​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๓๘

 

              พวกกะเหรี่ยงที่มาอยู่กับหลวงปู่ครูบาวงศ์ เขาจะนับลูกประคำเร็วมาก เร็วชนิดที่ว่าไม่มีเวลาให้คิดอย่างอื่นได้ ในเมื่อนับเร็วก็จะครบรอบเร็วมาก พวกนี้พอนับไปเป็นปี ๆ ประคำของเขาจะลื่นใสแจ๋วเลย
              พวกเราเป็น “เด็กเต้บ” ความพยายามไม่มีแต่ความงกเยอะ อยากได้ก็ไปขอซื้อลูกประคำจากเขา ๑๐ บาท ปรากฎว่าเขาไม่ขายให้ เสนอ ๒๐ บาท ไม่ขาย ๓๐ บาทไม่ขาย ขึ้นไปเรื่อย ๆ พอไปถึง ๘๐ บาท เขายอมตกลง เพราะเขาทำงานกับหลวงปู่ครูบาวงศ์ ขุดศิลาแลงขาย วันหนึ่งได้ค่าแรง ๒๐ บาท เราให้เขา ๘๐ บาทเท่ากับค่าแรงของเขา ๔ วัน
              ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อวัดท่าซุงตั้งราคาลูกประคำไว้ที่ ๘๐ บาท (ราคากะเหรี่ยงตั้ง) ครูบาวงศ์ถวายลูกประคำมา หลวงพ่อเสกแล้วเอาขึ้นที่ศาลานวราช ราคา ๘๐ บาท เป็นวัตถุมงคลที่ราคาแพงที่สุด เพราะปกติวัตถุมงคลของหลวงพ่อยืนพื้นที่ราคา ๑๐ บาท หรือ ๒๐ บาท พอกะเหรี่ยงยอมขายที่ราคา ๘๐ บาท หลวงพ่อท่านเลยตั้งไว้ที่ ๘๐ บาท

*************************


      ถาม :  ระหว่างนับประคำแบบเร็ว ๆ กับแบบช้า ๆ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ?
      ตอบอยู่ที่เราถนัด ถ้าหากเราถนัดที่จะเร็วเพื่อไม่ให้เกิดชั่ว ถ้าทิ้งชั่วได้ แบบไหนก็ทำไปเถอะ ถ้าหากว่าเราภาวนาช้าจิตสงบเร็ว นิ่งเร็วเราก็เลือกทำแบบช้า

*************************


              กว่าหลวงปู่ภู (วัดอินทรวิหาร) จะทำไม้ครูได้ ยากเย็นเข็ญใจมาก ต้องไปหาไม้ไผ่ที่ล้มขวางทางช้างแต่ไม่โดนช้างเหยียบ ตัดแล้วเอามาปลุกเสก แล้วเอาไปจิ้มศพที่ตายวันเสาร์เผาวันอังคารให้ได้ครบ ๗ ศพ กว่าจะได้สักศพหนึ่งก็ต้องใช้เวลานาน พอทำจนครบแล้วจึงมาทำเป็นไม้ครู
              เมื่อหลวงปู่ภูท่านทำได้สำเร็จ ท่านประกาศเลยว่า ไม่มีใครทำได้อย่างข้า ที่หลวงปู่ภูท่านทำได้เนื่องจากท่านอายุ ๑๐๒ ปี เราคงอายุไม่ยืนพอที่จะรอให้ครบ ๗ ศพ
              เรื่องของพระขรรค์โสฬสเหมือนกัน โลหะธาตุแต่ละอย่างที่จะเอามาผสมหายากมาก เพราะฉะนั้นเหลืออยู่อย่างเดียวก็คือรอ รอความเมตตาจากครูบาอาจารย์ให้แหกคอกได้ ไป ๆ มา ๆ ท่านบอกเอ็งไม่ต้องแหกคอกหรอก เพราะเอ็งไม่เคยอยู่ในคอก แสดงว่าท่านรู้จริง

