​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๕๓

 

      ถาม :  สัญญาวิปลาส คืออะไร ?
      ตอบสัญญวิปลาส คือจำผิด จำว่าของไม่ดีว่าเป็นของดี อย่างเช่นอสุภสัญญา สภาพร่างกายมีความไม่ดีไม่งามเป็นปกติ แต่ไปหมายจำว่าเป็นสุภสัญญา เห็นว่าร่างกายมีความดีความงาม
              อัตตสัญญา สภาพร่างกายไม่ใช่ตัวตนที่ยึดถือมั่นหมายได้ แต่ไปจำว่าร่างกายเป็นตัวตนของเรา
              นิจจสัญญา สภาพที่ไม่เที่ยงก็ไปจำว่าเที่ยง
              สรุปแล้วสัญญาวิปลาส ก็คือ จำผิด แต่เราฟังดูแล้วน่ากลัว โดยเฉพาะจิตวิปลาส คิดผิด คิดผิดแทนที่จะเป็นสัมมาทิฐิก็กลายเป็นมิจฉาทิฐิ เราฟังดูแล้วเหมือนจิตวิปลาส คือเป็นบ้า แต่จริง ๆ แล้วก็นับว่าบ้าเหมือนกัน เพียงแต่เป็นการบ้าในธรรม คนทั่ว ๆ ไปเขาเห็นว่าเป็นปกติ แต่บุคคลที่เข้าหาธรรมะจะเห็นว่าบ้า เพราะออกนอกลู่นอกทาง
      ถาม :  ทิฐิวิปลาสกับจิตวิปลาสต่างกันอย่างไร ?
      ตอบ :  ทิฐิวิปลาส จะยึดมั่นเลยว่าใช่ แต่จิตวิปลาส ยังเป็นแค่คิด ทิฐิก็แปลตรง ๆ ว่าความเห็น มีการฟันธงแล้วและธงก็หักไปแล้ว แต่จิตวิปลาสนี่ยังแค่คิดเท่านั้น
      ถาม :  น่ากลัว ?
      ตอบ :  น่ากลัวทุกตัวแหละ เพราะวิปลาสแปลว่าไม่ถูกต้อง บาลีเขาเขียนเป็น วิปัลลาส
*************************

              “ของในห้องของหลวงปู่สาย อาตมายังไม่ได้ไปแตะต้องอะไรเลย เพราะว่าไม่อยากให้เปลี่ยนไปจากสภาพที่ท่านเคยใช้งาน ตรงข้างฝามีกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง หนีบคลิปติดเอาไว้ เขียนว่า
              “ลำพอง ช่วยดูโลงกระจกให้ด้วย มิถุนา ๓๔”
              หลวงปู่ให้เตรียมโลงกระจก (โลงแก้ว) ตั้งแต่ตอนนั้น และท่านก็มรณภาพเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๕
              หลักฐานชัด ๆ เป็นลายมือท่านเอง ท่านบอกโยมลำพองที่เป็นทายกวัดในช่วงนั้นให้หาโลงกระจก ก็แปลว่าท่านนอกจากจะรู้เวลามรณภาพแล้ว ยังตั้งใจทิ้งสังขารไว้ให้พวกเราด้วย
              อาตมาตั้งใจว่าถ้าปรับทำศาลาการเปรียญหลังเก่าเป็นหมู่เรือนไทยแล้ว ด้านบนศาลาจะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ เอาพวกข้าวของเครื่องใช้ในห้องของท่านไปตั้งแสดง”
*************************

              “สามีจิกรรม การทำในสิ่งที่ดี ๆ ต่อกัน บางคนเรียก ทำวัตรพระผู้ใหญ่ ช่วงเข้าพรรษามีระเบียบอย่างหนึ่งว่า พระภิกษุหรือสามเณรถ้าไปจำพรรษาในที่ไกล ต้องมารายงานตัวกับพระอุปัชฌาย์อาจารย์ เพื่อให้รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ใกล้ไกลอย่างไร อยู่กับครบ้าง ขาดเหลืออเะไรที่พอจะให้พระอุปัชฌาย์อาจารย์ช่วยเหลือได้บาง ก็จะมาบอกกล่าวกัน
              ส่วนใหญ่นิยมตั้งแต่ช่วงแรม ๑ ค่ำ ไม่เกินแรม ๑๕ ค่ำ ก็คือ ครึ่งเดือนแรกเข้าพรรษา ภาษาพระเรียกว่า ทำวัตรพระ ภาษาชาวบ้านพูดง่าย ๆ ว่า มารายงานตัวกับอาจารย์”
              เวลาที่พระท่านรับไหว้กัน ญาติโยมไม่ต้องพนมมือ รอให้พระท่านไหว้กันเสร็จก่อน แล้วเราค่อยไหว้ทีหลัง เพราะถ้าเราไปพนมมือไหว้ตอนที่พระท่านไหว้กัน ก็เท่ากับพระท่านรับไหว้เราด้วย
*************************

