​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๕๔

 

              ภาพยนตร์เรื่อง ไต่เป็นไต่ตาย (Vertical Limit) เป็นการเสียสละของพ่อพระเอก ที่ยอมตัดสายเชือกในขณะปีนยอดเขา เพื่อให้ลูกของตนเองมีชีวิตรอด แล้วตนเองตกลงไปเสียชีวิตข้างล่าง เช่นเดียวกับเพื่อนของพระเอกในตอนท้ายเรื่อง ที่ยอมตัดสายเชือกเพื่อให้คนในคณะได้มีชีวิตรอดเช่นกัน
              “ให้ลองไปหาหนังเรื่งอนี้มาดู ดูแล้วคิดเป็นจะได้อะไรเยอะมาก เพราะลักษณะของการเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นส่ิงที่ทำได้ยากมาก เราจะต้องมีอุเบกขาให้ได้ระดับนั้น ยอมตัดใจ “ฉับ” เดียวขาดเลย
              เมื่อวาน ดร.เก้า (ดร.ชาญวิทย์ ทัศน์แก้ว) เขาบอกถึงสาเหตุที่พระพุทธเจ้าของเราตรัสรู้ก่อนพระศรีอาริยเมตไตรย โดยมีตำนานหนึ่งระบุไว้ชัดเลยว่า ตอนที่แม่เสือจะกินลูกตัวเอง พระพุทธเจ้าของเราตัดสินใจกระโดดลงไปให้เสือกินแทน ขณะที่พระศรีอาริย์ลังเลใจอยู่นิดเดียว ตัดสินใจไม่ทัน พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตรัสรู้ก่อน
              ตำนานพวกนี้บางทีในเถรวาทไม่มี ไปมีอยู่ในมหายาน แต่ ดร.เก้าเขาจบมาทางนี้โดยตร งเขาสืบค้นมาหมดทุกรูปแบบเลย
              อุเบกขา...ปล่อยได้...วางได้ ปล่อยวางด้วยปัญญานั้นหายาก ส่วนใหญ่แล้วปล่อยวางแบบหลวงพ่อชาท่านว่า “วางแบบควาย” คือ ใครจะอึดกว่ากัน
              แต่ถ้าปล่อยวางด้วยปัญญา ก็คือ ได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ต้องยอมรับ”
*************************

      ถาม :  ถ้ามีปัญญาในอุเบกขา แล้วเมตตา กรุณา มุทิตา กำลังจะเท่ากับอุเบากขาหรือเปล่า ?
      ตอบ :  เท่ากันและผสานเป็นเนื้อเดียวกัน อุเบกขาก็ยังมีอุเบกขาด้วยความเมตตา อุเบกขาด้วยความกรุณา
      ถาม :  อุเบกขาจะเลือกเอาตัวไหนมาใช้อย่างไร ?
      ตอบ :  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร สมควรที่จะงัดตัวไหนขึ้นมาใช้
      ถาม :  บางทีอุเบากขามากเกิน ก็ต้องไปดูเมตตา กรุณา มุทิตา เพิ่งเห็นว่ายากเหมือนกัน บางทีต้องอาศัยสถานการณ์พาไป ?
      ตอบ :  สถานการณ์พาไปก็ยังดี เพราะอารมณ์ใจมั่นคงก็ไม่มีผล ถ้าอารมณ์พาไปมักจะเละ ...!
*************************

