​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๓๘

 

              การไปสอนพระนักศึกษา ไม่ได้เห็นประโยชน์เรื่องอื่น นอกจากว่าจะได้มีโอกาสนำเอาบางสิ่งที่เราเห็นว่าดีไปเพิ่มให้เขา เมื่อวานก็บอกกับเขาว่า ตอนที่พระพุทธศาสนาสูญไปจากอินเดีย เกิดจากคณะสงฆ์ติดในลาภสักการะ ละทิ้งหลักการที่แท้จริง คล้อยตามความต้องการของชาวบ้าน
              บรรดาหลวงพ่อ หลวงพี่ทั้งหลาย เห็นอยู่แล้วว่าพระพุทธศาสนาสูญไปจากอินเดียเพราะอะไร ตอนนี้บ้านเราก็เริ่มมีสภาพคล้าย ๆ อย่างนั้น ก็คือเริ่มติดในชื่อเสียง ลาภ ยศ ติดในตำแหน่ง คล้อยตามเอาใจชาวบ้านเพื่อให้เขามาวัด
              อาตมาบอกเขาว่า เราจะเป็นพระได้ ก็เพราะมีส่วนต่างจากชาวบ้าน ที่คนเคารพพระเพราะพระต่างจากชาวบ้าน ถ้าหลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายทิ้งหลักการโดยเฉพาะศีลพระ จะไม่มีอะไรต่างจากเขา แล้วจะไปหาความเคารพจากชาวบ้านได้อย่างไร ? ถ้าเป็นอย่างนี้นานไปศาสนาพุทธก็จะล่มจมเหมือนอย่างที่อินเดีย
              เพราะฉะนั้น...แม้ว่าเราจะไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการได้เต็มที่ แต่ก็ต้องมีหลักการอยู่ ต่อไปพวกลูกพระ หลานพระที่เข้ามารับช่วงต่ออาจมีอัจฉริยะสักรูปเกิดขึ้นมา นำเอาหลักการนั้นไปปฏิบัติแล้วเกิดผล จะทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นมาได้อีกวาระหนึ่ง
              ดังนั้น...แม้ว่าเราไม่สามารถทำดีได้แต่อย่าทิ้งหลักการ สอนญาติโยมก็ให้สอนตามหลักการ เผื่อญาติโยมนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีกับตัว ก็จะมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
              ส่ิงเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ตั้งใจคอยหยอดให้เขาทีละนิดทีละน้อย เป็นส่วนที่นอกเหนือจากบทเรียน บทเรียนเขามีกรอบบังคับว่าต้องสอนแบบนั้น เราเองไม่สามารถที่จะไปสอนเต็มที่ตามที่เราต้องการได้ มีอยู่อย่างเดียวคือหยอดไปเรื่อย ๆ ถ่ายทอดทายาทอสูรให้มาก ๆ ขึ้น ถึงแม้ว่าฟังแล้วจะผ่านหู แต่อย่างน้อยก็เคยได้ยิน พอไปถึงระยะหนึ่งพอกุศลเข้ามาถึง เขาจะรู้สึกสะกิดใจและนำไปปฏิบัติ ก็จะเป็นประเภทต้นคดปลายตรงก็ยังดี”
              ตอนนี้ลูกศิษย์ ๓๗ รูป ใน ๑ ห้องเรียน เท่าที่ดูมียึดหลักการอยู่ ๒ รูป ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะปกติจะเละหมดทั้งห้อง
              เขาสอนกันมาเป็นรุ่นต่อรุ่น พยายามผ่อนผันเรื่องศีล อย่างเช่น กินข้าวเย็นได้ ดูหนังฟังเพลงได้ เพื่อเอาใจพวกเณรให้อยู่เรียนกับสำนักนี้ ถ้าเขาเรียนได้มากเท่าไร ตัวเองก็เบิกค่าหัวได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะว่าเงินช่วยเหลือจากส่วนกลางเขาจะมีอยู่ เป้นเงินช่วยในการศึกษา เพราะฉะนั้น...มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราจะได้ข่าวว่ามีสำนักเรียนในกรุงเทพฯ แจ้งยอดนักเรียนเกินเป็น ๗๐๐-๘๐๐ รูป แล้วก็เบิกเงินตามนั้น พอเขาไปตรวจสอบก็บอกว่าไม่มี อ้างว่าสึกไปแล้ว ถ้าเจตนาแบบนั้นชัดเกิน ความเป็นพระไม่น่าจะเหลือ
              ฟัง ๆ แล้วน่าสลดใจ อาตมาไปสอนนี่ไม่ได้ตั้งใจอะไร ตั้งใจตักน้ำรดหัวตอ ถึงไม่งอกเอาแค่เปียกก็ยังดี เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ทำอย่างไม่หวังผล ทำเพราะเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เมื่อได้ทำเราทุ่มเทไปแล้ว ถือว่าเราทำหน้าที่สมบูรณ์ไปแล้ว ผลจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิด เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่ของเรา
              คำบรรยายที่เขาให้ก็ไม่พอค่ารถ ไปกลับเที่ยวหนึ่งก็ ๖๐๐ กว่าบาท บรรยายไปสองชั่วได้มา ๔๐๐ บาท ยังดีที่ไม่ต้องจ่ายฟรีทั้ง ๖๐๐ บาท...!

