​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๓๙

 

      ถาม :  ในการปฏิบัติจำเป็นไหมที่เราต้องเข้าไปชนกับกิเลส ?
      ตอบ :  ถามว่าจำเป็นไหม เลี่ยงได้เลี่ยง หลบได้หลบ ถ้าเลี่ยงไม่พ้นจริง ๆ รู้ว่าสู้ไม่ไหว ก็หนีเลย
      ถาม :  บางครั้งพอเห็นใจสงบแล้วไม่ชอบ อยากทดสอบ ?
      ตอบ :  ไม่ต้อง จำที่เคยเล่าให้ฟังได้ไหม ที่พี่ ๆ เขาไปลองในอาบอบนวด แล้วเจ๊งกันหมด อย่าลืมว่าจิตใจเราเคยชินกับสิ่งที่ชั่วมาอยู่นับชาติไม่ถ้วน เราเพิ่งจะมาทำความดีไม่นานนี้เอง กำลังของเขาจะสูงกว่ามาก ลองเมื่อไรโอกาสพังก็มีสูง เลี่ยงได้เลี่ยง หลบได้หลบ ถนอมกำลังของตัวเองไว้ มีโอกาสแล้วก็ฟันคอเสียทีเดียว
      ถาม :  แบบว่าอารมณ์นิ่ง หนูก็เลยอยากลอง ให้เห็นกิเลสชัด ๆ ?
      ตอบ :  เล่นกับไฟเดี๋ยวไหม้ทั้งตัว เราอาจจะไม่เป็นไร แล้วอีกคนจะทำได้หรือเปล่า ?
              การสู้กับกิเลสนั้น เราไปชนเมื่อไรก็แพ้เมื่อนั้น เพราะกำลังยังไม่พอ ต้องรู้หลบรู้หลีก อะไรหนักมาก็เลี่ยงเสีย อะไรเบามาก็ฉวยโอกาสบี้ให้ตรยไปเลย เหมือนกับเอาเปรียบแต่จริง ๆ แล้วต้องทำแบบนั้น”
*************************

              “อย่าคิดว่าการ์ตูนไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีประโยชน์ไม่อ่านให้เสียเวลาหรอก”
              ถ้าใคร ๆ เขาว่าชินจังทะลึ่ง กล้าแสดงออกอะไรก็ตาม เราต้องรู้ว่าไม่ใช่ชินจัง นั่นเป็นคนเขียน คนเขียนกำลังเอากิลสของตัวเองออกมาให้เราดู ต้องขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำไป เพราะเราก็เหมือนกับเขา แต่เราไม่กล้าเอาออกมาให้คนอื่นเห็น
              แบบเดียวกับคนที่รักกันต่างคนก็ต่างเอาแต่สิ่งที่ดี ๆ ให้คนอื่นดู เพราะกลัวเขาจะไม่รักเรา พอท้ายสุดแต่งงานกันไป ก็มีความรู้สึกว่าเออ...ได้มาแล้ว หมดความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น ทีนี้เบื้องหลังนางงามหรือชายงามก็ค่อย ๆ โผล่ออกมา ก็สำคัญตรงที่ว่าเขาสามารถที่จะรับกันได้ไหม ถ้าสามารถที่จะทำใจรับข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งได้ก็เป็นธรรมดา ก็จะอยู่กันได้นาน แต่ถ้าทำใจรับข้อบกพร่องของเขาไม่ได้ ก็ตัดลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็จะมีข่าวเตียงหักกัน
*************************

