ถาม :  การพูดให้คนอื่นจนมุม เป็นสิ่งที่เราไม่ได้โกหกนี่ ถือว่าผิดไหม ? พูดให้เขาหาทางออกไม่ได้แล้ว แล้วให้เขาซื้อสินค้าเรา ?
      ตอบ :  อ๋อ...ยังไม่ถึงกับปล้น ถ้าปล้นต้องประเภท “ยกมือขึ้นส่งเงินทั้งหมดมา”
      ถาม :  บางครั้งรู้สึกว่าอยู่กับเพื่อนนี่จำเป็นมากเลย ?
      ตอบ :  จำเป็นต้องเพ้อเจ้อ
      ถาม :  เพราะถ้าเราไม่พูด เพื่อนจะไม่สนุกอย่างไรอย่างนี้ พูดให้เขาสนุกสนาน ?
      ตอบ :  อาตมาเองก็พูด เพียงแต่ว่าของเราโทษจะหนักกว่า เขาเรียกว่าเพ้ออย่างมีสติ เจตนาทำให้เขาเป็นอย่างนั้น
      ถาม :  แต่จำเป็นใช่ไหมคะ ? มีโทษด้วยหรือคะ ?
      ตอบ :  ต้องดูเจตนาด้วย ขณะเดียวกันเรามีสติอยู่หรือเปล่า ? พวกเพ้อเจ้อส่วนใหญ่ไปแล้วหยุดไม่เป็น ประเภทน้ำลายแตกฟอง นึกออกไหม ?
      ถาม :  คนฟังไม่มีใครได้ประโยชน์จากเขาเลยใช่ไหมคะ ? ไม่ว่าจะทางไหน ?
      ตอบ :  เกือบจะไม่มีประโยชน์เลย
      ถาม :  อย่างไหนหนักกว่ากันคะ ระหว่างเพ้ออย่างมีสติกับไม่มีสติ ?
      ตอบ :  แบบไม่มีสตินั่นแหลเพ้อเจ้อขนานแท้ แบบมีสตินี่เอาแค่งานเฉพาะหน้า เสร็จแล้วก็เลิก
      ถาม :  ตอนฟังในหลวงพูด บางตอนในหลวงก็พูดสนุก ?
      ตอบ :  เห็นไหมว่าท่านทรงอารมณ์เต็มที่เลยไม่มีกระดิก
      ถาม :  ในหลวงพูดออกจะตลก ?
      ตอบ :  แล้วเคยเห็นในหลวงหัวเราะไหมล่ะ ?
      ถาม :  (ไม่ชัด)
      ตอบ :  ไม่ใช่ความผิด เขาบอกหัวเราะทำให้อายุยืน เพียงแต่ว่าของท่านสมาธิของท่านทรงตัวมาก ในเมื่อสมาธิท่านทรงตัวมาก อารมณ์อื่น ๆ จึงกวนท่านได้ยาก อาตมาเองเคยเจอปัญหามาเหมือนกันสมัยยังเป็นฆราวาสอยู่ ฝึกกรรมฐาน พอถึงเวลาทรงฌานเพลิน ๆ กำลังมีความสุข จะมีพวกมาเจ๊าะแจ๊ะเชียว “เงียบเชียว...เป็นอะไรไปหรือ ? ไม่สบายหรือ ? เครียดอะไรหรือ ?...(หัวเราะ)...จะมีแต่ประเภทอย่างนั้นนะ แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนฝูงนี่โกรธจริง ๆ โกรธสาหัสเลย คือเรื่องที่เขาเล่ามาเป็นปัญหาใหญ่ของเขามาก ขนาดเขาร้องห่มร้องไห้เลย อาตมาก็ อ๋อ...? เหรอ...? เป็นอย่างนั้นหรือ ? คือตายด้านเพราะอารมณ์ทรงแน่นมากเลย แล้วทรงติดต่อกันเป็นเดือน ๆ ไม่ยอมหลุด ก็เลยเป็นอย่างนั้น โอ้โฮ...เพื่อนโกรธจัดเลยช่วงนั้น เรื่องที่ร้ายแรงที่สุดของเขา อาตมากลายเป็นตายด้านไม่รู้สึกรู้สาด้วย
      ถาม :  ถ้าสมมติว่าเพื่อนคนนั้นเขามาเล่าเรื่องตอนทีท่านได้กำลังพรจากหลวงปู่ขนมจีน ท่านจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ ?
