ถาม : การให้ทาน ที่สุดของจาคะอยู่ตรงไหน ?
ตอบ : ที่สุดของจาคะก็คือ แม้แต่ชีวิตก็สละได้เพื่อธรรม ประเภทเดียวกับยอมตายดีกว่าศีลขาด
ถาม : แล้วถ้าอย่างกลาง ?
ตอบ : ถ้าหากว่าอย่างกลาง ก็ถอยลงมาหน่อยหนึ่ง ถ้าหากเพื่อธรรมะ เราสละทรัพย์ทั้งหมดได้
ถาม : ตัวอธิษฐานบารมี ถ้าเต็มเป็นอย่างไรครับ ?
ตอบ : ต้องการอะไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าเต็มก็ไม่ต้องทำต่อ
ถาม : วิริยบารมีเต็ม เป็นอย่างไรครับ ?
ตอบ : เป็นบุคคลที่ไม่ท้อถอยต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย คืออาการของวิริยบารมีที่เต็ม อาการของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่ปรารถนา ก็คือการที่อธิษฐานบารมีเต็ม
การที่บารมีทั้งสองตัวจะเต็ม ก็แปลว่าอีก ๘ ตัวต้องเต็มด้วย แปลว่าถ้าไม่เป็นพระพุทธเจ้าไปเลย ก็ต้องเป็นพระอรหันต์ไปเลย
*************************
ถาม : ฝันว่าโดนกลั่นแกล้งด้วยอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ เขาตามแกล้งไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายฟ้าผ่าไล่เลย แล้วก็เจอหลวงพ่อฤๅษี ท่านบอกว่า อสุรกายที่อยู่ในที่พักอาศัย ต้องการความเคารพจากผม ให้ผมสร้างศาลให้ ผมก็สงสัยว่าศาลแบบไหน ในฝันหลวงพ่อท่านก็ตอบว่า ศาลแบบ ๖ เสา ผมก็โอ้โห..แบบเดียวกับอากาศเทวดาเลยหรือครับ แล้วผมก็ตื่นมา ?
ตอบ : รอฝันใหม่ คือ ถ้าเขามาทวงสกั ๘-๑๐ ครั้ง ค่อยแน่ใจ หรือไม่เดินไปไหนฟ้าผ่าจริง ๆ แล้วค่อยว่ากัน
ถาม : ถ้าเขามาแทรกแซง เราจะทำอย่างไร ?
ตอบ : ฝันก็ฝัน อย่าเอาสาระมากนัก ถ้าฝันดีเก็บเอาไว้เป็นกำลังใจ ฝันไม่ดีก็ลืมทิ้งไปตรงนั้นแหละ โบราณเขาให้ล้างหน้า แก้ฝันไปกับน้ำเลย
*************************
ถาม : ที่สุดของอภัยทานคืออะไรครับ ?
ตอบ : แม้แต่ศัตรูที่เกลียดที่สุด ก็อภัยให้เขาได้
ถาม : แล้วถ้าอย่างกลาง ?
ตอบ : ก็ที่เกลียดน้อยหน่อย
*************************
ถาม : ตอนนี้ท่านปู่ท่านย่ายังรักษาหน้าที่อยู่ หรือเข้าพระนิพพานแล้วครับ ?
ตอบ : เหมือนเดิม ถ้าหากว่าเป็นคนทั่วไป ๆ ก็คือ เตรียมเก็บข้าวของแต่ของท่านไม่มีอะไรให้เก็บ ท่านไปอยู่ตรงไหนก็สมบูรณ์ทุกที่ ไม่ต้องเสียเวลาเก็บ
*************************
“วันก่อนทางระยอง บอกว่าพระเทวทัตมาเกิดแล้ว คนก็ตาลีตาเหลือกมาส่งข่าวมา อาตมาก็บอกว่า ขอบคุณที่บอกให้ทราบแต่ถ้าเป็นพระเทวทัตที่ผมทราบ ยังอยู่ข้างล่างเลย”
*************************
ถาม : วิชาโสฬส หรือพิธีมงคลโสฬส จริง ๆ แล้วเป็นวิชาเกี่ยวกับอะไร ?
