​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๔๓

 

      ถาม :  ถ้าเวทนาตอนบาดเจ็บสาหัสหรือตาย จะทำอย่างไรถึงจะฝึกฝนได้ ?
      ตอบ :  อยู่กับมหายใจเข้าออกอย่างเดียว ถ้าอานาปานสติทรงตัว จิตกับกายจะแยกเป็นคนละส่วนกัน ในเมื่อจิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน จิตส่วนจิต กายส่วนกายไม่ไปรับรู้อาการทางกาย เจ็บก็เหมือนกับไม่เจ็บ
      ถาม :  บางคนก็บอกถึง ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ?
      ตอบ :  ไม่เป็นไร ฌานไหนก็ได้ สภาพความเป็นจริงจะบอกเองว่าถึงจริงหรือเปล่า ถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาก็จะรู้ว่าเข้าถึงจริงไหม
*************************

      ถาม :  ถ้าคิดถึงพระนิพพานตอนหลับบ่อย ๆ แล้วตอนตายจะไปได้หรอืไม่ ?
      ตอบ :  ถ้าคิดถึงอย่างเดียว ชาตินี้ก็ไปไหนไม่ได้หรอก การที่เราจะคิดถึงพระนิพพาน ไม่ใช่แค่คิดถึงเฉย ๆ แต่ต้องรู้เห็นว่าร่างกายนี้โลกนี้ หรือสรรพสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ในเมื่อหาความเที่ยงแท้แน่นอนเป็นแก่นสารไม่ได้ สิ่งที่จะเที่ยงแท้แน่นอนเป็นแก่นสารไม่ได้ สิ่งที่จะเที่ยงแท้แน่นอนจะมีได้ก็คือพระนิพพานเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็ภาวนาเอาใจเกาะความรู้สึกนั้นจนกระทั่งหลับไป ถ้าใจไม่เกาะร่างกายจริง ๆ เพราะเห็นว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ขอเงรา ...ก็จะไปได้ แต่ถ้าเกาะแม้แต่น้อยหนึ่ง ก็ไปได้แค่กำลังของตัวในตอนนั้น
*************************

      ถาม :  ตามกิเลสอย่างไรให้ทัน ?
      ตอบ :  สติ สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง สติก็คือการรู้อยู่กับปัจจุบัน สมาธิ ถ้ามีเวลาตามดูลมหายใจเข้าออก ดูให้จริง ๆ จัง ๆ หน่อย ถ้าสติกับสมาธิทรงตัว ปัญญาจะเกิด จะตามรู้เท่าทัน
      ถาม :  อยู่ในปัจจุบัน ?
      ตอบ :  อยู่ในปัจจุบันถูกแล้ว แต่ปัจจุบันของเราให้เป็นปัจจุบันที่อยู่กับลมหายใจ ลมหายใจเข้าตามรู้ไป ลมหายใจออกตามรู้ไป ถ้าคิดถึงเรื่องอื่นเมื่อไร ดึงกลับมาตรงนี้ จะสร้างกำลังให้มากขึ้นเรื่อย ๆ พอกำลังมากขึ้น ก็จะหนุนส่งให้ปัญญาของเรามีความแหลมคมมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้นก็จะสามารถรู้เห็นเรื่องทั้งหลายเหล่านั้นได้
      ถาม :  (ได้ยินไม่ชัด) ?
      ตอบ :  ปัจจุบันในลักษณะนั้นต้องดูด้วยว่าเราจะเอาปัจจุบันตรงไหน ความรู้สึกสามารถแบ่งออกได้ ถ้าหากว่าเรารักที่จะอยู่ตรงความสงบตรงหน้าของเรา ก็เอาปัจจุบันกับลมหายใจมากหน่อย อย่างเช่นว่าสัก ๘๐% ส่วนการรับรู้อย่างอื่นก็เหลือสัก ๒๐% แต่ถ้าหากต้องการปฏิสัมพันธ์หรือว่าทำหน้าที่การงานชิ้นนั้นให้เสร็จลงให้ได้ เราก็ไปอยู่กับงาน ๘๐% แต่ว่าอยู่กับลมหายใจสัก ๒๐% จะเป็นการรู้ปัจจุบัน ๒ อย่างด้วยกันคือ รู้ภายในกับรู้ภายนอก ถ้าสามารถทำและรู้พร้อมกันอย่างนี้ได้แล้ว ต่อไปทุกอย่างก็จะง่าย แต่ถ้าหากว่าเรารู้อย่างเดียว ออกมาข้างนอกเมื่อไรทิ้งข้างใน หรือว่าเข้าไปข้างในเมื่อไรทิ้งข้างนอก อย่างนั้นโอกาสก้าวหน้าจะมีน้อย
              ลองไปซ้อมทำดูนะ จริง ๆ แล้วไม่ยากหรอก เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่เคย ฟังดูแล้วอาจจะงง ๆ แต่ถ้าลองทำดูแล้วไม่ยากหรอก แค่แบ่งภายนอกกับภายในเป็น ๒ ส่วนเท่านั้นเอง แล้วก็รู้พร้อม ๆ กัน เพียงแต่ว่าส่วนไหนถ้าหากจำเป็นจะต้องทำงาน ก็รับรู้ส่วนนั้นมากกว่า
*************************

