​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๔๗

 

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนมีนาคม ๒๕๕๓


              พระฉันนะพอบวชเข้าไปแล้วไม่มีใครสอนท่านได้ ครูบาอาจารย์ท่านไหนว่า พระฉันนะไม่ฟังทั้งนั้น ท่านใช้คำพูดที่ถอดออกมาเป็นไทยว่า “พระลูกเจ้ายังไม่กล้าว่าอะไรผม แล้วท่านเป็นใคร” ก็เลยกลายเป็นตัวป่วนอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า ให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์กับฉันนะ พระอานนท์ก็ถามว่า “พรหมทัณฑ์ลงอย่างไร ?” ท่านบอกว่า “ไม่ร่วมกิน ไม่ร่วมนอน ไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่พูดคุยด้วย”
*************************

      ถาม :  โลกธรรมที่กล่าวไม่จริง ทำไมนักปฏิบัติจึงไม่ต้องไปแก้ตัว ?
      ตอบ :  ถ้ายังโง่ไปสนใจอยู่ และไปแก้ตัว แสดงว่ายังปล่อยวางไม่ได้...!
*************************

              “คนเราจริง ๆ แล้วมีปัญญาเพียงแต่ว่าใช้ปัญญาในทางที่ถูกหรือเปล่า ถ้าใช้ปัญญาในทางสัมมาทิฐิ ก็ปฏิบัติในเรื่องที่ช่วยเสริมให้กาย วาจา ใจ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าเป็นปัญญาของมิจฉาทิฐิก็จะปฏิบัติในสิ่งที่ทำให้กาย วาจา ใจ ของตัวเองเสื่อมลงเรื่อย ๆ”
*************************

      ถาม :  การฝึกมโนมิยทธิกับการจินตนาการเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรคะ ?
      ตอบ :  การจินตนาการเราคิดอย่างไรก็ได้ การฝึกมโนมยิทธิต้องใช้กำลังของสมาธิ ต่างกันไหม ? ไม่มีสมาธิไปไม่รอดหรอก
*************************

              เรื่องการสอบนั้น คนอื่นจะลุ้นว่าสอบผ่านหรือไม่ แต่สำหรับอาตมาจะลุ้นว่าได้ที่หนึ่งหรือไม่ ?
              สิ่งนี้ต้องบอกว่าเกิดจากสัญญาเดิมของตัวเอง สัญญาเดิมที่เราตั้งความปรารถนาในพระโพธิญาณมาก่อน ในเมื่อตั้งความปรารถนาในพระโพธิญาณมา ก็คือเจตนาที่จะเป็นครูสอนคนอื่นต่อ เพราะฉะนั้น...เรียนเรื่องอะไรก็ต้องรู้ให้จริง พร้อมที่จะไปสอนคนอื่นเขา ถ้ายังไม่รู้จริงก็ยังไม่เลิก เลยกลายเป็นนิสัยว่า ถึงเวลาแล้วไม่ว่าเรียนวิชาอะไรก็ตาม ต้องรู้ขนาดสอนเพื่อนได้
              ในส่วนของพื้นฐานเดิมจึงช่วยได้เยอะ เพราะว่าพื้นฐานเดิมที่ปรารถนาพระโพธิญาณมา ทำให้อยากจะรู้จริงในทุกเรื่อง รู้แล้วต้องเอาไปสอนคนอื่นเขาได้ ในฐานะที่เป็นครู เรียนอะไรต้องให้รู้เป็นครูเขา ถ้ายังเป็นครูเขาไม่ได้อย่าเพิ่งเลิก”
*************************

      ถาม :  เวลาไปอยู่คนเดียว ห่างไกลครูบาอาจารย์ มีวิธีไหนที่จะรู้ตัวว่ายังเดินถูกต้องตามอริยมรรค อริยผล ไม่ออกนอกทาง ?
      ตอบ :  เอาศีลเป็นเครื่องวัด ถ้าตราบใดที่ยังไม่ละเมิดศีลก็ยังไม่ออกนอกทาง
*************************