      ตอบ :  โอ้โฮ...จะยิ่งหนักกว่านั้นอีกนะสิ ตอนนั้นอาจจะนั่งยิ้ม...หนักกว่าเก่าอีก ท่านเห็นเป็นธรรมดาของโลก แล้วตอนนี้โลกกำลังแสดงธรรมที่แท้จริงให้เห็ฯอยู่ ทำอย่างไร จ้างเท่าไรก็ไม่ได้ แต่ตอนนี้มาแสดงแล้ว ไม่ใช่นั่งยิ้มเฉย ๆ แล้ว อาจจะกราบไปเลยก็ได้ ฝ่ายโน้นเขาอาจจะเอ๋อรับประทานไปเลย
      ถาม :  ทราบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งโดนทำเสน่ห์มา การทำเสน่ห์มีจริงใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  มีจริง ๆ จ้ะ
      ถาม :  (ไม่ชัด)
      ตอบ :  ถ้ารู้ว่าเราช่วยแก้เมื่อไร คนที่ทำเสน่ห์จะเปลี่ยนเป้ามาเฉ่งเรา อาตมาโดนประจำเลยแหละ ถ้าช่วยใครเขาเข้าเมื่อไรแล้ว ไม่กี่วันเท่านั้แนหละ พวกนี้จะรู้เลยว่าเป็นเรา แล้วก็มาเฉ่งอาตมาแทนทุกที
      ถาม :  เขารู้ได้อย่างไรพวกนี้ ?
      ตอบ :  อย่าลืมสิว่าความสามารถของเขามี
      ถาม :  ผีบอกใช่ไหม ? เพื่อนบอกว่าเพื่อนเขาอีกคนนี่ คล้าย ๆ โดนทำของมา โดนทำเสน่ห์มา จะแนะนำดีหรือเปล่า ? หรือเอายันต์เกราะเพชรไปไว้บนเพดาน ?
      ตอบ :  พวกนี้ต้องอยู่ที่ตัวเขาด้วย ถ้าตัวเขาเต็มอกเต็มใจและมีความเลื่อมใส จะใช้น้ำมันชาตรีหรือยันต์เกราะเพชรก็จะมีผล แต่ถ้าตัวเขาไม่เต็มอกเต็มใจ ไม่เลื่อมใสไม่อะไร เหมือนกับจิตเขาปิดอยู่ บางครั้งของดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน
      ถาม :  แต่คนที่โดนนี่ถือว่าจิตเขาผิดปกติหรือเปล่าคะ ? อย่างเขาไม่มีสติสัมปชัญญะ ?
      ตอบ :  กรรมทำให้ไปเปิดจิตรับที่เขาทำมา แหม...อยู่ ๆ สาว ๆ สวย ๆ มายิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า หรือไม่ก็หนุ่ม ๆ หล่อ ๆ มายิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า อย่างนั้นใครก็ชอบวะ ...!
      ถาม :  อย่างเรา ๆ นี่มีโอกาสโดนเขาทำของ หรือแบบลมพัดลมเพอะไรอย่างนี้ ?
      ตอบ :  ลมเพลมพัดนั่นมีโอกาสโดน ลมเพลมพัดเป็นพวกที่เขาศึกษาในด้านไสยศาสตร์ เสร็จแล้วร้อนวิชา ประมาณสักอาทิตย์หนึ่ง คือประมาณวันอังคารหรือวันเสาร์ ก็ต้องปล่อยของไปสักครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเขาว่าของจะเข้าตัวเขาเอง
              คราวนี้ของที่ปล่อยก็ไปเรื่อยไม่มีจุดหมายนี่ เพราะเขาไม่ได้มุ่งใส่ใคร กลายเป็นว่าตอนนั้นใครที่อกุศลกรรมแทรกพอดี ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าดวงตก ของพวกนี้เวลาไปกระทบอะไรบางครั้งก็ดังปึงปัง ดังกราวเหมือนกับใครขว้างบ้านหรือสาดของใส่หลังคาอย่างนี้ ถ้าเผลอไปทักเข้าก็เข้าตัวได้
      ถาม :  อ๋อ...แล้วทำอย่างไรดีคะ ?
