|
ถาม : เวลาปฏิบัติไปมักจะมีความรู้สึกอยากผ่อนคลายอารมณ์ของตัวเอง ก็เลยผ่อนคลายด้วยการปล่อยให้ฟุ้งให้คิดไปเอง แต่ว่าก็พยายามตามดูไปด้วย ?
ตอบ : เปลี่ยนสภาพแวดล้อมดีกว่า ถ้าหากว่าปล่อยแล้วจะพลาด ไม่ต้องปล่อยแต่เปลี่ยนสภาพแวดล้อม จิตก็จะคลายลง ไม่เช่นนั้นก็เหมือนกับสะสมความเครียด อย่างพระก็ไปธุดงค์ พอเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เปลี่ยนสภาพจิตก็เหมือนกับว่าสิ่งที่เสพเสวยเข้าไป โดยเฉพาะทางตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ เปลี่ยนแปลงไป ก็จะเกิดความรู้สึกที่ว่า เออ..ไม่ซ้ำเหมือนเดิม แล้วหลังจากนั้นพอได้ผ่อนคลาย อารมณ์ปฏิบัติก็จะดีขึ้น อย่าไปปล่อยเลย ปล่อยแบบนั้นเดี๋ยวหงายท้อง...!
*************************
ถาม : อารมณ์เกลียดกับอารมณ์กลัว ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ?
ตอบ : ลักษณะอารมณ์คล้ายคลึงกัน แต่ว่าจริง ๆ อารมณ์กลัวจะเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์และสัตว์ทุกรูปทุกนาม กลัวภัยที่จะมาถึงตัว โดยเฉพาะกลัวตาย อารมณ์ลงท้ายสุดคือกลัวตาย
ส่วนอารมณ์เกลียดจริง ๆ แล้วเป็นพื้นฐานมาจากโทสะ เกิดแรงกระทบแล้วเกิดความรู้สึกว่าเลือกที่จะรัก หรือไม่รัก ? ถ้าหากว่ารักก็มาทางราคะ ถ้าไม่รัก ไม่ชอบใจก็มาทางโทสะ แต่วาไม่ได้หนักเท่ากับโทสะ
จะว่าไปก็เหมือนกับไฟสุมขอนอย่างหนึ่ง เห็นหน้าก็ไม่สบายใจ เห็นสิ่งนั้นเมื่อไรก็ไม่สบายใจ พูดง่าย ๆ ว่าเก็บไว้เมื่อไรก็เป็นโทษแก่ตัวเอง ให้รีบไล่ออกไปเร็ว ๆ
*************************
ถาม : สังโยชน์ข้อไหนยากที่สุด ?
ตอบ : ข้อต้นกับข้อท้าย สักกายทิฏฐิและอวิชชา สักกายทิฏฐิที่ยาก เพราะฝังรากอยู่กับเรา ส่วนอวิชชานั้นเบาบางมาก แต่ว่าเป็นจุดก่อกำเนิดกิเลสทุกอย่าง เพราะฉะนั้น...หัวกับท้ายยากที่สุด
*************************
ถาม : การุณยฆาต คือ ?
ตอบ : คำว่า การุณยฆาต หมายถึง การฆ่าที่มีใจกรุณา เช่น ในกรณีที่คนป่วย อาการอยู่ในขั้นโคม่า แล้วเราไปเอาสายยางออกเพื่อให้เขาตาย จะได้ไม่ต้องทรมาน อย่าไปทำเชียวนะ ถ้าคิดจะรักษาก็ให้หาทางรักษาให้หาย แต่ถ้าจะให้ตายก็ปล่อยให้เขาตายของเขาไปเอง เราอย่าไปร่วมมือทำให้เขาตาย
ถาม : ถ้าทำแบบนั้น จะผิดไหม ?
ตอบ : ผิดแน่นอน เพราะคำว่าฆ่าสัตว์ คือทำชีวิตให้ตกล่วง แล้วเราไปทำให้เขาตาย แม้กระทั่งการพรรณนาคุณความตายให้เขาเห็นชอบ เพื่อให้เขาฆ่าตัวตาย เรายังมีโทษเลย การุณฆาตนี่อย่างไรก็ผิดแน่นอน ถ้าเป็นพ่อเป็นแม่เรามีสิทธิ์โดนอนันตริยกรรม...!