      ถาม :  มีผู้มาถวายสังฆทานในสามวัน แต่ละครั้งเรานั่งอนุโมทนาทุกครั้ง ๆ กับพอครบสามวันแล้วเราอนุโมทนาทีเดียวหมด จะได้เหมือนกันไหมครับ ?
      ตอบ :  ถ้ามีชีวิตอยู่ไม่ถึงสามวันก็แปลว่าขาดทุน อย่างเช่นนั่งอยู่เป็นลม ตายไปเสียก่อน ...ก็อด...!
      ถาม :  หลวงพ่อบอกว่า คนเป็นพระอรหันต์ แล้วขออนุโมทนาบุญท่านก็พ้นจากอบายภูมิ ก็เลยคิดว่าทำอย่างนั้นได้ ?
      ตอบ :  รู้ทีหลังก็อนุโมทนาได้ แต่เข้าใจคำว่าโมทนาดีแล้วหรือ ? โมทนาคือยินดีในความดีของคนอื่น แต่ของคุณอยู่ในลักษณะว่า “สาธุ...กูจะเอาของมึง” แล้วจะได้ไหม ? จำไว้นะ...อย่าประมาท ถ้าเราประมาทคิดว่าโมทนาเย็นนี้ทีเดียว ถ้าวันนี้เราอยู่ไม่ถึงเย็นก็ไม่ได้
*************************

              “เป็นธรรมดาของทุกสิ่งที่จะต้องไม่เที่ยง ถ้าอารมณ์ที่เราปฏิบัติได้ไม่ทรงตัว ก็แปลว่าเขากำลังแสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็น
              แต่คราวนี้จุดที่ต้องพึงสงเกตเลยก็คือว่า ที่ไม่ทรงตัวจริง ๆ ก็เป็นส่วนของสมาธิ หรือเป็นกำลังใจที่เราทรงได้ ? ถ้ารู้จักสังเกตก็จะเห็นว่า ส่วนใหญ๋เกิดจากสมาธิตก สมาธิตกถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเวลาเหนื่อยมาก ๆ หิวมาก ๆ หรือเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา สมาธิก็ต้องตกอยู่แล้ว แต่กำลังใจที่เราทำได้จะไม่ตก
              ฉะนั้น...ถ้าใครจับจุดตรงนี้ได้ ก็จะไม่เสียเวลาไปคร่ำครวญอยู่กับของที่ไม่เที่ยง ความหนักแน่นหายไป แต่ความมั่นคงยังอยู่ ความหนักแน่นเกิดจากสมาธิ ความมั่นคงนั้นเป็นพื้นฐานของกำลังใจที่ปฏิบัติได้แล้ว
              ฉะนั้น...ถึงจะสมาธิไม่หนักก็ช่าง ให้กำลังใจมั่นคงก็แล้วกัน หลายต่อหลายคนไปนั่งคลุ้มคลั่งว่าไม่น่าเลย หายไปอีกแล้ว ความจริงหายแค่สมาธิเท่านั้นเอง”
*************************

      ถาม :  ถ้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต้องเอาสร้อยพระออกใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ต้องเอาออกก่อน เพื่อเป็นการป้องกันว่า เราขอถึงซึ่งไตรสรณาคมน์คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ ไม่ใช่บวชเข้ามาโดยที่ยังพกเครื่องรางของขลัง ซึ่งแปลว่าเรายังไม่ถึงไตรสรณาคมน์อย่างแท้จริง หลังจากที่บวชแล้วค่อยซุก ๆ. เข้าไปใหม่ วันก่อนที่บวชทิดเก้า พระอุปัชฌาย์บอกว่า “ที่มือ ๆ” เขาจึงนึกได้ว่าที่มือเขายังใส่สายสิญจน์อยู่
              ก็คือ ในเมื่อเราประกาศตนยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ท่านต้องการให้ยึดจริง ๆ จึงให้เอาของอื่นออกให้หมดก่อน แต่หลังจากนั้นถ้ากำลังใจยังไม่ดี เราค่อยไปยึดกันทีหลัง
              นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง ที่พึ่งอื่นใดของเราไม่มียิ่งไปกว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
              นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง​ ธัมโม เม สะระณัง วะรัง ที่พึ่งอื่นใดของเราไม่มียิ่งไปกว่า พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
              นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง ที่พึ่งอื่นใดของเราไม่มียิ่งไปกว่า พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

              พระอุปัชฌาย์ท่านต้องการให้เข้าถึงคุณพระรัตนตรัยจริง ๆ จึงให้ปลดเสียเกลี้ยง...!
*************************