ตอบ : โบราณ คำว่า โสฬส เขาแทนพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น ซึ่งมาจากศาสนาพราหมณ์ เขาถือว่าสูงสุดสำหรับเขาแล้ว แต่ว่ามีที่มาในคัมภีร์ที่ ๔
พราหมณ์เขามีคัมภีร์อยู่ ๓ เล่ม เขาเรียกว่า ไตรเทพหรือไตรเวทประกอบไปด้วย ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท ตอนหลังพัฒนาการเพิ่มขึ้นเป็นอาถรรพเวท เล่มที่ ๔ ขึ้นมา บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเอามาใช้กัน กลายเป็นเรื่องขลัง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ไป
จากที่อธิบายความเป็นมาเกี่ยวกับพระเจ้า จากพิธีการปฏิบัติตนให้เข้าถึงพระเจ้า จากการอธิบายพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ทำเพื่อพระเจ้า ก็เพิ่มเป็นพวกของศักดิ์สิทธิ์ พวกคาถาศักดิ์สิทธิ์อะไรพวกนี้ ในเมื่อพัฒนามาอย่างนี้ ของเราเองที่รับเอาศาสนาพราหมณ์มาแต่แรก ๆ แล้ว ก็เลยพลอยมีความเชื่อเช่นเดียวกันในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ แต่ของเราก็มาติดตรงที่ศาสนาพราหมณ์หรือบางคนเขาเห็นว่าศาสนาพุทธไปเหยียบย่ำพราหมณ์ ก็คือไปเห็นว่าพระเจ้าของเขาเป็นแค่คนรับใช้พระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง
อย่างเช่นบางพระสูตรจะบอกว่า สนังกุมารพรหมไปเฝ้าประตูให้พระพุทธเจ้า ท้าวสหัมบดีพรหมก็เปรียบดั่งทายก เพราะเป็นผู้อาราธนาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ต้องบอกว่าปัญญาดี แต่คิดสั้นไปหน่อย เขาคิดอยู่อย่างเดียวว่าเป็นการแก่งแย่งชิงดีทางศาสนา ต้องพยายามเหยียดศาสนาอื่นให้ด้อยลง เพื่อยกศาสนาของตนเองขึ้น โดยที่เขาไม่คิดว่าเป็นความจริงหรือเปล่า
จะว่าไปแล้วศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาที่ค่อนข้างจะรักสันติ เพราะว่าเขาเข้ามาในบ้านเมืองเรา ตามที่หลักฐานก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และเข้าถึงพระเจ้าแผ่นดินมาตลอด เราจะเห็นว่าพระราชพิธีต่าง ๆ เป็นพิธีพรามหณ์ล้วน ๆ เราเพิ่งจะเอาพิธีพุทธแทรกไปเมื่อไม่นานนี้เอง ลองคิดดูว่าถ้าเป็นอีกศาสนาหนึ่งเข้าถึงได้ขนาดนั้น เราจะได้ผุดได้เกิดหรือเปล่า ?
แต่ศาสนาพราหมณ์กลับไม่ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนา แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังเข้าถึงพระเจ้าแผ่นดินอยู่ แต่มีศาสนิกชนไม่มาก แทบจะนับจำนวนได้ ทั้ง ๆ ที่บรรดาครูพราหมณ์ต่า งๆ ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าแผ่นดินอย่างเป็นทางการเลย
ถาม : เป็นเพราะเนื้อหาแก่นสารของเขาหรือเปล่า ?
