​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๔๙

 

              เรื่อง นกมีหูหนูมีปีก มีใจความคล้ายกับสถานการณ์ความไม่สงบในปัจจุบัน
                    ร่ำปางดิรัจฉาน               เกิดล้างผลาญกันและกัน
              สงครามใหญ่ครามครัน           ย่ิงกว่าพวกสัตว์ทั้งผอง
                    จตุบททวิบาท                ต่างฝ่ายขาดความปรองดอง
              ยกพวกยอพลผยอง                กลาดเกลื่อนกลุ้มตะลุมบอน
                    ทั่วโ ลกทุกแหล่งหล้า        ทุกท้องฟ้าทุกสาคร
              ภายในใต้ดินดอน                  บ่ห่อนเว้นเข่นฆ่ากัน
                    ศึกคนฤๅจักสู้                 ศึกนกหนูใหญ๋มหันต์
              แต่ข้างค้างคาวนั้น                 บ่มิหันสู้กับใคร
                    ประสบสัตว์สี่เท้า             ก็คอยเข้าเป็นพวกไป
              โดยอ้างว่าตัวไซร้                  มีสี่เท้าเค้าหน้าเหมือน
                    พบนกเข้าพวกนก            พูดโกหกทำแชเชือน
              ไม่ใช่สี่เท้าเถื่อน                    เพราะบินได้ในเวหา
                    แรก ๆ เขาหลงเชื่อ           ก็เอื้อเฟื้อบ่บีฑา
              ครั้นเขารู้มารยา                     เขาต่างตัดไมตรีสลาย
                    ค้างคาวหมดปัญญา           ต้องหลบหน้าอยู่เดียวดาย
              รุ่งเช้าพอเพรางาย                   มุดหัวนอนซ่อนเป็นผี
                    มืดค่ำจึงกล้าออก              เที่ยวปลิ้นปลอกไปตามที
              สัตว์อื่นเขาคืนดี                     แต่ค้างคาวเขาหน่ายแหนง
                    อันว่าหมาหัวเน่า               มิร้ายเท่าที่สำแดง
              ลวงโลกโลกระแวง                   เห็นหน่ายแหนงเช่นค้างคาว
              “ท่านยังจำได้หมดอีก ?” “เรียนอะไรอาตมาลืมหมด แต่ถ้าจะเอาก็มาเอง...!”
*************************

              “บางคนเขาเป็นคู่บุญกันจริง ๆ ที่ทองผาภูมิมีอยู่สองราย รายแรกก็คือ นายเป้ากับคุณนายแสงทอง พอแต่งงานแล้วทำอะไรก็รุ่งไปหมดพูดง่าย ๆ ว่าขยายบ้านแล้วขยายบ้านอีก ซื้อที่ดินเพิ่มแล้วเพิ่มอีก
              ส่วนอีกรายหนึ่งเป็น เถ้าแก่ประเสริฐและคุณบุหงา เถ้าแก่ประเสริฐเป็นลูกน้องของร้านค้าวัสดุชื่อกิมธงมาก่อน ส่วนคุณบุหงาเป็นสาวไร่อ้อย พอแต่งงานกันไปแล้วก็แยกตัวจากเจ้านายเดิม ไปตั้งร้ายขายวัสดุก่อนสร้าง รุ่งแล้วรุ่งอีก เดี๋ยวนี้บรรดาวัสดุก่อสร้างแทบทั้งทองผาภูมิ ต้องสั่งจากร้านประเสริฐ อาตมาชอบสั่งจากร้านนี้เพราะเขามาส่งเร็วมาก
              แต่เห็นแค่สองคู่เท่านั้น นอกนั้นก็ลำบากกันต่อไป คาดว่าสักวันหนึ่งบุญคงจะส่งผลให้”
*************************

