​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๔๖

 

              “ทางศาสนาฮินดู เขามีความเชื่อว่า คนที่ไม่มีลูกหรือไม่แต่งงานจะตกนรกขุมที่ชื่อว่า ปุตตะ แต่อาตมาว่าน่าจะกลับข้างกัน คือถ้าคนมีลูกแล้วน่าจะตกนรกขุมนนี้...! เมื่อเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีลูกแล้วจะตกนรก เขาก็เลยกลัว จึงผลิตลูกกันใหญ่ จนประชากรเป็นพันล้านแล้ว”
      ถาม :  แล้วคนที่ตายไป ที่มีความเชื่อว่าตกนรกขุมนี้ แล้วเขาจะไปอยู่ที่ไหน ?
      ตอบ :  ถ้าจิตหมองก็เรียบร้อย ไปตามกำลังตน แต่ฮินดูดีอยู่อย่างหนึ่ง เรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตของเขาไม่มี เพราะฮินดูเป็นมังสวิรัติ อย่างน้อย ๆ ศีลของเขาก็ได้ข้อหนึ่งแล้ว
              ถ้าดูในหลักการของศาสดาเจ้าลัทธิทั้ง ๖ ที่ดังมาก ๆในสมัยนั้นเลย ก็มีแต่ศาสดามหาวีระ (นิครนถ์นาฎบุตร) หลักการของเขาคล้ายศาสนาพุทธมาก มีศีลลักษณะคล้ายศีลห้ามาก แม้กระทั่งการจำพรรษาในฤดูฝน ก็เริ่มมาจากศาสนานี้ ท่านเป็นศาสดาร่วมสมัยพระพุทธเจ้าก็จริง แต่เป็นรุ่นพี่อายุมากกว่า และมรณภาพก่อน
              ถ้าไปดูในสังคีติสูตร หรือ ทสุตตรสูตร จะกล่าวถึงศาสดามหาวีระ พอตายแล้วลูกศิษย์ก็แตกแยกกัน เพราะไม่ได้ร้อยกรองพระธรรมวินัยไว้ พระสารีบุตร พระจุนทะ ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะไม่ได้ร้อยกรองพระธรรมวินัยไว้ ลูกศิษย์จึงได้เป็นอย่างนั้น
              พระสารีบุตรจึงได้ดำริ ว่าควรจะร้องกรองพระธรรมวินัย อย่างเช่นว่า กำหนดเป็นหมวด ๆ ไป สมมติถ้ามีหลักธรรมสามหัวข้อ ก็จัดเป็นหมวดสาม กุศลมูล ๓ อกุศลมูล ๓ วจีสุจริต ๓ วจีทุจริต ๓ ถ้าอย่างไหนมี ๔ หัวข้อ เช่น อิทธิบาท ๔​ สัมมัปปธาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ก็จัดอยู่ในหมวดสี่ เป็นแนวทางในการสังคายนาพระวินัยมาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนั้นยังไม่ได้ทำเป็นรูปธรรม เพราะพุทธเจ้าเห็นว่ายังไม่ใช่เวลา แต่พระสูตรทั้งสองพระสูตรนี้ก็ปรากฎขึ้นชัดแล้ว
              เพราะฉะนั้น...พระมหากัสสปะท่านมาร้อยกรองสังคายนาพระธรรมวินัยก็ทำตามนี้ และที่แน่ที่สุดก็คือว่า แบบอย่างที่เรียนนักธรรมทุกวันนี้ของพระ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ก็มาจากทสุตตรสูตรที่พระสารีบุตรท่านร้อยกรองไว้ มาแยกเป็น ทุกะ หมวด ๒ ติกะ หมวด ๓ จตุกกะ หมวด ๔ ฯลฯ
              ขนาดพระพุทธศาสนาของเราเตรียมการร้อยกรองพระธรรมวินัยเอาไว้ และได้ทำอย่างทันท่วงที ก็คือหลังพระพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน ถามว่าทำไมต้องหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานสามเดือน ? ก็เพราะต้องเตรียมการต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้ง ซึ่งมั่นใจว่ามีคนคัดค้านแน่
              เพราะว่าพวกที่เห็นว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเป็นการดี จะได้ไม่มีใครมาคอยควบคุม เขาจะคัดค้านแน่ จึงต้องขอมีมติสงฆ์ว่า บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังคายนา ห้ามเข้าไปในกรุงราชคฤห์
              การจัดสังคายนานั้น ได้ขอการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอชาติศัตรู ได้ถ้ำสัตบรรณคูหา เชิงเขาเวภาระ เป็นสถานที่สังคายนา ก็มีการจัดสถานที่เตรียมที่พัก มีการเตรียมการต่าง ๆ จนพร้อมมูล แล้วจึงได้ดำเนินการสังคายนา ขนาดนั้นก็ยังมีการคัดค้านแล้ว พระปุราณเถระ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ มีบริวารมาก แต่อยู่ไกล คืออยู่ถึงทักขิณาคีรีชนบท ถ้าสมัยนี้ก็ประมาณเชียงรายหรือสุไหงโกลก
