​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๔๒

 

      ถาม :  อารมณ์ใจของผมใช่สังขารุเปกขาญาณหรือเปล่า ?
      ตอบ :  สังขารุเปกขาญาณจะเห็นธรรมดาในทุกเรื่อง โดยเฉพาะธรรมดาในร่างกาย
      ถาม :  มีความรู้สึกว่า พอเราไม่คิด จะเบามาก สบายมาก ?
      ตอบ :  เอาเป็นว่าใช่ ก็จะทรงอยู่ไม่หายไปไหน แล้วตอนนี้ยังรักษาได้อยู่ไหม ?
              ถ้าหายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ก็ไปเริ่มต้นใหม่ อะไรที่เคยทำได้ เคยถึงแล้ว อย่าไปอยากให้ได้ อย่าไปอยากให้เป็น เราคิดว่าเรามีหน้าที่ปฏิบัติ จะเป็นหรือไม่เป็นก็เรื่องของเขา แล้วอารมณ์นั้นจะมาเอง แต่ถ้าเราทำเพราะไปอยากให้ได้อย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนั้นจะไม่มาหรอก ไปเริ่มต้นใหม่ พอได้แล้วต้องพยายามรักษาเอาไว้
      ถาม :  แล้วที่สัมผัสก็คือได้จริง ๆ แล้วใช่ไหม ?
      ตอบ :  เขาเรียกว่ามองเห็นสมบัติเศรษฐีแล้ว เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ พยายามไขว่าคว้ามาเป็นของเราให้ได้
*************************

      ถาม :  ตั้งใจจะฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ถ้าไปฝึกที่บ้านสายลม จะปลอดภัยหรือไม่ครับ ?
      ตอบ :  ไปเถอะ ถ้าที่ไหนเขาทำตามที่ครูบาอาจารย์บอก ก็ไม่มีอะไรหรอก ถ้ามัวแต่กลัวจะฝึกได้ยาก ต้อง...บ้าก็บ้าวะ...!
      ถาม :  ช่วงหลังฝึกแล้วจิตเบาลง เห็นภาพพระขึ้นมาเอง แสดงว่าเป็นมโนมยิทธิแบบอ่อน ๆ หรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่อ่อนหรอก บางทีก็แก่เลย เพียงแต่ว่าเรายังรักษาให้ยืนระยะไม่ได้
      ถาม :  แล้วถ้าไปฝึกที่บ้านสายลม ?
      ตอบ :  ตั้งใจแล้วก็ทำตาม ครูฝึกบอกอย่างไรทำอย่างนั้น ความรู้สึกแรกเกิดขึ้นให้เชื่อเลย อย่าไปตั้งใจมากเกิน ตั้งใจมากเกินไปจะเป็นตัวฟุ้งซ่าน
      ถาม :  พอดีน้องผมจะสอบเข้า ?
      ตอบ :  ไปภาวนาคาถาท่านปู่พระอินทร์เอาไว้ ถึงเวลาก็ทำตามกติกาของพระคาถานั้น
*************************

      ถาม :  ตั้งแต่ย้ายที่ทำงาน รู้สึกว่าโกรธง่ายขึ้น ถึงจะยับยั้งได้ แต่ก็เกิดขึ้นบ่อย เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไหมคะ ?
      ตอบ :  เกี่ยวเป็นอย่างมาก
      ถาม :  แล้วเราจะป้องกันอย่างไร ?
      ตอบสติ สมาธิและปัญญาเสริมสร้างให้เยอะขึ้น รู้เท่าทันและวางให้เร็วที่สุด
      ถาม :  เท่ากับว่าเราต้องฝึกให้มากกว่านี้ ?
      ตอบ :  ตอนนี้ไม่พอใช้ โดนเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น
      ถาม :  ถ้าร่างกายอ่อนเพลีย จะทำได้ยาก ?
      ตอบหิวมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ เจ็บไข้ได้ป่วย กำลังสมาธิจะตก ถ้าไม่ใช่กำลังทรงตัวเลย ก็จะเป็นพังได้ง่าย
*************************