      ถาม :  หลวงพ่อเอ็ดผมเรื่องไปหาหลวงพ่อมนัส เพราะผมตั้งกำลังใจผิดหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  เปล่า
      ถาม :  เพราะอะไรครับ ?
      ตอบเพราะว่าพระป่วยไม่ควรจะไปกวนท่าน
      ถาม :  แต่เพื่อนเขานัดกับท่านไว้แล้วครับ ?
      ตอบ :  ก็ไปสิ ไม่ได้ห้าม
      ถาม :  ฝากของไปแทนแล้วครับ ?
      ตอบ :  ไปเองก็ได้ ไหน ๆ จะรับกรรมแล้ว ก็รับเองให้เต็ม ๆ ไปเลย...!
*************************

      ถาม :  แสงจากกายของคนบางทีมีสีขาว สีแดง สีน้ำเงิน แตกต่างกันอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  เป็นไปตามสภาพจิตและอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย
      ถาม :  ไม่มีความหมายใช่ไหมครับ ว่าคนนี้สีแดงเป็นคนอย่างไร ?
      ตอบ :  มีเหมือนกัน
      ถาม :  แล้วส่วนใหญ่สีแดงกายความว่าอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  ต้องดูเอง เพราะสีแดงยังมีหลายระดับ ถ้าหากแดงในด้านไม่ดี ก็มีนิสัยมุ่งร้ายคนอื่น แต่ถ้าในด้านดี ก็เป็นคนชอบอะไรท้าทาย ประเภทอภิญญาสมาบัติ
      ถาม :  แล้วเขียวล่ะครับ ?
      ตอบ :  ไปถามคนที่มีความสามารถในการอ่านภาพออร่าจะดีกว่า
*************************

      ถาม :  ศีลห้า กับศีลห้าบวกกรรมบถ ๑๐ ต่างกันอย่างไร ?
      ตอบ :  ก็เพิ่มมาอีกห้าข้อ
      ถาม :  แล้วอานิสงส์จะได้อะไรเพิ่ม ?
      ตอบ :  เพิ่มอีกมหาศาลเลย เพราะกรรมบถ ๑๐ นอกจากบังคับกายแล้ว ยังบังคับวาจาและความคิดด้วย กรรมบถ ๑๐ นี่ห้ามพูดโกหก ห้ามพูดเพ้อเจ้อ ห้ามพูดคำหยาบ ห้ามพูดส่อเสียดด้วย ขณะเดียวกันทางใจก็ห้ามโลภ ห้ามโกรธ ทำให้เป็นสัมมาทิฐิด้วย
      ถาม :  ศีลแปดล่ะครับ ?
      ตอบ :  ศีลแปดสำหรับผู้ประพฤติธรรขั้นสูงแล้ว ต้องการความละเอียดของจิตมากขึ้น
*************************

      ถาม :  การปฏิบัติกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอในกรณีผู้ฝึกใหม่ คือเปิดเทปบวงสรวง แล้วนั่งกรรมฐานวันละ ๑๐ นาทีเป็นอย่างน้อย หรือว่าอยากจะทำก็ทำเลย ?
      ตอบ :  ผู้ฝึกใหม่ควรจะมีระยะเวลาในการปฏิบัติที่แน่นอนเอาไว้ทุกวัน แต่สำหรับคนเก่าแล้ว ควรจะใช้เวลาทั้งวันให้เป็นการปฏิบัติ
      ถาม :  คนเก่าก็คือ ?
      ตอบ :  หมายความว่ามีความคลองต้วแล้ว ฝึกจนคล่องแล้ว เพราะว่าบุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจริง ๆ เรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง จะมาทดสอบอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น...ถ้าเราไม่ได้เตรียมไว้ทั้งวัน ก็อาจจะโดนกิเลสยันหงายท้องได้ในระยะเวลาอนรวดเร็ว
              แต่สำหรับคนใหม่ ๆ มารเขายังเห็นว่าไม่เท่าไร เรายังมีเวลาหายใจอยู่ ก็ใช้ทำสม่ำเสมอสักเช้าครั้งเย็นครั้ง แต่ถ้าเราไปคิดว่าเรากินเช้าครึ่งชั่วโมง กินเย็นครึ่งชั่วโมง เวลาที่เหลือไม่ต้องกิน ก็มีหวังอดตายเลย
      ถาม :  ถ้าฝึกสม่ำเสมอ แล้วเวลาที่ว่างก็เอาใจจับพระ ?
      ตอบ :  ควรจะทำอย่างนั้น คราวนี้เรามาดูว่า ๒๔ ชั่วโมงเราอยู่กับภาพพระได้กี่ชั่วโมง ? ถ้ายังขาดทุนอยู่ก็พยายามเพิ่มให้มากขึ้น
*************************

