|
ถาม : เรื่องของสมถะกับวิปัสสนา จริง ๆ แล้วเหมือนกับคนผูกขาติดกัน ต้องผลัดกันก้าวทีละขา ถ้าก้าวขาเดียวไปแล้วไม่ก้าวอีกขา พอไปสุดแล้วก็จะโดนกระตุกกลับเข้ามา
สมถะคือการสร้างกำลัง วิปัสสนาเป็นอาวุธ มีกำลังและอาวุธจะตัดจะฟันอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น...เราภาวนาจนอารมณ์ทรงตัวเต็มที่ ถ้าสังเกตุแล้วจะรู้ว่าพอเต็มที่จิตจะถอยออกมาเอง ตอนที่ถอยนี่แหละ ถ้าเราไม่หาวิปัสสนาให้คิด จิตจะฟุ้งซ่านไปในรัก โลภ โกรธ หลง แทน แล้วจะรัก โลภ โกรธ หลงได้ชัดเจนมาก จนกระทั่งมีคนบอกว่า อยากรู้ว่ามีกิเลสเท่าไรให้ไปทำกรรมฐาน
นั่นเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าเราใช้ไม่เป็น ด้วยความที่จิตนิ่ง จิตจะมีกำลัง เมื่อมีกำลัง ถ้าเราไม่ใช้ในด้านดี จิตก็เอากำลังไปใช้ในด้านชั่ว รักโลภ โกรธ หลงจะเด่นชัดมาก ๆ เลย
คราวนี้พอสมาธิเริ่มถอย เราก็หางานให้จิตทำ ก็คือวิปัสสนาญาณเอามาให้คิด ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายได้ จนยอมรับสภาพจริง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ถ้ายังไม่ยอมก็ต้องคิดใหม่
ตอนคิด เราจะคิดไปเรื่อย ๆ จิตก็ดิ่งลึกไปเรื่อย จะเห็นชัดเจนไปเรื่อย จะกลายเป็นภาวนาอีกรอบหนึ่ง พอเข้าไปในการภาวนาก็จะเป็นสมถะ เราก็ว่าสมถะไป ก็แปลว่าเมื่อกี้เป็นสมถะหนึ่งก้าว แล้วเรามาวิปัสสนาหนึ่งก้าว พอสุดแล้วก็เป็นสมถะอีกก้าวหนึ่ง จึงเป็นการภาวนาสลับกับพิจารณาไปเรื่อย
ไม่ใช่ไปเร่ิมต้นใหม่ เราทำอย่างนั้นจิตจะเข้าหาสมาธิเอง เพียงแต่ว่าการพิจารณาจะดิ่งลึกเข้าไปเรื่อย ทำอันใดอันหนึ่งอย่างเดียวไม่พอ
สมถะอย่างเดียวมีกำลัง แต่ถ้าหากเผลอสมาธิหลุดเมื่อไร กิเลสก็งอกงามใหม่ วิปัสสนาอย่างเดียวเป็นอาวุธก็จริง แต่ถ้ากำลังไม่พอก็เอาไปตัดอะไรไม่ได้ ต้องทำสองอย่างสลับกัน สมถะและวิปัสสนาผูกขาติดอยู่ ทิ้งกันไม่ได้หรอก ถ้าทิ้งแล้วไปเอาอย่างเดียว จะหลุดได้ เพราะว่าเราต้องใช้สมาธิ ใช้ฌานสมาบัติกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้กิเลสกระดิกไม่ได้ เหมือนหินทับหญ้า ทับไปนาน ๆ หญ้าก็ตายได้ แต่อย่าให้หลุดนะ ถ้าหลุดนี่กิเลสงอกงามกว่าเดิมปกติหลายเท่าเลย