      ถาม :  เวลาโดนด่าว่าเป็นพวกกำลังใจอ่อน บารมีอ่อน คิดให้ลงว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราไม่ได้ ?
      ตอบ :  ทำไมเล่า ? ยอมรับไปก็หมดเรื่อง ถ้าบารมีของเราไม่อ่อน ก็ไปพระนิพพานแล้วสิ ตอนนี้ยังอ่อนอยู่ ถึงไปไม่ได้ ถ้าแก่กว่านี้ไปได้แน่
      ถาม :  ก็เข้าใจค่ะ แต่ยังเคืองอยู่ ?
      ตอบ :  ไม่เป็นไร อนุญาตให้เคืองได้ แต่อย่าเก็บข้ามวันข้ามคืน โกรธได้แต่อย่าไปเก็บไว้นาน
*************************

      ถาม :  ถ้ากำลังสมาธิใช้งานได้แล้ว กำลังใจเริ่มจะทรงตัวแล้ว แต่ยังตัดไม่ได้ ต้องไปเพิ่มวิปัสสนาให้มากขึ้นกว่าเดิม หรือทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ?
      ตอบ :  ถ้าหากจะเร่งรัดก็ให้เร่งในเรื่องของวิปัสสนา
*************************

              จริง ๆ แล้วเรื่องทุกเรื่องไม่มีอะเไรเป็นของเรา เป็นเรื่องของโลกทั้งหมด แม้กระทั่งร่างกายนี้ก็ต้องคืนให้โลก ในเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นของโลกก็แปลว่าเกินกำลังที่เราจะแบกรับได้ เพราะฉะนั้น...รีบ ๆ วาง กองไว้เลย สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัย สักแต่ว่าเป็นที่ระลึก
              เราก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของเรา อาศัยร่างกายนี้เป็นเรือเป็นแพข้ามน้ำเท่านั้น พอข้ามน้ำได้แล้วคงไม่มีใครแบกเรือแบกแพไปด้วย
หรือเสียดายจะแบกไปด้วย ? รู้สึกว่าเรือนหรือแพลำนี้ใช้งานดีเหลือเกิน ขอแบกไปด้วยเถอะ คนเห็นเขาหัวเราะตายเลย ขึ้นจากน้ำแล้วยังจะแบกเรือไปอีก
*************************

              เมื่อวานอาตมาไปไหว้พระแก้ว สวด อิติปิ โสฯ ถวายในหลวงไป ๑๐ จบ แล้วตัวเองก็หงิก...!
              เรื่องขอประเทศชาติแตะไม่ได้เลยจริง ๆ กรรมส่วนรวมแรงมาก แต่อาตมาก็ยังไปแตะอยู่เรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันในชีวิตดี
      ถาม :  แตะแล้วบรรเทาไหมคะ ?
      ตอบ :  ก็คงเหมือนกับน้ำถังหนึ่ง สาดลงไปในกองไฟใหญ่ ๆ ดับไฟไม่ได้หรอก แต่ให้บรรเทาลงนิดหนึ่งก็ยังดี เพราะถ้าไม่มีใครช่วยกันดับเลย ก็ไปกันใหญ่ ต้องเอาอย่างภาษิตของพระมหายานที่บอกว่า “เราไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก” ของเขานี่ถ้าหากเพื่อชาติเพื่อศาสนา ต้องไปรบราฆ่าฟันกันเขาก็เอา
*************************