ตอบ : คาดว่าที่เป็นในเมืองไทยเพราะเราถือผีมาก่อน ในเมื่อถือผีมาก่อน พอไปนับถือศาสนาพราหมณ์ ก็เท่ากับว่าไปเหยียดความนับถือของตัวเอง แต่ละคนในใจลึก ๆ ก็ต้องละในฐานที่เข้าใจว่า ของเดิมดีกว่า แล้วศาสนาพราหมณ์ก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องนับถือศาสนาเขา อย่างศาสนาอื่นที่เข้าไปในอินเดียวถ้าหากว่าใครไม่นับถือศาสนาของเขา ไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้าเลย จะโดนกดตลอด จนกว่าจะยอมไปถือศาสนาเขา จึงจะมีความก้าวหน้า ในเมื่อพราหมณ์เขาไม่ได้ดำเนินนโยบายแบบนี้ในบ้านของเรา เขาอยู่มา ๗๐๐-๘๐๐ ปีแล้ว แต่ศาสนิกยังมีไม่มากเท่าไร คริสย์ยังมีมากกว่า
ถาม : แล้ววิชาโสฬส ?
ตอบ : ก็บอกแล้ว ว่าสืบเนื่องมาจากอาถรรพเวทของพราหมณ์ เมื่อศาสนาพุทธเริ่มถือเคล็ดลางทั้งหลายเหล่านี้ เอาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง อย่าลืมว่าหลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายของเรา เร่ิมมาจากไสยศาสตร์ร้อยละ ๙๐
ในเรื่องของการสวดเสกเลขยันต์ต่าง ๆ เขาถือว่าเป็นส่วนของไสยศาสตร์ แต่ว่าครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณท่านฉลาด ท่านเอาไสยศาสตร์เป็นพื้นฐานให้ก้าวถึงพุทธศาสตร์ ในเมื่อเป็นส่ิงที่ชวนให้ทำ ทำแล้วเกิดผลได้ง่าย ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ ครูบาอาจารย์ก็ป้อนให้ไปเรื่อย กว่าจะรู้ก็ได้สมาธิระดับสูง ๆ กันหมดแล้ว ถึงเวลาก็แค่เลี้ยวกลับมายึดในพระรัตนตรัย ปฏิบัติตามอนุสติ ฝึกอสุภกรรมฐาน ๑๐ กสิณ ๑๐ ฯลฯ ก็กลายเป็นวางพื้นฐานเพื่อก้าวเข้ามาสู่พุทธศาสตร์
คราวนี้ในช่วงกำหนดแต่ละอย่าง ก็ยังต้องเชื่อถือตามความเชื่อเก่าของคนที่เขาเชื่อมาอย่างนั้น อย่างเช่นว่า โสฬสก็เชื่อว่าสูงสุด เป็นมงคลที่สุด ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้อีกแล้ว ก็กำหนดเป็นวิชาการขึ้นมา แต่ถ้าเราพิจารณาดูจะเห็นหัวใจคาถาที่มาจากพระไตรปิฎกแทบทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเรียกชื่อให้คนเขาเชื่อถือ ศรัทธา และยอมรับว่าเป็นของดี
ถาม : แล้วพระขรรค์โสฬสมีคุณวิเศษด้านใดบ้างครับ ?
ตอบ : ราคาแพง...! ตรงนี้เด่นที่สุด ไม่มีเด่นกว่านี้อีกแล้ว เด่นชัดมากหมดทุกเว็บ ประมูลกันทันทีทันใด อาตมาก็นึกว่าจะเหลืออยู่สักปีสองปี
*************************
ถาม : คนที่ได้อภิญญาแล้วไปรักษาคน เป็นการฝืนกฎแห่งกรรม ต่างกับการรักษาคนทั่วไปอย่างไรครับ ?
ตอบ : เรื่องของอภิญญานั้น แม้หมอทั่ว ๆ ไปรักษาไม่ได้ แต่คนได้อภิญญารักษาได้ ต่างกันตรงนี้แหละ
ถาม : คนที่ไปรักษากับคนที่ได้อภิญญา เวลาเขาตรวจ ต้องตรวจอะไรครับ ?
ตอบ : เขาทำยิ่งกว่าตรวจอีก ทำอะไรมาจึงเป็นอย่างนั้น ? วาระหมดหรือยัง ? ถ้าวาระยังไม่หมด ก็อย่าไปยุ่ง ไม่อย่างนั้นเราจะเดือดร้อนเอง
ถาม : ถ้าเราอธิษฐานกับพระพุทธเจ้า ขอให้ท่านช่วยรักษาเรา ?