*************************


      ถาม :  การพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเราต้องวางกำลังใจอย่างไร ?
      ตอบ :  ตรงนั้นเกินไปสำหรับเรา อันดับแรก ให้รู้ตัวก่อนว่าเราต้องตาย ในเมื่อเราตาย เราเอาอย่างอื่นไปได้ไหม ?
      ถาม :  ไม่ได้ครับ ?
      ตอบ :  แล้วถ้าคนอื่นตายล่ะ ?
      ถาม :  เอาไปไม่ได้ครับ ?
      ตอบ :  ทำไปทีละขั้น ของเรากระโดดไปเรียนด๊อกเตอร์ไม่ได้กิน ต้องตีในระดับประถมหรือมัธยม ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยเขาเรียนแบบใช้เหตุใช้ผลกัน ค่อยไปตีเอาทีหลัง
              เพราะฉะนั้น...พิจารณาให้เห็นก่อนว่าเราต้องตายแน่ ๆ ไม่ใช่แต่เรา เขาก็ด้วย ถ้าหากว่าเราตายแล้วอยากไปดี ก็อย่าทำให้ใจตัวเองเศร้าหมอง ไปซ้อมอยู่จุดเดียวพอ เอาตายท่าเดียว
              ไม่ใช่แสวงหาความตายนะ แต่เห็นว่าธรรมดาต้องตาย ในเมื่อตายก็ไม่มีอะไรแบกไปได้ แม้กระทั่งตัวของเราที่รักก็ยังเอาไปไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ต่างกัน

*************************


              กำลังใจที่เหมือนภูเขาทั้งลูกที่แบกไว้ พอวางลงได้ ตรงจุดอย่างนี้ถ้าหากว่าใครพบ ต้องพยายามจำให้ได้ กำลังใจที่เราปลงภาระอะไรบางอย่างลงได้ รู้สึกเบา รู้สึกสบาย มีความสุข
              ถ้าหากในด้านของธรรมะ กำลังใจที่เราปลงรัก โลภ โกรธ หลงได้นี่ จะมีความสุขมากกว่านั้นนับประมาณไม่ได้ อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้หรอก คนที่แบกของหนักแทบจะล้มประดาตาย วางของลงแล้วสบายจริง ๆ ส่วนกำลังใจที่ปลงจากรัก โลภ โกรธ หลงอันนั้นสบายกว่า สุขกว่าจนนับไม่ถูก