              “พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า สามีหรือภรรยามีอยู่ ๗ แบบด้วยกัน แต่เนื่องจากที่ท่านกล่าว ท่านกล่าวในลักษณะของภริยา เพราะฉะนั้นให้รู้ไว้ด้วยว่าสามีก็เป็นแบบเดียวกัน
              ๑) วธกาภริยา มีเมียก็เหมือนเพชฌฆาต คอยทุบคอยตีทำร้ายผัวอยู่ตลอดเวลา
              ๒) โจรีภริยา มีเมียเหมือนโจร ทรัพย์สินในบ้านทุกอย่าง โดนยักยอก หยิบฉวยหมด
              ๓) อัยยาภริยา มีเมียเหมือนเจ้านาย จิกหัวใช้ตลอด
              ๔) มาตาภริยา มีเมียดีเหมือนแม่ ที่หลับ ที่อยู่ ที่นอน ที่กิน จัดหาให้หมด ไม่ต้องร้อนใจเลย
              ๕) ภคินีภริยา มีเมียเหมือนน้องสาว อ้อนวันยนค่ำ จะเอาอะไรก็ต้องหามาให้
              ๖) สขีภริยา มีเมียเหมือนเพื่อน ถ้าเมาก็กอดคอกันเมาเลย ถ้าหากทำบุญก็เข้าวัดพร้อมกัน
              ๗) ทาสีภริยา มีเมียเหมือนกับทาส ยอมให้ผัวใช้ทุกอย่าง”
              “พระราหูเป็นพระโพธิสัตว์ จะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระนามว่า นารทะ ในภัทรกัปหน้า เพราะภัทรกัปนี้องค์สุดท้ายคือ องค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย
              ช่วงนี้เป็นช่วงนาทีทอง แจกแล้วแจกอีก แถมแล้วแถมอีก เพราะการเกิดของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนใหญ่แล้วเป็นสุญญกัป (กัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้า) อย่างพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า ทีปังกร พอพระองค์ท่านปรินิพพานไปแล้ว อีก ๑ อสงไขยกัป ถึงได้มีพระพุทธเจ้านามว่า โกณฑัญญะ ขึ้นมา คราวนี้กัปที่มีพระพุทธเจ้า เขาเรียกว่า อัปอันเป็นมงคล มี
              สารกัป จะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๑ องค์
              มัณฑกัป จะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๒ องค์
              วรกัป มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๓ องค์
              สารมัณฑกัป มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๔ องค์
              ภัทรกัป มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๕ องค์
              ช่วงนี้เป็นช่วงที่มี ๒ ภัทรกัปติดกัน หาไม่ได้อีกแล้ว ถึงหาได้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเกิดอีกนานเท่าไร ภัทรกัปนี้องค์สุดท้ายคือ พระศรีอริยเมตไตรย ภัทรกัปหน้าองค์ต้น คือ พระราม
              เขาผูกเป็นบาลีว่า เมตเตยยา เมตเตยโยนามะ เมตไตรยจะเกิดเป็นสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย
              ราโม จะ รามะสัมพุทโธ พระรามที่รบกับทศกัณฑ์ จะเกิดเป็นสมเด็จพระรามะสัมมาสัมพุทธเจ้า
              โกสะโล ธรรมราชา จะ พระเจ้าปเสนทิโกศล เขาเรียก มหาโกศล (ไม่ใช่องค์ที่กล่าวถึงในสมัยพุทธกาล เพราะพระราชาที่ครองแคว้นโกศลชื่อโกศลทั้งหมดเลย) พระเจ้าปเสนทิโกศลพระองค์นั้นจะเกิดเป็น สมเด็จพระธรรมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า
              มาระมาโร ธัมมะสามี พระยามาราธิราช จะเกิดเป็น สมเด็จพระพุทธธัมมะสามีสัมมาสัมพุทธเจ้า
              ทีฆะชังฆี จะ นาระโท อสุรินทราหูจะเกิดเป็น สมเด็จพระพุทธนารทะสัมมาสัมพุทธเจ้า
              โสโณ รังสิมุนีตะถา โสณพราหมณ์ เกิดเป็น สมเด็จพระพุทธรังสีมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า
              สุภูตะ เทวะเทโว สุภมาณพ หลานโตเทยยพราหมณ์ เกิดเป็นสมเด็จพระพุทธเทวเทพสัมมาสัมพุทธเจ้า
              โตเทยโย นะระสีหะโก โตเทยยพรามหณ์ เกิดเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้านรสีหสัมมาสัมพุทธเจ้า
              ธะนะปาโล ติสโสนามะ ช้างธนบาลนาฬาคิรี ที่เขาปล่อยไปจะให้เหยียบพระพุทธเจ้า จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า สมเด็จพระพุทธติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า
              ปาลิเลยยะ สุมังคะโล ช้างปาลิไลยกะ จะเกิดเป็นสมเด็จพระพุทธสุมังคลสัมมาสัมพุทธเจ้า
              เอเตทะสะพุทธานามะ ภะวัสสันติ อนาคเต กาเล นี่เป็นนามของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล
              แต่ถ้ามาไล่ดู จากพระศรีอาริยเมตไตรยลงไป จนกระทั่งถึงช้างปาลิไลยกะ เราต้องการแค่ ๖ พระองค์ แต่ตอนนี้มีถึง ๑๐ พระองค์ ก็แปลว่า จะต้องมี ๔ พระองค์ที่ต้องลา
              ตอนนี้ที่เรามั่นใจแน่ ๆ ก็คือ พระยามาราธิราชไปพระนิพพานแล้ว โตเทยยพราหมณ์ท่านก็ยังนอนสบายอยู่ข้างล่าง...!”
*************************