      ถาม :  ปลาอานนท์มีจริง ๆ ไหม และอยู่ใต้โลกเราจริง ๆ ไหมคะ ?
      ตอบ :  พวกนี้เขาอยู่กึ่งทิพย์ ไปดูในปหาราทสูตร ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่าในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบไปด้วยบุคคลที่เป็นใหญ่ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เหมือนในท้องทะเลที่ประกอบไปด้วยปลาใหญ่ ๆ อย่างเช่น ปลาติมิงคละ ปลาติมิงคละ มีอสูร มีนาค มีคนธรรพ์ เป็นต้น
              ถ้าหากว่าไม่มี พระพุทธเจ้าท่านคงไม่เอ่ยถึง เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเอ่ยถึง บางอย่างเขาอยู่ในสภาพกึ่งทิพย์ ไม่ใช่คนทั่ว ๆ ไปจะเจอได้
*************************

              “งานสร้างสมเด็จองค์ปฐม ๔๐ ศอก ยังไม่ทันจะปิดโครงการเลย งานสร้างสมเด็จองค์ปฐม ๕๐ ศอก โผล่ขึ้นมาแล้ว วางศิลาฤกษ์วันที่ ๑๘ เมษายน ที่วัดพระพุทธบาทเขาน้อย จ.กาญจนบุรี
              รอกฐินปลดหนี้สมเด็จองค์ปฐม ๔๐ ศอก เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วจึงจะปิดโครงการ ไปเปิดโครงการสมเด็จองค์ปฐม ๕๐ ศอกต่อ ถึงเวลานั้นแล้วค่อยทำบุญ
              อาตมาไม่ชอบเปิดศึกหลายด้าน เพราะเปลืองกำลังพล เปิดศึกหลายด้านต้องกระจายกำลังพลออกไป อาจจะมีรบแพ้ในบางที่ เพราะฉะนั้น...เอาทีละด้าน ทุ่มไปเลยที่เดียว”
*************************

              “การเปิดตำราดูดวงนั้น จะให้จำได้ไม่แม่นยำ ต้องอ่านทุกวัน อ่านจนจำได้หมด ประเภทเปิดไพ่ออกมาแล้วบอกความหมายได้เลย หลังจากนั้นค่อยไปหัดดูให้คนอื่น ไม่อย่างนั้นถ้าไปดูให้คนอื่นเขา ประเภทดูไปเปิดตำราไป จะไม่ขลัง ถ้าจะเปิดตำราดูแล้วขลัง ต้องพระระดับหลวงปู่ หลวงตา เพราะว่าท่านเปิดตำราเพื่อบังตัวเอง
              กำนันเถาไปซื้อไม้ที่ปากน้ำโพ หายออกจากบ้านไปเป็นเดือน เมียก็ไปกราบหลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก ให้ช่วยดูให้หน่อยว่า “พี่เถาแกหายไปเป็นเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ?”
              หลวงปู่จงก็เปิดตำรา “สิทธิการิยะ พระท่านว่า ขณะนี้กำนันเถาเอาเรือมาจอดที่หน้าบ้านแล้ว” ว่าจบก็ปิดตำรา หลวงปู่ท่านเอากระดาษคั่นหน้าไว้ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็เล็งเอาไว้
              พอหลวงปู่จงเผลอท่านก็คว้าตำรามาเปิดดู “มีที่ไหนวะ ?” นี่ตำรานาคพงษ์ หลวงปู่ดูคู่ให้ใครก็ไม่รู้ ?” หลวงพ่อท่านอยากรู้จริง ๆ ว่าตำราไหนที่บอกได้กระทั่งชื่อคน พอไปถามทีหลัง หลวงปู่ท่านก็บอกว่า พูดไปส่งเดชอย่างนั้นแหละ ปรากฎว่าเมียกำนันเถากลับบ้านไป เจอผัวก็เลยหน้าบานรุ่งเช้าหิ้วปิ่นโตมาถวาย
              เพราะฉะนั้น...ถ้าพระแก่ ๆ เปิดตำราได้ เปิดแล้วแม่น ถ้าพวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ เปิดตำราแล้วไม่ขลัง”
*************************

              “คนรุ่นใหม่ใจร้อน อะไรที่ยาว ๆ แล้วข้อมูลมามาก ๆ ไม่ค่อยอ่านกันหรอก อย่างเก่งก็แค่กวาดตาผ่านไปทีหนึ่ง หรือไม่บางคนหนักกว่านั้นอีก เห็นหัวเรื่องแล้วไม่สนใจ ก็ข้ามไปเลย คลิกเข้าไปดูสักหน่อยยังไม่ทำเลย”
*************************