*************************


              “ขนมโคคนธรรมพ์นี้จะอยู่ตามลำธาร ถ้าไปเก็บออกมาจะออกจากป่าไม่ได้ ต้องบอกกล่าวขอขมาท่านที่เป็นเจ้าของก่อน ส่วนใหญ่เขาจะเอามาทำเป็นส่วนผสมของวัตถุมงคล
              นอกจากนี้ยังมีของบางอย่างที่มีลักษณะเหมือนปลัดขิก เป็นหินแต่ว่ายน้ำได้ ต้องไปตะครุบเอาเอง แดง (มงคล ม่วงน้อยเจริญ) ไปเจอเข้า ตอนแรกนึกว่าปลา พอเขาก้มลงจะจับ ก็ปรากฎว่าเหมือนมีพัดลมใหญ่เป่าวูบออกมาจากถ้ำใส่หน้า ก็เลยไม่กล้าแตะ
              นอกจากนี้ก็ยังมีของแปลกอย่างอื่นอีก ทางพม่าเขาเรียกว่า “แท่งยาพระฤๅษี” เขาบอกว่าอยู่ยงคงกระพัน ทหารพม่าก็เลยเอามาลองยิง ปรากฎว่าปืนที่ยิงพังกระจายเลย
              สรุปว่า กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ของดีแค่ไหน ต้องดูกำลังใจคนที่ใช้ด้วย

*************************


              “โยมนำซองมาถวาย บอกว่าร่วมทำบุญสร้างปราสาททองคำ อาตมาไม่ได้สร้าง สร้างแต่พระชำระหนี้สงฆ์ ถ้าอาตมาสร้างปราสาททองคำ ต้องลงทุนเป็นพันล้าน เรื่องของพระ เวลาโยมเขาระบุให้ทำอะไร ต้องทำอย่างนั้น จะเปลี่ยนเจตนาเขาไม่ได้ เขาปรับโทษเท่ากับย้ายเจดีย์ ก็แปลว่าลงอเวจีมหานรกเท่านั้น
              คราวนี้โยมเขาจะสร้างปราสาททองคำ อาตมาไม่เอาด้วยหรอก มีอยู่เที่ยวหนึ่ง ตอนนั้นไปอยู่วัดท่าขนุนปีแรก หลวงพ่อจังหวัดท่านสั่งให้ไปช่วยบูรณะวัดท่าขนุน เปลี่ยนโลงแก้วหลวงปู่สาย ของเก่าเขาซื้อตู้ปลาขนาดใหญ่มาบรรจุ อาตมาก็รำคาญสายตา พอไปอยู่วัดท่าขนุนก็เลยสั่งโลงแก้วประดับมุกมาถวาย
              ปรากฎว่าญาติโยมก็ไปช่วยกันเช็ด ช่วยกันถู เสร็จสรรพเรียบร้อยยกเก็บเข้าที่ แล้วก็มีคนที่มีความคิดบรรเจิดว่า โต๊ะหมู่ไม้ไม่เข้ากับโลงแก้ว ถ้าเป็นโต๊ะหมู่ประดับมุกจะดีมาก ว่าแล้วเขาก็ควักเงิน ๑๐๐ บาท เป็นเจ้าภาพโต๊ะหมู่ อาตมาก็ต้องโทรไปสั่งโต๊ะหมู่ราคา ๘๘,๐๐๐ บาท โดยที่อาตมาจ่ายไป ๗๙,๙๐๐ บาท...! เพราะฉะนั้น...ต่อไปใครจะทำอะไรที่ต้องจ่ายเยอะ ๆ ไม่ต้องมาทำเลย ยกเว้นจะเป็นเจ้าภาพเสียเอง
              พระเปลี่ยนเจตนาเขาไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านปรับโทษไว้ ต้องทำตามที่เขาให้ ดังนั้น...ระยะนี้ ถ้าใครมาแบบผิดท่าผิดทางอาตมาไม่เอาทั้งนั้น