      ตอบ :  ตั้งสติให้มั่นสิจ๊ะ อย่างอาตมานี่กลางคืนใครไปเคาะประตู โอกาสจะขานรับไม่มีหรอก จะไปดูว่าใครวะ ? บางครั้งทำเอาเขาตกใจ เพราะเดินเงียบ ๆ แล้วเปิดประตูไปดู ไอ้นั่นคิดว่าไม่อยู่ ไม่มีใครขานเลยนี่ อยู่ ๆ โผล่หน้าออกมาเลยตกใจแทน คือถ้าขานรับก็เหมือนกับเปิดบ้านให้โจรเข้า เจ้าของบ้านเชิญเข้าไปเอง อย่างนี้ตำรวจไม่จับหรอก เพราะเห็นเป็นพวกเดียวกัน
      ถาม :  แม้เราจะใช้ทรายเสกโรยแล้ว ?
      ตอบ :  เราเป็นคนเปิดบ้านให้เขาเข้าอย่างนี้ อย่าลืมสิคำว่าเปิดให้เขาเข้า คือเปิดโอกาสให้เขา พวกผี พวกคุณไสยจะฉวยโอกาสตอนเผลอ ตอนกิน ตอนเข้าห้องน้ำห้องส้วม ตอนเคลิ้มใกล้หลับหรือตอนตกใจ ถ้าทำให้เราตกใจได้เมื่อไรนี่โอกาสโดนมีสูงเลย
      ถาม :  มีสติอย่างไรถึงไม่ให้เป็นคนขี้ตกใจ ?
      ตอบ :  ภาวนาบ่อย ๆ ถ้าอารมณ์ใจทรงตัวก็ไม่ตกใจ อาการตกใจคือการที่ส่งจิตออกนอก พอเกิดอะไรขึ้นมา จิตจะรีบวิ่งกลับตัวเพื่อที่จะรับรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ? การที่จิตวิ่งกลับมาเร็วเกินไปคืออาการตกใจ
      ถาม :  ไปอ่านในเว็บอีกนะคะ เขาว่าเขาปฏิบัติธรรม คือปฏิบัติธรรมนี่ทำให้เขาเป็นคนขี้ลืมเสมอ ?
      ตอบ :  เฮ้ย ๆ ยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งสติสมาธิดี จะไปขี้ลืมอย่างไร ?
      ถาม :  เขาบอกเขาปฏิบัติธรรมดีมาก ดีจริง ๆ อะไรก็ได้ตลอด แต่เป็นคนขี้ลืม
      ตอบ :  นั่นสงสัยแก่แล้ว สมองเสื่อม
      ถาม :  ไม่ใช่ลืมวันเวลา เขาบอกว่า กลายเป็นแบบขี้ลืมแบบไม่รับอะไรเข้ามา ?