เรื่องของวิปัสสนาก็เหมือนกัน ถ้าหากเราคิดไป ๆ ก็จะเป็นสมาธิได้ แต่ว่าสมาธิในวิปัสสนากำลังจะน้อย กว่าจะตัดกิเลสได้ต้องสั่งสมไปเรื่อย ที่เขาบอกว่าให้ใช้สมาธิจดจ่อต่อเนื่อง คือต้องภาวนาไปเรื่อย...ขาดไม่ได้ ถ้าทิ้งช่วงเมื่อไรก็เจ๊งเลย
เราจะเห็นว่าต่อให้เป็นอาจารย์ที่มาสอนและสอบอารมณ์กับเราก็ตาม เผลอเมื่อไรก็ไหลตามเรา ตอนสองอารมณ์พอท่านหลุดจากสมาธิ ก็ไหลตามเราเหมือนกัน
*************************
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรมสายไหนก็ตาม ที่สุดแล้วก็เหมือนกันแต่สำคัญตอนทำต้องทำให้ต่อเนื่อง ถ้าไม่ต่อเนื่องก็เหมือนกับการที่เราฝืนกระแสว่ายทวนน้ำ
ทีนี้พอเราฝืนไป ๆ ถ้าเราปล่อยก็ไหลตามน้ำ จะกลายเป็นว่าขยันทำงาน แต่พอถึงเวลาก็ไหลตามน้ำไป ว่ายน้ำเท่าไรก็ได้เท่าเดิม เพราะฉะนั้น...ต้องทำให้ต่อเนื่อง
*************************
ถาม : เวลาที่กำลังอยู่ในอารมณ์สมาธิอยู่ ทีนี้พอไปคุยกับคนอื่นแล้วจะมีความรู้สึกว่าเหนื่อย ?
ตอบ : เรื่องของสมาธิ บางทีเราก็ไม่อยากคุยเลย ถ้าต้องฝืนใจมาคุย ก็ต้องฝืนในลักษณะ “ให้เขาหน่อย” คนที่เคยยกข้าวสารเป็นกระสอบ อยู่ ๆ โดนตัดกำลังไป แต่ดันไปยกกระสอบเท่าเดิมก็แย่สิครับ
มีอยู่อย่างเดียวว่า เรารักษาอารมณ์แล้ว คลายกำลังออกมาคุยกับเขา ก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าเราคลายออกมาไม่หมดไปคุยกับเขาก็จะเหนื่อย
*************************
ถาม : เวลานอน เมื่อตื่นขึ้นมา หนูจะรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยในที่นี้คือเหนื่อยกายไม่ใช่กายนอก ?
ตอบ : บางทีสมาธิจิตเราใช้ไปโดยไม่รู้ตัว ใช้ตอนหลับ เราอาจจะพยายามกดกิเลสบางส่วนเอาไว้ไม่ให้งอกงามตอนเราหลับอยู่ ตรงที่เราต้องกอดต้องปล้ำกับกิเลสตรงนั้น จะทำให้เราเหนื่อยจนลิ้นห้อย แต่ถ้าทำให้ชำนาญ หลับกับตื่นรู้ตัวเท่ากัน คราวนี้จะไม่เหนื่อย
*************************
ขอยืนยันว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าถ้าเราปฏิบัติเมื่อไรก็ได้ผลเมื่อนั้น อย่าเพิ่งไปท้อว่าไม่ใช่สมัยพุทธกาล ทำแล้วไม่ได้มรรคไม่ได้ผล ไม่จริง...อยู่ที่เราทำจริงหรือเปล่า ?