      ถาม :  หลวงพ่อบอกให้ดูเรื่องศีล จะมั่นใจตัวเองได้อย่างไรว่าศีลบริสุทธิ์ ?
      ตอบ :  ไม่ต้องมั่นใจก็ได้ รักษาให้ได้ก็พอ ถ้าสติไม่สมบูรณ์โอกาสพลาดก็มีบ้าง รู้ตัวก็รีบแก้ไข
*************************

      ถาม :  คนที่ฝึกมโนมยิทธิได้แล้ว ถ้าศีลบกพรอ่ง มโนฯ จะลดลงมา ?
      ตอบ :  เวลาใช้มโนฯ ถ้าศีลบกพร่องก็จะมัว แต่ถ้าหากเราไม่คล่องตัวจริง ๆ จะใช้ไม่ได้เลย แต่ถ้าหากมีความคล่องตัวมาก ๆ แล้วศีลบกพร่อง ก็จะไม่ชัดเจน
*************************

      ถาม :  อยากจะให้อุทิศให้กับพี่สะใภ้ เขามีนิสัยค่อนข้างแรง ?
      ตอบติดต่อเขาด้วยความเมตตา พูดกับเขาด้วยความเมตตา ทำกับเขาด้วยความเมตตา พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้ได้ จะเป็นการยึดโยงบุคคลให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
              นั่งแผ่เมตตาให้เขาไป คิดเสียว่าถ้าเขายังไม่รู้ดีรู้ชั่ว ก็ขอบารมีพระสงเคราะห์ให้เขารู้ตัวด้วย เมื่อเราเองรู้ตัวมากกว่า ก็แปลว่า เรายืนอยู่ในฐานะที่ควรจะช่วยเหลือเขา เขาเองก็ควรจะได้รับการช่วยเหลือจากเรา ถ้าหากคิดด้วยใจเมตตาต่อกัน ทุกอย่างก็จะดีขึ้น
      ถาม :  ถ้าเมตตาแล้วยังเป็นลบอยู่ละครับ ?
      ตอบ :  ถ้าเมตตาจริ งๆ จะไม่ลบ ถ้าลบแปลว่าเมตตายังไม่จริง
      ถาม :  แม้แต่มาร
      ตอบ :  ใครก็ได้ ถ้าคุณเห็นเขาเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย จริง ๆ จะไม่มีลบหรอก เพราะว่าเราไม่เห็นใครเป็นศัตรู
      ถาม :  ถ้าเมตตาแล้วยังทำร้ายอยู่ แสดงว่ากำลังเราไม่พอใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ไปทำให้เยอะ ๆ ไว้ เดี๋ยวก็รุ้เอง
*************************

      ถาม :  เลี้ยงกุมารจะดีไหม ?
      ตอบ :  ก็เลี้ยงไปสิ ดีกว่าอยู่ว่าง ๆ ตั้งเยอะ
      ถาม :  หนูเอามาด้วย ดีไหมคะ ?
      ตอบ :  ขึ้นอยู่กับเรา หมั่นปฏิบัติตามแบบที่เขาบอกมา ถ้าหากหมั่นทำเสมอก็จะเกิดผลดีแก่เรา ถ้าหากว่าขาดความสม่ำเสมอ บางทีก็ไม่ค่อยจะดี ฉะนั้น...อยู่ที่เรา เลี้ยงวิธีไหน ต้องอาราธนาอย่างไร ก็ทำตามนั้น
      ถาม :  แล้วอันนี้ดีไหมคะ ? เขาให้มาค่ะ
      ตอบ :  วัตถุมงคลมีพลังงานส่งเป็นปกติ สำคัญตรงใจเรา ถ้าใจเรายึดมั่นกำลังก็จะสูง ถ้าใจเราไม่ยึดมั่น ขาดความมั่นใจ กำลังก็จะต่ำ
              เพราะฉะนั้น...อยู่ที่ตัวเราครึ่งหนึ่ง เครื่องส่งก็ส่งไป สำคัญตรงเครื่องรับ ว่าเปิดรับหรือไม่
              วิธีที่เปิดรับดีที่สุด ก็ต้องประกอบด้วยศรัทธา ถ้าไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น ก็กลายเป็นว่าขลังสู้คนอื่นเขาไม่ได้ ถ้ามีความศรัทธามาก มีความเชื่อมั่นมาก กำลังใจเปิด ก็ได้ผลมาก
*************************