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนมกราคม ๒๕๕๓


              เจ้าที่เจ้าทางไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ต่อให้ไม่ดีก็ทำให้ดีได้ เรพาะว่าถ้าเรารู้จักเคารพนบไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ไปที่ไหนที่เขาบอกว่าไม่ดี ก็ย่อมดีได้ คุณเฉลิม คงทอง บ้านอยู่ดำเนินสะดวก ต้นตระกูลนับถือคริสต์ แต่เปลี่ยนมานับถือพุทธ เพราะอยากซื้อบ้านหลังหนึ่ง ปรากฎว่าบ้านหลังนี้เสาตกน้ำมันทุกต้น ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ ส่วนใหญ่พอจะซื้อ ขึ้นบ้านไปก็วิ่งหนีทุกราย
              คุณเฉลิมก็เลยมาถามหลวงพ่อวัดท่าซุง หลวงพ่อบอกว่า ให้เอาดอกไม้ธูปเทียน น้ำมันหอม ผ้าสามสีหรือเจ็ดสีใส่พานไป ตั้งใจว่าท่านทั้งหลายที่อาศัยอยู่บ้านนั้น ขอเชิญไปอยู่ด้วยกัน แล้วจะให้ความเคารพนับถือท่าน ถ้ามีอะไรที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรงให้ช่วยบอกกล่าวด้วย ยินดีจะทำให้ตามที่บอก เมื่อคุณเฉลิมจุดธูปบอกกล่าวเสร็จ เดินขึ้นบ้านไปก็แทบหงายหลัง ท่านเจ้าที่นั่งอยู่กลางเรือน ศีรษะท่านแทบจะค้ำหลังคา บอกว่า “ถ้าทำอย่างนี้ก็อยู่ด้วยกันได้...”
              คุณเฉลิมขออนุญาตท่านถอนเสา ท่านบอกว่าแม้แต่เสาที่อยู่กลางลานก็ให้เอาไปด้วย เป็นเสาที่เขาตั้งทิ้งไว้เฉย ๆ ปรากฎว่าเสาที่ตั้งทิ้งไว้เฉย ๆ ก็ยังตกน้ำมัน พอปลูกบ้านไปแล้ว ท่านบอกว่าทุกวันพระให้บูชาท่านด้วยไข่ต้ม ๑ ฟอง กับน้ำเปล่าแก้วหนึ่ง อย่างอื่นไม่ขออะไรเลย เอาแค่ความเคารพเท่านั้น แล้วคุณเฉลิมก็ทำมาหากินขึ้น ท่านมาเข้าฝันบอกว่า ปีนี้ราคาอะไรดีให้ทำสิ่งนั้น แกก็เลยรวยเอา ๆ เพราะฉะนั้น...อะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นที่บ้านที่ไม่ดี เราก็สามารถทให้ดีได้แล้วที่โยมถามว่าที่ตรงนั้นดีไหม ต่อให้ไม่ดีเราก็ทำให้ดีได้
              เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้เข้า คุณเฉลิมจึงหันมานับถือพุทธ ลูกหลานญาติโยมก็ตามมาถือพุทธไปด้วย...!
*************************