              ท่านมาถึงทีหลัง การทำสังคายนาเสร็จไปแล้ว ทางคณะสงฆ์ก็ได้แจ้งให้ท่านทราบ ว่าได้ทำการสังคายนาไปอย่างนี้ ๆ พอท่านฟังเนื้อความแล้ว ท่านก็บอกว่า “ดูก่อน...อาวุโส สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำนั้นดีแล้ว แต่ว่าเราจะปฏิบัติเฉพาะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา ต่อเบื้องพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น” พูดง่าย ๆ ว่าคุณจะทำก็ทำไป แต่วาผมจะปฏิบัติตามเฉพาะที่ได้ยินพระพุทธเจ้าท่านสอนมา จึงเริ่มมีเค้าลางการแตกกัน ตั้งแต่การทำสังคายนาครั้งที่ ๑
              ถ้าถามว่าเค้าลางนี้มีสิ่งบอกเหตุไหม ? มีสิ่งบอกเหตุมาตั้งแต่สมัยพระเทวทัตแล้ว พระเทวทัตต้องการจะปกครองคณะสงฆ์ ก็เข้าไปยื่นข้อเสนอต่อพระพุทธเจ้า ว่าภิกษุควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อ ฉันปลาตลอดชีวิต ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกกุลตลอดชีวิต อย่างนี้เป็นต้น พระพุทะเจ้าไม่ประทานอนุญาต บอกว่าใครอยากจะอยู่ป่าก็ให้อยู่ป่า ใครอยากจะอยู่เมืองก็ให้อยู่เมือง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านเล็งการณ์ไกลว่า ต่อไปจะต้องเป็นคามวาสี อรัญวาสีอยู่แล้ วถ้าไปจำกัดว่าต้องอยู่ป่า เกิดไม่มีป่าเหลือ แล้วจะไปอยู่ที่ไหน ?
              ส่วนเรื่องของอาหาร ท่านบอกว่าแล้วแต่โยมเขาจัดถวาย จะได้ไม่สร้างความลำบากให้แก่เขา ในเรื่องของผ้าบังสุกุล ถ้าหากมีคหปติจีวร คือ จีวรที่ชาวบ้านเขาถวายก็ให้รับไว้ได้
              พระเทวทัตท่านก็ได้ที ประกาศว่า พระพุทธเจ้ายังเป็นผู้มักมากอยู่ ไม่ยอมอนุมัติตามข้อเสนอที่ว่ามา เพราะฉะนั้น...ท่านก็ไม่ขึ้นกับพระพุทธเจ้า ใครเห็นดีเห็นงามกับท่าน ก็ให้ไปอยู่ร่วมกับท่าน ท่านก็พาบริวารไปเสียเยอะเลย พระพุทธเจ้าก็ให้พระสารีบุตรไปตามกลับ
              นับเป็นเรื่องตลก แต่เป็นเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออก พระเทวทัตพาภิกษุบริวารไป ๕๐๐ รูป มีพระเทวทัตและพระโกกาลิกะเป็นผู้นำ ปรากฎว่าพระเทวทัตไปแล้ว ก็เทศนาสั่งสอนภิกษุตามลีลาของตน ก็คงเทศน์กันครึ่งค่อนวัน
              พอเห็นพระสารีบุตรเดินมาแต่ไกล พระโกกาลิกะก็บอกว่า “ท่านเทวทัต พระสารีบุตรมาแล้ว ระวังให้ดี เผลอเมื่อไรเขาเอาบริวารท่านไปหมดแน่” พระเทวทัตบอกว่า “ไม่จริงหรอก ก่อนหน้านี้พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร คิดว่าสมณโคดมเป็นผู้ที่สันโดษมักน้อย จึงติตดามอยู่ด้วย ตอนนี้เห็นว่าไม่สันโดษแล้วก็เลยมาติดตามเรา เดี๋ยวเราจะตั้งให้เป็นอัครสาวก...!”
              ท่านก็กวักมือเรียกแต่ไกลเลย บอกว่า “พระสารีบุตรมาก็ดีแล้ว เราเหนื่อย ขอให้เธอจงเทศน์ให้บริวารของเราฟังแทน เราจะไปพักสักครู่หนึ่ง”
              คราวนี้พระเทวทัตท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านทำอย่างนี้ ถ้าหากว่าท่านรู้สึกว่าไม่ไหว อยากจะพักสักครู่หนึ่ง ก็ไปเข้าสมาธิของท่าน ให้พระสารีบุตรเทศน์แทน แต่พระเทวทัตไม่ได้มีสติขนาดนั้น ท่านพักแล้วหลับยาวเลย พระสารีบุตรก็ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง แล้วพาภิกษุกลับไปเกลี้ยง...!