ตอบ : อธิษฐานได้ แต่จะได้อย่างที่รักษาหรือเปล่า ค่อยว่ากันอีกที ส่วนใหญ่คนที่ได้อภิญญาเขาไม่ใช้ให้ตัวเองหรอก ที่ใช้ให้ตัวเองเพราะยังไม่รู้
ถาม : พระเยซู ท่านใช้กำลังอภิญญาช่วยเขาไปหมด วาระสุดท้ายต้องไปไถ่บาปให้เขา ?
ตอบ : ท่านไม่ได้คิดจะไถ่หรอก โดนบังคับให้ไถ่ เล่นเอาไปตอกตะปูเลย
เราก็ต้องยอมรับว่า ถ้าเราไปฝืนกฎของกรรม เราก็ต้องยอมรับผลด้วย ลูกปืนเขาเล็งมา แล้วเราไปยืนขวาง ก็เตรียมรับไว้ได้เลย ไม่โดนเขาก็โดนเราแน่
*************************
ถาม : การจับสัตว์ไปทำหมัน ก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง ตัวเราเองไม่อยากมีลูก แล้วไปทำหมัน จะเกิดเป็นกรรมไหมครับ ?
ตอบ : ไม่อยากมีลูก ? อย่าไปยุ่งกับเมียก็หมดเรื่อง
อะไรที่ฝืนธรรมชาติ ถ้าถามว่าผิดไหม ? ก็ผิดเหมือนกัน...ผิดธรรมชาติ จะว่าไปแล้วศาสนาพุทธของเราไม่มีบัญญัติตรงจุดนี้ เพราะว่าศาสดาก็คือพระพุทธเจ้า สิ้นไปก่อนที่วิทยาการพวกนี้จะปรากฎขึ้น แต่ว่าสมัยก่อนวิทยาการแน่กว่านี้อีก
เขาสามารถแปลงเพศผู้หญิงให้เป็นผู้ชาย แปลงผู้ชายให้เป็นผู้หญิงได้ ในบาลีบอกไว้ชัดเลย เพราะเขาบอกว่าพระห้ามทำอย่างนั้น แต่คาทอลิกเขาห้ามนะ ถ้าหากว่าทำหมันเขาถือว่าบาป มาตอนหลัง พวกเขาจะขอทำแท้ง พวกคาทอลิกค้านชนฝาเลย ขนาดทำหมันยังโดนด่า ทำแท้งไม่แย่ไปใหญ่หรือ ? ฉะนั้น...วิธีที่ปลอดภัยที่สุด...อย่ายุ่งกับเมีย...! ไม่ต้องทำหมันด้วย...
ถาม : แต่ก็เป็นการฝืนธรรมชาติไม่ใช่หรือครับ ?
ตอบ : หลวงพ่อพรหมวังโส ไปเทศน์ให้นักโทษในคุกฟัง ว่าเป็นพระต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ต้องสวดมนต์ทำวัตร ต้องเดินไปขอข้าวเขากิน ต้องเดินจงกรมภาวนาเช้ายันค่ำ ค่ำยันเช้า ต้องอดทนอดกลั้นอารมณ์ทั้งปวง ข้าวก็กินได้แค่สองมื้อ สรุปว่านักโทษยกมือ “หลวงพ่อมาอยู่กับพวกผมเถอะ สบายกว่าเยอะเลย” เขารู้สึกว่าฝืนธรรมชาติ ลำบากมากสำหรับเขา
*************************
“ปีนี้เป็นปีเสือดุ เป็นปีวิกฤตของในหลวง ทำบุญอะไรให้อุทิศถึงพระองค์ท่าน อุทิศถึงเทวดาที่รักษาพระองค์ท่าน ช่วยประคับประคองให้พระองค์ท่านอยู่ต่อไปอีกสักหน่อย แต่ก็ต้องแลกกัน ถ้าในหลวงอยู่ หลวงปู่ หลวงพ่อหลายท่านก็จะไปเป็นลูกระนาดเลย...!