              “ในสถานการณ์แบบนี้ เรื่องของสติสัมปชัญญะสำคัญที่สุด ขาดสติเมื่อไร อาจจะทำในสิ่งที่เป็นอันตรายต่อคนหมู่มากได้ และในขณะเดียวกัน ถ้าหากเราสังเกต อย่างในสามก๊ก พอถึงเวลาจะรบกันจะต้องมีการร้องด่าท้าทาย นั่นคือการยั่วให้โกรธ พอคนเราโกรธก็ขาดสติ”
              “เราจะเห็นว่า การแตกความสามัคคี ประการแรก ทำให้ศาสนาเศร้าหมอง คนเห็นก็เสื่อมศรัทธา ไหนว่าคุณเป็นคนปฏิบัติธรรม กิเลสยังท่วมหัวอยู่เลย เรื่องแค่นี้ก็ยอมกันไม่ได้
              ประการที่สอง ลำบากเดือดร้อนทั้งตัวเองและผู้อื่น ต้องมาตะลอน ๆ ในกรุงเทพฯ เป็นหลายสิบวัน ไม่รู้จะเข้าห้องน้ำห้องส้วมที่ไหน ไม่รู้จะอยู่จะกินอย่างไร ทำให้รถติด เดือดร้อนคนอื่นเขาด้วย กลายเป็นว่าก่อให้เกิดโทษทั้งนั้น
              ดังนั้น...เรามองในมุมที่วา แม้จะเป็นพัฒนาการของประชาธิปไตยก็ตาม แต่ว่าพัฒนาการก็ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ เพราะว่าเขาออกมาด้วยแรงกระตุ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ถูกระดมมา ไม่ใช่ว่าทุกคนคิดเห็นเหมือนกัน แต่ว่าทุกคนมาด้วยผลประโยชน์เดียวกัน แม้ว่าจะเรียกร้องได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
              ดังนั้น...ในเรื่องของสติสัมปชัญญะ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าทำอะไรโดยขาดสติ ขาดหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในการควบคุม นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเองแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนแก่คนหมู่มากได้ และสุดท้าย ถ้าพลังเงียบกลายเป็นพลังเสียงดังขึ้นมา ดีไม่ดีบางท่านอาจจะไม่มีแผ่นดินอยู่ คนไทยเราลืมง่ายก็จริง แต่ตอนโกรธมักจะโกรธแรง กว่าจะลืมก็อาจจะเผลอเหยียบแบนไปแล้ว...!”
*************************