              พระเทวทัตลืมตาขึ้นมา บริวารหายไปหมด ถามพระโกกาลิกะ พระโกกาลิกะบอกว่า “เราเตือนท่านแล้ว” พระโกกาลิกะด้วยความที่โกรธพระเทวทัต ก็เลยเอาเข่ากระทุ้งยอดอก พระเทวทัตกระอักเป็นเลือด นี่แสดงว่าต้นตำรับขุนเข่าพิฆาตมาจากพระโกกาลิกะ...!
              พระเทวทัตป่วยตั้งแต่ตอนนั้น เพราะตรอมใจที่พระหนีไปหมด และโดนพระโกกาลิกะทำร้ายอีก พอป่วยหนักจนกระทั่งรู้ว่าตัวเองไม่รอด รู้สึกสำนึกผิด ตั้งใจจะไปขอขมาพระพุทธเจ้า ก็ใช้คนส่งข่าวล่วงหน้าไป
              ถ้าหากเรามานึกถึงตรงจุดนี้ จริง ๆ พระเทวทัตท่านเป็นคนดีนะ ท่านรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เพียงแต่ว่าช่วงนั้นความอยากมีอำนาจวาสนาบังหน้าอยู่ ตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาอยู่ คนที่เก่งกว่าท่านมีอยู่คนเดียวคือ เจ้าชายสิทธัตถะ
              แล้วถามว่าเจ้าชายสิทธัตถะเก่งแบบไหน ? ก็คือ เจ้าชายเทวทัตทำอะไรได้ เจ้าชายสิทธัตถะทำได้หมด เพียงแต่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะทำได้ดีกว่า อย่างการยิงธนู เจ้าชายเทวทัตยิงตรงกลางเป้าพอดี แต่เจ้าชายสิทธัตถะยิงธนูไป ผ่าธนูของเจ้าชายเทวทัตแล้วไปปักแทนได้ เพราะฉะนั้น...คำชมในสมัยนั้นจะมีมาตลอดว่า เทวทัตนั้นเก่ง แต่สิทธัตถะเก่งกว่า ถ้าเกิดคนละยุคคนละสมัยนี่จบไปเลย แต่ไปเกิดยุคสมัยเดียวกัน
              ในเมื่อท่านรู้ตัว ท่านก็ตั้งใจขอขมา ใช้ให้ทูตส่งข่าวไป พระพุทธเจ้าบอกว่า “เทวทัตไม่ได้เห็นตถาคตหรอก ทำสังฆเภทด้วย ทำร้ายตถาคตถึงห้อโลหิตด้วย กรรมหนักมาก จะโดนธรณีสูบเสียก่อน” พระเทวทัตก็ระวังให้พระลูกศิษย์ที่เหลืออยู่ ใส่เสลี่ยงแบกไป กะว่าถ้าไม่แตะพื้นเสียอย่าง ธรณีก็สูบไม่ได้
              ปรากฎว่าไปถึงหน้าเชตวันมหาวิหารแล้ว เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ น้ำก็ไม่ได้อาบ ตัวมอมแมมด้วย ก็คิดว่าเดี๋ยวเราสรงน้ำให้ร่างกายได้สดชื่นเสียก่อน แล้วค่อยไปกราบขอขมาพระพุทธเจ้าท่าน ด้วยความลืมตัวก็สั่งให้บริวารวางเสลี่ยงลง พอก้าวพ้นเสลี่ยงเท่านั้นแหละ พื้นดินก็แยกออก สูบร่างท่านลงไป...!
              พระเทวทัตไม่ได้มรณภาพทันที พอธรณีสูบจนถึงคาง ท่านก็เอ่ยขอขมาพระพุทธเจ้า โดยถวายกระดูกคางเป็นพุทธบูชา เพราะว่าตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ท่านบอกว่าอานิสงส์ตรงนี้แหละ ทำให้โทษที่จะต้องลงอวเจีเป็นกัป กลายเป็นลงไปแค่ห้าพันปี พ้นจากศาสนานี้แล้วท่านจะขึ้นมาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
              ช่วงนั้นพอดี หลวงพ่อสมพงษ์ วัดใหม่ปิ่นเกลียว สร้างชูชก คนเขาก็ว่าชูชกคือเทวทัตไม่ใช่หรือ ? แทนที่จะบูชาพระพุทธเจ้า ไปบูชาพระเทวทัตกัน ไปนึกถึงโบราณาจารย์เก่า ๆ อย่าง หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน ท่านก็สร้างชูชก แล้วก็ดังมาก มีคนถามว่า ถ้าหากบูชาพระเทวทัตอย่างนั้น แล้วจะลงอเวจีอย่างเทวทัตไหม ?
              จริง ๆ ถ้าตั้งใจยึดพระเทวทัต อาจจะไปนะ แต่เอาจริง ๆ แล้วร้อยละ ๙๙ ไม่มีใครนึกถึงพระเทวทัตหรอก นึกถึงแต่ว่า นี่เป็นของหลวงปู่รอด นี่เป็นของหลวงพ่อสมพงษ์ ก็แปลว่าใจเขายึดพระสงฆ์แทน ไม่ได้ยึดพระเทวทัต ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่กำลังใจของคน ว่ายึดได้เท่าไร
              โบราณาจารย์ที่ท่านสร้างชูชก เพราะว่าท่านถือเคล็ดตรงที่ชูชกเป็นยอดนักขอ ขออะไรใครแล้วได้ทุกครั้งไม่เคยพลาด”
*************************

