโทษ วิชานี้ต้องมาจากโน่นปู่เจ้าเขาเขียว ปู่เจ้าเขาเขียวเป็นตัวละครในเรื่องพระลอ ที่เขาเสกหมากบินน่ะ เสกหมากคำหนึ่งบินเข้าไปอยู่ในพานใส่หมากของพระลอ พอพระลอกินเข้าไปก็หลงพระเพื่อนพระแพงนั่นน่ะ วิชาการแบบนี้ต้องเป็นอย่างเดียวกันแน่นอนเลย เพียงแต่อันนั้นเขาเอาไปเสกหมาก เขาไม่ได้เสกลูกปืน ไม่ได้เสกกระสุนแบบเดียวกันนั่นแหละ สั่งให้ไปตรงไหนก็ไปตรงนั้นแหละ เฮ้ยมึงไปอยู่ในพานนั่นแหละ เล่นส่งข้ามเมืองกันเลย สมัยนี้ก็ขีปนาวุธข้ามทวีปชัด ๆ เลย สมัยนั้นหลวงพ่อกำลังเตรียมสร้างโบสถ์กันอยู่ แล้วก็สร้างศาลาสิบเจ็ดห้อง กับกุฎิห้าห้อง ท่านออกตรวจงานกลางคืน
|