      ถาม :  การปฏิบัติในบารมี ๑๐ ควรทำอย่างไร ?
      ตอบเขาทบทวนอยู่ทุกวัน ว่าที่ผ่านมาเมื่อวานแล้ววันนี้ตรงจุดไหนพร่องบ้าง
              มีโอกาสให้ทานแล้วเราไม่ให้มีไหม ถ้ามีไปแก้ตัวใหม่เสียดี ๆ มีโอกาสที่จะละเมิดศีลแล้วเราละเมิดไหม ถ้ายังละเมิดศีลอยู่ แม้ว่าไม่ได้ทำด้วยกาย ทำด้วยวาจาก็ยังผิดศีล แม้ไม่ได้ทำด้วยกาย ด้วยวาจา ใจคิดจะละเมิดก็เป็นมโนกรรม พยายามปรับ จนกระทั่งแม้แต่คิด...ก็ไม่คิดที่จะทำ
              แต่ละข้อไล่ไปเรื่อย อย่าลืมว่าบารมี ๑๐ ​จริง ๆ เป็นข้าศึกโดยตรง ของรัก โลภ โกรธ หลง เป็นต้นเค้าของกิเลสทั้งปวง ฉะนั้นสังโยชน์ทั้งหมด งอกมาจากรัก โลภ โกรธ หลง ในเมื่อเราสามารถสร้างบารมี ๑๐ ​ได้เต็ม เราก็ตัดรัก โลภ โกรธ หลงได้
              ดังนั้นว่าในการปฏิบัติของเราต้องทบทวนอยู่ทุกวัน สมัยที่อยู่วัดท่าซุงหลวงพ่อท่านให้เขียนบารมี ๑๐ ติดหัวที่นอนไว้เลย
ก่อนนอนกราบพระสามที จะต้องขีดไว้ก่อนเลย วันนี้เราพลาดตรงไหนบ้าง ?
*************************

      ถาม :  พอเราเห็นอะไร แล้วมีอารมณ์ปล่อย ก็เป็นธรรมดา เมื่อเป็นธรรมดา ก็เห็นว่าไปลงตรงกฎแห่งกรรมตลอดค่ะ ?
      ตอบ :  จริง ๆ ท้ายสุดแล้ว เราทำไปก็ไปลงตรงจุดที่ว่า เราทำแล้วเราได้ ในเมื่อเราทำเองทำไมเราจะรับไม่ได้ จะว่าเป็นกฎของกรรม ก็คือกรรมของเรานั่นแหละ เราทำเอง
              คำว่าธรรมดา มีอยู่ในทุกระดับปุถุชนมีคำว่าธรรมดาของปุถุชน กัลยาณชนมีคำว่าธรรมของกัลยาณชน อริยชนมีคำว่าธรรมดาของอริยชน แต่ละขั้นตอนของธรรมดาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับแต่ละระดับกำลังใจของแต่ละคน
              แต่ว่าคำว่าธรรมดานี้หากินได้ตั้งแต่ต้นยันปลาย เพราะท้ายสุดของธรรมดาก็คือ ไม่มีอะไรเป็นของเรา ก็ธรรมดาเป็นอย่างนั้นเอง จะเอาให้ได้ตั้งใจก็ไม่ได้ ในเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ช่างมัน
*************************

      ถาม :  การคิดเป็นมโนกรรมได้อย่างไร ?
      ตอบทันทีที่เราคิดก็สร้างเหตุแน่ ๆ แล้วเมื่อสร้างเหตุ ผลก็จะมา มามากมาน้อยก็ต้องมา เพราะเราทำไปแล้วด้วยการคิด
*************************