เรื่องของการปฏิบัติเป็นการสั่งสม ค่อย ๆ สะสม พอถึงระดับหนึ่ง แล้วจะเริ่มงอกเป็นดอกเป็นผลขึ้นมา เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ จะไปเร่งรัดให้โตก็ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันหน้าที่บำรุงรักษาก็ขาดไม่ได้ จึงต้องทำอยู่เรื่อย ๆ
หลวงพ่อมหาธนิต ปญฺญาปสุโต ท่านอยู่วัดเทพศิรินทราวาส ท่านตั้งใจไว้เลยว่า จะเรียนทางโลกให้จบประโยคเก้าแล้ว หลังจากนั้นท่านจะทุ่มเทให้กับทางธรรม ท่านก็ทำได้อย่างปากว่าจริง เพราะท่านเป็นคนจริงจัง พอจบประโยคเก้า ท่านขออนุญาตอาจารย์แบกกลดออกธุดงค์เลย ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เสียดายมาก ๆ อยากได้ตัวไว้ใช้งาน เพราะท่านเรียนเก่ง แล้วท่านก็อยู่ป่าจนกระทั่งมรณภาพในป่า เป็นพระป่าสมใจเลย ต้องเรียกว่าตายกลางสมรภูมิ กว่าคนจะรู้ ศพท่านก็เน่าแล้ว ท่านนั่งสมาธิตาย
อย่างท่านหลวงพ่อมหาธนติ ท่านตั้งใจเรียนเพื่อศึกษาธรรมจริง ๆ จะได้มั่นใจว่าแปลพระไตรปิฎกได้ถูกต้องแน่นอน
*************************
เรื่องการปฏิบัติต้องซ้อมแล้วซ้อมอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ถ้าจิตยอมรับจริง ๆ ก็จะไม่ดิ้นรน ถ้าจิตยอมรับจริง ๆ จะเห็นสภาพธรรมดา จะไม่เบื่อไม่หน่าย ไม่ได้อยากตาย แต่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะตาย
*************************
ถาม : การปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเสียที ?
ตอบ : ทำขาด การปฏิบัติของเราขาดความต่อเนื่อง ต้องถามว่า ถ้าเราจะเอาผลภายใน ๒๔ ชั่วโมง แล้วเราให้เวลาในการปฏิบัติกี่ชั่วโมง ?
ถ้าจะเอาให้ได้ผลจริง ๆ ต้องทุ่มเท แต่ว่าการทุ่มเทไม่ได้หมายถึงว่า เราไม่ทำอย่างอื่นเลย หากแต่ว่าเวลาเราทำแล้วให้กำลังใจทรงตัว ลุกแล้วอย่าทิ้งเลย ให้รักษากำลังใจนั้นเอาไว้ให้อยู่กับเรา จะพูด นอน เดิน ยืน กิน จะทำอะไรก็ตาม ให้กำลังใจเหมือนกับตอนที่เรานั่งปฏิบัติอยู่
ถ้าสามารถทำอย่างนี้ให้ต่อเนื่องได้ ความก้าวหน้าจะมี ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็อยู่แค่นั้นแหละ
*************************
ในการปฏิบัติต้องทำให้เกิดผล ถ้าเกิดผลแล้วเราจะเริ่มเชื่อ แต่สำคัญว่า ทุกอย่างเริ่มจากศรัทธา แม้ว่าศรัทธายังไม่เต็มร้อย แต่พอปฏิบัติไปแล้วจะมาเอง ถ้าศรัทธาเต็มร้อยเราจะทุ่มให้กับการปฏิบัติชนิดมอบกายถวายชีวิตเลย
*************************
ถาม : กรรมบถ ๑๐ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วกรรมบถ ๑๐ เป็นของละเอียดมาก การพูดเพ้อเจ้อก็คือ การพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ขัดขวางกับการปฏิบัติความดี อันนี้คือเป็นหลัก ๆ เลย
ฉะนั้น...ถ้าหากไม่ใช่ชวนกันทำความดี ชวนไปทำความชั่ว หรือไม่ก็ไปพูดไปคุยโดยเสียเวลาการปฏิบัติความดี ตรงนี้เป็นการพูดเพ้อเจ้อ
*************************
การศรัทธาในพระรัตนตรัย ถ้ายังไม่มั่นคงแน่นแฟ้นจริง การปฏิบัติก็ยังไม่จริงจัง ถ้าหากศรัทธาในพระรัตนตรัยมั่นคงแน่นแฟ้นจริง การปฏิบัติก็จะทุ่มเทอย่างเอาชีวิตเข้าแลก
*************************
ผู้ที่อ่านหนังสือเพชรพระอุมาได้อะไรจาก “มัตรัย” บ้าง ?