ถาม : ไม่เป็นไร หลวงพี่อยู่ก็พอแล้ว
ตอบ : ตอนนี้หลายคนเขาก็เรียกหลวงพ่อแล้ว ...!
ถาม : เวลาใส่เงินลงไป แต่ไม่ได้ยกถังสังฆทานมา แต่ตั้งใจทำเป็นสังฆทาน ก็จัดว่าเป็นสังฆทานใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ความจริงตั้งใจทำอย่างนั้นได้กำลังใจจะสูงกว่า แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำ ก็ให้ไปยกถังสังฆทานมา
*************************
ถาม : สมัยโบราณเขาบรรจุเจดีย์ เขานิยมใช้อะไรบ้างครับ ?
ตอบ : ตามตำรา ส่วนใหญ่ที่บรรจุ อันดับแรก สิ่งของมีค่าต่าง ๆ ที่ตั้งใจถวายเป็นพุทธบูชา อันดับที่สอง รูปเปรียบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อสืบพระศาสนา อันดับที่สาม ถ้าหาได้ เป็นสิ่งที่ต้องการสุด ๆ พระบรมสารีริกธาตุ สรุปแล้วหลัก ๆ มี ๓ อย่าง
*************************
ถาม : พระอาจารย์ให้ผมท่องคาถาเงินล้าน ๑๐๘ จบ ถ้าผมท่องอย่างนี้ทุกวัน ๑๐๘ จบ ผมจะไปพระนิพพานได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ขึ้นอยู่กับกำลังใจของเรา ว่าละร่างกายได้ไหม ? ถ้าละร่างกายได้ คาถาอะไรก็ไปพระนิพพานได้
ถาม : ตอนนี้ผมท่องคาถานี้ไปก่อนใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ก็ท่องไปสิ เพื่อประโยชน์ปัจจุบันของเรา ส่วนประโยชน์อนาคต หรือประโยชน์สูงสุดค่อยว่ากันอีกที ว่ามีความสามารถแค่ไหน จริง ๆ ไม่ได้ให้ไปท่องส่งเดชให้จบ ให้ไปภาวนา ภาวนานี่ต้องกำหนดลมหายใจควบไปด้วย ยิ่งทรงฌานได้ยิ่งดี ไม่ใช่ว่าสักแต่ท่อง ๆ ให้จบ
*************************
ถาม : คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ถ้าทำถึงที่สุด นาน ๆ เข้าแค่จับหนังสือก็ถือว่าอ่าน ?
ตอบ : ลองเลย ไม่ต้องถาม อาตมาไม่เคยเสียเวลาถามหรอก ท่านบอกมาอย่างไรก็ลองเลย
ถาม : ถึงที่สุดคือฌานสี่คล่องตัวหรือครับ ?
ตอบ : ถ้าทำถึงสมาบัติ ๘ ได้ก็เอา
*************************
ถาม : จิตกับอทิสมานกาย คือตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : อย่างเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเห็นลักษณะไหน ถ้าเราต้องการดูสีของจิต จะเห็นเป็นลักษณะสีของจิต แต่ถ้าเราต้องการเห็นลักษณะของกายภายใน ก็จะเห็นเป็นอทิสมานกาย
ถาม : แล้วพวกอรูปพรหม เราเห็นเป็นดวงจิตอย่างเดียวทำไมไม่เห็นเป็นกาย ?
ตอบ : ก็เขาไม่มีกาย อรูปแปลว่าไม่มีรูป แล้วจะเอาที่ไหนมา
ถาม : ไม่มีรูป เป็นเพราะว่าเขาไม่ต้องการให้มีรูปหรือครับ ?
ตอบ : เป็นผู้เห็นโทษในรูป ก็เลยละรูปเสีย แต่ดันเป็นการละที่ผิดวิธี
ถาม : เรียกว่าละเอาดื้อ ๆ เลยใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ปัญญาท่านน้อยไปหน่อย แต่จะบอกว่าน้อยก็ไม่ใช่ มากกว่าเรามหาศาลเลย แต่ท่านน้อยกว่าพระพุทธเจ้า ก็เลยละผิดวิธี
ถาม : แล้วในพระอภิธรรมที่อธิบายว่าจิตมีลักษณะอย่างนี้ ๆ หลายแบบ ?