*************************


              การบริโภคอาหารต้องรู้จักประมาณ มีโชภเนมัตตัญญุตา ไม่ใช่โภชเนมัตตัญญุตะกละ
              เรื่องของการห้ามปากก็คือกำลังใจในการห้ามไม่ให้ละเมิดศีล ถ้าห้ามปากอยู่ ก็มีโอกาสในการรักษาศีลได้ครบถ้วน ถ้าห้ามปากตัวเองไม่อยู่ โอกาสที่จะรักษาศีลให้สมบูรณ์ก็ยาก เพราะว่ากำลังใจยังไม่พอ เดี๋ยวมีโอกาสก็ละเมิดศีลอีก มีทางเดียวคือต้องห้ามปากให้ได้

*************************


      ถาม :  สีลัพพตปรามาสคืออะไรคะ ?
      ตอบสีลัพพตปรามาส คือรักษาศีลไม่จริง เขาแปลว่าลูบคลำในศีลพรต
      ถาม :  แล้วสำหรับกรณีคนที่ถือศีลมากกว่า แล้วถือว่าตนเองนั้นดีกว่าคนที่ถือศีลน้อยกว่า ?
      ตอบอันนั้นเป็นมานะ
      ถาม :  เคยอ่านเจอท่านผู้หนึ่งเขาอธิบายความหมายของคำว่า สีลัพพตปรมาสมาแบบนี้ ?
      ตอบเรื่องของการตีความขึ้นอยู่กับกำลังใจของแต่ละคน เหมือนโรงมหรสพทางปัญญา ที่มีภาพแล้วให้เราตีความ ในเรื่องของการตีความธรรมะ กำลังใจสูงก็ตีความสูง กำลังใจต่ำก็ตีความต่ำ ถามว่าผิดหรือไม่ ....ไม่ผิด แต่ว่ารู้แค่นั้น ถ้าหากว่าก้าวพ้นไปก็จะมีถูกกว่านั้นอีก

*************************


              หลายท่านความรู้ทางพุทธศาสนาจำกัดมาก ถ้าเจอลูกศิษย์อย่างคุณเลิศนี่ตายเลย ถ้าแบบนั้นมาแล้วเขาไปคุยด้วยจะเกิดโทษอย่างมหาศาล เกิดโทษตรงที่ว่าเขาจะคิดว่านี่หรือพระ ? พระพุทธศาสนามีแค่นี้เองหรือ ?
              ถ้าไปถึงระดับนั้นแล้ว ความเป็นเจ้าอาวาสหลักการต้องแม่น ทำไม่ได้ไม่ว่า...แต่ต้องบอกให้ได้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าดีแท้แน่นอน ทำไม่ถูกไม่เป็นไร แต่ต้องบอกให้ถูก อย่างน้อย ๆ ก็เป็นอย่างพระสุธรรมเถร ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเถรใบลานเปล่า อย่างน้อย ๆ บอกถูกลูกศิษย์ได้เป็นพระอรหันต์เป็นพัน ตัวเราเองทำไม่ได้ไม่เป็นไร แต่หลักการทิ้งไม่ได้ เพราะฉะนั้น...ทำไม่ได้หลักการจะต้องแม่น อย่างน้อย ๆ ก็เอาไปคุยกับชาวบ้านได้ถูกต้อง
              สมัยนี้เขายัดเยียดให้จำ ยัดเยียดให้จำ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ได้ความรู้ แต่ว่าในขณะเดียวกันสิ่งที่เราจำเราสามารถเอาไปแตกกอต่อยอดได้หรือเปล่า ไม่ใช่เขาให้จำเราก็จำอย่างเดียว เดี๋ยวก็ไปกันใหญ่
              สมัยผมเรียนทหารเพื่อน ๆ เรียกว่าไอ้รอบโลก เรื่องอะไรก็คุยได้หมด