              หลวงพ่อกัสสปมุนี วัดปิปผลิวนาราม ท่านเขียนไว้บนกระดานดำลายมือแบบอาลักษณ์เลยว่า
                  เราเนาว์สราญสุข             นิรทุกข์เกษมศานต์
              เฉกเช่นลดาวัลย์                  สะพรั่งติด ณ แผ่นผา
                  ความครุ่นและกำหนัด        ก็สลัดไม่นำพา
              วิเวกและเอกา                     ดุจทิพย์ที่ลอยลม
                  ผิว์แม้จักลอยล่อง             ก็มิต้องอาลัยสม
        บ่คิด บ่ปรารมภ์                        บ่มิห่วง อาลัยมี
                  สถิตย์เหนือ ณ อาสน์เอี่ยม   กระจ่ายเยี่ยมจรัสศรี
              ครั้นรัตติกาลมี                     ศสิส่อง ณ แนวไพร
                  แม้พาหิรชน                   จลาจลและบรรลัย
              เรามั่นสถิตย์ใน                   สุขธรรม บ่มิคลอน
                  แม้นใครมาพบเรา             ก็จุ่งเนาว์จะสั่งสอน
              ชี้ทางอันบวร                       เสถียรสุขนิรันดร์เทอญ”
*************************

              “หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเคยบอกว่า อย่าไปรับข้าวปลาอาหารจากคนชั่ว ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาจะอ้างว่ามีบุญคุณกับเรา ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมเลี้ยง เราก็อยู่ด้วยธรรมปีติก็หมดเรื่อง”
*************************

              “ในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั้น อันตรายเท่ากันทุกอย่าง เพียงแต่ว่าใครจะชอบอย่างไนมากกว่า ชอบอย่างไหนมากอย่างนั้นก็เป็นอันตรายแก่ตนเอง”
*************************

      ถาม :  คำว่ามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  กรรมเหล่านั้นจะชักนำเราไปหาบุคคลที่มีกรรมเหมือน ๆ กัน หรือมีกรรมเนื่องกันมา
      ถาม :  ถ้าเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนแนวสุขวิปัสสโก เราก็...?
      ตอบ :  ปฏิบัติไป ถ้าปฎิบัติถึงจริง ๆ และตัวเองมีพื้นฐานเดิมมาจากอภิญญาหรือปฏิสัมภิทาญาณ ถึงเวลาก็จะปรากฎ ไม่ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยน จะสุขวิปัสสโกตามเขาไป พอกำลังถึง ของเดิมก็จะมา
      ถาม :  ท่านให้ทิ้งนิมิต ทิ้งทุกอย่างด้วยซ้ำ ?
      ตอบ :  ถ้ามั่นใจเราก็ว่าของเราไป ถึงเวลาท่านว่าอย่างไรก็เรื่องของท่าน
      ถาม :  แล้วอย่างนั้นไมเ่ป็นการปรามาสท่านหรือครับ ?
      ตอบ :  ทำในสิ่งที่ถูก จะเป็นการปรามาสได้อย่างไร
*************************

              “มีเรื่องตลกก็คือ ประมาณปี ๒๕๒๓ ท่านอาจารย์ยกทรงมากราบหลวงพ่อวัดท่าซุงครั้งแรกที่บ้านสายลม
              หลวงพ่อก็ถามว่า “โยมชื่ออะไรจ๊ะ ?”
              “วีระครับ”
พวกก็ฮากันตรึม เพราะชื่อตรงกับหลวงพ่อ
              หลวงพ่อถามต่ออีกว่า “แล้วแม่บ้านล่ะ ?” “ชื่อประภาศรีครับ” ยิ่งฮาเข้าไปใหญ่
              ท่านบอกว่า “ไอ้นี่ขโมยทั้งผัวทั้งเมีย ชื่อแม่มันก็เอา ชื่อพ่อมันก็เอา มันเอาหมดเลย”
              ก่อนหน้านี้ตรงสยามพารากอนยังไม่โดนเวนคืน อาจารย์ยกทรงท่านเปิดร้านอยู่ตรงนั้น จริง ๆ แล้วท่านอาจารย์ยกทรงชื่อ วีระ งามขำ แต่เขาเปิดร้านตัดยกทรง ชื่อ ร้านเงิน เงิน เงิน พูดง่าย ๆ ว่าขนาดจะไม่ได้มาตรฐานหรือเกินมาตรฐานอย่างไร ถ้าไปที่นั่นแล้วจะได้ขนาดที่พอเหมาะกับตนเอง
              ท่านอาจารย์ยกทรงก็มาปรารภว่า “ผมบวชมากว่ายี่สิบพรรษา ดันทะลึ่งสึกมาตัดยกทรงขาย” เพราะว่าแม่บ้านเขาเรียนเรื่องนี้มา สมัยก่อนคนที่มีอาชีพตัดเสื้อผ้า ถ้าหากยังไม่สามารถตัดยกทรงผู้หญิงได้ ก็เท่ากับว่าฝีมือยังไม่ถึง เพราะว่าการตัดยกทรงนั้นยากที่สุด
              พอโดนเวนคืนเพื่อเอาที่ไปสร้างสยามพารากอน ท่านอาจารย์ยกทรงของเราก็เลยไปอยู่วัดแทน แล้วก็ตายในวัด สมกับเป็นนักปฏิบัติ ด้วยความที่บวชมามาก เคยเป็นนักเทศน์มา ท่านสามารถที่จะถามหลวงพ่อแล้วใส่ลูกเล่นให้โยมเขาชอบฟังกันได้ แต่ท่านบอกว่า เลิกถามทีไรก็เหงื่อหยดทุกที ต้องเข้าไปกราบขอขมาหลวงพ่อทุกครั้ง เพราะเกรงว่าจะเป็นโทษแก่ตัวเอง แต่คนทั่ว ๆ ไปที่เขาไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ยกทรงต้องไปกราบขอขมาหลวงพ่อทุกครั้ง ก็ไปตำหนิเข้าว่าท่านลามปาม
              คนรุ่นเก่า ๆ ก็ล่วงลับไปเรื่อย รุ่นลายครามนาน ๆ ก็โผล่มาที่นี่ที ไม่ใช่เขาไม่รู้จักมานะ แต่มาไม่ไหวแล้วต่างหาก..!”
*************************