      ถาม :  รู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิด แต่พอถึงเวลาก็ผิดอีก ผิดแล้วผิดเล่า ?
      ตอบ :  เริ่มต้นใหม่ อย่าไปเสียเวลาจมปลักอยู่กับเรื่องเหล่านั้น ตราบใดที่เรายังสติไม่สมบูรณ์ ข้อผิดพลาดถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทันทีที่รู้ตัวว่าผิดก็เริ่มต้นใหม่...รู้ตัวว่าผิดก็เริ่มต้นใหม่
              มัวแต่ไปเสียดายเวลากับสิ่งที่ทำอยู่ตรงนั้น เราจะไม่ได้อะไร แต่ถ้าเราเริ่มต้นใหม่เท่ากับเราก้าวเดินต่อไป
      ถาม :  ถึงแม้ในระหว่างที่ทำผิด ก็มีสติรู้อยู่ว่าผิด ก็ยังทำ ?
      ตอบที่ทำไปแล้วให้เลิกคิด ตั้งใจทำใหม่ให้ถูกก็พอแล้ว
*************************

              นิมิตกรรมตอน “อ้ายเขี้ยวต้น” เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิมิตที่จะเกิดขึ้นหลังการป่วยทุกครั้ง เพื่อให้ทราบว่าการป่วยครั้งนั้นเกิดจากเศษกรรมอะไรในอดีต
              “ตอนที่อาตมาไปฟัดกับเสือ เพิ่งจะรู้ว่าสัตว์เดรัจฉานนั้นมีความคิดเหมือนกับคนทุกอย่าง เพียงแต่ว่าปรัชญาในการดำเนินชีวิตของสัตว์เดรัจฉานไม่เหมือนกับคน เพราะปัญญาเขายังไม่ถึงมนุษย์
              ปรัชญาการดำเนินชีวิตของสัตว์เดรัจฉานก็คือ ผู้เข้มแข็งกว่าย่อมได้เปรียบ ถ้าคนไหนเข้มแข็งกว่า คนนั้นอยู่รอดได้ ถ้าอาตมาไม่ได้นิมิตเห็นตอนที่เกิดเป็นสัตว์ ก็จะไม่เข้าใจเลยว่า สัตว์นั้นคิดเหมือนคนทุกอย่าง แถมยังฉลาดมากเสียด้วย สามารถวางแผนล่อเสือได้
              ตอนนั้นอาตมาเกิดเป็นจ่าฝูงหมาป่า หนังเหนียวเพราะมีของดีคู่ต้วคือเขี้ยวตัน มีบริวารอยู่ร่วมพันตัว แต่ว่ามีอ้ายเสือตัวแสบอยู่ตัวหนึ่ง คอยย่องตามขบวน เผลอเมื่อไรก็คว้าลูกน้องไปกิน ผ่านไปสองสามวัน ถ้าไม่มีกิน ก็มาใหม่อีก
              พอโดนเสือคาบลูกน้องไปบ่อย ๆ เข้า จะไปตามล่าก็ไม่ได้ เพราะหมูมีกลิ่นแรงโดยธรรมชาติ ถ้าเสือได้กลิ่นก็จะเลี่ยง เพราะเสือไม่คิดจะสู้ คิดแต่จะกินอย่างเดียว
              ฝูงหมูป่าก็หากินไปเรื่อย ๆ พอดีไปเจอเขตที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนเป็นหุบเขา ลักษณะเหมือนประตูผา พอเข้าไปข้างในพื้นที่กว้างเป็นสิบไร่เลย รอบข้างเป็นหน้าผาตัดชัน พอตัวเองเห็นเข้าดังนั้นความคิดบอกเลยว่า “ต้องเล่นงานเสือที่ตรงนี้”
              จึงต้อนลูกฝูงทั้งหมดมา ไล่ให้ไปหากินตรงท้ายหุบ ไม่ต้องออกมา ตัวเองก็พาลูกน้องระดับรอง ๆ ๗-๘ ตัวมาแอบซุ่มดูอยู่ สองวันแรกเสือก็ยังเงียบ พอวันที่สาม เสือหิวทนไม่ไหวก็ย่องออกมาตามหาหมู
              แต่เสือไม่รู้ว่าทางด้านที่หมูอยู่เป็นหนาผาตัด เข้าแล้วออกไม่ได้ มีทางเข้าออกทางเดียว พอล้ำเข้าไปด้านใน หมูก็เข้าล้อม สู้กันจนท้ายที่สุดหมูก็ได้รุมยำใหญ่กินเสือไปเลย จะเห็นได้ว่า สัตว์ก็มีการวางแผนเหมือนกับคน”
*************************