              หลวงปู่ดู่ท่านเป็นพระบริสุทธิ์จริง ๆ ใครบอกว่าท่านจะมาเกิดใหม่อาตมาไม่เชื่อ
      ถาม :  ท่านนิพพานแล้วหรือครับ ?
      ตอบ :  ไปนานแล้ว
*************************

      ถาม :  ในระหว่างมื้อ ถ้าพระฉันของขบเคี้ยวได้หรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  ไม่สมควร ของพระเขาให้ฉันเป็นมื้อเป็นคราว บาลีว่า โภชเน มัตตัญญุตา
*************************

              ปีใหม่ คนส่วนหนึ่งเขาไปเค้าท์ดาว์นกัน ปีที่แล้วที่ซานติก้าผับ ตายไปไม่รู้เท่าไร แต่ละเทศกาลที่เป็นที่นิยมกัน คนก็ตายกันมาก ๆ ดูแล้วน่าสลดใจ แต่ขณะเดียวกัน คนอีกจำนวนหนึ่งเขาถือบุญเป็นใหญ่ ถึงเวลาวาระสำคัญก็ทำบุญไว้ก่อน เมื่อวานที่วัดท่าขนุน กับข้าวกองเป็นภูเขาเลย บิณฑบาตแค่เช้าเดียวเท่านั้น วันนี้อาตมาหนีบิณฑบาตมาให้พระครูหน่อย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพาพระไป เพราะว่าวันนี้เทศบาลจัดงานตักบาตรพระ ๙๙ รูป เขาจัดแบบนี้ทุกวันขึ้นปีใหม่ ถ้าอาตมาอยู่ก็จะไปนั่งเป็นประธานบนแท่นคอยพรมน้ำมนต์ ไม่ได้ไปบิณฑบาตกับเขา พอดีปีใหม่ของปีนี้ตรงกับรับสังฆทานที่กรุงเทพฯ เลยไม่ได้ไป
              ทางบ้านท่าขนุนก็มีทำบุญปีใหม่กลางหมู่บ้านทุกปี ลักษณะนี้ควรจะทำ เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งความสามัคคีกัน เขาจะทำกับข้าวมาคนละอย่างสองอย่าง แล้วเอามารวม ๆ กัน ทั้งหมู่บ้านรวมแล้วกับข้าวเป็นร้อยอย่าง พระนั่งล้อมวงกัน เอื้อมตักแทบไม่ถึง เพราะวงใหญ่มาก ต้องส่งสลับกันไปสลับกันมา
              อีกอย่างหนึ่งที่เห็นคนท่าขนุนเขาทำกันแล้ว รู้สึกว่าเขารักใคร่สามัคคีกันดี ก็คือ ปีที่แล้วเขาสร้างบ้านให้คุณยายคนหนึ่ง คุณยายคนนี้ไม่มีลูก ไม่มีหลาน อยู่ตัวคนเดียว...ลำบาก อาศัยทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แลกค่าอาหารไปวัน ๆ ชาวท่าขนุนก็ช่วยกันบริจาคคนละเล็กคนละน้อยร่วมกับเทศบาลตำบล สร้างบ้านใหม่ให้ยายหนึ่งหลัง แล้วก็นิมนต์พระไปขึ้นบ้านใหม่ รายจ่ายทั้งหมดนายกเทศมนตรีควักกระเป๋าเอง ๒ ชุมชน ๕ หมู่บ้าน รวมกัน เขารักใคร่กลมเกลียวกันมากเลย ถึงเวลามีอะไรก็ทำงานพร้อม ๆ กัน
              อย่างของวัดท่าขนุน เวลาจัดงานวัฒนธรรมสายใยชุมชน แต่ะลขุมชนเขาจะมีของดีมาอวดคนอื่น ทั้งการแสดง งานฝีมือ จักสานหัตถกรรม ถ้าหากทุกหมู่บ้านทำอย่างนี้ได้ รับรองได้เลยว่าประเทศไทยเจริญกว่านี้อีก จนนับไม่ได้ เพราะเขารู้จักห่วงหาอาทรในลักษณะหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเลย เมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมหมู่บ้าน
*************************