              “ก่อนจะหยิบเงินใช้ก็ว่าคาถาเงินล้านจบหนึ่งก่อน จะทำบุญก็ว่าอีกจบหนึ่ง เจตนาที่ให้ทำแบบนั้น ก็เพื่อต้องการให้ทรงฌานในอารมณ์ของคาถาเงินล้าน ถ้าทำจนชิน ถึงเวลาต้องว่าคาถา...ถึงเวลาต้องว่าคาถาจิตจะเป็นฌานไปเอง ถ้าหากว่าทรงฌานได้ ผลก็จะเกิดมาก”
*************************

      ถาม :  พระที่เข้าปริวาสอยู่ จะบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ ?
      ตอบ :  ถ้ากำลังเข้าปริวาสอยู่ บรรลุไม่ได้ เพราะศีลไม่บริสุทธิ์ เขาถือว่ายังไม่ใช่พระด้วยซ้ำไป...! ต้องอยู่ปริวาสจนครบถ้วนตามเวลา แล้วคณะสงฆ์ ๒๐ รูป สวดคืนความเป็นพระให้ จึงถือว่ากลับมาเป้นพระอีกครั้งหนึ่ง
*************************

              “ถ้าเราภาวนาและทรงฌานให้คล่อง จะไม่รู้สึกอยากกิน ถ้าอารมณ์ใจอยู่กับการภาวนา อยู่กับฌานสมาบัติ พวกอาการต่าง ๆ ทางร่างกายเราแทบไม่รับรู้เลย”
*************************

              “เรื่องการจองวัตถุมงคล ถ้าเราส่งถือมือเขาเร็วเท่าไรก็ดีเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่คนจ่ายเงินไปแล้ว ก็ร้อนใจ อยากได้เร็ว ๆ”
*************************