      ถาม :  คาถานะมะพะธะ ท่องสลับไปสลับมาเพื่ออะไร ?
      ตอบ :  เพื่อให้ใจเป็นสมาธิ คนที่ใจไม่เป็นสมาธิท่องสลับกันก็มักจะผิด หลังจากที่เป็นสมาธิแล้วจะเอากำลังไปใช้อะไรก็ได้
      ถาม :  นะมะพะธะ แปลว่าอะไรครับ ?
      ตอบ :  ถ้าจะเอาคำแปล อธิบายสามวันก็ไม่หมด โดยเฉพาะจำที่ครูบาอาจารย์ท่านบอกไว้ด้วย “คาถาห้ามแปล แปลแล้วไม่ขลัง”
      ถาม :  อยากรู้ที่มาที่ไปของ นะมะพะธะ ?
      ตอบ :  เกิดจากท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง เมื่อมองไปยังจักรวาลทั้งหมดแล้ว เห็นว่าแต่ละจักรวาลนั้น พลังงานที่แผ่พุ่งออกมา สามารถที่จะเชื่อมโยงเข้าหากันได้ ท่านก็เลยกำหนดรูปหรือลักษณะของกาแลกซี่นั้น ๆ มาเป็นตัวอักขระ เขาเรียกว่า นะปฐมกัป จะเริ่มจากจุดนั้นมา
              เสร็จแล้วก็เอามาสั่งสอนพวกโง่ ๆ อย่างเราให้รู้ตามท่าน เพื่อจะได้เอาไปใช้งานได้
              เพราะฉะนั้น...เสียเวลาอธิบาย เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ไม่รู้ แต่พูดไปก็เท่านั้น ฟังตรงนี้ลืม ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพียงแค่แสดงให้รู้ว่า “ถามอะไรมากูก็รู้ แต่ที่ไม่ตอบเพราะไม่มีประโยชน์...!”
              จะว่าไปแล้ว เรื่องเหล่านี้พวกดาราศาสตร์เขาก็ถึงได้ แต่ก็เป็นแค่บางส่วน เพราะว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเฉพาะจุด ไม่ใช่ภาพรวม แต่พรหมเทวดา หรือพระผู้ทรงอภิญญา ท่านมองออกไปจะเห็นภาพรวมของจักรวาลทั้งหมด”
*************************