      ถาม :  ผู้ปฏิบัติพอฝึกฝนมาช่วงหนึ่งแล้วเหมือนกับภาชนะ เวลาไปฟังเทศน์ครูบาอาจารย์แล้ว ถ้าจังหวะที่เขาพอจะรับสภาวะได้ บางทีเขาอาจจะเกิดสภาวะอะไรในช่วงนี้บ้าง ?
      ตอบให้เลือกเอาสิ่งที่เหมาะสมกับเราตอนนั้น แล้วนำมาปฏิบัติไม่ว่าครูบาอาจารย์สายไหน ก็ไม่มีหลักธรรมของท่านหรอก มีแต่หลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เพียงแต่ว่าท่านทำได้แค่ไหน ถนัดแบบไหน ท่านก็เอาสิ่งนั้นมาแสดง เราก็เลือกเอาว่า สิ่งที่ท่านเอามาแสดงนั้น มีประโยชน์แก่เราหรือเปล่า ? ถ้าตรงไหนที่มีประโยชน์ เราก็นำมาใช้
*************************

      ถาม :  บารมี ๑๐ ถ้าทรงได้ ไม่ว่าทางโลกและทางธรรม ก็สำเร็จทั้งสองทางใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ใช่…แต่ทางธรรมสำเร็จยากกว่า
      ถาม :  แล้วต้องทำกำลังใจอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  ก็ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นแหละ
*************************