              “ธรรมบาลกุมารไปเรียนวิชาแล้วเก่งกว่าใครเพื่อน สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ท้าวกบิลพรหมก็เลยอยากประกาศความดี โดยไปท้าพนัน ถ้าหากธรรมบาลกุมารตอบคำถาม ๓ ข้อได้ ก็จะยอมตัดเศียรถวายบูชาความดี แต่ถ้าธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ก็จะเอาศีรษะธรรมบาล
              สรุปว่า ธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ก็เลยหนี ตั้งใจว่าไปตายในป่าดีกว่า ขณะที่ธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นตาล นกอินทรีสองผัวเมียก็คุยกัน และธรรมบาลกุมารก็รู้ภาษานก
              นกตัวเมียถามนกตัวผู้ว่า “พรุ่งนี้พี่จะไปหากินทางทิศใด ?” นกตัวผู้ก็ตอบว่า “ไปไม่ไกลหรอก พรุ่งนี้่เขาจะประหารธรรมบาลกุมาร เราก็จะได้กินกัน” นกตัวเมียเลยสงสัยว่ามีเรื่องอะไร นกตัวผู้จึงบอกว่า “ท้าวกบิลพรหมท้าพนันธรรมบาลกุมารให้ตอบคถามว่า ตอนเช้าสิริอยู่ที่ไหน กลางวันสิริอยู่ที่ไหน ตอนค่ำสิริอยู่ที่ไหน ถ้าหากภายใน ๗ วัน ธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ก็จะต้องตาย”
              นกตัวเมียเลยถามว่า “แล้วพี่รู้ไหม ?” นกตัวผู้ก็บอกว่า รู้ พร้อมกับเฉลยว่า ​“ตอนเช้าสิริอยู่ที่ใบหน้า คนเราตื่นมาก็เลยต้องล้างหน้า ตอนกลางวันสิริอยู่ที่หน้าอก ก็เลยต้องอาบน้ำและใช้ของหอมประพรมอก ตอนค่ำสิริอยู่ที่เท้า ก่อนนอนจึงต้องล้างเท้า”
              เรื่องนี้แหละที่เป็นศัพท์ของคำว่า “นกรู้” เพราะคนไม่รู้แต่นกรู้ ก็เลยสรุปว่า นกอดกินเพราะนกดันรู้ แต่นกไม่รู้ว่าธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นไม้
              วันต่อมา ธรรมบาลกุมารก็เลยตอบคำถามของท้าวกบิลพรหมได้ ท้าวกบิลพรหมจึงตัดเศียรให้ แต่ท่านไม่ตายเพราะเป็นพรหม
              พอระยะหลังคติพราหมณ์เข้ามาปนเยอะ ก็เลยกลายเป็นว่า ท้าวกบิลพรหมมีธิดาอยู่ ๗ องค์ ซึ่งจริง ๆ แล้วพรหมท่านอยู่คนเดียว จะมีลูกได้อย่างไร ?
              นอกจากนั้นยังมีตำนานว่า เศียรของท้าวกบิลพรหม ถ้าตกลงสู่พื้นดิน จะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ถ้าตกลงสู่มหาสมุทร น้ำก็จะเหือดแห้งหมด ถ้าโยนขึ้นไปในอากาศ ฝนฟ้าก็จะแล้ง ก็เลยต้องให้ธิดาเอาพานมารองรับ และไปแห่รอบเขาพระสุเมรุ ๑ รอบจักรราศี ก็คือ ๑ รอบที่ดวงอาทิตย์โคจรครบ ซึ่งวันที่ครบก็เป็นวันที่พระอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษพอดี คนไทยสมัยโบราณจึงกำหนดให้เป็นวันสงกรานต์”
*************************

              “จะว่าไปแล้วศาสนาพราหมณ์ฮินดูเข้ามาในประเทศไทยก่อนศาสนาพุทธเสียอีก ในสมัยแรก ๆ คนไทยเรานับถือผีเป็นปกติ พอพราหมณ์เข้ามาก็ถือพราหมณ์ พอพุทธเข้ามาก็ถือพุทธ ศาสนาพราหมณ์คิดว่าคนไทยน่าจะเหมือนคนอินเดีย ก็คือ ถ้าเข้าถึงกษัตริย์หรือผู้ปกครองได้ ก็แปลว่าทั้งหมดจะต้องถือศาสนาพราหมณ์ด้วย...แต่ไม่ใช่ ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ศาสนาพราหมณ์เข้าหาราชสำนักมาตลอด แต่มีศาสนิกอยู่แค่หยิบมือเดียว เพราะว่าศาสนาพราหมณ์ก็รับสงบเหมือนพุทธของเรา ไม่ได้ใช้อำนาจบีบบังคับให้คนมานับถือ”
*************************