*************************


      ถาม :  เมื่อก่อนหนูว่ากิเลสตัวราคะแรงสำหรับหนู มาเจอตอนนี้โทสะก็แรงด้วย ?
      ตอบแรงทุกตัว...เพียงแต่ว่าเราจะเจอตัวไหนเท่านั้น
      ถาม :  ไม่ถึงกับโกรธ แต่ก็รู้สึกสะกิดใจ ?
      ตอบ :  ให้เป็นแค่สะเก็ดไฟก็พอ
      ถาม :  คะ ?
      ตอบ :  อย่าให้ลุกลาม รีบตัดเสียตั้งแต่ต้น ข้างในจะอกแตกตายก็ช่างมัน
      ถาม :  ลึก ๆ เข้าไปแล้วจับไม่ได้ก็ปล่อยออกมา ?
      ตอบ :  อ้าว...ก็บรรลัย
      ถาม :  ปล่อยออกมาก็คือ ดูแล้วว่าไม่มีอะไร จับไม่ได้ก็เลยไม่ไปใส่ใจ ?
      ตอบก็ไม่มีอะไรต้องใส่ใจ แต่ทีนี้การใส่ใจของเรา บางทีความเคยชินสภาพจิตของเราที่เคยปรุงแต่งไปก่อน ในเมื่อไปก่อน กว่าเราจะรู้ตัว อ้าว...แขกไม่ได้รับเชิญ มาตั้งแต่เมื่อไรหว่า ?
              ต้องสร้างสติให้ชัด สร้างสติให้รู้เท่าทันไม่ไปปรุงแต่ง กิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้ารู้ไม่ทันกิเลสก็พาเราไปหลายกิโล

      ถาม :  สังเกตว่าสลับกันมา ถ้าช่วงนี้ราคะมา โทสะก็จะเงียบ ถ้าโทสะมาราคะก็จะเงียบ ผลัดเวรกันมา ?
      ตอบ :  อย่างตั้งใจ ตั้งใจละตัวไหน ตัวนั้นมาทันที ปล่อยไปตามสภาพไม่ยินดีและก็ไม่ยินร้าย มาก็รับรู้ไว้ไปก็ไม่ดีใจ
      ถาม :  เริ่มเห็นอะไรไปลงที่ไตรลักษณ์ตลอด ?
      ตอบ :  นาน ๆ ไปก็จะบ้า ปฏิบัติไป ๆ แล้วเขาชมว่าบ้าจงดีใจเถิดเพราะอย่างน้อย ๆ ก็ได้เห็นหน้าเห็นหลังแล้ว

*************************


      ถาม :  มีคนหนึ่งเขาบอกว่า บางท่านที่อยู่ในระดับอนาคามีมรรค สามารถค้างอยู่ในระดับนั้นเป็นปี ๆ กว่าจะเข้าถึงระดับอนาคามีผลได้ มีด้วยหรือคะ ?
      ตอบ :  ขอยืนยันว่ามี บางคนค้างไปตลอดชีวิตเลยก็มี ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นเป็นความฝังใจของเขาหรือเปล่า ถ้าเป็นความฝังใจมา ตราบใดที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะติดอยู่ตรงนั้น

*************************


      ถาม :  ความหมายของคำว่า “เลือดตกยางออก” ?
      ตอบ :  เลือดตกยางออก จริง ๆ ก็คือเลือดนั่นแหละ ทีนี้ยางออกส่วนใหญ่เขาหมายถึงยางไม้ ลักษณะบางคนที่เขาอยู่ยงคงกระพันแต่ก็มีบาดแผลขีดข่วนบ้าง เลือดซึมอยู่หน่อย เขาเรียกว่ายางออก

*************************


              ครูบาเหนือชัยท่านมีลักษณะหลอกคน คำว่าหลอกคน ไม่ใช่ว่าท่านเที่ยวไปหลอกลวงใคร จริง ๆ ก็คือรูปร่างท่านหลอก เห็นแล้วนึกว่าท่านใหญ่มาก ๆ เลย แต่จริง ๆ แล้วท่านตัวเล็ก
              ลองตั้งใจสังเกตดูหรือไปยืนเทียบกัน ถ้าผ่านตาครั้งแรกจะรู้สึกว่าท่านใหญ่มาก ๆ เลย เคยเจอแบบนี้มา ๒-๓ คน แปลกใจ
      ถาม :  แล้ว ๒-๓ คนที่ท่านเจอมีใครบ้าง ?
      ตอบ :  บอกไม่ได้ เดี๋ยวเอ็งไปค้นหา ...!