      ถาม :  เกี่ยวกับเรื่องทาน ?
      ตอบในส่วนของสาธารณประโยชน์ เกิดประโยชน์แก่คนอื่นมากก็ใช่ แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมคำว่าเนื้อนาบุญก็สำคัญ ไม่เช่นน้ันก็จะเหมือนกับอังกุรเทพบุตรตั้งโรงทานเพื่อสาธารณะ ๘๐โรงตลอคสองหมื่นปี ไปเกิดเป็นเทวดาที่อานุภาพน้อยที่สุด เพราะไปทำบุญในช่วงที่โลกว่างจากศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรม
              แต่ว่าให้ทำไปเถอะ จะมากจะน้อยทำไป มีโอากสแล้วเราทำไม่ละ...ไม่เว้น บุญใหญ่ก็เอา บุญเล็กก็เอา กวาดให้หมด ใครจะว่างกก็ช่าง
      ถาม :  การเลือกเนื้อนาบุญ ?
      ตอบ :  ต้องมีปัญญาบารมีคุม ก็คือ ในเมื่อทำแล้วก็ควรจะให้ได้ผลมากที่สุด แต่ว่าขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสทำ แม้ทำแล้วผลน้อยกว่าปกติ ก็ยังทำอยู่ ทำเพราะรู้ว่าส่ิงนั้นดีเราจึงทำ ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาจะเอาบุญอย่างเดียว ถ้าตั้งหน้าตั้งตาจะเอาบุญอย่างเดียว ในอภิธรรมเขาบอกว่าเป็นโลภะเจตนาไปลดส่วนบุญลงด้วยซ้ำ
      ถาม :  ทำบุญให้ได้อานิสงส์เต็ม ?
      ตอบ :  ให้ดูว่าบริสุทธิ์โดยสี่ส่วนหรือเปล่า ถ้าบริสุทธิ์โดยสี่ส่วน เจตนาบริสุทธิ์ ทำเพื่อหวังตัดสละออกในความโลภ วัตถุทานบริสุทธิ์ ได้มาโดยถูกต้องตามศีลธรรมและกฎหมาย ไม่ได้ลักขโมยหรือช่วงชิงหลอกลวงใครมา ผู้ให้บริสุทธิ์ มีศีลตามเพศภาวะของตน ตั้งใจให้เพื่อเป็นการตัดความโลภจริง ๆ ไม่ได้ให้เพราะอยากอวดคนอื่นเขา ไม่ได้ให้เพราะอยากให้คนอื่เขาเห็นว่าเราเป็นคนดี และท้ายสุดผู้รับบริสุทธิ์
              ถ้าบริสุทธิ์โดยสี่ส่วนก็แปลว่าอานิสงส์เต็มสมบูรณ์ จะประกอบด้วยโลภะเจตนาหรือไม่ไปว่าในส่วนละเอียดเอาทีหลัง
*************************

      ถาม :  เวลาที่อยู่อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงนี่ ตอนนี้หดสั้นกว่าเมื่อก่อน ?
      ตอบ :  กิเลสเศร้าหมองเสียแล้ว...!
      ถาม :  เมื่อก่อนอยู่กับตรงนั้นได้นาน ตอนนี้จะไปต่อก็ไปไม่ได้ เพราะขินกับอารมณ์ไม่เข้าไปยึด ?
      ตอบ :  ต่อไปจะแย่กว่านี้ คือจะสร้างอารมณ์ไม่ขึ้น
      ถาม :  ใช่เลย...ไม่ขึ้น หนูก็พยายาม ?
      ตอบ :  แย่ขนาดนั้นแล้ว ต่อไปจะแย่กว่านั้นอีก แค่คิดยังไม่คิดเลย
              ค่อย ๆ ทำ อันนั้นแย่ในลักษณะของโลกียบุคคลทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับนักปฏิบัติแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเราทำมาทั้งชีวิตก็หวังตรงนี้ แต่ว่าอย่าไปทดสอบเพราะว่าอาจจะกำเริบได้ ถ้าเราทดสอบแปลว่าเราประมาท
      ถาม :  พยายามจะสร้างอารมณ์ ให้กลับไปหากิเลส ?
      ตอบ :  กิเลสตื่นขึ้นมา ก็โดนงับตาย ?
      ถาม :  ทำไปเรื่อย ๆ ถ้ามาเมื่อไร เท่ากับข้อสอบมาแล้ว ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ เราต้องไม่หวังว่าจะมา พยายามหลบเลี่ยงทุกวิถีทาง เพราะว่าคนที่จะรบในศึก จะต้องมีความรู้และแน่ใจว่าในศึกครั้งนั้นเราจะชนะ ไม่อย่างนั้นรบไปเราก็แพ้ จะไปบอกว่าเราแพ้ศึกครั้งนี้แต่ยังไม่ได้แพ้สงคราม อย่าไปใช้วิธีนั้น ปล่อยนักการเมืองเขาไป
              แพ้ศึกแต่ไม่ได้แพ้สงคราม เข้าใจความหมายไหม ? แพ้เฉพาะครั้งนี้ แต่ภาพรวมทั้งหมดยังไม่ได้แพ้ แต่ในสายตาชาวบ้านเราแพ้อย่างเห็น ๆ เลย