      ถาม :  ไม่รู้ว่าสิ่งที่พิจารณาได้จะหายไปหรือเปล่า เลยคลายสมาธิออกมาดู ดูแล้วกลับเข้าไปใหม่ ?
      ตอบ :  ลองได้ แต่ให้ลองด้วยความระมัดระวง เพราะถ้าสมาธิตกพรวดไป คราวนี้เราจะซมซานอยู่นาน รู้ทั้งรู้ว่าอันครายแต่ก็ยังจะไปทำ...!
*************************

              “บางทีในสิ่งที่ร่างกายต้องการกับกิเลสต้องการ เป็นคนละอย่างกัน
              บางครั้งธุดงค์อยู่ในป่านาน ๆ ร่างกายเราขาดสารอาหาร ต้องใช้คำว่า “โหย” ไม่ใช่ “หิว” หิวนี่กินแล้วหายหิว แต่ถ้าโหยกินแล้วไม่หาย เพราะร่างกายยังได้ไปไม่พอ
              ครั้งหนึ่งอาตมาไปธุดงค์อยู่ ๓๐ กว่าวัน เดินจากทุ่งใหญ่ ขึ้นอุ้มผาง แล้วลงไปห้วยขาแข้ง จากนั้นวนกลับมาอีกทีหนึ่ง ออกมาที่ริมเขื่อนศรีนครินทร์ มีโยมเขาเลี้ยง เขาหุงข้าวหม้อหนึ่ง มีปลาทอด มีน้ำพริกผักต้ม มีต้มยำ สามคนพ่อแม่ลูกคงจะรอกินต่อจากพระนั่นแหละ แต่ปรากฎว่าอาตมากวาดเกลี้ยงหม้อไม่เหลือข้าวสักเม็ด...!
              เวลาร่างกายเราขดสารอาหารมาก ๆ กินเข้าไปเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม จงกินไปได้เรื่อย ๆ ชูชกที่ท้องแตกตายก็เพราะอย่างนี้
              มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านฉันเพลอยู่ ท่านบอกว่า “เฮ้ย...เล็ก ไปบอกป้านนทาทำน้ำปลาพริกมาถ้วยหนึ่ง เร็ว ๆ” อาตมาก็ไป ป้านนทาอายุมากแล้ว แกก็ช้า กว่าจะซอยพริก กว่าจะทำเสร็จ เสียงหลวงพ่อดังมาอีกแล้ว “เร็วหน่อยโว้ย...อยากจนน้ำลายยืดแล้ว...!”
              อาตมาก็สงสัยว่าหลวงพ่อยังอยากอยู่หรือ ? เพิ่งมารู้ไม่นานนี้เองว่า ตอนนั้นร่างกายท่านต้องการ เพราะขาดสารอาหารไปเยอะ จากการถ่ายท้อง ใจท่านไม่ได้อยากหรอก”
      ถาม :  เราจะจับสัญญาณความต้องการของร่างกายได้อย่างไร ?
      ตอบ :  ถ้ายกตัวอย่างอื่น ๆ ก็จะเห็นได้ยาก เอาคนที่อดบุหรี่ก็แล้วกัน กินข้าวเท่าไรไม่รู้จักอิ่มหรอก เพราะร่างกายโดนทำลายวิตามินต่าง ๆ ไปเยอะ โดยเฉพาะวิตามินซี เพราะฉะนั้น...คนที่อดบุหรี่จึงมักจะกินเอา ๆ กินจนอ้วน
              แต่จริง ๆ ถ้าหากเขารู้ว่า ร่างกายโดนบุหรี่ทำลายวิตามินซีไปเยอะ ก็ซื้อวิตามินซีสักเม็ดละ ๒ มิลลิกรัม มาอมเล่น ๆ ไปทั้งวัน ก็จะไม่หิว เพราะร่างกายได้ของตรงกับความต้องการ แต่ในเมื่อไม่ได้ตรง ถึงเวลาก็ต้องไปเค้นเอาจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
              คนที่กินข้าวมีหรือที่จะกินมะนาวไปเป็นลูก ๆ ? ก็ไม่มี...ในเมื่อไม่มีก็ไม่อิ่มสักที โหยอยู่ตลอดเวลา เลยต้องกินจนอ้วน
              ฉะนั้น...ที่ร่างกายกับใจต้องการเป็นคนละอย่างกัน ที่ใจต้องการบางทีเป็นเพราะกิเลสพาไป ส่วนที่ร่างกายต้องการมีให้กินตามมื้อก็พอ แต่ถ้ากิเลสต้องการเราจะกินจุบกินจิบไปเรื่อย
              จริง ๆ แล้วถ้าไปต่างประเทศจะมีวินัยในการกินขึ้นอีกเยอะ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาขายอาหารเป็นเวลา บ้านเรามีขายเช้ายันค่ำ ค่ำยันเช้า มีกินได้ทุกตรอกทุกซอกทุกซอยเลย
              บ้านเราถือว่ากินล้างกินผลาญ ที่เขาชอบเมืองไทยเพราะจะกินตรงไหนก็มี บ้านเขานี่เลยเวลาแล้วเขาปิดร้านไปเลย ต้องไปรอให้ร้านเขาเปิดใหม่ถึงจะได้กิน
      ถาม :  กรณีหลวงที่ท่านต้องการน้ำปลาพริก ?
      ตอบ :  ใจท่านไม่ได้อยาก เพียงแต่ร่างกายท่านขาดเยอะ ท่านถ่ายท้องมาก ร่างกายก็เลยขาดธาตุเกลือ ขาดความเค็ม
              มาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่องในพระไตรปิฎก ที่ผู้ไปปฏิบัติธรรมในป่า พอถึงเวลาอยากเค็มอยากหวาน ก็ออกมาสู่โลกมนุษย์ นั่นคือร่างกายขาดสารอาหารมาก แต่บาลีแปลเป็นไทยว่า อยากเค็ม อยากเปรี้ยว อยากหวาน ก็เลยออกมาสู่โลกมนุษย์ ก็คือ เข้ามาในบ้านในเมือง เข้ามาเพื่อจะหาของกิน
      ถาม :  เราจะรู้ความต้องการของร่างกายได้อย่างไร ?
      ตอบ :  รู้ได้ ถ้าจิตมีความละเอียดพอ
      ถาม :  ต้องได้ระดับไหน ?
      ตอบ :  แค่ปฐมฌานละเอียดก็พอ
*************************