      ถาม :  เวลาสวดมนต์ก็นึกถึงพระ แต่ขึ้นไปพระนิพพานไม่เป็น บางทีก็เบื่อนะคะ ?
      ตอบค่อย ๆ สั่งสมไป เรามีหน้าที่ทำไม่ต้องไปใส่ใจว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอให้มีความมั่นใจจริง ๆ ว่าพระอยู่ตรงหน้าเราก็ใช้ได้
      ถาม :  กลัวค่ะ​ ?
      ตอบมัวแต่กลัวอยู่เลยไม่ได้อะไรสักที ให้ทำไปเลย ตายเป็นตาย...!
*************************

      ถาม :  พยาายามจะเก็บเกี่ยวจากครูบาอาจารย์ ประมาทมานานแล้ว ?
      ตอบดีแล้ว ทั้งหมดเอามารวม ๆ กัน สำคัญตรงที่เราทำจริง ไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์สอนไปเท่าไรก็ยังเป็นแค่คำสอน ต้องทำเองให้เกิดผลจึงจะใช้ได้
      ถาม :  (ไม่ได้ยิน)
      ตอบถ้าเราไปถามก่อน บางทีเกินสิ่งที่เราทำอยู่ ก็ทำให้ฟุ้งซ่านคิดอยากจะได้อย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนั้น พอฟุ้งแล้วก็เลยภาวนาไม่ได้ เพราะฉะนั้น...ทำไปก่อน ถ้าติดขัดตรงไหนมีปัญหาแล้วค่อยมาถาม จะแก้ไขได้
*************************

              “วัตถุมงคลทุกอย่างจะมีพลังงานส่งอยู่ตลอดเวลา สำคัญที่ใจเราซึ่งเป็นเครื่องรับ ถ้าหากว่าเครื่องรับดี ก็รับได้เยอะ เพราะฉะนั้น...เราจะเห็นว่าทำไมวัตถุมงคลรุ่นเดียวกัน แบบเดียวกัน บางคนเอาไปใช้มีผลมาก บางคนเอาไปใช้มีผลน้อย เพราะกำลังใจคนใช้ไม่เท่ากัน
              แบบเดียวกับเหรียญทำน้ำมนต์หลวงพ่อวัดท่าซุง บางคนเป็นมะเร็งทำน้ำมนต์กินหาย บางคนเป็นไข้เล็ก ๆ น้อย ๆ กินน้ำมนต์เป็นโอ่งก็ไม่หาย เพราะว่ากำลังใจคนไม่เท่ากัน”
*************************

      ถาม :  ลูกศิษย์ของอาจารย์ คนหนุ่มคนสาวเยอะ ท่านอาจารย์ทำอย่างไร ?
      ตอบ :  ไม่มีอะไรหรอก เขาเป็นคนใฝ่ดีเอง ในเมื่อเขาใฝ่ดีเอง อาตมาก็แค่แนะนำเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไป แล้วเขานำไปทำ เขาได้ประโยชน์ เขาก็มาอยู่เรื่อย คนที่ได้ประโยชน์แล้วอยากจะให้เพื่อนฝูงได้ด้วย เขาก็ไปพามาอีก เป็นความดีของเขาเอง อาตมาแค่แนะนำเท่านั้น
*************************

              “จริง ๆ แล้วการที่เราไปอยู่ในที่ไกลบางทีก็ดีกว่า เพราะว่าเราไปแล้ว เราไม่รู้ว่าจะพึ่งอะไร ใจจึงต้องเกาะพระจริง ๆ
              การที่เราอยู่ใกล้ บางทีมีส่วนเสีย เกิดความประมาท คิดว่าอยู่ใกล้เมื่อไรก็ได้ คนไกลเลยเอาไปกินหมด เวลาลงไปปักษ์ใต้แถวสุไหงโกลกหรือยะลา ญาติโยมแถวนั้นเขาอยู่ในที่อันตราย เขาต้องพึ่งพระ เกาะพระจริง ๆ เท่ากับว่าโดนบังคับให้ปฏิบัติไปในตัว ความก้าวหน้าของเขาจะมีมากกว่าเรา กำลังใจเข้มแข็งกว่า เพราะไปอยู่กลางดงระเบิดขนาดนั้น”
*************************