              “เรื่องของเทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องจำเป็น เพราะว่าเป็นส่วนช่วยให้โลกเจริญขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็อย่าให้ถึงกับเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรา
              อาตมาเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ ๆ ว่า ถ้าขาดคอมพิวเตอร์แล้วจะไม่มีอะไรเหลืออยู่ในหัวตัวเอง เพราะอะไร ๆ ก็ให้คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลแทนแล้วตวเองก็ไม่จำ กลายเป็นสมองกลวง ถ้าอยู่ ๆ เกิดพายุสริยะขึ้นมา ข้อมูลโดนลบเกลี้ยงทั้งโลก ก็เสร็จเรียบร้อยเลย ทำอะไรไม่เป็นอย่างแน่นอน...!
              แค่รุ่นพวกเราที่อาตมาเคยพาไปเที่ยวบึงลับแลเมื่อ ๑๐ กว่า ๒๐ ปีก่อน ไปกัน ๑๗-๑๘ คน อาตมาเห็นว่าเยอะดี จะให้ช่วยทำงานแทน แต่พอถามว่า “ใครหุงข้าวเป็นบ้าง ?” เขาถากลับมาว่า “เสียบปลั๊กตรงไหน ?” สรุปแล้วก็คือพระต้องไปหุงข้าวให้เขากิน...!
              พอเรายอมให้เทคโนโลยีเป็นทุก ๆ อย่างในชีวิตแล้ว สมรรถภาพก็เสื่อมไป เดี๋ยวนี้ต้มยำทำแกงก็ไม่เป็น เพราะมีประเภทสำเร็จรูปใส่ห่อมาให้เลย เทลงหม้อก็ใช้ได้ หรือไม่ก็อุ่นในเตาไมโครเวฟก็กินได้แล้ว สบายจังเลย
              นึกถึงที่พระยามารเขาคุย เขาบอกเราว่า “เสียเวลาที่ท่านจะไปสอน เพราะผมครอบซ้ำไปอีกหลายชั้นแล้ว” ฟังดูแล้วน่าท้อนะ แต่ขอโทษ ...ท้อได้แต่ไม่ถอยหรอก...!
              ฟังที่เพลงเขาว่า “ด้วยหน้าที่ชีวิตรับผิดชอบ คือคำตอบที่รบอยู่มิรู้สิ้น” ที่รบไม่เลิกเพราะว่าเป็นหน้าที่ ในเมื่อเป็นหน้าที่ ก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”
*************************

              “สมัยนี้เผลอไม่ได้ อาหารส่วนใหญ่มักจะผสมเหล้ากันเยอะ โดยเฉพาะเด็กรุ่นหลัง มีช็อกโกแลตไส้บรั่นดี กินช็อกโกแลตแล้วเมาหัวทิ่มไปเลย หรือไม่ก็เค้ก เป็นเค้กแต่ก็มีสวนผสมของบรั่นดี โดยเฉพาะลูกเชอร์รี่ที่ประดับหน้าเค้ก เขาแช่บรั่นดีมาดวย เจอไปลูกเดียวก็หน้าแดงแล้ว
              มีระยะหนึ่งครูแดง ซื้อไอศกรีมมาถวาย อาตมาเปิดขึ้นมาก็หงายท้องตึง บอกว่า “เฮ้ย...เหล้านี่หว่า” เขาก็บอกว่า “ไม่ใช่เหล้าค่ะ ...รัม” อาตมาบอกว่า “ยายบ้า...จำไว้เลยว่ารัมของฝรั่งก็คือเหล้า แถมเป็นเหล้าเถื่อนด้วย...!” เขาบอกว่า “ตายแล้ว...กินไปมากเห็นว่าอร่อยก็เลยเอามาถวายพระ”
      ถาม :  อย่างอาหารจีน พวกกระเพาะปลาน้ำแดง ?
      ตอบ :  ไม่ต้องห่วงหรอก ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของเหล้า ยังดีว่าในส่วนของอาหารที่เป็นอาหารร้อน พอลงไปแล้วแอลกอฮอล์โดนความร้อนมักระเหยไปเกือบหมด แต่ก็ยังเป็นเหล้าอยู่ดี แต่พวกเย็น ๆ อย่างพวกไอศกรีม มีแอลกอฮอล์อยู่เต็ม ๆ เลย
              เคยเห็นคนกินกล้วยแล้วเมาไหม ? กล้วยอะไรก็ได้ พอเริ่มมีเครือเขาก็เจาะโคนต้น เอาลูกแป้งสำหรับหมักเหล้ายัดเข้าไป แล้วก็อุดรู ต้นกล้วยก็ดูดขึ้นไปเลี้ยงลูก สุดยอดจริง ๆ พอถึงเวลากล้วยแก่ก็เก็บมาบ่มเสียอย่างดี แบ่งกันกินคนละลูกสองลูกก็เดินเซแล้ว
              มีคนสันนิษฐานว่า เหล้าเกิดจากลิง ลิงจะรู้ก่อน คือ พวกผลไม้ต่าง ๆ ที่เกิดจากต้นจะมีจำนวนมาก พอสุกก็จะร่วงพร้อม ๆ กัน ถ้าต้นไม้มีคาคบเป็นโพรงอยู่ เวลาร่วงลงไปก็ไปหมักรวมกัน
              พอหมักได้ที่ กลิ่นก็จะออก พวกที่เจอก่อนก็พวกลิงพวกค่าง กินแล้วติดใจก็ไปกินกันบ่อย พอเสียงเอะอะเกรียวกราว คนสงสัยก็ไปดู แล้วก็ลองกินบ้าง พอกินเสร็จคนเรารู้จักคิดว่าของอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็เก็บผลไม้มาองหมักดู เลยเป็นต้นกำเนิดของเมรัย ยังไม่ใช่สุรานะ เมรัยเกิดจากการหมัก ถ้าสุราต้องกลั่น
*************************