*************************


              พวกนักค้นคว้าวิจัยต่างพยายามจะยืนยันให้ได้ว่า มนุษย์แต่แรกนั้นมีวิวัฒนาการมาจากพวกลิง จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่
      ถาม :  คนมาจากไหน ?
      ตอบ :  พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนมาจากอาภัสราพรหม
      ถาม :  แล้วเมื่อไรเขาจะหาความจริงนี้เจอ ?
      ตอบ :  จนกว่าเขาจะปฏิบัติได้ทิพจักขุญาณ หลังจากนั้นก็ดูในยถากัมมุตาญาณ หรือไม่ก็ดูในจุตูปปาตญาณ ว่าคนมาจากไหน

*************************


      ถาม :  ผู้ที่รับยันต์เกราะเพชร ทำไมบางคนถึงเป็นไข้ บางคนถึงไม่เป็นและคนที่เป็นบางทีสามวันจึงหาย ?
      ตอบ :  แต่ละคนนอกจากกำลังใจจะไม่เท่ากันแล้ว จริตนิสัยยังไม่เหมือนกัน การแสดงออกต่าง ๆ จึงไม่เหมือนกัน คิดว่าเป็นไข้เพราะอากาศก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องสงสัย
      ถาม :  ไปหาหมอแล้วตรวจไม่เจอครับ ?
      ตอบ :  จะได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องของพุทธานุภาพ ถ้าตรวจเจอก็สแดงว่าไม่ใช่

*************************


              “เปิดตัวเร็วก็เป็นเป้าเร็ว ถ้าหนังไม่หนา หน้าไม่ด้าน ทนแรงเสียดทานไม่ไหวก็เจ๊ง”

*************************


              “การนำ เรานำได้ไม่กี่คน สำคัญที่สุดก็่คือนำตัวเองให้รอดจากวัฏสงสาร”

*************************


              ในเรื่องของกฐิน การที่ทำหลาย ๆวัด เราได้อานิสงส์แต่ไปตัดโอกาสของวัด เนื่องจากหลายท่านอยากจะเป็นเจ้าภาพ แต่พอไปถึงเขาบอกว่าวัดนี้มีผู้เป็นเจ้าภาพกฐินแล้ว เขาก็ไม่รับ
              กรณีที่เป็นเจ้าภาพถึง ๑๐ วัด ถ้าหาเงินได้ห้าแสนก็เฉลี่ยวัดละห้าหมื่น ห้าหมื่นสมัยนี้สร้างส้วมสักหลังยังต้องคิดเลย
              ถ้าเจะเอาเรื่องอานิสงส์กฐินวัดเดียวก็เหลือเฟือแล้ว อย่างท่านมหาทุคตะ ทำกฐินครั้งเดียวเกิดเป็นพระพุทธเจ้าเลย
              ดังนั้นก็คือ เล็งวัดใดวัดหนึ่ง แล้วก็บันทึกไล่ไปว่า พ.ศ.นี้วัดไล่ไปเรื่อย ๆ แล้วจะได้น้ำได้เนื้อ

*************************


              ปีนี้ขอแรงพวกเราไปช่วยหลวงพ่อสิงห์ วัดถ้ำป่าไผ่ หน่อย หลวงพ่อท่านเป็นหนี้เขาอยู่เยอะ วัดก่อนโทรมาบอกว่า ตุ๊ป้อหมดแฮงแล้ว อายุ ๗๒ แล้ว รบกวนพระน้องช่วยหน่อย
              คนเราก็หลอกลวงกันได้ลงคอ ปลอมหนังสือของสำนักพระราชวังขอให้ช่วยบริจาคเงิน หลวงพ่อสิงห์ก็บริจาคไป แล้วก็มารู้ทีหลังว่าของปลอม เท่ากับเสียเงินไปฟรี ๆ ก็เลยกลายเป็นหนี้เขาโดยปริยาย