              “การสร้างรูปหล่อหรือว่าพระพุทธรูป ยิ่งสูงยิ่งใหญ่เท่าไรยิ่งสร้างยากเท่านั้น เพราะว่าสัดส่วนจะผิดจากความเป็นจริง
              อย่างเช่นว่ารูปหล่อที่สูง ยิ่งสูงมากท่อนบนก็ยิ่งต้องใหญ่ เพื่อที่จะไม่ให้หลอกตา ถ้าหากว่าเป็นขนาดปกติแล้วสูงมาก ๆ ท่อนบนจะเหลือเล็กนิดเดียว จึงต้องทำข้างบนใหญ่กว่าปกติ ถ้าหากว่าช่างไม่เข้าใจตรงจุดนี้ จะทำออกมาเป็นลักษณะที่ไม่งามไปเลย แต่ถ้าหากว่าช่างที่มีความเข้าใจ ท่านจะขยายสัดส่วนออกมาได้สวยงาม”
*************************

      ถาม :  เราจะหยุดอิฏฐารมณ์กับอนิฏฐารมณ์ได้หรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  หยุดได้...
      ถาม :  ไม่ให้เกิด ?
      ตอบ :  เพียงแต่สติ สมาธิ ปัญญา ต้องสุดยอดเลย เพราะว่าทั้งอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ชอบใจ) และอนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ) เกิดจากการปรุงแต่งของใจเรา การปรุงแต่งจะเกิดขึ้นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไไปรับของนอกเข้ามา
      ถาม :  แต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปรับของนอกมา แต่ก็ไม่ได้เสพโดยตรงนี่ครับ เป็นอย่างอื่นก่อน แล้วถึงจะเป็นอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ ?
      ตอบ :  อายตนะเป็นสื่อนำมาให้เรา ...! ทำอย่างไรที่เราจะสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน อันดับแรกสติ ต้องหยุดให้ได้ก่อน สมาธิเป็นกำลังที่จะรั้งม้าที่หน้าผาไม่ให้ตกลงไป แล้วปัญญา ทำอย่างไรที่จะเลี้ยวหนีไปจากตรงนั้นได้
      ถาม :  เกิดเมื่อไรคือจบเลยใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ลองดูก็แล้วกัน ว่าจบหรือเปล่า (หัวเราะ)
*************************

      ถาม :  เวลาทำสมาธิแล้วทำอย่างอื่นไปด้วย ดูเหมือนว่าจะแบกไม่ไหว ต้องทำอยู่กับที่นิ่ง ๆ ?
      ตอบ :  ให้นิ่ง ๆ ไปก่อน หลังจากสั่งสมกำลังพอแล้ว ต่อไปอยู่ในสภาพอื่นก็สามารถที่จะทำได้
*************************

      ถาม :  เวลาจะไปทำบุญ มักจะมีปัญหา บางทีก็รถเสีย ?
      ตอบ :  เตรียมตัวซ่อมไว้ก่อนเลย ถึงเวลาให้เข้าศูนย์ก่อน ดูซิว่าเขาจะมีปัญญาขวางเราไปได้เท่าไร จำเอาไว้ว่า มารสามารถใช้คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัวเป็นเครื่องมือในการขวางเราบอกเขาไปเลยว่า มีปัญญาขวางก็ขวางไป หมดท่าจริง ๆ เดินไปก็เอา...!
              อาตมาอยู่ที่พม่า ไปแล้วรถเสีย รอเขาซ่อม พอเสียครั้งที่สองอีก เห็นว่าจะไปไม่ทันก็ทิ้งรถเลย จ่ายค่ารถไป ๒,๒๐๐ ทิ้งเลย พอรถคันใหม่มากระโดดขึ้นรถไปเลย ในขณะที่ทั้งหมดยังรออยู่ เขาก็งงมากว่า อาตมาทิ้งค่ารถขนาดนั้นได้อย่างไร ? ค่ารถขนาดนั้นกับบุญของเราเป็นคนละเรื่องกัน
      ถาม :  พอจะไป บางทีก็เกิดอาการไม่สบาย ?
      ตอบ :  เหมือนกัน เขาเรียก ขันธมาร พอไปเข้าผับเข้าบาร์นี่แข็งแรง พอจะไปทำบุญก็เริ่มอาการปางตาย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
              อย่าไปโกรธไปเคืองแค้นเขา เขาทำหน้าที่ของเขา เราทำหน้าที่ของเร าเขามีปัญญาขวาง เราก็มีปัญญาไป
*************************