ตอบ : เชื่อได้ แต่ไม่จำเป็นต้องศึกษาก็ได้ เพราะว่าถ้าทำถึงจะเข้าใจเอง แต่ถ้ามัวไปท่องอยู่ว่า จิตโดยสภาพมี ๘๙ ดวง โดยพิสดารมี ๑๒๑ ดวง เดี๋ยวก็บ้า...! แล้วต้องไปหาว่าโลภะจิตมีกี่ดวง โทสะจิตมีกี่ดวง กามาวจรจิตมีกี่ดวง ...ตายกันพอดี...!
อาตมาไม่เคยท่อง...จำเอา มีพระอยู่รูปหนึ่งเรียพระอภิธรรมอยู่ที่ชลบุรี บิณฑบาตในตลาดหนองมน โดนรถมอเตอร์ไซค์ชน ศีรษะฟาดพื้นสลบไป เป็นเจ้าชายนิทรา แต่ท่านท่องอภิธรรมอยู่ตลอด ทั้ง ๆ ที่สลบไสล ลักษณะนั้นตายแล้วเป็นพรหมแน่นอน คือ กลายเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในใจตนเองไปเลย ตอกย้ำตัวเองท่องอยู่ทุกวัน ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นเจ้าชายนิทรา ก็ท่องอภิธรรมไปด้วย
ถาม : ในเมื่อจิตเป็นของบริสุทธิ์ เมื่อจิตเกิดมาทำไมไม่ไปพระนิพพานเล่าครับ ?
ตอบ : บริสุทธิ์แค่ขั้นต้น ยังบริสุทธิ์ไม่พอที่จะไปพระนิพพาน คำว่าบริสุทธิ์ก็คือบริสุทธิ์แค่นั้น
*************************
พระอนุรุทธขอขนมไม่มีจากพระมารดา แล้วพระมารดาให้ถาดเปล่าไป เทวดาก็ต้องบันดาลขนมให้ เพราะว่าบุญของท่านเกิดมาจะต้องมีทุกอย่าง พอบันดาลขนมทิพย์ให้ ท่านบอกว่าพอหยิบใส่ปาก รสชาติก็กำซาบซ่านไปตามประสาทรับรสทั้ง ๗,๐๐๐ เส้น แสดงว่าท่านแยกรสได้ละเอียดจริง ๆ อาตมาก็มาสังเกตว่า ทำไมกินอะไรก็อร่อยไปทุกอย่างเลย ? สงสัยว่าลักษณะนี้เหมือนกัน ว่าประสาทรับรสคงจะดีเกินชาวบ้านเขา
พอมาระยะหลัง ๆ อาตมาสามารถบอกได้ว่ากับข้าวมีอะไรเป็นส่วนผสมบ้างคิดว่านะ...คิดว่าท่านที่รับอาชีพผสมค็อกเทล หรือไม่ก็ชิมไวน์ จะต้องมีประสาทรับรสแบบนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วจะแยกรสไม่ออก
มีอยู่วันหนึ่งโยมนำข้าวต้มมาถวาย ตักใส่ปากอาตมาก็ถามว่า “ตกลงว่าต้มน้ำให้เดือด แล้วค่อยเอาข้าวสุกใส่ลงไปใช่ไหม ?” เขาก็บอกว่า ใช่ เขาหุงข้าวก่อน แล้วก็ต้มน้ำ ตักข้าวสวยใส่ ลิ้นของแยกได้ขนาดนั้น เพราะรสชาติไม่เข้ากันระหว่างน้ำกับเนื้อ อันนี้ไม่ใช่ทิพจักขุญาณแน่นอน...ขอยืนยัน เป็นแค่ประสาทลิ้นธรรมดา
ถาม : แล้วคนมีประสาทรับรสขนาดนี้ ไม่เป็นดาบสองคมหรือครับ ?