เราต้องดูในจุดที่ว่า มันตรัยพยายามทุกอย่างที่จะรักษาคัมภีร์มายาวิน เพราะว่าคัมภีร์นั้นเป็นศูนย์รวมของทุกอย่างที่เขาเสริมสร้างเอาไว้ สูญเสียเมื่อไรก็แปลว่าพังทลายหมด
ทำอย่างไรที่เราจะรักษาสภาพจิตใจของวเราไม่ให้สูญเสียไปเพราะ รัก โลภ โกรธ หลง ได้ เพราะถ้าเสียเมื่อไรทุกอย่างก็พังหมด
แม้ว่ามันตรัยจะเป็นตัวโกงในสายตาของเรา แต่โบราณบอกว่า ให้ดูเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา ดูหนังดูละครให้ย้อนดูตัว คิดให้เป็น ถ้าหากว่าปราศจากจินตนาการ ความดีจะเข้าได้ยาก แต่ว่าจินตนาการต้องให้พอเหมาะพอดี ถ้าจินตนาการเตลิด กู่ไม่กลับ ออกทะเลได้อย่างเดียวก็ไปลิบ ๆ เลย
มันตรัยจะเก่งอย่างนั้นได้ เพราะผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เราเองถ้าอยากเก่งก็ต้องทำแบบเดียวกันทุ่มเทให้กับการฝึกฝนทุกอย่าง อย่าลืมว่าเขาแยกจิตได้ใช่ไหม ? รู้ว่าอันตรายจะเกิดขึ้นกับร่างนี้ก็ทิ้งไปก่อน ไปอยู่อีกร่างหนึ่ง ลักษณะสภาพจิตของเราก็เหมือนกัน รู้ว่าอันตรายจะเกิดขึ้นจาก รัก โลภ โกรธ หลง ก็รีบเผ่นไปหาพระบนพระนิพพาน เลียนแบบได้ แต่ไม่ใช่ทำอย่างเขา
ถาม : แล้วแหม่มมาเรียล่ะคะ ?
ตอบ : ตั้งแต่เล่มแรก ๆ จนกระทั่งเล่มท้าย ๆ เราจะเห็นความมุ่งมั่นของแหม่มมาเรีย เขามุ่งมั่นว่าจะปล้ำรพินทร์ให้ได้ ตรงจุดนี้แหละ เราเอาความมุ่งมั่นของเขามาใช้ กรรมฐานกองใดที่เราจะทำ เราต้องทำให้ได้ เหมือนอย่างที่มาเรียเขาตั้งใจที่จะปล้ำรพินทร์ให้ได้
เราจะเห็นย่า จริง ๆ แล้วตัวละครแต่ละตัวเขาจะมีความดีของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าเขาอาจจะเอาไปใช้ผิดด้าน อย่างที่เมื่อครู่ได้บอกกับท่านมหาฯ ว่า เมื่อเราฝึกภาวนาเสร็จแล้ว พอใจคลายอออกมาต้องรีบมาพิจารณาไม่เช่นนั้นจะไปในด้าน รัก โลภ โกรธ หลง กลายเป็นเอากำลังในการภาวนาไปใช้ในทางด้านผิด และกำลังจะรุนแรงมาก ต้องรีบดึงมาพิจารณา อย่าใช้ผิดด้าน
ในเรื่องของตัวละครต่าง ๆ หรือความประพฤติของเขาแม้ว่าจะอยู่ในด้านที่ไม่ดี แต่เรามาคิดว่า ถ้าเป็นด้านดีเราจะเอากำลังมาใช้อย่างไร เหมือนกับตอนที่ทิดหนูบวชอยู่ เขาอ่านหนังสืออยู่ เพื่อนจะทำอย่างไรเขาไม่สนใจ เพ่งอยู่กับหนังสือ ฉะนั้น...ทำอย่างไรจะเอากำลังใจที่มุ่งมั่นและเจาะจงอย่างนั้นมาใช้กับการปฏิบัติ
*************************
ตุ้มหู บางคนก็เรียกต่างหูแต่ในพระไตรปิฎกกถ้ากล่าวถึงตุ้มหูมีคนดังอยู่สองทาน ท่านแรกเป็นตัวอย่างที่ดีก็คือ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเป็นลูกเศรษฐี แต่พ่อขี้เหนียวอย่าบอกใครเลย ในเมื่อพ่อขี้เหนียว แม้แต่เครื่องประดับของลูกก็ไม่ใช้ทองเหมือนบ้านอื่นเขา แกไปเอาไม้มากลึงเป็นตุ้มหูแล้วขัดเสียเงาวับ ให้ลูกใส่ เขาก็เลยเรียก มัฏฐกุณฑลี แปลว่า ผู้มีต่างหูเกลี้ยง