ถาม : คนที่อยู่ในสภาพที่มีเครื่องหายใจช่วยประคองชีวิตอยู่ สภาพแบบนั้นเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ?
ตอบ : บางคนเขาไปนานแล้ว แต่ว่าร่างกายยังอยู่เพราะสภาพเครื่องมือแพทย์ชะลอไว้ แต่คราวนี้เราไม่ได้รู้ชัดขนาดนั้น อย่าไปแตะ
คนที่ตายในลักษณะอย่างนั้นโอกาสไปดีมีน้อยมาก เพราะว่าถ้าเขาทุกข์ทรมานจากโรคภัย ถึงขนาดต้องร้องขอให้ผู้อื่นมอบความตายให้ แสดงว่าจิตของเขาประกอบไปด้วยความเศร้าหมอง เพราะฉะนั้น...วิธีที่ดีที่สุดก็คือ แนะนำเขาให้เห็นสภาพความเป็นจริงของร่างกายว่าเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเราคบหาสมาคมกันชาตินี้แค่ชาติเดียว เราก็ไม่ต้องไปคบกันอีก ชี้ทางออกให้เขาด้วย
เมื่อสองปีก่อนได้ทำรายงานวิชาธรรมประยุกต์ เรื่องการุณยฆาตเขาตั้งหัวข้อเอาไว้ว่า “ในความคิดของท่านเห็นว่าสมควรหรือไม่อย่างไร ?” ในการสรุปตอนท้ายบอวก่า ถ้าในสภาพของเราที่เป็นพระอยู่ อย่างไรก็ต้องคัดค้านสุดชีวิต เพราะไม่ถูกต้องทั้งกฎหมายและศีลธรรม กฎหมายบ้านเรายังไม่ได้เปิดกว้างอนุญาตให้ทำอย่างนั้น
ต่อให้ตัวกฎหมายเปิดกว้างให้ทำอย่างนั้นก็ตาม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้นั้นยินดีให้เราทำ ต่อให้ผู้นั้นยินดีให้เราทำอย่างนั้น ถ้าสภาพจิตที่ประกอบไปด้วยความเศร้าหมอง ตายไปแล้วเขาลงอบายภูมิ ก็เท่ากับว่าเราเองไปซ้ำเติมเขาอีก
โดยเฉพาะคนเรา ถ้าหากว่ากันโดยธรรมแล้ว ก็คือ คนทุกคนมีสิทธิ์ในการที่จะบรรลุธรรม พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า ถ้าหากฆ่าบุคคลที่มีคุณใหญ่ โทษจะหนักกว่าบุคคลทั่วไป เพราะฉะนั้น...ถ้าบุคคลที่มีโอกาสบรรลุธรรมแล้วเราไปทำให้เขาพลาดจากโอกาสนั้น เท่ากับว่าเราสร้างกรรมใหญ่นั่นเอง
โดยเฉพาะตอนท้าย ๆ ของชึวิต จะให้รักก็ไม่ไหว จะให้โลภก็ไม่ไหว จะให้หลงกับสภาพร่างกายแบบนี้ก็ไม่ไหวแล้ว ถ้ามีใครไปต่อท้ายให้ก็ไปได้เลย
*************************
สภาพร่างกายของเราไม่ใข่เราจริง ๆ ยกตัวอย่างว่าเหมือนรถยนต์กับคนขับรถ คุณกำลังจะเปลี่ยนรถคันใหม่ ในเมื่อรถคันเก่าของคุณจะพังก็พังไป เราก็เปิดประตูลงไปหารถคันใหม่ ถ้าหากาจิตอขงเราตั้งมั่นอยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา เราก็จะได้รถคันใหม่ที่ดีกว่านี้
เพราะฉะนั้น.... จริง ๆ แล้วความตายไม่ใช่ของน่ากลัว เพียงแต่ว่าความไม่รู้ก็เลยทำให้เรากลัว ถึงได้ชอบใจภาษาจีน คนตายเขาใช้คำวว่า “เปลี่ยนร่าง” หรือ “ข้ามร่าง” เขาไม่ได้บอกว่าตายอย่างบ้านเรา บาลีก็บอกว่า กาลัง กัตตะวา วาระที่ต้องไป