              “วิธีแก้กรรมที่ดีที่สุดนั้น การรักษาศีลทำหนึ่งได้ร้อย สมาธิทำหนึ่งได้หมื่น ปัญญาทำหนึ่งได้ล้าน
              เรื่องของศีลเป็นการควบคุมกาย วาจา สมาธิควบคุมทั้งกาย วาจา และใจด้วย อานิสงส์จึงมากขึ้น ส่วนในเรื่องปัญญานอกจากควบคุมกาย วาจา ใจแล้ว ยังต้องพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมนั้นด้วย ถ้าเราสามารถทำในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ได้ กรรมหนักต่าง ๆ จะตามไม่ทัน แต่ว่าต้องทำให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะตัวภาวนาทำไว้เยอะ ๆ มีประโยชน์มากเลย”
*************************

      ถาม :  มาทำบุญที่นี่แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ญาติ เขาจะได้รับหรือไม่ครับ ?
      ตอบ :  ทำไปเรื่อย ๆ อาตมาก็บอกไม่ได้ว่าได้รับหรือไม่ได้รับ เพราะโดนหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านห้ามไว้ ถ้าอยู่ในที่ที่รับได้...ก็ได้รับแน่นอน ถ้าหากอยู่ในสถานที่ที่รับไม่ได้...ก็ไม่สามารถที่จะรับได้ รอจนกว่าจะพ้นมาจึงจะได้รับอีกทีหนึ่ง
              สมัยก่อนอาตมาเฮี้ยนไปหน่อย เขาตายแล้วไปไหน หรือหวยออกเลขอะไร ชอบไปบอกเขา จึงโดนหลวงพ่อท่านห้ามไปเลย
*************************

      ถาม :  ปฏิบัติธรรมแล้วน้ำตาไหล ?
      ตอบ :  ปล่อยให้ไหลให้เต็มที่แล้วจะเลิกไปเอง ถ้าหากเราไปห้ามเอาไว้จะเป็นอยู่เรื่อย อารมณ์ใจถึงช่วงนั้นเมื่อไรก็เป็น ต้องใส่ให้เต็มที่ไปทีเดียว บางทีก็ไหลเช้าจนเย็นเลย อาตมานี่เช็ดหน้าจนแสบไปหมด
      ถาม :  ต้องแก้อย่างไร ?
      ตอบ :  ไม่ต้องแก้หรอก ปล่อยให้ขึ้นให้เต็มที่แล้วจะเลิกไป ถ้าไม่เต็มที่ก็ก้าวพ้นไม่ได้ ถึงเวลาอารมณ์ใจถึงจุดนั้นก็จะเป็นอีก
      ถาม :  เป็นอุปจารสมาธิหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  ยังไม่เป็นปฐมฌานหรอก เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ปิติเท่านั้น ถ้าจะเป็นอุปจารสมาธิต้องเบากว่านั้นอีกนิดหนึ่ง
              “จำเอาไว้ว่าเราทุกคนมีหน้าที่ยังพระศาสนาให้เจริญ ถ้าไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้ ก็อย่าเป็นคนทำลายพระศาสนานั้นเสียเอง”
*************************

              เรื่องของนักท่องเที่ยวฝรั่งที่ไปพม่าอยากให้พวกเราดูกำลังใจขอเงขา
              เขารู้ว่าไปพม่าแล้วลำบาก หาความสะดวกไม่ได้สักอย่าง แต่กล้าไปกล้าไปผจญภัย กล้าต่อสู้ พวกเราความกล้ายังไม่พอ ต้องบอกว่าบารมีเขาสูง เขาถึงได้กล้าไป พวกนี้ถ้าหากปฏิบัติธรรมจะได้ผลเร็ว เพราะเขาเอาจริงเอาจังมาก
              พวกเราไม่ค่อยเอาจริงกับชีวิต
ต้องบอกว่าเป็นหนูอยู่บนถังข้าวสาร ไม่กินข้าวสักที หนูจากที่อื่นมาก็กินเสียหมด หรือไม่ก็ถ้าแมวมาเสียก่อน ก็ตัวใครตัวมัน
*************************