*************************


              หลวงพ่อสมเด็จวัดสระเกศ ท่านบอกว่า บวชนาน นิทานจะมาก เรื่องที่รู้มากขึ้น ๆ ก็จะสอดแทรกเข้าไปได้ บางทีเรื่องแค่ ๑ หัวข้อ อธิบายแค่สองนาทีก็หมด แต่ก็สามารถอธิบายยาวเป็นชั่วโมงได้ เพราะมีเรื่องแทรกไปเรื่อย ๆ

*************************


              นึกถึงเรื่องของคน ๕ คน พระพุทธเจ้าเทศน์อยู่แท้ ๆ แต่ปรากฎว่า คนหนึ่งนั่งมองฟ้า คนหนึ่งกอดเสา แถมเขย่าด้วย คนหนึ่งเอามือเขี่ยดินไปเรื่อย อีกคนหนึ่งก็หลับ อีกคนหนึ่งตั้งใจฟัง ปรากฏว่ามีรายนี้่รายเดียวที่ตั้งใจตฟังแล้วบรรลุมรรคผล
              พระอานนท์ก็แปลกใจ กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระองค์แสดงธรรมประดุจดั่งมหาเมฆบันลึอขึ้น ไฉนบุคคลเหล่านี้จึงไม่ให้ความสนใจ พระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่า
              รายที่แหงนมองท้องฟ้า เป็นหมอดูยกเมฆมาตลอด ๕๐๐ ชาติ เคยชินกับการดูเมฆ ก็เลยไม่ได้สนใจฟังเทศน์ เอาแต่แหงนมองฟ้า
              ส่วนรายที่กอดต้นเสา เกิดเป็นลิงต่อเนื่องกันมา ๕๐๐ ชาติ
              รายที่เขี่ยดิน เกิดเป็นไส้เดือนมา ๕๐๐ ชาติ
              รายที่หลับ เกิดเป็นงูใหญ่มาตลอด ๕๐๐ ชาติ ถนัดการพาดหัวกับขนดแล้วหลับ
              ส่วนรายที่ตั้งใจ เกิดเป็นพราหมณ์เรียนไตรเพทมาตลอด ๕๐๐ ชาติ เมื่อได้ฟังสิ่งที่เป็นอรรถเป็นธรรม เกิดความสนใจเงี่ยหูฟัง ในที่สุดก็บรรลุมรรคผล
      ถาม :  แล้วผมล่ะครับ ?
      ตอบ :  เกิดเป็นวรนุสมา ๕๐๐ ชาติ...!

*************************


              เรื่องบางอย่างเราไปห้ามเขาตรง ๆ เขาจะโกรธ จะประกาศตัวเป็นศัตรู ดังนั้น เรื่องการปกครองจึงต้องมีเทคนิค เขาถึงได้บอกว่าการดำเนินชีวิตมีทั้งศาสตร์คือความรู้ มีทั้งศิลป์ก็คือวิธีการ
              พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิปฺปญฺจ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การมีศิลปะ จัดเป็นอุดมมงคลอย่างยิ่ง
              ศิลปะไม่ใช่แความรู้ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการหากินเท่านั้น แต่ศิลปะยังหมายถึงหลักการที่จะดำรงตนอยู่ในสังคม นี่ต่างหากที่สำคัญ
              เพราะฉะนั้น คำว่าสิปปัญจะ การมีศิลปะ ก็คือศิลปะที่เป็นวิชาความรู้และศิลปะในการดำรงชีวิต