              “พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นสาละที่ป่าลุมพินี มีคำถามว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงประสูติที่นั่น ?”
              “ถ้าตอบตามตำรา ก็เพราะว่าเป็นระหว่างทางเดินไปบ้านเกิดฝ่ายหญิง”
              แล้วทำไมต้องกลับไปที่นั่น ?
              “เพราะเป็นประเพณีครับ”
              ปวดท้องจะคลอดลูกแล้วยังจะไปอีก ? ถ้าเป็นประเพณีแสดงว่า ทุกคนเวลาจะคลอดลูก ต้องกลับไปคลอดที่บ้าน แน่ใจแล้วหรือ ?
              “ไม่ค่อยแน่ใจครับ”
              ต้องเอาให้แน่ ถ้าเป็นขนบธรรมเนียมต้องแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่อะไรหรอก ที่สงสัยตรงนี้ก็คือ คนเขียนเขามั่วหรือเปล่า เนื่องจากตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ หนังสือเขาบอกว่าพระชายาประสูติพระโอรสแล้วในวัง แสดงว่าการกลับไปคลอดลูกที่บ้านเกิดฝ่ายหญิงไม่ใช่ธรรมเนียมแน่
              ฉะนั้น...ต้องไปดูใหม่ในมหาปทานสูตร ยิ่งถ้าได้อ่านในมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงศ์ยิ่งดี ในนั้นบอกว่า เป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ต้องประสูติในป่า คราวนี้จบเลย ไม่ต้องไปสงสัยว่าทำไมพระราหุลจีงเกิดในวัง แต่ถ้าอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมที่ลูกสาวต้องกลับไปคลอดที่บ้านนี่ก็เจ๊งเลย
*************************

              “พระพุทธรูปมีหลายต่อหลายปางด้วยกัน มีอยู่ปางหนึ่ง เรียกว่าปางมารวิชัย รู้จักใช่ไหม ?”
              “รู้จักครับ”
              นับว่าเป็นพระพุทธรูปไหม ?
              “เป็นครับ”
              พวกเราเรียนพุทธรปะวัติมาแล้ว พระพุทธเจ้าชนะมารตั้งแต่ยังไม่ตรัสรู้ไม่ใช่หรือ ?
              “ถ้าอย่างนั้นจะเรียกว่าเป็นพระพุทธรูปไม่ได้ เพราะตอนนั้นเจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ ?”
              ต้องบอกว่าเป็นความคิดเห็นของคนสมัยหลัง ตั้งใจสร้างรูปแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา และเห็นว่าการที่จะแสดงออกซึ่งพระบารมีที่ดีที่สุด ก็เป็นตอนที่ชนะมาร เมื่อสร้างพระพุทธรูปขึ้นมา จึงเรียกว่าปางชนะมารหรือปางมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปแต่ชื่อมารวิชัย ไม่ได้หมายความว่าสร้างแทนตอนที่พระองค์ท่านชนะมาร ฉะนั้น...ปางนี้ก็นับว่าเป็นพระพุทธรูปเหมือนกัน
      ถาม :  วันนั้นไปวัดเบญจมบพิตรฯ เจอพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา ?
      ตอบ :  นั่นก็เรียกว่าพระพุทธรูป เพราะเขาสร้างแทนองค์ท่าน แสดงให้เห็นความยากลำบากบำเพ็ญเพียรก่อนที่จะตรัสรู้ ไม่ได้หมายความว่าสร้างแทนองค์ท่านก่อนตรัสรู้
      ถาม :  ก็คือเป็นอนุสติแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อ่านมาเยอะนะครับ แต่ไม่ได้สังเกต ?
      ตอบ :  พวกคุณมักจะแค่อ่านเฉย ๆ
*************************