      ถาม :  จะพิจารณาได้อย่างไรว่า สิ่งที่เราคิดเป็นการคิดที่ละเอียดขึ้น หรือเป็นการคิดมากในทำนองที่ว่า เรื่องที่ไม่น่าลงนรกก็หาเรื่องลงนรกเอง ?
      ตอบ :  ดูว่าอะไรที่ทำให้ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ สงบลง ก็เป็นการใช้ปัญญาคิด อะไรที่ทำให้ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เจริญขึ้น ก็หาเรื่องลงนรก
      ถาม :  การใช้ทรายเสกหว่านรอบบ้าน ในกรณีที่บ้านเป็นบ้านแฝด คือมีผนังด้านหนึ่งติดกับบ้านข้าง ๆ เราจะหว่านทรายเสกอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  วงในบ้านเลย
      ถาม :  ทั้งสองชั้นเลยหรือเปล่า ?
      ตอบ :  จริง ๆ ใช้ชั้นเดียวก็ได้
*************************

      ถาม :  การที่เรากระตุ้นให้เด็กอายุประมาณ ๘-๙ ขวบ ค่อย ๆ ลำดับชีวิตประจำวันของตัวเอง ตั้งแต่เช้าว่าเขาทำอะไร จะช่วยเขาฝึกในเรื่องทิพจักขุญาณหรือเปล่า ?
      ตอบ :  อันนี้เป็นการฝึกอดีตังสญาณ ถ้าหากคล่อง ๆ แล้ว ก้ย้อนไปเมื่อวาน เมื่อวานซืน ...สามวันที่แล้ว ...ห้าวันที่แล้ว ..อาทิตย์ที่แล้ว...เดือนที่แล้ว...ปีที่แล้ว ...ท้ายสุดจะเป็นชาติที่แล้ว จะต้องซ้อมบ่อย ๆ ถึงจะคล่องตัว
*************************

      ถาม :  ถ้าคนแต่งหนังสือเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับฤทธิ์อภิญญาได้ แสดงว่าเขาสามารถทำอภิญญาได้หรือเปล่า ?
      ตอบ :  ถ้าหากพื้นฐานเดิมเขาไม่มี ก็อธิบายรายละเอียดไม่ได้ จะได้แต่เปลือกเท่านั้น
*************************

      ถาม :  การนึกถึงพ่อแม่จัดเป็นเทวตานุสติหรือไม่ ?
      ตอบ :  ไม่เป็น ยกเว้นพ่อแม่ของคุณตายไป แล้วเป็นพรหมเทวดาอยู่ข้างบน
*************************

      ถาม :  ทำบุญแล้วกลัวอดน้ำ ก็เลยต้องถวายน้ำด้วย ?
      ตอบ :  ถามว่าดีไหม …ก็ดี ถ้าคิดจะไปกิน ปกติแล้วพรหม เทวดา นางฟ้า เขาอยู่ด้วยความเป็นทิพย์ ไม่ต้องกินอาหาร แต่คราวนี้มีอยู่เขตหนึ่ง อยู่ตรงชายขอบของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ใกล้เคียงกับเขตที่จะลงไปตำหนักพระยายมราช ในบริเวณนั้นบรรดาท่านทั้งหลายที่ยังละอุปาทานความเป็นมนุษย์ไม่ได้ ก็จะไปอยู่แถวนั้น จะต้องมีบ้านอยู่ มีน้ำกิน มีอาหาร ระยะหลังมีเจเจพลาซ่าอยู่ด้วย ไปช็อปปิ้งกันระเบิดเถิดเทิง ไปซื้อข้าวของเหมือนกับโลกมนุษย์
              แต่พออยู่ไปประมาณ ๗-๘ วัน ท่านที่สร้างบุญเอาไว้ ก็จะรู้ตัวว่าเราไม่ใช่มนุษย์แล้ว มีความเป็นทิพย์ เป็นพรหมเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าไม่ต้องไปกินไปใช้อย่างนั้นแล้วก็จะตรงไปยังวิมานของตนเอง และไปเสวยความเป็นทิพย์อยู่ที่นั่น
              จึงได้บอกว่า ถ้าคิดว่าจะกินน้ำก็ถวายมา ถ้าไม่คิดว่าจะกิน ตรงไปเลย ไม่ต้องถวายก็ได้ แต่ว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เผื่ออยู่ตรงนั้นนานไปหน่อยจะได้มีกิน
*************************