ตอบ : ถ้าไม่ติดหนักไปเลย ก็อาจจะเบื่อไปเลย
ตอนที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดแรก ๆ เขาเปิดที่โรงแรมอินทรา อาตมาอยากกิน ก็ไปลอง เขาบอกว่าอาหารญี่ปุ่นวิเศษเลิศเลอนักหนา พอสั่งอาหารญี่ปุ่นมา เข็ดไปตลอดชาติเลย ขนาดเทโชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) ลงไปเป็นถ้วย ๆ ก็ยังแค่หวานปะแล่ม ๆ เท่านั้น จะว่าไปแล้วญี่ปุ่นเขากินอาหารสุขภาพ เพราะว่าเขารสไม่จัด แต่สำหรับอาตมาแล้ว รสชาติจืดชืดไม่เอาอ่าวเลย
อาตมาเป็นคนชอบลอง ลองแล้วรู้ก็เลิก ตอนที่หูฉลามดังนักดังหนา อาตมาก็ไปลองดู สมัยนั้นราคาถ้วยละ ๖๐๐ บาทก็มี กินเข้าไปแล้วไม่เห็นปีกจะงอกให้บินได้เลย
*************************
ถาม : การที่เรายังไม่พร้อมที่จะแนะนำธรรมะให้แก่คนทั่ว ๆ ไป อย่างนั้นถือว่าเป็นการขาดเมตตาหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เมตตาได้ หาหนังสือ หาเทป หาซีดีที่เรามั่นใจว่าสอนถูกต้องให้เขาไปแทน
*************************
ถาม : ประเทศเรามีภิกษุณีได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ประเทศไทย ต้องถามว่าคณะสงฆ์อะไร ? ของเรามีทั้งมหานิกาย จีนนิกาย อนัมนิกาย ธรรมยุติกนิกาย ถ้าว่ากันตามสายเถรวาทของเราก็มีไม่ได้ เพราะว่าขาดสายไปนานแล้ว ถ้าหากอยากเป็นภิกษุณี บวชตามเถรวาทไม่ได้ แต่ทางสายมหายานเขาบอกว่ายังมีอยู่ ถ้าอยากเป็นจริง ๆ ก็ไปบวชทางสายมหายาน จะได้รับการยอมรับบ้าง ถึงแม้ว่าในบ้านเราไม่ยอมรับ แต่ว่าไปร่วมสังฆกรรมกับบรรดาสายมหายานเขายังยอมรับ
ถาม : เถรวาทที่ศรีลังกา ยังมีภิกษุณีอยู่ ?
ตอบ : ศรีลังกา เขาบวชแค่สามเณรี ไม่ใช่ภิกษุณี
ถาม : ทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าพระพุทธศาสนามีภิกษุณี จะทำให้พระพุทธศาสนามีอายุสั้นลงครึ่งหนึ่ง เขายังอยากจะบวชกันอีก ?
ตอบ : อยากมาก นับเป็นสักกายทิฏฐิตัวหนึ่ง คือ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสภาพของฆราวาส ปฏิบัติแล้วบรรลุมรรคผลได้ง่ายกว่า แต่เขาอยากทำของยาก ถนนมีหลุมอยู่แค่ ๕ หลุม เดินเลี่ยงซ้ายเลี่ยงขวาก็พ้นแล้ว อยากจะเดินทาง ๓๑๑ หลุม ถ้าผ่านไปได้คงจะดัง
*************************
ถาม : พวกฤกษ์ยามต่าง ๆ นั้น หลวงพ่อเคยอธิบายว่า เกี่ยวกับการโคจรของดวงดาว แล้วการใส่เสื้อสีตามวันต่าง ๆ สามารถอธิบายให้เกี่ยวข้องกับหลักวิทยาศาสตร์ได้หรือเปล่าครับ ว่าทำไมถึงมีอิทธิพลดีขึ้น ?
ตอบ : จิตเราจัดเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ในเมื่อจิตมุ่งมั่นว่าทำอย่างนั้นแล้วดี ก็เลยส่งผลให้ดีขึ้น
ถาม : เหมือนกับคนเชื่อดวง พอไปแก้ดวงทำนั่นทำนี่ แก้ฮวงจุ้ยสารพัด แล้วเขารู้สึกว่าดีขึ้นอย่างนั้นหรือครับ ?