              สมัยหลวงพ่อฤๅษีอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส ท่านเคยจ้างหมอไสยศาสตร์ไปทำน้ำมันพราย ท่านอยากรู้ว่า น้ำมันพรายเขาทำอย่างไรถึงมีผลจริง ก็คือ น้ำมันพรายที่มีผลจริงท่านเห็นมาหลายครั้งแล้ว เพราะคนที่โดนน้ำมันพรายป้ายจะหนีตามผู้ชายไปเลย แต่ท่านสงสัยว่าน้ำมันพรายเขาทำกันอย่างไร ท่านก็เที่ยวไปสืบถามในที่สุดก็ได้หมอคุณไสยฯ ที่มีความสามารถมา เขาคิดค่าแรง ๑๐ บาท สมัยนั้นค่าแรง ๑๐ บาท ก็แปลว่าประมาณ ๘,๐๐๐ บาทสมัยนี้
              พอเขาหาศพที่ต้องการได้ เขาก็ส่งข่าวนัดหลวงพ่อไป หลวงพ่อออกจากวัดตอนสองทุ่มกว่า ท่านเดินข้ามสะพานพุทธไปวัดดอน เขาบอกว่าต้องหาศพคนตายวันเสาร์เผาวันอังคาร เพราะจะแรงมาก โดยเฉพาะศพผู้หญิงยิ่งดี ถ้าหากได้ผู้หญิงตายทั้งกลมยิ่งดีใหญ่เลย แต่คราวนี้ถ้ารอตายทั้งกลมมักจะหาไม่ได้ ก็เลยเอาที่ตายวันเสาร์หรือวันอังคาร สมัยก่อนเขาไม่ค่อยเผาศพ เขานิยมเก็บ อาจจะไว้ในโกดังหรือฝังฝากเอาไว้ก่อน ทำเครื่องหมายไว้ว่าศพอยู่ตรงนี้ หลวงพ่อท่านก็ไปกับเณรสองรูป
      ถาม :  เณรก็ใจถึงมากเลยนะ ?
      ตอบ :  ใจถึงมากเลย เกาะจีวรหลวงพ่อไปเลย ท่านบอกว่าพอไปถึง เขาก็ล้อมสายสิญจน์ แล้วกำชับว่าท่านมหาฯ กับเณร ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ห้ามวิ่งออกนอกวงเด็ดขาด ถ้าหากวิ่งเขาไม่รับรองความปลอดภัย สถานเบาก็หัวโกร๋น สถานหนักคือตายเลย หลวงพ่อท่านก็คงไม่เท่าไร เพราะท่านตั้งใจไปดูอยู่แล้ว แต่เณรต้องคิดหนักหน่อย ท่านบอกว่าพอหมอเขาปลุกเสกไปสักพักหนึ่ง ดินฟ้าอากาศจากที่ธรรมดาก็กลายเป็นมืดดั่งพายุฝนจะมา แล้วศพก็ดันดินแตกขึ้นมา พอศพลุกขึ้นมานั่งได้ ตัวก็ใหญ่ขึ้น ๆ
              หมอผีก็เสกคาถาไปเรื่อย ซัดข้าวสารไปเรื่อย จนกระทั่งศพหดเล็กลงมาเหลือตัวเท่าคนเหมือนเดิม แล้วหมอผีจึงเอาเทียนไปลนคาง ลนไปก็เสกคาถาไป ได้น้ำมันมาแค่ ๔-๕ หยดเอง ใส่ขวดปิดฝาเสร็จ ก็เสกคาถาสะกดให้ศพกลับลงไปในหลุมตามเดิม ท่านบอกว่าตอนนั้นถ้าเอาไม่อยู่ผีจะตามทวงตลอด แล้วหมอผีก็มอบน้ำมันพรายให้หลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็รับมา ขากลับก็ต่างคนต่างไป หมอผีรับค่าแรงก็บ้าน หลวงพ่อก็กลับไปวัด ท่านบอกว่าตอนท่านเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ก็โยนขวดน้ำมันพรายลงน้ำไปเลย ท่านแค่อยากรู้เท่านั้นว่าเขาทำอย่างไร
      ถาม :  น้ำมันพรายนี้ผู้ชายเขาเอาไว้ใช้ ไม่ใช่หรือครับ ?
      ตอบ :  ผู้หญิงก็ใช้ได้
      ถาม :  ผสมกับน้ำมันงาได้หรือเปล่าครับ จะได้เติมเท่าไรก็ไม่หมด ?
      ตอบ :  เอาอย่างนี้่ ถ้าใครอยากได้ก็ไปงมเอาในคลอง อาตมาหย่อนไว้ตรงนั้นขวดหนึ่ง ทิ้งเอาไว้เป็นสิบปีแล้ว มีโยมไปจ้างหมอผีทำให้ ตอนนั้นโยมเขาเดือดร้อน เขาไม่แน่ใจว่าเขาจะเอาอยู่หรือเปล่า เขาเลยเอามาฝากไว้ เราจะเห็นได้ว่า จริง ๆ แล้วหลวงพ่อท่านอยากรู้ทุกเรื่อง แต่ท่านลองแล้วก็เลิก อะไรที่รู้ว่ามีโทษก็ไม่ได้เอามาใช้งาน ทำเสร็จก็ทิ้ง
      ถาม :  จริง ๆ แล้วมีประโยชน์อะไร ?
      ตอบ :  ไม่มี…เพราะผู้หญิงที่โดนน้ำมันพราย จะอยู่ในลักษณะที่ว่าสติไม่สมบูรณ์ บ้า ๆ บอ ๆ
*************************