              “ถ้าใครเคยไปดูเขาหมักเหล้าองุ่นแล้ว ที่คิดจะกินเหล้าองุ่นอยู่อีก ก็คงจะหมดอารมณ์ เพราะเหล้าองุ่นที่ได้รสชาติที่สุด ต้องย่ำด้วยตีน...! ถึงเวลาก็ต้องเหยียบ ๆ
              เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว อาหารมีพื้นฐานมาจากความสกปรก ปีนี้หลวงตาปรีชา กลับมาจำพรรษาที่วัดท่าขนุนด้วย เขาบวชรุ่นเดียวกับท่านกอล์ฟ ก็แปลว่าสิบกว่าพรรษาแล้ว
              สมัยที่ยังจำพรรษาด้วยกันที่เกาะพระฤๅษี สอนเรื่องกรรมฐานท่านก็บอกว่า “อาจารย์ครับ ...อาหารอื่นผมพอจะพิจารณาได้ว่าสกปรก แต่พวกผลไม้สีสันน่ากิน ดูแล้วไม่เห็นว่าสกปรกตรงไหน ?” ก็เลยบอกว่า “คุณคิดง่าย ๆ ก็แล้วกันว่า ผลไม้ที่เราเอามากิน ก็คือผลไม้ที่กำลังเน่า เพียงแต่ว่าคนเราฉลด รอให้เน่ากำลังดีแล้วก็กิน ถ้าเน่าเกินนั้นก็จะไม่กิน”
              ตอนที่เน่ากำลังได้ที่ จริง ๆ แล้วก็คือการแปรสภาพ ถ้าเน่า ดำซ้ำกว่านั้น เราก็จะไม่กิน เรารอตอนที่กำลังเหลืองอร่ามจึงกิน แปลว่าเรากำลังกินของเน่านั่นแหละ หรือไม่ก็พิจารณาดูว่า ผลไม้เกิดจากปุ๋ยที่เป็นซากพืชซากสัตว์ที่เป็นความสกปรกก็ได้”
*************************

              การถวายพระประธานทรงเครื่องจักรพรรดิประดับเพชร ให้อธิษฐานว่า
              ๑. เกิดใหม่อย่าให้พ้นไปจากเขตพระพุทธศาสนา
              ๒. ถ้าจะตายขอให้ภาพพระนี้อย่าหลุดพ้นไปจากใจของเรา
              ๓. ตายแล้วขอไปพระนิพพาน”

              “พระประธานองค์นี้ พอย้ายบ้านใหม่จะเอาไปเป็นพระประธานที่นั่น (บ้านวิริยบารมี) เป็นเรื่องของธรรมะจัดสรร ตั้งใจจะไปสั่งช่างเนียรอยู่พอดี ตอนนี้ไม่ต้องสั่งแล้ว
              เรื่องแบบนี้ที่ใช้คำว่าธรรมะจัดสรร คือ วาระบุญจะลงตัวพอดี ระยะหลังจึงไม่กล้าคิดอะไร คิดแล้วมักจะได้ ต้องระมัดระวังความคิดตัวเองเป็นพิเศษ
              ต้องระวังสองอย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือ ถ้าเราคิดในสิ่งที่ไม่สมควรแล้วมา เดี๋ยวจะเสียพระ อย่างที่สองก็คือ จะพาให้หลงตัวเองได้ง่าย ๆ ว่าคิดแล้วได้ดั่งใจ...คิดแล้วได้ดั่งใจ เดี๋ยวจะคิดว่าตัวเองดี”
*************************