เนื่องจากมัฏฐกุณฑลีเป็นลูกเศรษฐี จึงอาละวาดตามใจชอบ ความชั่วทุกประเภทมีอะไรทำหมด ดูแล้วสมควรลงนรกเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับไม่ได้ลง ทีนี้ด้วยความที่ตัวเองเที่ยวมาก ก็เลยป่วยหนัก พ่อก็กลัวว่าถ้าญาติมาเยี่ยมแล้วเห็นทรัพย์สินเงินทองจะเอ่ยปากขอ ก็เลยเอาลูกไปวางทิ้งไว้ที่ระเบียงนอกชาน หายารักษาตามมีตามเกิด อาการก็ไม่หาย มีแต่หนักขึ้น ๆ
พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปพร้อมกับพระอานนท์ ไปบิณฑบาต เห็นมัฏฐกุณฑลีเข้ารู้วิสัยของคน ๆ นี้ว่า อย่างน้อยก็จะได้ประโยชน์จากการปรากฎของพระองค์ท่าน จึงเปล่งฉัพพรรณรังสีไปปรากฏเฉพาะหน้า มัฏฐกุณฑลีแปลกใจว่าแสงอะไร ป่วยจนไม่มีแรงก็พยายามเอียงคอมอง เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปก็ทราบว่าพระสมณโคดม รู้จัก...แต่ไม่เคยทำบุญด้วย มัวทำแต่ความชั่วทุกชนิด
ทีนี้วาระสุดท้าย มัฏฐกุณฑลีก็คิดว่า ใคร ๆ ก็ว่าพระสมณโคดมเก่งมาก ถ้าหากว่าได้ท่านมารักษาเราน่าจะหาย คิดอย่างนั้นก็เลยน้อมจิตนึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส พอดีตายตอนนั้น ไปเป็นเทวดา
คราวนี้คนเป็นพ่อคือ อทินนกปุพพกพราหมณ์ พอลูกตายก็เอาศพไปป่าช้าไปร้องไห้เสียดายลูก ส่วนมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรขึ้นไปเกิดอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองคำ ก็คิดว่าเราทำความดีอะไรถึงได้มีสมบัติขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยทำ ก็เลยรู้ว่าเกิดจากการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นพุทธานุสติเพียงช่วงไม่กี่วินาทีก่อนตาย
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเห็นพ่อร้องไห้ในป่าช้า ก็เลยคิดว่าน่าจะไปจัดการเสียหน่อย ว่าแล้วก็แปลงร่างหน้าตาเหมือนเดิมทุกอย่าง มาถึงก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นบ้าง อทินนกปุพพกพราหมณ์คิดถึงลูก อยู่ ๆ ได้ยินเสียงร้องไห้ก็หันไปดูว่าเป็นเสียงใคร เราร้องไห้เพราะลูกตาย ก็เลยถามพ่อหนุ่มร้องไห้ทำไม ?
พอเจ้าหนุ่มหันหน้ามา ปรากฏว่าหน้าตาเหมือนลูกชายตัวเอง แกก็เลยย่ิงคิดถึงลูกเข้าไปใหญ่ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรบอกว่า “ข้าพเจ้ามีรถอยู่คันหนึ่ง ช่างเขาประกอบได้วิจิตรสวยงามมาก แต่ว่าไม่มีล้อตอนนี้อยากได้ล้อรถ” อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็เห็นว่า ชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับลูกตัวเอง หน้าตาคล้ายคลึงมากก็เลยคิดว่า ถ้าหากหนุ่มนี้อยู่ก็เหมือนกับว่าเป็นลูกของเรา ก็บอกว่า “เจ้าอยากได้ล้อรถแบบไหน เราจะให้จะเป็นล้อทองคำ ล้อแก้วมณีก็จะให้”
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเซ็งเลย ตอนมีชีวิตอยู่พ่อขี้เหนียวไปทุกอย่าง ตอนตายใครไม่รู้โผล่มาจะให้แม้กระทั่งแก้วมณี จึงบอกว่า “ล้อรถที่อยากได้ไม่ใช่แก้วมณีหรอกครับ อยากได้พระอาทิตย์กับพระจันทร์มาเป็นล้อรถ” อทินนกปุพพกพราหมณ์ได้ฟังก็ฉุนขึ้นมาด่าว่า “แกบ้าหรือเปล่า ของอยู่บนท้องฟ้า จะเอามาทำล้อรถได้อย่างไร ?”