              พระบางรูปสึกแล้วสึกอีกหลายครั้ง ก็เลยไปเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่สุดท้ายก็สึกอยู่ดี ก็เพราะคนเขาจะสึก
              ชื่อจะมีอิทธิพลต่อเรา ก็ต่อเมื่อเราไปกังวลอยู่ตลอดเวลา ว่าไม่ดี...ไม่ดี...ไม่ดี นั่นเป็นการเแช่งตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นมโนมยา คือสำเร็จด้วยใจ ตัวเองแช่งว่าตัวเองไม่ดี ก็เลยไม่ดี
              อย่างอาตมาถือว่าชื่อพ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลที่สุดแล้ว ก็ใช้ชื่อเล็กมาตลอด แต่เคยเล็กกับใครเสียที่ไหน ไปไหนก็โดนเขาถีบออกหน้าอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นชื่อไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรมากมายหรอก ถ้าเราคิดว่าดีเสียอย่างก็ดีไปเอง
              ที่ห้ามให้เด็กใช้ตะกรุดมหาสะท้อน เพราะว่ามหาสะท้อนจะย้อนกลับทุกอย่าง แล้วย้อนกลับหลายเท่า ถ้าเราเผลอไปตีเด็ก ก็จะโดนอะไรที่หนักกว่านั้นคือ ตำราเลยห้ามไม่ให้เด็กใช้ และห้ามเข้าไปในที่ที่คนหรือสัตว์กำลังคลอด เพราะจะคลอดไม่ออก เพราะจะย้อนกลับหมด
*************************

              การทำบุญอะไรอย่าให้เกินกำลัง ถ้าไม่ไหวก็ทำแต่น้อย ในเรื่องของทานบารมี ไม่ได้อยู่ที่น้อยหรือมาก แต่อยู่ที่การสละออก ไม่ใช่เราจะทำก็ทุ่มเททำไป ไม่ได้ดูรอบข้าง อาจจะมีคนเดือดร้อนได้
*************************

              “ตะกรุดมหาสะท้อนรุ่นที่ปั๊ม จะทำพิธีตอนเจ็ดโมงครึ่ง ช่างเอาของมาส่งตอนหกโมงครึ่ง อาตมาไม่มีโอกาสตรวจสอบอะไรเลยสักอย่างเดียว ตั้งใจว่าจะไม่เอาแล้ว แต่พระครูแสงเขาบอกให้รับไว้ เพราะท่านเป็นคนแนะนำช่างคนนี้เอง
              ตอนแรกตั้งใจจะทิ้งหมด ทิ้งมัดจำด้วย ไม่จ่ายเงินที่เหลือด้วยตกลงกับเขาว่าจะบรรจุหลอดให้ กลายเป็นว่าเขาไปทำห่วงหัวท้ายแทนเพราะราคาถูกกว่า และห่วงที่เขาทำก็ไม่ได้เรื่อง ทุเรศตามาก แต่กลายเป็นเอกลักษณ์ไปในที่สุด ไม่มีใครเลียนแบบได้ เพราะห่วยได้ไม่เท่านั้น กลายเป็นจุดตายในการพิจารณา เขาเรียกว่าพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ของแท้ต้องห่วง...!
*************************