      ถาม :  อารมณ์กระทบ เป็นไปได้ทั้งราคะ โทสะ ในแง่ของตัวปฏิฆะ...?
      ตอบ :  เหมือนกัน จะว่าไปแล้ว โทสะมีพื้นฐานมาจากราคะ อย่าลืมว่าราคะคือยินดี อยากมีอยากได้ แต่ถ้าเจอของตรางข้ามเกิดไม่ยินดีขึ้นมา ก็จะเป็นโทสะทันที พื้นฐานเขาสืบเนื่องกันอยู่
              หลวงพ่อวัดท่าซุงจึงได้เปรียบว่า เหมือนกับเก้าอี้สามขา คือโลภ โกรธ หลง ถามว่าราคะอยู่ไหน ? ก็คือ โลภะ เพราะราคะ ไปเกิดความยิน จึงเกิดโลภะอยากได้ พยายามตะกายหามาให้ได้ จึงนับเป็นอย่างเดียว
              ท่านบอกว่าเป็นเก้าอี้สามขา ถ้าหักเสียข้างหนึ่ง ที่เหลือก็ตั้งไม่ได้กำลังก็จะเบาลง เพราะว่ากำลังในการตัดกิเลส ไม่ว่าโลภ โกรธ หลง นั้นเราใช้กำลังเท่ากันเพียงแต่ว่าเราจะตัดตัวไหนก่อนเท่านั้นเอง แต่ขอบอกเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ตั้งใจตัดตัวไหน ตัวนั้นจะมาลุยกับเราสุดชีวิตเลย
      ถาม :  แต่ความเร็วของตัวโทสะ เร็วกว่าตัวราคะมาก ...?
      ตอบ :  อยู่ที่ว่าเราแพ้ตัวไหน ถ้าพื้นฐานเป็นโทสะจริตก็เสร็จโทสะก่อน ถ้าพื้นฐานเป็นราคะจริตก็เสร็จราคะก่อน ขึ้นอยู่กับว่าเราแพ้ทางตัวไหน
      ถาม :  โทสะเป็นเพราะมานะ ?
      ตอบ :  เต็ม ๆ มาะกับสักกายทิฏฐิ
      ถาม :  (ไม่ได้ยิน)
      ตอบ :  นี่เราเห็นแล้วนะ เพียงแต่ว่ากำลังของเรายังไม่พอที่จะหยุด เพราะฉะนั้น...ต้องอาศัยสมาธิให้มากขึ้น คราวนี้สติตามทันแล้ว...เห็นแล้ว แต่ยังหยุดไม่อยู่ ไหลลงเหวไปทุกที ดึงสุดชีวิตแล้ว แต่ม้าตกเหวไปเสียก่อน
              ต้องสร้างสมาธิให้มีกำลังมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยดึงเอาไว้ ห้ามไว้ให้อยู่ ต่อไปก็ใช้ปัญญาเลี้ยวหลบ
      ถาม :  โทสะจำเป็นไหมที่จะต้องแก้ด้วยพรหมวิหารสี่ ?
      ตอบ :  ไม่จำเป็น อาตมาเจอมาเองแล้ว ราคะแก้ด้วยพรหมวิหารสี่ ตลกที่สุด ราคะเขาให้แก้ด้วยกายคตาสติ กับอสุภกรรมฐาน อาตมาแก้ไม่ตก ไปแก้ตกด้วยพรหมวิหารสี่
              ดังนั้น...เราอาจจะแก้โทสะด้วยอานาปานสติก็ได้ ในเมื่อมีสติมั่นอยู่กับลมหายใจเข้าออกโทสะก็เกิดไม่ได้
      ถาม :  สังเกตว่าพอไปแก้ที่ตัวมานะให้ลดลงแล้ว โทสะก็เบาลงไปด้วย ?
      ตอบ :  ที่เบาลงก็คือ การกระทบน้อยลง เพราะตัวกูเล็กลง แต่ถ้าตัวกูใหญ่มาก ก็กระทบเยอะ
*************************