      ถาม :  ช่วงนี้มารเขาตามอยู่เรื่อยค่ะ วัตถุมงคลเขาก็ทำให้หายตลอด เอาวัตถุมงคลเข้าพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรแล้วหายไป เวลาเจอจะอยู่ในที่ต่ำ ๆ อย่างไปอยู่ในกะละมังซักผ้าอย่างนี้ค่ะ ?
      ตอบ :  จะไไปเดือดร้อนอะไร ก็เอาขึ้นมา ทำให้แห้งแล้วบูชาใหม่
      ถาม :  แล้วทำอย่างไรจะไม่ให้มารตามมารบกวนได้คะ ?
      ตอบ :  เลิกเกิด...ถ้าไม่เกิดก็ไม่เจอ ...!
*************************

              “เคยเตือนพระในวัดท่าขนุนแล้วว่า พระเณรถ้าไม่จำเป้นอย่าลากลับบ้าน ไปเมื่อไรจะเป็นส่วนเกินของสังคม ไม่ว่าจะเดินทาง จะกิน จะอยู่ลำบากไปหมด โดยเฉพาะในตลาด ไม่จำเป็นอย่าเข้าไป เข้าไปแล้วเกะกะเขา ถ้าใครไม่รู้ว่าพระเกะกะอย่างไร ลองไปยืนดูแล้วจะรู้ คนหลีกให้เป็นทางเลย ทำให้โยมเขาเดือดร้อนเปล่า ๆ
              ฉะนั้น...อะไรที่ห้ามแล้วยังทำ ก็แปลว่าไม่ฟังกัน ในเมื่อไม่ฟังก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกันพระในวัดก็เลยค่อนข้างจะอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญแขวนรักษาตัวรอดได้เป็นดี รู้ว่าไม่รอดแน่ก็เลยก็รีบขอสึกก่อน”
*************************

      ถาม :  ถ้ากำลังทรงอารมณ์อยู่ แล้วรู้สึกว่าเบาสบาย ถ้าอารมณ์นั้นแน่นเกินไป จะนิ่ง จะแข็ง แต่ที่เจอเหมือนกับกลวง จะว่าแข็งก็ไม่แข็ง แต่ถ้าถามว่าเป็นอารมณ์ที่โปร่งสบายไหม ? โปร่งเบาครับ เหมือนกลวงข้างใน ?
      ตอบ :  อยู่ที่เราด้วย ถ้าเราไปยินดีในอารมณ์นั้น หรือไปใส่ใจอยู่ในอารมณ์นั้น โอกาสที่จะเข้าถึงที่สุดก็จะยาก ถ้าเราไม่ยินดีไม่ใส่ใจ ทำตัวเป็นผู้ดูเฉย ๆ ก็จะเป็นไปเอง
*************************