      ตอบ :  เอาเถอะ...อย่าปล่อยให้เผยแพร่ลัทธินี้เราบ่อยนักก็แล้วกัน เดี๋ยวจะไม่มีใครกล้าทำสมาธิไปหมด แต่อาตมายืนยันว่าสมาธิทำให้คนความจำดี โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนการศึกษาจะดีเป็นพิเศษ สภาพจิตที่นิ่งก็เหมือนกับน้ำใสสะอาด สะท้อนภาพได้ชัดเจน อาจารย์สอนอะไรนี่แทบจะไม่ต้องไปอ่านทวนซ้ำเลย จำได้หมด ขอยืนยันจ้ะ
              มีอยู่ช่วงหนึ่ง อาตมาเองต้องดูแลโยมพ่ออยู่ทั้งกลางวันกลางคืน โอกาสจะเรียนแทบไม่มี เพราะทั้งคืนไม่ได้นอน ต้องไปขออนุญาตนอนที่โรงเรียน พอถึงเวลาเข้าห้องต้องไปยกมือขออนุญาตอาจารย์ “ขอนอนครับ” ท่านก็ตกลง เพราะท่านรู้สภาพครอบครัวของอาตมาว่าเป็นอย่างไร แต่ท่านบอกว่า “นอนได้...แต่วิชาของฉันห้ามตกนะ”
              อาตมาเลยต้องนอนแต่หูต้องได้ยิน ก็ตั้งใจเอาหูฟังแต่ว่าตาหลับอยู่ แค่ได้ยินแค่นั้นจำได้ สอบได้ที่หนึ่งเป็นประจำ ปฏิบัติสมาธิแล้วประเภทความจำเสื่อมอย่างนั้น หรือว่าจำอะไรไม่ได้ หลง ๆ ลืม ๆ นั่นไม่ใช่แล้ว อาจจะสมาธิเหมือนกัน แต่คนละอย่างกับของพระพุทธเจ้าท่าน หรือว่าเขาทรงฌานจนไม่รับอารมณ์อื่น แล้วใช้คำพูดผิดว่าทำให้หลง ๆ ลืม ๆ ทั้งที่อยากจะบอกว่าลืมความโกรธ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องกลับไปถามเขาใหม่
      ถาม :  อาจจะสติปัญญาดีมาแต่เดิม ?
      ตอบ :  ไม่ใช่จ้ะ คนทำสมาธิดีเรียนเก่งทุกคน น้องจอย (วีรนุช นวลปลั่ง) ตอนนี้คงสาวสะพรั่ง ดีไม่ดีลูกจะโตเป็นสาวแล้ว สมัยเด็ก ๆ เวลาเรียนหนังสือนี่จ้องกระดานดำเป๋งอยู่อย่างนั้น เพื่อนผู้ชายก็เล่นกันตึงตัง ๆ โยกโต๊ะเล่นกัน ผลักกันบ้าง เก้าอี้หงายฟาดพื้นปังสนั่น เพื่อนทั้งห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยหันไปมองกันหมด น้องจอยยังจ้องกระดานอยู่เลย สมาธิทรงตัวขนาดนั้น
              เสร็จแล้วไปเป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน AFS หายไปปีหนึ่งกลับมา ตัวเท่าช้าง ถามว่า “ทำไมอ้วนขนาดนี้ ?” เขาบอก “บ้านเขาน้ำแพงต้องกินนมแทนน้ำ เจอนมแทนน้ำเข้าไปปีเดียว กลับมาตัวเท่ากะพ้อมเลย
      ถาม :  คำว่า “เตโชกสิณ” ขึ้นนี่เป็นอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  ลักษณะของการทำขึ้นแปลว่าอย่างน้อย ๆ ต้องเป็นอุคหนิมิตแล้ว อุคหนิมิตคือภาพจะติดตาแล้ว หลับตาก็เห็นลืมตาก็เห็น ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตนี่บางครั้งไฟลุกท่วมโบสถ์เลย
              สมัยอาตมาเด็ก ๆ หลวงพ่ออินทร์ วัดสระพัง วัดใกล้ ๆ บ้าน ท่านเพ่งเตโชกสิณ เสร็จแล้วไฟลุกท่วมโบสถ์ ลูกศิษย์คว้ากระป๋องตักน้ำวิ่งไปอุตลุด พอไปถึงโบสถ์ ท่านเปิดประตูออกมาถามว่า “พวกเอ็งมาทำอะไรกัน ?” นั่นจะเป็นปฏิภาคนิมิต จะขยายให้ใหญ่เท่าไรก็ได้ แต่ไม่มีอันตราย ถ้าตั้งใจให้ไหม้เฉพาะเสื้อผ้า แม้กระทั่งเส้นขนของเราก็จะไม่ไหม้ ไม่แตะต้องเลย อาแค่เสื้อผ้าเท่านั้น สามารถสั่งได้ทุกอย่าง ที่ว่าขึ้น ๆ นั้น น่าจะเริ่มต้องแต่เป็นอุคหนิมิต คือภาพจะติดตาติดใจ ปฏิปทาหลวงพ่ออินทร์นะหรือ ? รุ่นนี้คงไม่มีใครกล้าบวชหรอก
      ถาม :  ของผมทำแล้วไม่เห็นได้เสียทีครับ ได้แต่เป็นควันครับ ?