      ถาม :  แล้วบางครั้งเวลาที่เราเจอคนอื่น บางทีไม่ได้อยากคุย อยากอยู่กับสมาธิของตนเองมากกว่า แต่ที่ต้องคุยเพราะอยากรักษาน้ำใจเขา ?
      ตอบ :  อันนั้นดูตัวเราในส่วนที่ว่าเราสามารถรักษากำลังใจไม่ไหลตามสิ่งที่เป็นในปัจจุบันได้ไหม
*************************

              ที่เมืองจีนเขามีการเรี่ยไรเพื่อหล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระท่านก็ไปประกาศเรี่ยไร มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาชีพกวาดถนน เกิดศรัทธาอยากจะถวาย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่อีแปะเดียว ตัดสินใจถวายร่วมด้วย พระที่เรี่ยไรอยู่ในอารมณ์ไหนไม่รู้ เห็นว่าเงินเหลือเกินก็เลยโยนคืนให้
              “จะเอาไปทำอะไร...ก็เอาไป บริจาคมาแค่นี้ พระองค์ใหญ่ตั้งหลายวา” ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเก็บอีแปะนั้นไว้
              เมื่อพระท่านเรี่ยไร ได้ทองแดงทองเหลืองจำนวนมากพอที่จะหล่อพระแล้ว ปรากฎว่าหล่อไม่สำเร็จ ครั้งแรกพอทุบเบ้าออกมาเนื้อทองแล่นไม่ทั่ว ต้องเริ่มต้นทำแบบใหม่ ครั้งที่สองก็เป็นแบบนั้นอีก ครั้งที่สามก็เป็นแบบนั้นอีก หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านประสบการณ์สูง จึงเรียกพวกลูกวัดและบรรดากรรมการวัดทั้งหมดมาสอบถาม ว่าในช่วงที่ออกไปเรี่ยไรขอทองแดงทองเหลืองจากชาวบ้าน มีเหตุอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า ?
              ท่านก็ไล่สอบถามพระไปทีละสาย ๆ จนไปเจอพระสายนี้ บอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่กวาดถนนอยู่ เขาบริจาคมาหนึ่งอีแปะ แต่เห็นว่าน้อยไปก็เลยโยนคืนให้ ปรากฏว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสพาพระทั้งวัดไปขอขมาหญิงคนนั้น แล้วขอเหรียญอีแปะนั้นมา
              เมื่อได้เหรียญอีแปะนั้นแล้ว ก็เอาใส่ลงไปเพื่อหล่อพระ ทุบแบบออกมา ปรากฏว่าเป็นองค์พระบริบูรณ์ สมบูรณ์ทุกประการ และที่อัศจรรย์ที่สุดก็คือ อีแปะเหรียญนั้นไม่ละลาย แต่ไปติดอยู่ตรงหน้าอกพระ ตรงหัวใจพอดี
              หลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงไปถามรายละเอียด ปรากฎว่าผู้หญิงคนนั้นเขามีอาชีพกวาดถนน เงินเดือนแทบไม่พอยาไส้ อีแปะเหรียญนั้นเขาซื้อข้าวต้มเปล่าได้ถ้วยเดียว และเป็นอาหารประจำวันของเขา ถือเป็นทานตัดชีวิตเลย เพราะฉะนั้น...อย่าคิดว่าแค่บาทเดียว มากพอที่พระจะปาราชิกเลย
*************************