ตอบ : ถ้าทำจริง ๆ ก็มักจะรู้สึกไม่ดี เพราะต้องหมดเงินเยอะ
*************************
ถาม : วิชาฮวงจุ้ยเชื่อได้กี่เปอร์เซ็นต์ ?
ตอบ : น่าจะ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเราเชื่อกรรม บุคคลที่ทำกุศลกรรมทำความดีมามาก ย่อมได้ฮวงจุ้ยที่ดีไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปเสียเวลาปรับแก้ ส่วนบุคคลที่สร้างอกุศลกรรม ทำความชั่วเอาไว้มาก ก็ได้ฮวงจุ้ยเฮงซวยไป บางทีปรับแก้แล้วแก้อีก หมอรวยเป็นราย ๆ ไป ก็ยังแก้ไม่ตกสักที
ถาม : พี่ชายเขาให้หมอดูเรื่องฮวงจุ้ยบ้าน เขาสั่งให้ทุบบ้านทิ้ง ?
ตอบ : แล้วทำไหม ?
ถาม : ทำค่ะ ?
ตอบ : แสดงว่าหมอไม่เก่ง ถ้าหมอเก่งอาจจะเปลี่ยนแค่ประตูรั้วประตูบ้านเท่านั้น เพราะสามารถที่จะหันไปในทิศทางที่ดีได้
อาตมามีไฝดำ หรือสมผุสดำอยู่ในมือ บังเอิญหมอดูเห็นเข้า เขาบอกว่าให้ไปเอาออก ไม่อย่างนั้นชีวิตจะต้องเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอด อาตมาก็บอกว่าชาตินี้ตูไม่เอาออกเด็ดขาด เอาออกแล้วชีวิตหมดรสชาติ...! เขาบอกว่าถ้าไฝเป็นสีแดงจะดี สีดำจะไม่ดี เรื่องอย่างนี้สำหรับคนทั่วไปนั้นได้ แต่สำหรับอาตมาจะแดงจะดำก็ดีทั้งนั้น ก็บอกแล้วว่าใจของเราเป็นพลังงาน และเป็นพลังงานที่มหาศาลมาก ถ้าเราคิดว่าดี ...ก็จะดีไปเอง
*************************
ถาม : สมัยหลวงปู่ครูบาธรรมชัยท่านรักษาโรค แล้วเจอประเภทโรคสุดท้าย ประมาณว่ารักษาหรือไม่รักษาก็ตาย ท่านทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : ก็สงเคราะห์เขาไป โดยแนะนำในเรื่อวของบุญกุศลแทน ก็คือจะให้ท่านรักษา...ท่านก็รักษา แต่ว่าให้เขาสร้างบุญกุศล เพื่อให้ใจเขาได้มีที่เกาะที่ดี
ถาม : แล้วที่ท่านรักษาคือ ?
ตอบ : ท่านจะบอกว่าป่วยเป็นโรคอะไร เป็นมากี่ปี กี่เดือน กี่วัน ต้องใช้ยาอะไรรักษา พระเลขาฯ ท่านมีหน้าที่จด ถึงเวลาก็ให้คนไข้เอาไปซื้อยาตามนั้น
ถาม : แล้วน้ำมันสังคโลกของหลวงปู่ปานเล่าครับ ?
ตอบ : บอกแล้วบางอย่างรักษาก็หาย บางอย่างรักษาก็ตาย บางอย่างรักษาหรือไม่รักษาก็หาย ถ้าหากว่าใช้แล้วได้ผลอย่างเดียว คนก็ไม่ตายกันแล้วสิ...!
*************************
ถาม : ที่บอกว่าภิกษุณีหรือสามเณรีขาดหายไป รู้สึกว่าเสียดาย ?
ตอบ : แล้วทำไมต้องไปเสียดาย การบรรลุมรรคผลไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวช เป็นนักบวชถ้าปฏิบัติไม่ถูก บางทีบรรลุยากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป
*************************

|