              หลวงปู่จันทร์ กุสโล (พระพุทธพจน์วรากรณ์) วัดเจดีย์หลวง สมัยที่ท่านยังเป็นพระเทพกวี อยู่วัดป่าดาราภิรมย์ เคยไปกราบท่าน ท่านบอกว่า ถ้าเมตตาเกินประมาณจะเจอแต่คนพาลทั้งเมือง
              คนสมัยนี้มีแต่หน้าด้านใจดำ เขาไม่กลัวความดีกัน เขากลัวแต่คนที่ชั่วกว่า ถ้าเราแสดงออกให้เห็นว่าเขี้ยวเรายาวกว่า เขาถึงจะยอม นึกถึงพวกสัตว์เดรัจฉาน อย่างพวกลิง เวลาลิงขู่ จะแยกเขี้ยวใส่กัน ถ้าเราแยกเขี้ยวใส่ ลิงเห็นเขี้ยวเราใหญ่กว่า ก็จะหนี แปลว่าในการทำมาหากินในปัจจุบัน เอานิสัยของสัตว์เดรัจฉานมาใช้กันเยอะ เขาเลยไม่กลัวความดี กลัวแต่ความรุนแรงมากกว่า กลัวแต่คนที่ชั่วกว่า
              คิดดูก็น่าอนาถใจว่า เรื่องของศีลธรรมจรรยาตกต่ำขนาดนั้นเชียวหรือ ? และนี่แค่กลางศาสนาเท่านั้น ยังไม่ใช่ปลายศาสนาเลย ถ้ามาดูในยุคนี้่ การทำมาค้าขายเป็นในเรื่องของคนกินคน ปลาใหญ่กินปลาเล็กไปหมด กิจการใหญ่ฮุบกิจการเล็กไปหมด ในลักษณะเข้าไปเทคโอเวอร์กลายเป็นผู้ที่เข้มแข็งกว่าจึงอยู่ได้ นี่เป็นแบบของสัตว์เลย สัตว์ตัวที่แข็งแรงกว่าถึงจะอยู่รอด
              ในเมื่อแค่กลางศาสนายังเป็นขนาดนี้แล้ว ตอนปลายศาสนาที่เขาเรียกว่า มิคสัญญี จะรุนแรมาก แค่ไหน ? มิคสัญญี แปลว่า เห็นเป็นเนื้อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ อรรถกถาจารย์ท่านบอกว่าลงจากบ้านก็ไม่จำหน้ากันแล้ว ไม่ชอบใจก็คว้าอาวุธฆ่ากันเลย ขออย่าให้พวกเราต้องไปเกิดช่วงนั้นเลยนะ
*************************

              เรื่องของพระก็แปลก มักจะตรงกันข้ามกับฆราวาส ข้าวของอย่างอื่นพอเก่าแก่ก็มักจะหมดราคา โดยเฉพาะเมีย แต่พระยิ่งแก่ยิ่งเก่า...คนยิ่งชอบ ประเภททั้งอุ้มทั้งจูงไป อายุ ๙๐ หรือ ๑๐๐ นี่คนชอบกันจริง อาตมาอยากจะเป็นลม ตอนหนุ่ม ๆ มีเรี่ยวแรงเขาไม่ใช่หรอก ไปใช้เอาตอนหมดแรงแล้ว
*************************

      ถาม :  ที่บอกตอนต้นเดือนที่แล้ว ?
      ตอบ :  จริง ๆ แล้วอยู่ที่การขวนขวายของเราพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดว่า สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเยอ ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน บุคคลหนึ่งจะทำให้อีกบุคคลหนึ่งบริสุทธิ์หาได้ไม่
              แม้กระทั่งพระองค์ท่านเองยังตรัสว่า อกฺขาตาโร ตถาคตา ตถาคต เป็นได้แต่เพียงผู้บอก เพราะฉะนั้น อยู่เราขวนขวายและเร่งทำ อย่างไรก็ขอให้ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเห็นทาง ก็ไม่ยากแล้ว
      ถาม :  ไม่รู้ตัวท้าย ?
      ตอบ :  ไม่เห็นต้องรู้อะไร แค่เราไม่เอาก็จบ ขึ้นชื่อว่าความเกิดนี้เราไม่เอาอีกแล้ว ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่มีความทุกข์เช่นนี้เราไม่เอาอีกแล้ว ขึ้นชื่อว่าโลกที่ทุกข์ยากเร่าร้อนเช่นนี้ไม่เอาอีกแล้ว เมื่อถอนใจของเราออกมา กติกาของความเป็นพระอริยเจ้ามีกี่ข้อเราก็ทำไป
              รักษาศีลให้บริสุทธิ์ เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ตั้งใจอยู่เสมอว่าตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพาน เสร็จแล้วก็จับภาพพระให้เป็นปกติ นึกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่ไหน พระองค์ท่านอยู่พระนิพพาน เราเห็นพระองค์ท่านคือเราอยู่กับพระองค์ท่าน เราอยู่กับพระองค์ท่านคือเราอยู่บนพระนิพพาน แล้วก็จับตัวสุดท้ายภาวนาไปเลย
      ถาม :  ไม่ค่อยไปนึกถึง ?
      ตอบ :  พยายามนึกหน่อย ช่วยได้เยอะมาก ถ้าเราอยู่กับพระองค์ท่านจะเจ็บจะป่วยอะไร ไม่สนใจ ไม่รู้สึกหรอก เป็นการระงับเวทนาได้ดีมาก ๆ
*************************