*************************


      ถาม :  ทุกวันนี้จับลมทั้งวันค่ะ เวลาที่จิตมันนิ่ง ๆ ตรงหน้าผากจะหนักค่ะ ?
      ตอบ :  อย่าไปใส่ใจ ปล่อยให้ระเบิดตายไปเลย
      ถาม :  ไม่ผิดอะไรใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ไม่มีอะไรผิดจ้ะ สมาธิเร่ิมทรงตัวมากขึ้น ถ้ามากเข้า ๆ จะเหมือนกลายเป็นหินไปทั้งตัว ของเรานี่แค่เป็นบางส่วน
      ถาม :  แล้วจับลมกับรู้อิริยาบถนี่แทนกันได้เลยหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  สามารถทำควบกันได้ ถ้าหากว่าเอาแต่รู้อิริยาบถอย่างเดียว สมาธิจะเบาเกินไป จะเผลอหลุดได้ง่าย ทำเรื่องลมให้คล่องแล้วไปเอาอิริยาบถทีหลัง
      ถาม :  ทุกวันนี้เวลาตอนเช้ากิเลสจะงอกงามมากเลยค่ะ เหมือนกับตื่นเช้าแล้วก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ทุกเช้าอย่างนี้ ?
      ตอบ :  ก็เพราะว่าสติไม่ต่อเนื่อง กิเลสงอกตั้งแต่ตอนเราหลับ พยายามทำอย่างไรให้หลับแล้วรู้ตัว จะได้ทันกิเลส
      ถาม :  แล้วต้องทำอย่างไรคะ ?
      ตอบ :  เพิ่มสติขึ้นไปเรื่อย ๆ
      ถาม :  มีสติตลอดเวลาทั้งหลับและตื่นนี่ คนธรรมดาที่ไม่ใช่พระอริยเจ้า เขาทำได้ด้วยหรือคะ ?
      ตอบ :  ได้ แค่ปฐมฌานละเอียดเท่านั้น

*************************


      ถาม :  หนูเคยภาวนาแล้วหลุดออกไปค่ะ แต่ภาพที่เห็นตอนหลุดออกไปกับตอนที่เป็นจริงนี่มีความแตกต่างกันเยอะมากเลยค่ะ แต่ก็มีบางจุดที่ทำให้รู้ว่าเป็นที่เดียวกัน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นคะ ?
      ตอบ :  ที่หลุดไปจะละเอียดกว่า
      ถาม :  แสดงว่าของจริงคือตอนที่หลุดออกไปหรือคะ ?
      ตอบ :  ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับความหยาบละเอียดของจิตตอนนั้น ต้องบอกว่าเป็นแค่ตอนนั้น

*************************


      ถาม :  เมื่อนั่งสมาธิพอจิตนิ่งแล้ว ทำการวิปัสสนาแล้วเกิดอาการตัวแข็ง ๆ โดยเฉพาะหน้าจะมีอาการตึง ๆ แล้วจะมีอะไรบางอย่างหมุนวนตรงปลายจมูก ติดอย่างนี้มา ๒-๓ ครั้ง ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรต่อ เพราะคำภาวนาไม่มีและไม่ได้จับลม ?
      ตอบ :  รู้ไว้เฉย ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น อย่าอยากให้หายและอย่าอยากให้เป็น แล้วจะไปลึกกว่านั้น ตอนนั้นอาจจะตกอกตกใจว่าตัวถูกสาปกลายเป็นหินไปแล้ว
      ถาม :  ก็คือถ้าวิปัสสนาอยู่ ก็วิปัสสนาต่อไปไม่ต้องสนใจ ?
      ตอบ :  พิจารณาต่อไป ไม่ต้องไปใส่ใจ
      ถาม :  หลัง ๆ บางครั้งได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนที่คนจะโทรมาจริง ๆ สัก ๕ วินาที เป็นเพราะจิตรับรู้ได้เร็วขึ้นหรือเปล่า ?
      ตอบ :  เขาดังแล้ว
      ถาม :  ดังแล้วหรือคะ ?
      ตอบ :  ดังจากต้นทาง
      ถาม :  อ๋อ ?
      ตอบ :  ยังมาไม่ถึงปลายทาง ถ้าจิตละเอียดที่ได้ยินก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