              สมัยที่ไปอยู่เกาะพระฤๅษีใหม่ ๆ เขาก็ถวายอาหารที่ดีที่สุดกับพระ ...ผัดเผ็ดคุณวรนุส
              ถ้าหากว่าหน้าฝนใหม่ ๆ พวกนี้จะออกหากินกันเยอะ เพราะหน้าแล้งส่วนใหญ่อาหารไม่ค่อยมี พวกนี้ก็จะโดนล่าประจำ
              ตอนแรกอาตมาเห็นเป็นท่อนก็คิดว่าปลาอะไรวะ ? กระดูกเป็นสามเหลี่ยมสามแฉก พอนึกว่าอะไรวะ เขาก็โผล่มาเลย ตัวเบ้อเร่อ ต่อหน้าต่อตา แถมทวงส่วนกุศลด้วย “กินผมแล้วก็ต้องให้ผมด้วย”
              ตั้งแต่นั้นมาเลยติดนิสัยตรงที่ว่า เวลาจะฉันอาหารจะอุทิศส่วนกุศล ตั้งใจว่าเธอทั้งหลายที่สละเลือดเนื้อร่างกายเพื่อเป็นอาหารอยู่ในขณะนี้ บุญตั้งแต่ต้นที่เราทำมาจนถึงบัดนี้ มีประโยชน์ความสุขแก่เราเท่าไร ขอให้เธอทั้งหลายโมทนา และได้รับประโยชน์ความสุขนั้นด้วยเถิด
*************************

              อาตมาเคยเขียนกลอนให้หลวงตาวัชรชัย ใช้เวลา ๒ นาทีเท่านั้น
              วัชชีสามัคคีพร้อม เพรียงกัน
              เยศผู้รุกราน ถ้วนหน้า
              ระบือก้องสถาน ชมพูทวีปเฮย
              ชัยชนะที่งามพร้อม เพียบด้วย ความดี
              อินทราบ่งบอกชี้ วานวงศ์
              ทะยานเยี่ยมยรรยง ยิ่งฟ้า
              วังเวียงเพียงผจง ฉุดรั้งอยู่ฤๅ
              โสฬสยังมิข้อง หมายมุ่งนฤพาน
*************************

      ถาม :  เวลาหล่อพระ เราต้องขออนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยหรือคะ ?
      ตอบควรจะทำการบวงสรวงบอกกล่าว เรามานึกถึงในหลวง เราจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน ต้องกราบขอบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต แม้กระทั่งในหลวงยังเคารพพระพุทธเจ้าเลย บุคคลที่ย่ิงใหญ่ขนาดนั้น เราจะทำอะไรส่งเดชได้หรือ ?ถ้าหากว่าทำส่งเดชก็แปลว่ากำลังใจของเรายังไม่เคารพพระองค์ท่านจริง ๆ ในเมื่อไม่เคารพพระองค์ท่านจริง ๆ เราก็มีการปรามาสพระรัตนตรัยเป็นปกติอยู่แล้ว คือไม่เห็นความสำคัญ ถ้าอย่างนั้นก็เจริญยาก
              เวลาบวงสรวงกราบขออนุญาติ ถ้าอนุญาตก็ขอให้มีนิมิตหมายอย่างชัดเจนเลยว่าอนุญาตให้ทำ หรือได้มโนมยิทธิก็ขึ้นไปกราบทูลขอด้วยตนเองอีกคร้ังหนึ่ง

      ถาม :  ถ้าหากมีนิมิตมาบอกก่อนล่ะคะ ?
      ตอบถ้ามีนิมิตมาบอกก่อนให้ขอซ้ำ ขออีกครั้งไม่อย่างนั้นไม่เชื่อ ถ้าหากว่าสองครั้งแล้ว ขออีกครั้งก็ได้ จะได้มั่นใจจริง ๆ
      ถาม :  ตอนนี้ยังหาที่หล่อพระไม่ได้ หาได้ยาก ?
      ตอบเพราะว่าข้ามขั้นตอน ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็คือ กราบขออนุญาต
      ถาม :  ในกรณีที่เราทำบูชาโดยส่วนตัว อย่างทำเป็นรูปพระออกมา ?
      ตอบแม้กระทั่งจะเอารูปเพื่อนไปพิมพ์ใส่เสื้อ ยังต้องบอกก่อนเลย นี่แค่ปุถุชนเท่านั้น แล้วเรื่องของพระท่าน สมควรที่จะมีความละเอียดลออให้มากเข้าไว้
*************************