เหตุที่กลัวตายก็เพราะไม่รู้ ที่ไม่รู้ก็เพราะอวิชชาบดบัง ขาดความรู้ ขาดความมั่นใจ ก็ย่อมเกิดความกลัว แม้กระทั่งเราขับรถ ขับอยู่ทุกวันนี่แหละ ลองไปที่ ๆ ไม่เคยรู้จัก เราก็กลัว ท้ายสุดมาลงตรงคำว่ากลัวตาย เพียงแต่ว่าฝังลึกจนเราไม่รู้
ลองไล่ดูสิ ขับรถไปก็กลัวหลง ถ้าหลงก็กลัวว่าจะนาน ถ้าหากนานจนกระทั่งสิ่งสนับสนุนทั้งหมดไม่มีเหลือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน เงิน อาหาารการกิน อะไรก็ตามเหล่านี้ ถ้าหมดก็คือกลัวว่าจะตาย ไม่ไปไหนกหรอก ลงตรงตายทั้งหมด เพียงแต่ว่าอ้อมไปไกลหน่อย
อาตมาตามดูอยู่เป็นปี ๆ ว่ากลัวอะไร ? สรุปแล้วทั้งหมดมาลงตรงคำว่ากลัวตาย
*************************
ทุกอย่างเวลาประดังเข้ามา ถ้าเรามีสติ เราจะแยกแยะได้ก่อนว่าอันไหนก่อน อันไหนหลัง ถึงแม้จะมาห่างกันเพียงแค่วินาทีหรือครึ่งวินาทีก็ยังมีความก่อนหลัง
เราค่อย ๆ แก้ไขทีละอย่าง แต่ถ้าหากเราไปปล่อยให้ประดังเข้ามา แล้วเราไปคิดว่ามาพร้อมกัน กลายเป็นปัญหาเดียวกันก็จะใหญ่ จะหนักมากจนเกินแก้
*************************
ถาม : อารมณ์ที่เข้ามากระทบใจ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าจิตทรงการภาวนาได้อัตโนมัติ พวกนี้จะกระทบไม่ได้ มีมาเหมือนกันแต่ใจไม่รับ รับก็รับในลักษณะใส่เกราะไว้ แต่ว่าจะให้ดีที่สุด ก็คือไม่มีอะไรเหลือเลย ถ้าหากว่าไม่มีอะไรเลือเลย ก็กระทบไม่ได้หรอก
ให้เห็นว่าทุกอย่างปกติธรรมดา ในเมื่อปกติธรรมดาเป็นอย่างนั้น เราเองรับเข้ามาก็เดือดร้อนเสียเปล่า
เปรียบกับบ้านว่าง ๆ ไม่มีข้างฝา ไม่มีกำแพง ใครขว้างอะไรอะไรเข้ามาก็ผ่านเลยไป เพราะเราไม่ได้รับไว้ แต่ว่าถ้าอยู่ในบ้านที่มีข้างฝาก็กระทบ ขาดสติโดยอัตโนมัติ ทำอย่างไรจะอยู่ในบ้านว่า ไร้ข้างฝา ไร้กำแพง
*************************
หลวงปู่สิงห์ ขนิตนาคโม ตอนก้าวขึ้นบ้าน พอเห็นผู้หญิงเข้า ถึงกับเข่าอ่อนอยู่ตรงบันได ฝ่ายผู้หญิงก็เป็นลม แสดงว่าต่างคนต่างรู้กัน
ถาม : ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
ตอบ : เขาผูกพันกันมานาน บุคคลที่มีความสัมพันธ์เกิดร่วมชาติกันมามาก จะรู้สึกแรง ถ้าเกิดร่วมกันมาน้อยก็สะกิดสะเกาได้แค่นิดหนึ่ง
*************************
ถ้าเอ่ยถึงพราหมณ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่ว น่าจะมีใครบ้าง ?