      ถาม :  ฟังเทศน์มา เขาบอกว่าต้องเข้าฌานสี่แล้วถอยออกมาฌานหนึ่งมาพิจารณาอะไรอีก ?
      ตอบ :  เสียเวลา ได้แค่ไหน ทำแค่นั้น ได้แล้วค่อยมาคิด ถ้าจิตอยากนิ่งก็ให้นิ่ง ถ้าอยากคิดแล้วค่อยให้คิด อารมณ์ใจแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน บางช่วงก็อยากนิ่ง อยากสงบก็ให้สงบ จะเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี ก็ให้นิ่งไป เพราะตอนที่นิ่ง รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้
              ขณะเดียวกันถ้าไม่นิ่ง เริ่มอยากคิด ก็หาวิปัสสนาญาณให้คิด จะดูให้เห็นทุกข์ก็ได้ จะดูให้เห็นไตรลักษณ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ได้จะดูให้เป็นวิปัสสนาญาณ ๙ ตั้งแต่การเกิดการดับ ไปจนถึงสังขารุเปกขาญาณ ปล่อยวาง เห็นเป็นธรรมดาก็ได้ เลือกเอาว่าจะเอาอันไหน ไม่อย่างนั้นแล้วกิเลสจะใช้กำลังสมาธิไปฟุ้งซ่านได้ดีมาก เพราะเราไปเพาะกำลังให้
*************************

      ถาม :  ถ้าเราไม่รู้ว่าสัญญาอะไรกับพระไว้ แล้วมีคนมาบอกว่าเราสัญญากับพระว่าจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราบอกว่าไม่เอา ?
      ตอบ :  ถึงเวลาก็เป็นไปตามสัญญาเอง
*************************

      ถาม :  ถ้าจะฝึกกรรมฐาน ดูจิตอย่างไรครับ ?
      ตอบตอนแรกดูลมหายใจก่อน ถ้าตามลมหายใจทันแล้วค่อยดูอย่างอื่น ถ้าหากลมหายใจยังตามไม่ทัน เผลอเมื่อไรก็คิดถึงแฟน เผลอเมื่อไรคิดถึงเพื่อน อย่างนี้ยังใช้ไม่ได้ ต้องเอาลมหายใจให้ทันก่อน
*************************

              การทำลานธรรมที่วัดท่าขนุน ต้องไปดูข้างบน (มุมที่สูง) แล้วจะเห็นว่าสิ่งที่พระท่านชี้ จะลงตัวเป๊ะ ๆ เลย เหมือนกับเราตั้งใจเขียนแผนที่ไว้ก่อน แล้วค่อยไปทำ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอก ท่านชี้บอกใ้ห้ทำไปเป็นจุด ๆ จึงเป็น “สถาปนิก” ล้วน ๆ เพราะฉะนั้น...ท่านบอกตรงไหนก็ต้องเอาตรงนั้น
*************************