      ตอบ :  อ๋อ...ต่อไปเอาไม้ขีดแหย่เลย จะได้ติดจริง ๆ เสียที ลักษณะนั้นแสดงว่าเราไปเน้นลมหายใจเข้าออกมากกว่า...ใช่ไหม ? จิตอยู่กับลมหายใจเข้าออกมากกว่าดวงกสิณ คราวนี้พออยู่กับลมหายใจเข้าออกมากกว่าเลยกลายเป็นวาโยกสิณ โน่นเดี๋ยวก็เหาะได้แทน เพราะลักษณะเหมือนกับควันธูปหรือไอจากน้ำร้อนนั้น เป็นอุคหนิมิตของวาโยกสิณ แสดงว่าเราไปจับลมมากกว่า
      ถาม :  อ๋อ...?
      ตอบ :  แต่นาน ๆ ไปถ้าใสสว่าง เราหายใจเข้าไปนี่จะเหมือนกับหลอดไฟสว่างโร่เลย เข้าก็สว่างออกก็สว่าง ตลอดลมหายใจเห็นหมด ตอนนั้นลองอธิษฐานดู ถ้าใหญ่ได้เล็กได้ ให้หายไปได้ ให้มาได้ คราวนี้อยากจะไปไหนก็นึกเอา จะไปตรงนั้นเลย ที่บอกเหาะไปนี่ต้องสั่งนะว่าค่อย ๆ ไป ถ้าไม่อย่างนั้นแวบเดียวถึงเลย คนอื่นจะหาว่าเราหายตัว เพราะจากจุดนี้ไปอยู่ที่อีกจุดหนึ่งเลย
      ถาม :  หายตัวคือวาโยกสิณนี่เอง ?
      ตอบ :  จริง ๆ แล้วหายตัวมีอย่างหนึ่ง เขาใช้นีลกสิณ อธิษฐานให้ไม่เห็นตัว นั่งอยู่ตรงนั้นคนก็มองไม่เห็น
      ถาม :  ...................
      ตอบ :  ในเรื่องของอารมณ์กามราคะ ถ้าพระโสดาบันยังมีเป็นปกติ แต่จะไม่ฝืนในกาเมสุมิจฉาจาร คือประเภทไปล่วงเกินบุคคลที่มีเจ้าของจะไม่ทำ ถ้าเจ้าของเขาไม่อนุญาตนี่จะไม่มี พระสกิทาคามีจะเหลือเพียงกามราคานุสัย คือสิ่งที่นอนเนื่องในสันดาน นาน ๆ โผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่กำลังใจท่านละเอียดจึงตัดได้ ในเรื่องของพระอนาคามีนั้น ต่อมต่าง ๆ ของร่างกายที่จะสร้างฮอร์โมนเกี่ยวกับทางกามจะเลิกทำงานไปเลย
              สมัยก่อนบวชมีสาว ๆ คนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณ ๒๕-๒๖ ปี แต่งตัวสวยพริ้งอยู่ทุกวัน เพื่อใช้เปลือกปิดบังตัวเอง กลัวคนจะรู้ว่าเป็นนักปฏิบัติ แต่จริง ๆ แล้วเป็นพระอริยเจ้า อยากจะเชื่อว่าเป็นพระอนาคามี ถามท่านว่า “เมื่อทำถึงแล้วเป็นอย่างไร ?” ท่านบอกว่า “ร่างกายส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกามราคะเหมือนกับหยุดทำงานหมด กระทั่งประจำเดือนก็หายไปเฉย ๆ” ไม่น่าเป็นไปได้นะ
      ถาม :  อายุ ๒๕ นี่ไม่มีประจำเดือน ?