เรื่องของวัสสการพราหมณ์ ปรากฏอยู่ในหลายพระสูตรด้วยกัน แต่ว่าเนื้อหาที่พวกเรารู้จักกันดี ก็เป็นตอนที่ทำลายแคว้นวัชชี อยู่ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งกล่าวถึงช่วงท้ายพระชนม์ชีพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความจริงแคว้นวัชชีกับแคว้นมคธมีอาณาเขตติดต่อกัน แต่ว่ามีหุบเขาเป็นรอยต่อระหว่างสองแคว้น เขาบอกว่าในหุบเขานั้นมีทรัพย์มาก มีเงินทองแก้วแหวนมาก
แคว้นวัชชีกับแคว้นมคธมีระบอบการปกครองต่างกัน แคว้นมคธ ปกครองโดยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สิทธิ์ขาดทั้งหมดอยู่ที่พระราชา แต่แคว้นวัชชีปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม มีตัวแทนเข้าไปอยู่ในสภา ชาวบ้านจะคัดเลือกตัวแทนของตัวเองเจ็ดพันคน ตัวแทนเจ็ดพันคนนั้นจะคัดเลือกผู้ที่มาทำหน้าที่ร่วมกับตนอีกเจ็ดร้อยคน ตัวแทนอีกเจ็ดร้อยคนจะคัดเลือกอีกเจ็ดคน รวมแล้วแคว้นวัชชีจะมีคณะปกครองที่เปรียบเหมือนกษัตริย์เจ็ดพันเจ็ดร้อยกับเจ็ดคน ฟังดูแล้วน่าปวดหัว
ในเมืองรอยต่อชายแดนมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง บาลีเขาใช้คำว่ามีทรัพย์ตกลงจากเขามาเนือง ๆ คาดว่าน่าจะเป็นพวกเพชรพวกพลอย เวลาฝนตกหรือดินถล่ม พวกเพชรพวกพลอยก็จะโผล่มา ทางแคว้นมคธไม่เคยทันเขาเสียที แคว้นวัชชีกวาดไปหมด เพราะว่าแคว้นวัชชีเขาปฏิบัติตามอปริหานิยธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ไว้
อปริหานิยธรรม คือธรรมที่ผู้ปฏิบัติแล้วจะพบกับความเสื่อมได้ยาก หรือพบกับความเสื่อม ท่านบอกว่า
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
๓. ไม่บัญญัติส่ิงที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม
๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง
๕. คุ้มครองรักษากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง
๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ของวัชชีทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป
๗. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ตั้งใจว่า ขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มาถึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วถึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก
คราวนี้เมื่อกษัตริย์แคว้นวัชชีประชุมกันเป็นปกติ ถึงเวลามีข่าวคราวอะไรก็แจ้งกันอย่างรวดเร็ว เวลาไปเก็บกวาดทรัพย์ทั้งหลายบนหุบเขาก็เลยได้ก่อนพวกแคว้นมคธ ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูโกรธ อยกาไปทำลายแคว้นวัชชี อยากไปยึดเมืองเป็นของตัวเอง ถึงแม้แคว้นวัชชีจะเล็กกว่า แต่ผู้ปกครองนอกจากจะสมานสามัคคีกันแล้ว ยังเป็นสุดยอดฝีมือ บาลีว่ากษัตริย์แคว้นวัชชีมีฤทธิ์มาก อาจแผลงศรลอดดาลประตูได้แสดงว่าแม่นมาก ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ยิงปืนตอกหัวตะปูได้...!
พระเจ้าอชาตศัตรูไม่รู้จะทำอย่างไรพอดี พระพุทธเจ้าเสด็จมายังที่นั้น พระเจ้าอชาตศัตรูก็เลยใช้วิธีส่งอำมาตย์ผู้ใหญ่ ก็คือวัสสการพราหมณ์ไปถาม ถามคนอื่นไม่ได้เรื่องแน่ ถามพระพุทธเจ้าต้องได้เรื่องแน่นอน วัสสการพราหมณ์พอรับคำสั่งก็ไปกราบพระพุทธเจ้า ปฏิสันถารตามสมควรแล้ว ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ลองทายซิว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกหรือไม่บอก ? ถ้าเราเป็นพระแล้วลูกศิษย์มาถามถึงวิธีตีบ้านตีเมือง เราจะบอกไหม ?