              “หลวงพ่อพระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าคณะภาค ๑๔ วัดสามพระยา ท่านบอกว่า ถ้ามีโอกาสให้ซื้อที่ดินไว้บ้าง เพราะศาสนาอิสลามเปลี่ยนแผน เป็นการซื้อที่โดยจะซื้อให้ได้จังหวัดละสามหมื่นไร่เป็นอย่างน้อย แล้วหลังจากนั้นถ้าคนไทยไม่มีที่ทำกินไปขอที่ทำกินเขาเมื่อไร ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาเขาจึงจะให้
              พอนึกถึงจุดนี้ ก็เลยนึกถึง พระครูไพโรจน์ภัทรคุณ วัดสระพัง ระยะนี้พระครูไพโรจน์ท่านนำสร้างพระประธานองค์ใหญ่ ๆ ตามวัดต่าง ๆ พระประธานขนาดหน้าตัก ๑๐ เมตร (ประมาณ ๒๑ ศอก) ท่านบอกว่า “ผมสร้างเอาไว้ตรงไหนก็ตาม อิสลามเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นเขตศาสนาพุทธ ถ้าจะทำลายก็ต้องระเบิดหรือทุบกันขนานใหญ่นั่นแหละจึงจะหมด”
              ก็เลยกลายเป็นว่า ในเรื่องการสร้างพระพุทธรูป ท่านพระครูไพโรจน์มีแนวคิดเดียว กับท่านเจ้าคณะภาค ก็คือเพื่ออยู่ในลักษณะต้านการรุกรานของอีกศาสนาหนึ่ง แต่ของท่านทำสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาให้ชัดเจนไว้ โดยเฉพาะพระใหญ่ ๆ คนเห็นก็ชื่นใจ ถึงเวลาก็อยากไปกราบไปไหว้”
*************************

              “ปีนี้ปิดบัญชีกฐินปลดหนี้หลวงพ่อ ๔๐ ศอก ที่วัดหนองหญ้าปล้อง แล้วจะขยับมาสร้างหลวงพ่อ ๕๐ ศอก ที่วัดพระพุทธบาทเขาน้อยต่อ
              พระอาจารย์วันชาติ ท่านบอกว่า “หางบให้ผมหนึ่งล้านพอ” แล้วที่เหลือท่านจัดการได้ ของท่านมาพร้อมโดยเฉพาะที่เป็นพระเป็นเณร ฝีมือเยี่ยมยอดมากเลย ทำพระออกมาแต่ละองค์เห็นแล้วจำติดตาไปเป็นเดือน”
*************************

              “เรื่องเสกพระต้องยกให้ หลวงตาเจิม วัดบางนมโค ท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่พักหนึ่ง เพราะหลวงปู่ปานท่านไม่ยอมเป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากท่านเห็นว่าต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับงานตามสายบังคับบัญชา หลวงตาเจิมก็ต้องเป็นเจ้าอาวาสแทน
              คราวนี้หลวงตาเจิมท่านมีความสามารถพิเศษ คือ เขียนยันต์สวยมาก ถึงเวลาใครอยากได้ยันต์ก็ให้หลวงตาเจิมเขียน แล้วเอาไปให้หลวงปู่ปานเสก ในเมื่อหลวงตาเจิมเป็นเจ้าอาวาส ก็มีคนศรัทธามากเหมือนกัน เขาไปให้หลวงตาเจิมรดน้ำมนต์
              โดยเฉพาะถ้าเป็นช่วงหลวงปู่ปานไม่อยู่วัดเป็นเดือน ๆ อย่างไปสร้างวัดที่เขาสะพานนาค หรือไม่ก็ไปสร้างวัดที่เขาวงพระจันทร์ ลพบุรี บางทีไป ๒-๓ เดือนกว่าจะกลับ หลวงตาเจิมก็ต้องรับบทหนัก
              ชาวบ้านนั้นแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นเจ้าอาวาสต้องทำได้ทุกอย่าง ต้องเป็นหมด หลวงตาเจิมก็ปรารภกับหลวงพ่อฤๅษีว่า ท่านเองไม่เก่งเรื่องน้ำมนต์ หลวงพ่อท่านบอกว่ามีวิธี
              ถ้าหลวงตาอยากจะทำน้ำมนต์ให้ขลัง ก็เอาพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง จับท่านวางนอน หลับตานึกถึงท่าน แล้วก็ภาวนาขอให้ท่านลุกขึ้นนั่ง ถ้าทำสำเร็จเมื่อไร หลวงตารดน้ำมนต์อย่างไรก็ขลัง
              หลวงตาเจิมก็เห็นว่าเข้าท่า ก็ไปเอาพระมา ตกกลางคืนก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ หลับตาภาวนาบนชานกุฏิ เอาพระตั้งไว้บนขอบระเบียง หลับตาภาวนาไปเรื่อย ๆ หลวงพ่อท่านอยากจะแกล้งหลวงตาเจิม ท่านก็ย่องไปจับองค์พระตั้งขึ้น
              พอหลวงตาเจิมลืมตาขึ้นมาเห็นพระตั้งขึ้น ก็ดีใจว่าตนเองทำได้ เอาอีกครั้ง จับพระวางนอนลงใหม่ คราวนี้กำลังใจของท่านได้ที่แล้ว พอหลับตาลง พระก็ตั้งขึ้นทันทีเลย
              ท่านมาบอกกับหลวงพ่อว่าทำได้แล้ว หลวงพ่อก็บอกว่า ต้องทำให้ได้หลายองค์พร้อม ๆ กัน หลวงตาเจิมก็เอาใหม่ เอาพระมาหลาย ๆ อง์ ตอนแรกกำลังใจยังไม่มั่นใจก็ไม่ตั้ง หลวงพ่อกับเพื่อนก็แอบไปยกตั้งให้ พอหลวงตาเจิมลืมตาขึ้นมาพระตั้งอีก กำลังใจก็ฟู คราวนี้วางกี่ร้อยองค์ตั้งได้หมดเลย
              หลวงพ่อก็แนะนำหลวงตาเจิมว่า ต่อไปจะรดน้ำมนต์ให้ใคร ให้เขาอธิษฐานขอพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วก็เอามาวางไว้ตรงหน้าตัวเอง ถ้าหากรดน้ำมนต์แล้วหาย ขอให้พระพุทธรูปตั้งขึ้น ทีนี้ก็เหลือแต่ฝีมือหลวงตาเจิมที่จะอธิษฐาน
              พอคนป่วยจับพระพุทธรูปวางนอนแล้วพระตั้งขึ้นมา กลายเป็นว่าหลวงตาเจิมไม่ต้องรดน้ำมนต์ก็แทบจะหายดีแล้ว ต่อมาหลวงตาเจิมเลยรดน้ำมนต์ให้ชาวบ้านกันอุตลุดเลย
              กลายเป็นว่าของบางอย่างตั้งใจที่จะแกล้งเอาสนุก ๆ กลายเป็นว่าทำแล้วได้ประโยชน์
              เจ้าอาวาสสมัยก่อนเขาเรียกว่า สมภาร มาจากสม+ภาร แปลว่า เสมอด้วยภาระ ต้องแบกทุกเรื่องในวัดเอาไว้หมด หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโคอยู่ ๕-๖ ปี เหนื่อยใจเต็มทีก็ลาออก”
*************************