              ต้องบอกว่าคนก็คือคน ถ้าหากว่าเป็นคนแล้วไม่ยุ่งก็ไม่ใช่คน วันก่อนชอบใจท่าน ท่านอาจารย์บรรเจิด เทวธมฺโม ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดประจำไม้ เป็นญาติของพระครูปลัดชรีชา เขาไปสวดมนต์ฉลองพระใหม่นัดแนะไว้ว่าหกโมงครึ่งอาหารต้องพร้อม
              ปรากฎว่าแปดโมงแล้วอาหารยังไม่เสร็จ พระครูปลัดก็บ่นตั้งแต่หกโมงครึ่งยันแปดโมง บ่นไปบ่นมาอาจารย์บรรเจิดก็พูดประโยคหนึ่ง อาตมาได้ยินแล้วชอบใจ “จะเอาอะไรนักหนา ก็เขาเป็นคน ถ้าหากพร้อมสมบูรณ์เขาก็เป็นเทวดาไปแล้วสิ” ท่านเข้าใจปลง
              ต่อไปใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็แสดงว่าเขายังเป็นคน ดีพร้อมสมบูรณ์ก็เป็นเทวดาไปแล้ว อย่างน้อยก็ช่วยได้ เราจะไ้ด้ไม่ต้องไปปรี๊ดแตก
*************************

      ถาม :  ถามถึงพระโลสกะ ที่บิณฑบาตแต่กลับไม่ได้ข้าวฉันสักมื้อเลย ?
      ตอบ :  ได้ฉันก่อนตายครั้งหนึ่ง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านอยู่ได้ ต้องบอกว่าอยู่ด้วยแรงกรรม เพราะท่านขาดทานบารมีอย่างแรงเลย ไม่ทราบว่าความดีอย่างไรทำให้ท่านเกิดเป็นคนและมีวาสนาได้บวชพระ
              เขาบอกว่าท่านบวชพระ เป็นพระใหม่ ถึงเวลาเดินบิณฑบาตก็อยู่ท้ายแถว ชาวบ้านใส่ข้าวไม่ถึงตำแหน่งท่าน ข้าวก็หมดเสียก่อน ท่านไม่ได้ข้าวสักเม็ดเดียว
              พระอุปัชฌาย์ก็เลยให้ท่านอยู่หัวแถวในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านก็คิดว่าเมื่อวานนี้เราใส่จากหัวแถวไปท้ายแถวทำให้ตรงท้ายแถวไม่ได้ วันนี้จะใส่จากท้ายแถวมาหัวแถวบ้าง ปรากฎว่าท่านก็อดอีก
              พระอุปัชฌาย์ก็บอกว่า ถ้าเช่นนั้นคุณอยู่ตรงกลาง ชาวบ้านก็คิดอีกว่า เมื่อวานเราใส่จากท้ายแถว วันก่อนเราใส่จากหัวแถว แล้วท่านไม่ได้ วันนี้จะแบ่งเป็นสองพวก ใส่จากหัวแถวและท้ายแถว พอถึงตรงกลางก็หมดอีก
              พระสารีบุตรเห็นดังนั้นก็เลยรู้ว่าเป็นกรรมของเขาจริง ๆ พยายามช่วยแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ บอกเอาอย่างนี้แล้วกัน คุณอยู่เฉย ๆ เดี๋ยวผมจะบิณฑบาตมาเลี้ยงเอง ในเมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็เลยได้ฉันอาหารเต็มที่ครั้งเดียวในชีวิต พอร่างกายสบายก็มาพิจารณาธรรมแล้วเห็นทุกข์ ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้อยู่มาได้อย่างไร ไม่ได้กิน ต้องบอกว่ากรรมรักษา พอท่านสลดใจจิตก็เลยปลดออกจากร่างกาย กลายเป็นพระอรหันต์ แล้วขอนิพพานตอนนั้นเลย เห็นโทษจริง ๆ ไม่อยากอยู่อีกแล้ว
*************************