พระพุทธเจ้าท่านไม่บอก แต่หันไปถามพระอานนท์ว่า “เหล่าแคว้นวัชชียังปฏิบัติอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ อยู่หรือไม่ ?” พระอานนท์ทูลว่ายังปฏิบัติอยู่ พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับพระอานนท์ว่า “อานันทะ...ดูก่อนอานนท์ ตราบใดที่แคว้นวัชชียังปฏิบัติในอปริหานิยธรรมตามที่ตถาคตกล่าวไว้ ตราบนั้นแคว้นวัชชีจะไม่ประสบกับความเสื่อม”
วัสสการพราหมณ์ก็สงสัย ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอปริหานิยธรรมมีอะไรบ้าง ? พระพุทธเจ้าก็แสดงให้ฟัง ๗ ประการ วัสสการพราหมณ์พอได้ยิน ก็พูดว่า “อย่าว่าแต่ ๗ ประการเลย เพียงประการเดียวก็ไม่มีใครสามารถทำลายแคว้นวัชชีได้แล้ว” เพราะว่าเขาสามัคคีพร้อมเพรียงกันมาก
บางข้อนี่เรานึกไม่ถึง อย่างเช่นว่าให้คุ้มครองพระอรหันต์ที่มาในแว่นแคว้น เมื่อพระอรหันต์ไปที่ไหน พรหมเทวดาจะตามไปให้การสงเคราะห์ ตราบใดที่พรหมเทวดายังให้การสงเคราะห์ ถสานที่นั้นจะไม่ประสบกับภัยพิบัติ
วัสสการพราหมณ์กราบลาพระพุทธเจ้ากลับไป กราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูถามว่าท่านอาจารย์มีช่องทางใดบ้าง ? วัสสการพราหมณ์ก็บอกว่า “มีทางเดียว ต้องทำลายความสามัคคีของแคว้นวัชชีให้ได้” เมื่อเป็นดังนั้น จึงตกลงกับพระเจ้าอชาตศัตรูว่า ถ้าถึงเวลาพระเจ้าอชาตศัตรูเสนอขึ้นกลางประชุมว่าให้ไปตีแคว้นวัชชี วัสสการพราหมณ์จะคัดค้าน พอคัดค้านแล้วให้พระจเ้าอชาตศัตรูลงโทษตนให้หนัก แล้วขับไล่ออกจากแว่นแคว้นไป เพื่อที่ตนจะได้หาทางเข้าไปยังแคว้นวัชชี แล้วจะจัดการให้แตกสามัคคีให้ได้
พระเจ้าอชาตศัตรูก็ตกลง เป็นอันว่ารู้กันสองคน พอถึงเวลาออกมหาสมาคมประชุมข้าราชการ พระเจ้าอชาตศัตรูก็ปรารภเรื่องนี้ ว่าแคว้นวัชชีเอาเปรียบเราทุกที พื้นที่ส่วนเกินเป็นของทั้งสองฝ่าย แต่ทรัพย์เกิดขึ้นเมื่อไรทางแคว้นวัชชีเอาไปหมด ต้องสั่งสอนให้รู้เสียบ้าง จะยกทัพไปตีวัสสการพราหมณ์ก็ค้านขึ้นกลางที่ประชุม บอกว่าไม่สมควร เพราะว่าแคว้นวัชชีมีความสามัคคีกันมาก มีฤทธิ์มาก เรายกทัพไปไม่แน่ว่าจะชนะ เสียชีวิต สูญเสียทรัพยากรเปล่า ๆ พระเจ้าอชาตศัตรูก็แกล้งทำเป็นโกรธ สั่งราชบุรุษจับวัสสการพราหมณ์โกนหัวแล้วโบย
สมัยก่อนการโกนหัวเขาถือเป็นกาลกิณี ไม่มีใครคบด้วย พระเจ้าอชาตศัตรูก็ให้จับ วัสสการพราหมณ์โกนหัวและเฆี่ยนจนหลังลาย แล้วขับไล่ออกจากเมืองไป