*************************


              เรื่องแรงอธิษฐานนี่ร้ายแรงมาก เพราะฉะนั้นอย่าให้คนอื่นรู้ว่าเราอธิษฐานอะไร ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเจอกรณีแบบเดียวกับขุนช้างที่อธิษฐานทับนางพิมพิลาไลย หรือกรณีแบบเดียวกับพระเจ้ากุสราช
              พระเจ้ากุสราชในชาตินั้น เป็นชาวบ้านอยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ พี่สะใภ้นั้นมีหน้าที่ทำอาหาร เวลาทำอาหารก็ทำไว้ ๓ ส่วน ของสามี ๑ ของน้องชาย ๑ ของตนเอง ๑
              วันหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าบิณฑบาตผ่านมา พี่สะใภ้เห็นก็เอาอาหารของตนเองถวาย แต่ก็ยังไม่พอใจ อยากถวายให้มากกว่านี้ คิดว่าเรากับสามีก็เหมือนคน ๆ เดียวกัน เดี๋ยวเราทำให้ใหม่ก็ได้ จึงเอาอาหารส่วนของสามีถวายอีก แต่ก็ยังไม่พอใจ เอาอาหารส่วนของน้องสามีถวายไปด้วย
              ปรากฏว่าน้องสามีกลับจากป่า ถามหาอาหารส่วนของตน พี่สะใภ้บอกว่าถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว น้องสามีก็เลยด่าพี่สะใภ้ พี่สะใภ้จึงทำอาหารให้ใหม่ และทำส่วนของตนเองด้วย แล้วก็น้ำไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าอีก พร้อมกับอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าชาติไหนขออย่าให้ได้เจอน้องผัวแบบนี้ ทำบุญนอกจากจะไม่ยินดีแล้ว ยังด่าอีก
              น้องสามีหรือพระเจ้ากุสราชในชาตินั้น เมื่อได้ยินเข้าก็เกิดโทสะ ตัดสินใจว่าไม่กินอาหารส่วนของตนแล้วถวายพระดีกว่า จึงเอาอาหารไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วอธิษฐานว่า ไม่ว่าเกิดชาติใดต้องได้ผู้หญิงคนนี้เป็นเมีย ก็เลยกลายเป็นว่าแม้จะอยู่บนปราสาทเจ็ดชั้น ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แค่เห็นหน้าเท่านั้น ก็หนีตามกัน
              ดังนั้น เรื่องของอธิษฐานบารมีอันตรายตรงที่ว่า ถ้าคนที่อธิษฐานทีหลังบารมีเขาสูงพอนี่...เราเสร็จเลย อย่างของพระเจ้ากุสราชตอนหลัง ท่านก็มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ท่านบารมีพระโพธิสัตว์
              มีคนถามว่า พี่สะใภ้ในเรื่องควรจะอธิษฐานอย่างไร ? ท่านก็บอกว่า “อธิษฐานว่าอะไรก็ตามที่ไม่เป็นที่ต้องใจของเรา ขออย่าได้เจอ”

*************************


              อุเบกขา คือการที่เราพยายามทุกวิถีทางแล้ว หมดความสามารถจริง ๆ จึงยอมรับว่าเป็นกฎแห่งกรรม
              ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าเป็นอุเบกขาอะไร อุเบกขากับสิ่งรอบข้าง หรืออุเบกขาในอารมณ์ของธรรมะ
              ถ้าอุเบกขาในอารมณ์ของธรรมะ มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่เป็นของสมถกรรมฐานใช้กำลังสมาธิกดคุมไว้ ก็สามารถทำให้วางลงได้ แต่ในส่วนของวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าพิจารณาเห็นจริงแล้วยอมรับว่าธรรมดาเป็นอย่างนั้น ก็เลยไม่ไปยุ่งกับอะไร
              เพราะฉะนั้นในส่วนของวิปัสสนากรรมฐานจะสบายกว่า รู้เท่าทันและปล่อย วาง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวด้วย ก็สร้างความเดือดร้อนให้เราไม่ได้ แต่ว่าทั่ว ๆ ไปใช้แบบสมถะ ใช้กำลังใจข่มไว้ ข่มให้ตาย ถ้าเผลอปล่อยเมื่อไรก็ยันกลับ

*************************