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรที่แปลงมาเป็นชายหนุ่มบอกว่า “ถ้าผมบ้าลุงก็บ้าด้วย ถึงผมจะเอาพระอาทิตย์พระจันทร์มาเป็นล้อรถ ผมก็อยากได้ของมองเห็น แต่ลูกของลุงที่ตายไปแล้ว ลุงอยากให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ ลุงเห็นหรือเปล่าว่าลูกอยู่ที่ไหน ?”
อทินนกปุพพกพราหมณ์พอได้ยินเข้าก็ได้สติ ยกมือไหว้บอกว่า “พ่อมาณพพูดจาเป็นภาษิตแท้ บ้านช่องอยู่ที่ไหนลุงอยากรู้จัก” มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็เลยแสดงให้เห็นเป็นวิมานทองคำของเทวดา แล้วบอกว่าตัวเขาก็คือมัฏฐกุณฑลีลูกชายของท่านเอง แต่ว่าตายแล้วขึ้นไปสวรรค์มีวิมานทองคำอยู่ อานิสงส์เกิดจากการที่ระลึกถึงพระสมณโคดมด้วยความเลื่อมใสก่อนตายเท่านั้นเอง
อทินนกปุพพกพราหมณ์ถามว่าได้ขนาดนั้นจริง ๆ หรือ ? มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็บอกว่า “ใช่...ขนาดนั้นแล้ว ถ้าหากพ่ออยากได้อานิสงส์ยิ่งกว่านี้ก็ให้เลิกขี้เหนียว ให้ทำบุญใส่บาตรกับพระในพุทธศาสนาบ้าง”
อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็ถามว่า “จะทำได้อย่างไร ?” มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็บอกว่า “ให้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมกับพระสงฆ์มาเลี้ยงเพลที่บ้าน จัดอาหารถวายท่าน อานิสงส์ที่ได้จะมหาศาลจนประมาณมิได้”
อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็ตกลง เพราะเห็นกับตาแล้วว่า ลูกแค่นึกถึงยังได้บุญขนาดนี้ ตัวเองอยากได้บุญ ตอนนี้หายขี้เหนียวแล้ว จึงไปนิมนต์พระพุทธเจ้าแต่ก็ยังสงสัยอยู่ ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วก็ทูลถามว่า “ข้าแต่พระสมณโคดม...บุคคลที่เพียงแค่ระลึกถึงนามพระองค์ท่าน ตายแล้วไปสู่สุคติมีหรือไม่ ?”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “พราหมณ์...ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลที่ระลึกถึงนามของตถาคตตายไปแล้ว ไปสู่สุคตินั้น ไม่ได้มีเป็นร้อยเป็นพัน แต่มีนับโกฏิ เธอก็ได้เห็นตัวอย่างจากมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรลูกชายของเธอแล้วไม่ใช่หรือ ?”
เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านทราบ อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็ยิ่งเลื่อมใส นิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันเพล พระพุทธเจ้าก็เรียกมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรมาพร้อมกับวิมานให้เป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่นั้นมาอทินนกปุพพกพราหมณ์คงต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะชื่ออทินนกปุพพกพราหมณ์ แปลว่า พราหมณ์ผู้ไม่เคยให้มาในปางก่อน ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้ใคร เพิ่งจะมาให้ตอนนี้เท่านั้น
ดังนั้น...พูดถึงเรื่องต่างหูแล้ว ท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร คือท่านผู้มีต่างหูเกลี้ยง...ใช่ไหม ? ทีนี้พอขึ้นไปข้างบนตุ้มหูไม่ได้เป็นไม้แล้ว แต่เป็นทอง ถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่มาเทศน์โปรด มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจะมีอายุอยู่แค่ ๗ วันข้างบนเท่านั้น พอพระพุทธเจ้าเทศน์โปรด ท่านก็กลายเป็นพระโสดาบัน ก็เลยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ...อย่านินทาแรง ท่านได้ยิน...!