      ถาม :  เรื่องของเวลาอสงไขย เกี่ยวข้องกับการเกิดดับของกาแลกซึ่หรือไม่ครับ ?
      ตอบ :  ถามว่ามีความสัมพันธ์ไหม …ก็มี เป็นส่วนหนึ่งของอายุขัย อสงไขยแปลตามศัพท์ว่า นับไม่ได้ ที่นับไม่ได้นี่คืคนนับไม่ได้ แต่พรหมเทวดา หรือท่านผู้ได้อภิญญาท่านกำหนดนับได้
              ที่คนนับไม่ได้ ท่านเปรียบเอาไว้ว่า แค่ระยะเวลา ๑ กัป สมมติว่ามีถังเหล็กใบหนึ่ง รูปสี่เหลี่ยม กว้างยาวด้านละหนึ่งโยชน์ (๑๖ กิโลเมตร) ร้อยปีเอาเมล็ดผักกาดใส่ไปเม็ดหนึ่ง เมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นเต็มถังเมื่อไร ระยะเวลา ๑ กัป ยังยาวนานกว่านั้น
              ระยะะเวลานั้น ๖๔ อันตรกัป = ๑ อสงไขยกัป
              ๔ อสงไขยกัป = ๑ มหากัป
              ดังนั้นคำว่าอสงไขย ที่นับไม่ได้ คือ พวกเรานับไม่ได้ เพราะอย่างอายุเรา เมล็ดแรกก็ไม่มีสิทธิ์หย่อนแล้ว ถ้าไม่ถึง ๑๐๐ ปี ตายเสียก่อนจะไปนับได้อย่างไร
      ถาม :  แล้วสัมพันธ์กับเอกภพหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด เพียงแต่ว่าระยะของพวกนี้บางทีก็ยาวกว่า บางทีก็สั้นกว่า เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ดับไปเฉย ๆ ถึงวาระที่สมควรก็ก่อตัวขึ้นมาใหม่ เรื่องพวกนี้รู้ไปก็บ้าเสียเปล่า ๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไปคิดหาเหตุผล พึงมีส่วนของความเป็นบ้า อุมมัตตกะภาโค ยังดีนะ แค่มีส่วนเป็นบ้า ไม่ใช่บ้าเลย ถ้ามัวแต่คิดอยู่ เสียเวลาเปล่า ไม่มีโอกาสทำความดี
      ถาม :  มีผู้กล่าวไว้ว่า ถ้าเราสามารถประมาณระยะเวลา ๑ อสงไขยได้ จะมีผลดีสำหรับผู้บำเพ็ญพระโพธิญาณ จะได้ประมาณเวลาสำหรับการทำบารมี จริงหรือไม่อย่างไร ?
      ตอบ :  ผิดแน่นอน ผู้ที่บำเพ็ญพระโพธิญาณไม่ได้สนใจว่าระยะเวลาจะเท่าไร สนใจแค่ว่าได้ทำหรือเปล่า
*************************

      ถาม :  พระที่เราจะเอาไปให้คนเขาเวียนมาถวายสังฆทาน จะต้องทำอย่างไร ?
      ตอบ :  ก็ไปตลาด แล้วเอาเงินให้เขา (ไปบูชา)
      ถาม :  อยู่ดี ๆ เราจะเอามาใช้ได้เลย หรือว่าต้องอธิษฐานอย่างไรหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  ไม่ต้อง พระที่ผ่านพิธีแล้ว เทวดาท่านรักษา ยกขึ้นยกลงบางทีท่านไม่ชอบใจเหมือนกัน ก็ต้องใช้พระท้องตลาด ไม่ผ่านพิธีจะดีที่สุด เพราะว่าพระทั้งหลายเหล่านั้นแม้จะมีเทวดารักษา แต่เขาไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นใคร
      ถาม :  มีพระต่างจังหวัดหลายวัด ที่ยังไม่มีพระพุทธรูปสำหรับทำสังฆทาน ถ้าจะทำ ไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?
      ตอบ :  ก็เอาไปถวายท่าน
      ถาม :  แล้วอานิสงส์ ?
      ตอบอานิสงส์ก็ได้สังฆทาน มีพระพุทธรูปก็เป็นพุทธบูชา มีผ้าไตรก็เป็นวรรณะ มีอาหารก็เป็นกำลัง ถ้าถวายความสะดวกให้เขาก็ได้รับความสะดวกด้วย เป็นเวยยาวัจจมัยด้วยเป็นปัตตานุโมทนามัยด้วย เพราะถ้าไม่ยินดีก็ไม่เอาไปถวายหรอก
      ถาม :  ควรหรือเปล่าที่จะเป็นสมเด็จองค์ปฐม ?
      ตอบ :  อะไรก็ได้ ให้เป็นพระพุทธรูป
*************************