*************************


      ถาม :  ถ้าภาวนาคาถาเงินล้านก่อนนอน ตอนหลับไปไม่รู้ตัว แต่พอตื่นแล้วก็ภาวนาต่อเลย ?
      ตอบ :  พอไหว
      ถาม :  คาถาเงินล้านนี่สามารถฝืนวิบากกรมได้มากน้อยแค่ไหนคะ ?
      ตอบ :  ได้นิดหน่อย แค่เป็นมหาเศรษฐี แค่นี้ก็น่าจะพอใจนะ
      ถาม :  ถ้าตามดวง อย่างหมอดูฟันธงว่าจนแน่ ๆ นี่ก็ทำให้ถึงกับรวยได้เลยหรือคะ ?
      ตอบ :  เรื่องของหมอ เขาว่าจนเดี๋ยวเราจะรวยให้ดู อาตมาไม่เคยเชื่อพวกหมอดูเลย

*************************


      ถาม :  เป่ายันต์เกราะเพชรแล้วไปกินเหล้า กับมีวัตถุมงคลที่เป็นยันต์เกราะเพชรแล้วไปกินเหล้า อย่างไหนจะคุ้มครองดีกว่ากัน ?
      ตอบ :  ดีต่างกันตรงที่ว่า ถ้าเป็นยันต์เกราะเพชรแล้วยันต์จะไม่หาย ถ้ารักษาได้ยันต์จะติดตัวเราตลอด แต่ถ้ากินเหล้านี่เสื่อมเลย
              ส่วนวัตถุมงคลที่เป็นยันต์เกราะเพชร ถ้ากินเหล้าจะไม่คุ้มครองเฉพาะตอนนั้น ถึงเวลาหายเมาก็อาราธนาคุ้มครองใหม่ได้

              แต่ถ้าเผลอหรือลืมทิ้งวัตถุมงคลไว้ก็หายไม่ได้ติดตัวไปตลอดเหมือนการเป่ายันต์ เพื่อความไม่ประมาทก็ทั้งวัตถุมงคลที่เป็นยันต์เกราะเพชรแล้วก็เป่ายันต์ด้วย เอาทั้งสองอย่าง

*************************


      ถาม :  เรื่องการบวชนาคแบบพิสดาร ที่ต้องเขย่านาคที่นั่งอยู่บนคาน ?
      ตอบ :  เขาทดสอบบารมีว่าจะได้บวชหรือตกมาคอหักตาย...!
      ถาม :  ต้องถึงกับเขย่าด้วยหรือคะ ?
      ตอบ :  อย่าลืมว่าพวกที่แบกเขาเมาทั้งนั้น เขาเล่นสนุกกัน ก็เลยเป็นการทดสอบว่านาคจะมีบารมีพอที่จะบวชหรือตกลงมาคอหักตาย...!
              แม้กระทั่งสมัยนี้ประตูโบสถ์วัดท่าขนุน ก็ยังอุตส่าห์ให้นาคขึ้นตบคานประตู สมัยก่อนโบสถ์เขาสร้างไว้เตี้ย ถึงเวลานาคเดินเข้าไปคนจะเอามือตบคานประตู เพื่อบอกให้รู้ว่าก้มหน่อย เดี๋ยวหัวแตก แล้วก็ถือเป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงเวลาก็ให้นาคขี่คอขึ้นไปตบ วันก่อนเจอนาคหนัก ๑๔๐ กิโลกรัม คนโดนนาคขี่แทบเป็นลมตาย บางอย่างเขาทำตาม ๆ กันมา โดยที่ไม่พยายามศึกษาว่าเขาทำโดยมีสาเหตุอะไร