              “เรื่องของภัยพิบัติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศของเรา วาระนั้นเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เพราะว่ามีพระที่ทรงความดี ท่านสละตนเอง เพื่อเปลี่ยนวาระกรรมนั้น พูดง่าย ๆ ว่า ยืดเวลาให้เราได้ทำความดีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
              เพราะฉะนั้น...เราจะไปคิดว่าภัยยังไม่เกิดแล้วไปประมาทเข้า เกิดเมื่อไรเดี๋ยวจะตั้งหลักไม่ทัน ยิ่งปีนี้แล้วพระผู้ใหญ่ขนาดหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดสระเกศ ยังต้องนอนโรงพยาบาลยาวเลย ท่านเป็นโรคใหม่ที่หมอเองก็เกือบจะหมดปัญญา เป็นเชื้อหวัดนี่แหละ แต่ทำลายปอดด้วย กว่าจะรู้ตัวก็หมดสภาพ หมอบอกว่าถ้าช้าไปสักสิบนาทีหรือยี่สิบนาทีก็อาจจะไปเลย ประมาณสองเดือนแล้วท่านเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว หมอบอกว่าถ้าจะเอาให้เหมือนเดิม คงต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณสี่เดือน
              ฉะนั้น ในเรื่องวาระกรรมต่าง ๆ พระที่ท่านทรงคุณความดี ท่านสละตัวของท่านเองเพื่อส่วนรวม แต่ถ้าเราไม่คิดจะช่วยท่านทรงความดีบ้างเลย ก็จะกลายเป็นภาระของท่านฝ่ายเดียว ถ้าท่านแบกไม่ไหวเมื่อเรา เราก็รับเละไป
              เพราะฉะนั้น...มีโอกาสให้เร่งทำในเรื่องของ​ศีล สมาธิ ปัญญา ให้กำลังใจเราสูงเข้าไว้ ถึงแม้จะช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ให้รักษาตัวองได้ จะได้ไม่เป็นภาระแก่คนอื่นเขา อาตมาเตือนได้เท่านี้แหละ บอกได้คำเดียวว่า “มาแน่” จะช้าจะเร็วก็มาแน่”
*************************