      ถาม :  การปฏิบัติจะไปลงที่ตัวเห็นจิตในจิต ต่อให้กิเลสกำเริบหรือแสดงอาการอะไร เราก็สักแต่ดู อย่างนี้ใช่หรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ตามรู้เฉย ๆ อย่าลงไปเล่นด้ว ยพอไม่มีคนเล่นด้วย เดี๋ยวก็เลิกไปเอง เราจะรู้เร็วขึ้น ๆ จนในที่สุดก็หมดอารมณ์ ...เซ็งไปเอง
      ถาม :  เราแยกมาดูอย่างนี้ กิเลสตรงส่วนที่กำเริบก็น่าจะหยุดหายไป แต่ก็ยังเห็นกิเลสกำเริบอยู่ ?
      ตอบ :  เป็นปกติอย่างนั้นของเขา แต่ทีนี้พอเราไม่ไปให้ความร่วมมือ เขาก็ไปต่อไม่ได้ คึกได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็เหี่ยว
      ถาม :  จริง ๆ แล้วแม้กระทั่งกิเลสก็ไม่ใช่เรา ?
      ตอบ :  พอดูไปนาน ๆ แล้วจะเห็นชัดว่าเป็นคนละส่วนกัน ในเมื่อคนละส่วนกัน เราก็ต้องควบคุมกิเลส ไม่ใช่ให้กิเลสมาควบคุมเรา พอท้ายสุดแล้วไม่ไปยุ่งด้วย ทั้งเราและเขาก็ไม่มีอะไรเนื่องกัน
*************************

              “ในหลวงให้พระบรมราโชวาทแก่ผู้ที่รับพระราชทานสมเด็จจิตรลดาไปว่าให้ปิดทองทางด้านหลัง คราวนี้ พ.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร (ยศในขณะนั้น) ทักท้วงว่า มัวแต่ปิดทองด้านหลังอยู่ เมื่อไรคนเขาจะรู้ ? ในหลวงทรงตรัสว่า ถ้าเราปิดได้มากพอ ทองก็จะล้นออกมาข้างหน้าเอง จึงสำคัญที่ว่า เรารู้จักปิดทองให้มากพอไหม ?”
*************************

      ถาม :  วิธีสร้างกำลังใจของพระโพธิสัตว์ สร้างอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  อ๋อ…ไม่ต้องทำอย่างไร แค่เกิดมาสร้างบารมีบ่อย ๆ เกิดมากเท่าไร กำลังใจจะค่อย ๆ เข้มแข็งไปเรื่อย
*************************

      ถาม :  การเกิดศาสนาอิสลามที่เชื่อถือในพระเจ้า เป็นเพราะการเห็นอะไรบางอย่างของศาสนาด้วยหรือเปล่า ?
      ตอบ :  เป็นอย่างนั้นเลย เพราะคนเราส่วนใหญ่จะเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ และอัศจรรย์ก่อนแล้ว หลังจากนั้นปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติค่อยตามมา
*************************

      ถาม :  พระเยซูแสดงปาฏิหาริย์ไม่กี่ครั้ง ?
      ตอบ :  ไม่กี่ครั้งเมื่อไร ? ขนมปังสามก้อนเลี้ยงคนทั้งเมือง คนเจ็บไข้ได้ป่วยมา แตะตัวก็หายจากโรค
      ถาม :  ทางคริสต์จะเชื่อปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเขามาก แต่ทางพุทธก็ยังมานั่งงงว่าปาฏิหาริย์จริงหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ส่วนหนึ่งพยายามที่จะใช้ปัญญา แต่บังเอิญว่าเป็นโลกียปัญญา จึงได้บอกว่า ถ้าไม่ประกอบด้วยตถาคตโพธิศรัทธา เรื่องอื่นก็จะไม่ตามมา เราต้องเชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก่อน ว่าท่านรู้จริงเห็นจริง ที่หลวงพ่อวัดท่าซุงสอนมโนมยิทธิแก่พวกเราก็เพื่อพิสูจน์ตรงจุดนี้ ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นจริงตามนั้น
*************************

      ถาม :  การใช้ทิพจักขุญาณเพื่อพิสูจน์ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ก็เป็นไปได้ยาก แล้วการจะสอนคนที่อยู่ต่างศาสนา จะไม่เป็นการยากยิ่งกว่าหรือครับ ?
      ตอบ :  ถ้าสามารถทำได้ การสอนคนจะไม่ใช่เรื่องยาก ที่สอนยากเพราะยังทำไม่ได้
*************************