*************************


              อาตมาไปพม่า ไปเจอต้มเห็ด เขาใส่ผักบุ้ง ใส่ข้าวลงไปในต้มเห็ด กลายเป็นข้าวต้มเห็ด จึงถามเขาว่า “นี่คืออะไร ?” เขาบอกว่าข้าวต้มเห็ด ถามต่อว่า “รู้ไหมว่าเขาใส่ผักบุ้งและข้าวไปทำไม ?” เขาก็ตอบว่า “เพราะว่าอร่อย”
              นี่เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ที่เขาใส่ข้าวลงไปเพราะว่าเห็ดบางอย่างที่มาจากป่าซึ่งไม่รู้ว่ากินได้หรอืไม่ เวลาต้มเมื่อเอาข้าวใส่ลงไป ถ้าเป็นเห็ดมีพิษ ข้าวจะเป็นสีดำ บางทีก็ข้าวไม่ยอมสุกเลยก็มี ขณะเดียวกันผักบุ้งเป็นตัวยาถอนพิษชนิดที่ดีที่สุด เขาป้องกันโดยใส่ปนกันไปเลย ถ้ากินลงไปจะได้แก้ลงไปในตัว
              ทีนี้เขาไม่รู้ถึงสาเหตุก็ใส่ลงไปเรื่อ ยๆ กลายเป็นข้าวต้มผักบุ้งเห็ด อาตมาเห็นนี่นั่งกุมขมับเลย คนที่ตอบเป็นครูนะ เขาบอกว่าใส่เพราะอร่อยดี เขาไม่พยายามที่จะคิดเลยว่าเกิดจากอะไร เห็นเขาใส่ก็ใส่ตาม เขาเรียกว่า เถรส่องบาตร เห็นอาจารย์ส่องตัวเองก็ส่องบ้าง บาตรอาจารย์รั่ว อาจารย์ก็เลยดูว่ารูใหญ่พอที่จะเปลี่ยนหรือไม่ ลูกศิษย์เห็นอาจารย์ส่องตนเองก็ส่องตามไปเรื่อย ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ทำตาม ๆ กัน
              คนพวกนี้แปลก เรื่องที่ไม่น่าสงสัยเขาจะไปสงสัย เรื่องที่ควรสงสัยเขาไม่สงสัยหรอก

*************************


      ถาม :  เรื่องการจบกิจ หมายถึง ?
      ตอบ :  ถ้าจบตรงนั้นแปลว่าจบทุกอย่าง อายุไม่เกี่ยว จบตอน ๗ ขวบ ก็ตายตอน ๗ ขวบ
              อาตมายืนยันไปหลายครั้งว่า ฆราวาสที่เก่งจริงตายหมดแล้ว ที่อยู่นี่ยังเก่งไม่จริง แต่คนก็ไม่ค่อยฟังกัน ไป ๆ มา ๆ ก็จะมานั่งบ่นกันว่า ฆราวาสคนนี้ไม่ชอบมาพากล มาบ่นทำไม ?

*************************


              กลางเดือนมิถุนายน มีอุบัติเหตุตรงบริเวณไทรโยค แถว ๆ ทุ่งเลี้ยงสัตว์ รถที่ชนกันเป็นคนทองผาภูมิ ตายคาที่ไป ๔ ศพ อยู่โรงพยาบาล ๑ คน บาดเจ็บสาหัสอีก ๒ คน รถหมดสภาพ ที่ตายมีอยู่รายหนึ่ง เป็นพระที่เป็นเจ้าอาวาส ตายคาที่ พอตายแล้ว เพื่อนพระก็มาสะกิดถามว่า เขามีสมเด็จนางพญา แล้วตายได้อย่างไร ? สรุปก็คือว่า วันนั้นท่านไม่ได้เอาไป คนเราพอถึงวาระก็เลยมีเหตุให้เป็นแบบนี้
              นึกถึงผู้พันท่านหนึ่ง ท่านมีวัตถุมงคลของอาตมา แม้กระทั่งปืนที่เขาติดตัวอาตมาก็เสกให้ ปรากฎว่าวันนั้นไปโดนพวกกะเหรี่ยงล้อมยิง ตัวเองหลุดจากวงล้อมมาได้ เป็นห่วงลูกน้องย้อนกลับไปข่วยเขา ปรากฎว่าตัวเองโดนระเบิดตาย ขาขาด อาตมาถามลูกน้อง ลูกน้องบอกว่า วันนั้นตั้งแต่ออกเดินทางผู้พันก็บ่นว่าใจคอไม่ดีเพราะลืมวัตถุมงคล พออาตมาถามถึงปืนที่เสกให้ ลูกน้องก็บอกว่าผู้พันไม่ได้พกไป
              พอวาระมาถึงก็มีเหตุให้เป็นอย่างนี้จริง ๆ ตกลงว่าแหวกวงล้อมเอาตัวเองออกมาได้ แต่สุดท้ายตัวเองก็กลายเป็นศพตามลูกน้องไป

*************************