      ถาม :  ทุกเวลาที่มีสติจะจับภาพพระตลอด ในตอนเช้าจะอาราธนายันต์เกราะเพชรตามที่หลวงพ่อแนะนำ ระหว่างวัน จังหวะที่เราออกไปพบเพื่อนฝูง โดนของ...?
      ตอบ :  ถ้าอาราธนาแล้วตอนเช้า รับประกันได้ทุกครั้งว่าปลอดภัย
      ถาม :  ทุกครั้งที่เราเผลอ ก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ไม่เป็นไร ถ้าหากจะเอาแน่ ๆ อาราธนาเช้าเย็นเลย ถึงเวลาก่อนนอนก็อาราธนาอีกรอบหนึ่ง กันพวกเล่นกลางคืน
      ถาม :  โดยปกติเวลาเราคุยกับเพื่อน ก็ไม่คิดว่าจะโดนทำของอะไรทั้งสิ้น ?
      ตอบ :  ไม่เป็นไรหรอก ถ้าอย่างนั้นใครทำก็ซวยเอง
      ถาม :  เราไม่ต้องกังวลสิ่งใดนะคะ ?
      ตอบ :  กังวลอย่างเดียว อย่าให้แรง เดี๋ยวเขาตายเสียก่อน ถ้าเขาคิดจะทำเราหนัก เขาก็รับหนักเหมือนกัน
*************************

              “อชคราทิเปรต เป็นเปรตประเภทหนึ่ง เปรตพวกนี้จะอยู่ในร่างสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเป็นพวกที่บุญกุศลส่งเสริมอยู่ พยายามถือศีลปฏิบัติภาวนา บางทีเขาก็สามารถจะกลายร่างเป็นคนได้ คราวนี้ถ้าหากว่าฉุกเฉิน สภาพความเป็นสัตว์ก็จะปรากฎ ก็จะเหมือนกับพวกจิ้งจอกในนิยายจีน ที่แปลงร่างเป็นสาว ถ้าเผลอแล้วหางจะโผล่ ต้องคอยเอียง ๆ บัง ๆ ไม่ให้พระเอกเห็น
              เช่นเดียวกับพญานาค พญานาคแปลงเป็นคนได้ก็จริง แต่ในวาระสำคัญอย่างเช่นว่า อยู่ในเขตของเขาอย่างหนึ่ง เวลาผสมพันธ์ุอย่างหนึ่ง เวลาเผลอสติ หลับไปอย่างหนึ่ง จะกลายสภาพกลับไปเป็นร่างเดิม
              อย่างกรณีที่มีนาคท่านหนึ่งเข้ามาบวช เพื่อนพระเห็นก็ตกใจ เพราะตอนหลับท่านกลายเป็นงูตัวใหญ่เต็มกุฏิเลย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าต้องสั่งห้ามบวช เนื่องจากเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีโอกาสได้มรรคผล”
*************************

      ถาม :  ถ้าสร้างพระในที่กลางแจ้ง บุญกับบาปอันไหนเยอะกว่ากัน ?
      ตอบ :  บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาปจ้ะ ถึงเวลาก็ไปรับผลบุญ ถ้าหากพลาดก็ไปรับบาปก่อน
      ถาม :  ถ้ามีคนมาบอกบุญ ให้ร่วมสร้างพระกลางแจ้ง เราควรจะร่วมบุญด้วยไหม ?
      ตอบ :  ทำไว้ก่อน อะไรที่เป็นบุญทำไว้ก่อน เพราะเราไม่ได้ตั้งใจที่จะสร้างท่านให้ตากแดดอยู่แล้ว คนสร้างเขาทำก็ปล่อยเขาไป
              เรื่องนี้ต้องถามท่านอาจารย์เต้ (พระครูประทีปกาญจนธรรม) ท่านเห็นอาจารย์วิโรจน์ (พระครูไพโรจน์ภัทรคุณ) สร้างพระหน้าตัก ๑๐ ศอก บ้าง ๔๐ ศอกบ้าง พอท่านอาจารย์เต้คิดจะสร้างบ้าง คืนนั้นก็ฝัเนห็นโยมแก่ ๆ ถือไม้เท้า นุ่งขาวห่มขาวเดินมา บอกว่า “อย่าเอาพ่อเรามาตากแดดตากฝนเป็นอันขาด” เห็นอย่างนั้นมาสามคืนติดกัน ท่านก็เลยเลิกคิดที่จะสร้างเลย
              พอท่านมาปรารภ ก็เลยบอกท่านไปว่า “คุณคิดถูก” เพราะฉะนั้น...ของอาตมาที่จะสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ก็แปลว่าต้องสร้างอาคารเสร็จก่อน แล้วจึงค่อยสร้างพระ
*************************