วัสสการพราหมณ์ก็ข้ามออกไปยังแคว้นวัชชี ข่าวไปถึงแคว้นวัชชีเร็วมาก แสดงว่าเขามีจารบุรุษหรือจารชนอยู่ เมื่อข่าวไปถึง เสียงส่วนใหญ่ก็บอกว่าอาจเป็นกลลวงของแคว้นมคธ แต่ว่าบรรดากษัตริย์แคว้นวัชชีมีความมั่นใจในความสามัคคีของตนเอง ต่อให้เป็นกลลวงก็ไม่น่าจะทำอะไรได้ วัสสการพราหมณ์เป็นพราหมณ์ผู้ใหญ่ มีความรู้มาก เรารับเขาไว้ดีกว่า เสียดายความรู้เขา เอามาสอนบรรดาราชกุมารของเราจะดีกว่า
จริง ๆ แล้วเขาคิดถูก แต่เขาไม่รู้ฤทธิ์วัสสการพราหมณ์
เมื่อวัสสการพราหมณ์ไปสอนบรรดาราชกุมาร แรก ๆ เขาก็สอนตามปกติ พอผ่านไประยะหนึ่ง เขาเริ่มไว้ใจ แกก็ออกลาย เมื่อเลิกเรียนแล้วก็ปล่อยบรรดาราชกุมารกลับ วัสสการพราหมณ์ก็จะเรียกราชกุมารไว้คนหนึ่ง พาเข้าไปในห้องกันสองต่อสอง หายเงียบไปนานเลย แล้วก็ส่งกลับ เมื่อทำแบบนี้เข้า เพื่อน ๆ ราชกุมารก็ถามว่าอาจารย์เรียกไปสอนอะไร กุมารที่เข้าไปก็บอกไม่มีอะไรนี่ คนอื่นๆ ก็เลยสงสัยกันว่า อาจารย์อาจให้วิชาการอะไรดี ๆ ถ่ายทอดให้เฉพาะอีกคน
วันรุ่งขึ้นก็เรียกไปอีกคนในลักษณะเดียวกัน ท้ายสุดทุกคนก็หวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะได้ความรู้มากกว่า ก็เอาเรื่องไปบอกพ่อของตน บรรดากษัตริย์ทั้งหมดก็ระแวงกัน ว่าลูกคนนี้จะเก่งกว่าลูกเรา เดี๋ยวจะได้ครองเมืองคนเดียว ทีนี้ก็ไปกันใหญ่ เมื่อหวาดระแวงถึงที่สุด ไม่อยากจะมองหน้ากัน ก็เริ่มขาดประชุม แรก ๆ ก็ขาดไม่กี่คน หลัง ๆ ก็ขาดมาก วัสสการพราหมณ์ใช้เวลาปฏิบัติการนี้อยู่สามปีเต็ม ๆ ท้ายสุดก็ใช้วิธีตีกลองประชุม ปรากฎว่าไม่มีกษัตริย์มาเข้าประชุมเลย วัสสการพราหมณ์ก็ส่งข่าวไปบอกพระเจ้าอชาตศัตรูให้ยกทัพมาได้แล้ว
ไม่ทราบว่าพระเจ้าอชาตศัตรูแค้นมากหรือกลัวฝีมือแคว้นวัชชี ท่านเล่นยกทัพมาทำลายแคว้นวัชชีจนไม่เหลือซากเลย เรื่องก็จบลงตรงนี้ เรารู้จักวัสสการพราหมณ์ในฐานะตัวแสบที่คอยยุแหย่ให้เขาแตกกัน
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปปลงสังขาร ที่ปาวาลเจดีย์ พระอานนท์ก็กราบทูลว่า “วัสสการพราหมณ์เมื่อรู้จุดแข็งจุดอ่อน ย่อมหาทางทำลายแคว้นวัชชีได้ แล้วทำไมพระองค์จึงได้ตรัสบอกไปเช่นนั้น ?” พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่ตรัสเช่นนั้นด้วยความเมตตา เพราะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากว่าไม่กล่าวเช่นนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจะยกทัพไปตีแคว้นวัชชีในวันนั้นเลย เมื่อแข็งกับแข็งปะทะกันเลือดก็นองเป็นท้องธาร แต่ถ้าหากว่าบอกแบบนั้นไป วัสสการพราหมณ์จะใช้เวลาถึงสามปี จึงจะสร้างความแตกแยกในหมู่ภายในได้ อย่างน้อยแคว้นวัชชีจะดำรงอยู่ได้อีกสามปี
*************************

|