      ถาม :  ทำสมาธิแล้วเกิดอาการปวดเมื่อย ?
      ตอบถ้าเราสนใจอยู่กับร่างกาย ก็จะปวด จะชา แต่ถ้าเราไม่สนใจ อยู่กับลมหายใจเข้าออกจริง ๆ อยู่กับภาพพระจริง ๆ จะลืมตรงส่วนนี้ไปเลย แล้วจะนั่งนานแค่ไหนก็แล้่วแต่ ลุกขึ้นก็เดินได้เลยไม่มีการปวดการเมื่อยอะไรเลย
*************************

      ถาม :  พ่อแม่ป่วยอยู่ที่บ้าน แล้วมีคนบอกให้ชะลอการทำบุญ เพราะการออกไปนอกบ้าน เป็นการทิ้งพ่อทิ้งแม่ไว้ที่บ้าน ?
      ตอบ :  ตอนที่เราไปทำบุญ มีคนอื่นช่วยดูแลไหม ?
      ถาม :  ไม่มีค่ะ ?
      ตอบ :  ถ้าหากไม่มี ให้บอกพ่อแม่ด้วยว่าเราไปทำบุญแล้วบอกให้ท่านอนุโมทนาบุญด้วย แต่ถ้าหากเราไปตะลอน ๆ ทิ้งให้ท่านอยู่ไม่มีใครดูแลปรนนิบัติรับใช้ อันนั้นก็แย่
      ถาม :  พ่อแม่ก็ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่าท่านยังสามารถดูแลตัวเองได้ เราก็ปลีกตัวไปได้ แต่ก็อย่ามากจนเกินไป จนกระทั่งกลายเป็นว่าท่านเองต้องอยู่กับบ้านตลอด แต่เราไปไกลเลย
      ถาม :  แล้วการที่เราไปทำบุญให้ท่าน ท่านได้ไหมคะ ?
      ตอบ :  บอกแล้วว่าก่อนไปให้บอกท่านด้วย กลับมาก็มาบอกท่านซ้ำอีกที
              เรื่องของการทำความดี ต้องอยู่ในลักษณะโลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย ทั้งนี้ทางโลกของเราถ้าทำดีแล้ว ในส่วนของทางธรรมก็ทำด้วย

              ในความเป็นลูกเรามีหน้าที่อย่างไร ถ้าตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอกพ่อแม่เลี้ยงเรามา เราเลี้ยงท่านเป็นการตอบแทน ให้รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเอาไว้ ทำตนเป็นคนดี ให้เหมาะสมเพื่อที่จะได้รับมรดก ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มความสามารถ ท้ายสุดแม้บิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เหล่านี้เป็นต้น
              ถ้าหากเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ระยะเวลาที่เหลือ เราจะพลิกตัวไปทำบุญที่ไหนก็ได้ ตามที่เขาทักท้วงมา เขารู้สึกว่าเราใช้เวลาไปในการทำบุญมากกว่าการอยู่บ้าน เราก็แบ่งเวลาเสียใหม่
*************************