              “เรื่องการสร้างสมเด็จองค์ปฐม ๔๐ ศอก จะปิดงานให้ได้ภายในกฐินปีนี้ เพราะว่ากฐินปีนี้จัดเป็นกฐินปลดหนี้สมเด็จองค์ปฐม ๔๐ ศอก ปรากฎว่า ๔๐ ศอกไม่ทันจะเสร็จเรียบร้อย เขาขอให้เป็นประธานช่วยสร้าง ๕๐ ศอกอีกองค์แล้ว แต่อย่าเพิ่งทำบุญมา รอให้ปิดบัญชีของ ๔๐ ศอก แล้วจะเปิดใหม่เป็น ๕๐ ศอกแทน ถึงเวลาจะประกาศบอกให้ทราบ
              งานนี้สร้างที่วัดป่าพระพุทธบาทเขาน้อย ที่ตัวเมืองกาญจนบุรี วัดนี้ดีตรงที่ว่ามีหน้าผาสูงอยู่ ถ้าอากาศดี ๆ มองจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปก็จะเห็นพระเลย
              ท่านอาจารย์เต้ (พระครูประทีปกาญจนธรรม วัดพุน้ำร้อน) ก็รออาตมา “ปี ๒๕๕๓ อาจารย์ไปวางศิลาฤกษ์สร้างเจดีย์ให้ผมหลังหนึ่ง”
              ส่วนท่านอาจารย์สมคิด (พระครูบวรกาญจนธรรม วัดตะเคียนงาม) ท่านเซ็งมากเลย ตอนแรกจะปิดทอง ฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมา ถอนโบสถ์ ปี ๒๕๕๒ เลยย้ายไป ๒๕๕๕ เขาบอกว่า “รอให้ท่านอาจารย์ว่างก่อน”
      ถาม :  ท่านจองไว้ล่วงหน้า ?
      ตอบ :  ไม่ใช่จองไว้ล่วงหน้า ท่านจองก่อนคนอื่นเลย แต่คนอื่นมาเบียดท่านก็เลยต้องย้ายไปปี ๒๕๕๕
*************************

              “เมื่อเช้ามีโยมมาขอฤกษ์แต่งงาน เขาขอฤกษ์มกราคมปีหน้า แต่อาตมายังไม่ได้ดูเอาไว้ให้ บอกว่าปีหน้าค่อยมาขอใหม่
              ถ้าหากว่าดูเด็ก ๆ ในยุคปัจจุบันแล้ว สงสารเด็กที่จะเกิดมา ถ้าเขาไม่ได้สร้างบุญไว้ดีจริง ๆ ไม่รู้ว่าเขาจะเอาชีวิตรอดจากสังคมในยุคหน้าได้หรือเปล่า ? เพราะว่าสิ่งต่า งๆ ที่เร่งรัดเข้่ามา ที่ภาษาราชการเขาเรียกว่า บริโภคนิยม ทำให้ต้องไขว่คว้าหาทุกอย่างเข้าตัว จนกระทั่งบางทีก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องของศีลของธรรม ขอให้ได้ไว้ก่อน ก็เลยจะอยู่ในลักษณะแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนที่แข็งแรงกว่าโหดร้ายกว่า จึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ด้ คนที่อ่อนแอกว่าก็จะอยู่ในลักษณะโดนข่มเหงรังแกไปเรื่อย ดังนั้น...เขาแต่งงาน อาตมาไม่ได้หนักใจหรอก แต่ถ้ามีลูกเมื่อไร อาตมาสงสารลูกที่เกิดมา...!”
*************************

              “บางอย่างเราไม่ได้มีเจตนา แต่ก็กลายเป็นกรรม อย่างเช่นเขาจะทำบุญ เรานั่งขวางเขาอยู่ อย่างนี้ก็ซวยไปเลย เวลาพอเราจะทำอะไร แทนที่เราจะได้ กลับมีก้างขวางคอเสียทุกทีไป กลายเป็นคนอื่นเขาเอาไปกินหมด”
*************************