พระพุทธเจ้าได้ตรัสในมหากัมมวิภังคสูตรว่า บุคคลผู้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิภาวนาทรงฌานสี่ได้ ยังทิพจักขุญาณให้เกิดขึ้น สามารถรู้เห็นนรกสวรรค์ แล้วกล่าวว่าบุคคลทำความดีไปสวรรค์โดยส่วนเดียว บุคคลทำความชั่วไปนรกโดยส่วนเดียว ตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่
พระองค์ท่านตรัสว่า บุคคลผู้ทำดีในอดีตทำชั่วในปัจจุบันไม่แน่ว่าจะไปชั่ว ตัวอย่างคือ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ในอดีตเคยทำดีมาก่อน อานิสงส์มาส่งผลในชาติปัจจุบัน ทั้งที่ชั่วแสนชั่ว แต่บุญตามมาทันในวินาทีสุดท้าย เพราะฉะนั้น
ในอดีตทำดี...ในปัจจุบันทำชั่ว ....ไม่แน่ว่าจะไปชั่ว
ในอดีตทำชั่ว...ปัจจุบันทำชั่ว....ไปชั่วแน่นอน
ในอดีตทำดี...ปัจจุบันทำดี ...ไปดีแน่นอน
ในอดีตทำชั่ว...ปัจจุบันทำดี...ไม่แนนักว่าจะไปดี
ตัวอย่างก็คือนางมัลลิกาเทวีเทวี ทำความดีมาตลอดชีวิต ก่อนตายจิตเศร้าหมอง ระลึกถึงกรรมเก่าของตนเอง จึงตกนรกเสีย ๗ วัน พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า เห็นนรกสวรรค์แล้วอย่าได้บอกว่าคนที่ทำดีแล้วไปสวรรค์ คนที่ทำชั่วแล้วไปนรก ยังไม่แน่
อดีตดี...ปัจจุบันดี...ถึงจะไปดี
อดีตชั่ว...ปัจจุบันชั่ว...ถึงจะไปชั่ว
อดีตดี....ปัจจุบันชั่ว...ไม่แน่ว่าจะไปชั่ว
อดีตชั่ว...ปัจจุบันดี...ไม่แน่ว่าจะไปดี
เพราะแล้วแต่วาระกรรมจะส่งผลเมื่อไร
*************************
เรื่องที่สองก็ตุ้มหูอีกเหมือนกัน แต่องค์นี้ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านชื่อโสณกุฏกัณณะ แปลว่าผู้มีต่างหูงามราคาเป็นโกฏิ ตุ้มหูคู่นี้สวยจริง ๆ ราคาเป็นโกฏิ ท่านเป็นลูกมหาเศรษฐี เฉพาะตุ้มหูอย่างเดียวมีราคาแพงขนาดนั้น
ท่านโสณกุฏิกัณณะตั้งใจบวชในพุทธศาสนาปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์ ท่านได้รับการแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าให้เป็น เอตทัคคะทางแสดงธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ ใครได้ฟังก็ชอบใจ ดังนั้น...ถ้าหากว่ากล่าวถึงเรื่องตุ้มหู ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ชัด ๆ คือ สองท่าน คือมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรและพระโสณกุฏิกัณณะ
*************************
ถาม : แล้วนางกุณฑลเกสีเถรีล่ะคะ ?
ตอบ : นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ตุ้มหู แต่ผมของท่านขดเป็นวงกลมเหมือนกับแหวน ก็เลยเรียก กุณฑลเกสี แปลว่า ผมขดเหมือนวงแหวน
*************************
|