      ตอบ :  ประมาณ ๒๕ ปี ไม่ใช่ ๕๕ ปี ถ้าเป็นหมอสมัยใหม่ ก็จะสันนิษฐานว่า ประจำเดือนมาผิดปกติ คือพอไปทำถึงตอนนี้ ต่อมต่าง ๆ ทำงานเกี่ยวกับเรื่องของกามนี่หยุดหมดเลย เลิกทำงานไปเลย จะเป็นวิธีพิลึกพิลั่นอะไรก็แล้วแต่เถอะ เป็นอันว่าหยุดก็แล้วกัน ดังนั้น...อารมณ์เพศหมดไปตั้งแต่ตอนนี้แล้ว เรื่องของกามราคะเกี่ยวกับพระอรหันต์คงไม่ต้องกล่าวถึง เดี๋ยวจะเล่าเรื่องต่อให้ฟังเกี่ยวกับสาวคนนี้อีกหน่อย
              สาวคนนี้เธอมีสามีเป็นปกติ ในเมื่อมีสามีเป็นปกติพอมาถึงจุดนี้ก็บอกกับสามีว่า “ตอนนี้เรื่องเกี่ยวกับกามารมณ์นี่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันแล้วนะ จะมีเมียน้อยกี่คนก็อนุญาตให้ จะไปเที่ยวอาบอบนวดอย่างไรก็เชิญ จะหัวหกก้นขวิดขนาดไหนก็ไม่ว่า” คนเรานี่ก็แปลก อะไรที่เขาหวงมักจะชอบ อนุญาตขนาดนั้นแล้วนะ ไปซ่านอกบ้านได้ไม่นานก็คิดถึงเมียที่บ้าน คิดว่ากลับบ้านมาวันนี้อย่างไรก็ต้องปล้ำเมียตัวเองให้ได้
              พอมาถึงจับตัว ปรากฏว่าอัศจรรย์ คงเป็นเรื่องของบุญรักษาเพราะตัวเมียร้อนฉ่าจนผัวตกใจ คิดว่าไม่สบายหนักขนาดนี้แล้วทำไมไม่กินยา ไม่ไปโรงพยาบาล รายโน้นก็เออ ๆ คะ ๆ ไปตามเรื่อง ก็รอดไปได้ ปรากฏว่าวันต่อมาผัวเมากลับมา เอ้า...ป่วยก็ป่วยละวะ กูไม่เว้นแล้วจะปล้ำเมียตัวเองให้ได้
              ปรากฏว่าวันนั้นน่าจะเป็นเทวดาช่วย เมียเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนไม่รู้ ตบผัวเปรี้ยงเดียวกระเด็นติดข้างฝาเลย แล้วเสียงที่ดังออกมา ผัวเขาบอกว่า ดังเหมือนพูดออกมาจากลำโพง บอกว่า “ต่อไปนี้ถ้ายุ่งกับผู้หญิงคนนี้อีก จะเอาให้ถึงตาย” น่าจะเป็นเรื่องของเทวดาที่เขารักษา เขากลัวว่าการล่วงเกินพระอริยเจ้าระดับนั้น จะเป็นโทษสาหัส จึงช่วยให้ได้สติ...
              ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ตบผัวทีเดียวปลิวติดข้างฝาเลย นั่นแหละ...ตัวอย่างเห็นชัด ๆ แต่ถ้าเราเห็นเปลือกนอกของเขาเราจะไม่รู้เลย ที่ไม่รู้เลยเพราะเขายังแต่งหน้าสวยพริ้งตามปกติ ลักษณะนั้นแหละคือลักษณะปิดตัวเองไว้ ไม่ให้คนอ่านรู้ว่าตัวเองทำอะไร ได้อะไร แต่เรื่องนี้ไม่ยืนยันนะ เพราะอาตมาไม่ใช่ผู้หญิง เลยไม่กล้ายืนยันว่าถ้าเป็นพระอริยเจ้าขึ้นไปถึงระดับนั้นแล้ว ร่างกายจะหยุดทำงานแบบสาวคนนั้นไหม ?
      ถาม :  ต้องหาอีกสักสองสามตัวอย่างใช่หรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  จะต้องเป็นเองถึงจะยืนยันได้