              “พระพุทธเจ้าขึ้นไปโปรดพุทธมารดาด้วยพระอภิธรรม ๗ บท ปรากฎว่ามีพรหมเทวดาบรรลุมรรคผลในตอนนั้นแปดสิบโกฏิ (๑ โกฏิเท่ากับ สิบล้าน)
              สมัยก่อนเขาก็เลยถือว่า พระอภิธรรมเป็นมงคลใหญ่มาก เพราะว่าเทศน์แล้วสงเคราะห์ให้ผู้คนเข้าถึงมรรคผลได้มากขนาดนั้น สมัยก่อนเขาก็เลยใช้สวดในงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานทำบุญปีใหม่ งานทำบุญสงกรานต์ ฯลฯ มาตอนหลังเขาเอาไปสวดในงานศพ คนก็เลยถือว่าเป็นอวมงคล แล้วก็เลยกลายเป็นยึดถืออย่างนั้นตลอดมา
              พอขึ้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราก็ไปคิดว่าเป็นงานศพ เป็นของอวมงคล แต่ความจริงแล้วถือว่าเป็นมงคลใหญ่ที่สุด”
*************************

      ถาม :  สู้กิเลสจนแทบตาย ตอนหลังใช้วิธีรวบรวมกำลังใจ ตายเป็นตาย สุดท้ายกิเลสก็เลยยอม ?
      ตอบ :  ถ้าเราตาย เขาก็ไม่รู้ว่าจะเล่นใคร ถ้าหากเอากันให้ตายไปข้างหนึ่งงานก็จะง่ายขึ้น
      ถาม :  ตอนหลังพอโดนตีก็เลยใช้วิธีนี้ อีกอย่างคือ จะมีบางคนมาปรึกษาการปฏิบัติ ก็บอกให้ไปถามหลวงพ่อ กลัวเขาจะมายึดติดกับเรา แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไม่บอก เดี๋ยวเขาเคว้งขึ้นมา ควรทำอย่างไรดี ?
      ตอบ :  แนะนำอยู่ในกรอบของศีล สมาธิ และปัญญา ถ้าไม่กล้าไปไกลก็เอาเบื้องต้นไว้ก่อน
      ถาม :  การที่เรามองเห็นว่า สิ่งที่คนหนึ่ง ๆ คิด รู้สึก หรือกระทำ เป็นทางที่น่าสงสาร คือเรารู้สึกสงสาร เศร้าสลด เขาเรียกว่า สลดในธรรมได้หรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  เรียกว่า ธรรมสังเวช ?
      ถาม :  แล้วความรู้สึกนี้ทำให้เศร้าหมอง ?
      ตอบ :  ไม่ใช่หมอง เราต้องเปลี่ยนเป็นเข็ด เป็นเบื่อ คือสงสารว่าเขาไม่รู้จักทางที่หลุดพ้น ในเมื่อเราเบื่อแล้ว เราเห็นทางแล้วเราก็รีบไปของเราให้เต็มที่
      ถาม :  แล้วความรู้สึกสงสารนี้คาอยู่ในใจ จะผิดพลาดอะไรหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ไม่ได้ผิดพลาด ตัวนั้นควรจะมีอยู่ แต่ว่าให้ดูข้อผิดพลาดของเขาเป็นบทเรียน แล้วเราก็รีบไปของเรา
      ถาม :  แล้วทำอย่างไรที่จะหยุดความรู้สึกนี้ ?
      ตอบ :  ไม่ต้องหยุด ถ้าหยุดแล้วจะเดินผิดทาง
      ถาม :  แต่ห่อเหี่ยวนะคะ ?
      ตอบ :  แสดงว่าเราไปแบก ก็แค่เลิกแบก ดูเป็นบทเรียน เก็บเอามาใช้งานดูว่าเขาเป็นอย่างไร เสร็แล้วก็ใช้อุเบกขา
              รู้ไหมว่าพระพุทธเจ้าให้อุเบกขาไว้ เพื่อกันพวกเราบ้า...! ไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่เมตตา กรุณา จนไม่บันยะบันยัง พอช่วยเหลือเขาไม่ได้ ตัวเองก็เครียดแทน แล้วก็บ้า ฉะนั้น...ของเราขาดอุเบกขา ใช้พรหมวิหารไม่ครบรีบเบรกก่อน เบรกทั้งสองขาเลย
*************************

              “หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านว่า ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้ การลักขโมยก็จะไม่เกิด เพราะว่าบ้างก็ไม่คิดจะขโมย แต่พอเห็นโอกาสแล้ว การตัดสินใจชั่ววูบทำให้เขาทำในสิ่งที่ผิดศีลได้ ท่านก็เลยให้พวกอาตมาล็อกประตูเสียจนชิน จะได้ไม่สนับสนุนเขาให้ทำผิด”
*************************