      ถาม :  เราตั้งใจรักษาศีล คำสอนของหลวงพ่อก็คือ ให้รักษาศีลยิ่งชีวิต แต่เวลาเราผิดพลาดไปแล้ว ก็คือกำลังใจต้องตัดทิ้งทันทีใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตรงนั้นเลย
      ถาม :  ถ้าเราตัดทิ้งไปแบบไม่กังวล ก็เท่ากับว่าเราไม่...?
      ตอบ :  ระมัดระวังของใหม่ อย่าไปจมปลักอยู่กับของเดิม เราต้องทำใจว่าโอกาสพลาดมี ในเมื่อพลาดแล้วอย่าเสียเวลาไปคร่ำครวญอยู่ตรงนั้น ให้เริ่มต้นทำใหม่เลย
*************************

              “สมัยเป็นฆราวาสอาตมาแขวนพระแบบนี้เหมือนกัน ใช้กรอบสเตเลสแบบนี้แหละ แต่ว่าหลังพระในกรอบสเตนเลสมีธนบัตร ๕๐๐ บาทพับซ่อนอยู่ ๒ ใบ คือ ห้อยพระอย่างนี้คนเขาจะไม่สนใจ เพราะเห็นว่าไม่มีราคา สร้อยสเตนเลสเขาก็ไม่เอา กะว่าถ้าโดนล้วงกระเป๋าจนหมดเนื้อหมดตัว ต่อให้อยู่สุดเหนือสุดใต้ก็ยังกลับบ้านได้ สมัยนี้มีใบละพันแล้ว ใครจะเลียนนแบบก็ไม่ว่านะ”
*************************

      ถาม :  ถ้าภาวนาคาถาสุปินาณัง แล้วจะสามารถเห็นผีเห็นอะไรได้ โดยอาศัยกำลังแค่อุปจารสมาธิ ผมลองไปภาวนาดู ก็ไล่ไปฌานสามฌานสี่ แต่ทำไมไม่เห็น ?
      ตอบ :  ต้องเป็นฌานสี่แบบคล่องตัวหรือไม่ก็อุปจารสมาธิ เกินไม่ได้ขาดไม่ได้ ต้องพอดี ๆ
      ถาม :  แล้วจะเห็นด้วยตาหรือครับ ?
      ตอบ :  จะบอกว่าตาเนื้อก็ไม่ใช่ จะบอกว่าไม่ใช่ตาเนื้อก็เห็นชัด ๆ เพราะว่าตาเนื้อมองรอบตัวไม่ได้ แต่อันนี้เขามาทิศไหนเราจะเห็นหมด นั่งอยู่ตรงนี้ถ้าเขามาด้านหลังเราก็เห็นชัด ๆ
      ถาม :  เห็นด้วยใจก็เหมือนเห็นด้วยตาใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  เหมือนอย่างกับตาสัปปะรด เห็นทุกทิศเลย บางทีนอนภาวนา แหงนมองฟ้าอยู่แท้ ๆ เขาทำอะไรอยู่ เรามองเห็นรอบบ้านเลย อันนั้นจะบอกว่าเห็นด้วยตาก็ไม่ใช่ แต่ก็เห็นชัด ๆ
*************************

      ถาม :  ผมเสียดายวิชาของหลวงพ่อวัดท่าซุงอยู่สองวิชา วิชาแรกก็คือ ที่หลวงพ่อเอาไปกอบโรคคนแล้วหาย อีกวิชาหนึ่งก็คือภาวนาแล้วให้คนที่หลับมาตื่นบนตัก ?
      ตอบ :  ระวัง..คนชื่อซ้ำกันมี ไปภาวนานึกหาน้องกบ เดี๋ยวจะเจอน้องกบยักษ์...!
      ถาม :  หลวงพ่อสอนเมื่อไร ผมขอเรียนคนแรก ?
      ตอบ :  ตูไม่ได้เรียนวิชาพวกนี้ ไม่ชอบโดยสันดานเลย..!
*************************