      ถาม :  การถือศีลแปด ถ้าเป็นครูสอนดนตรี หรือจำเป็นต้องฝึกซ้อมดนตรีจะผิดศีลหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ถ้าฟังเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน แล้วทำให้ขาดสติ เพลิดเพลินไปกับดนตรีก็ผิดศีล ส่วนของเรานั้นเป็นอาชีพ ทำไปเถอะ...เวลาที่เหลือค่อยมารักษาศีลให้บริสุทธิ์
*************************

              “สมัยนั้นพระที่มีความสามารถรองจากหลวงพ่อปาน ก็คือ หลวงพ่อเล็ก เกสโร วัดบางนมโค หลวงพ่อเล็ก วัดบางนมโค ท่านเป็นพระอาจารย์ ๑ ใน ๑๐๘ องค์ ที่เขานิมนต์มาพุทธภิเษกพระ ๒๕ พุทธศตวรรษ
              หลวงพ่อเล็กโดยศักดิ์แล้วเป็นลุงของหลวงพ่อฤๅษี (เป็นพี่ชายของแม่) ตอนที่แม่คลอดหลวงพ่อฤๅษี หลวงพ่อเล็กบอกว่า หลานคนนี้มาจากพรหม ให้ตั้งชื่อว่า “พรหม” ตอนหลังพอไปแจ้งนายทะเบียน นายทะเบียนบอกว่าชื่อสูงเกินไป เลยเปลี่ยนให้เป็นสังเวียน
              หลวงพ่อฤๅษีไปอยู่วัดช่างเหล็ก เพื่อนร่วมรุ่นของท่านชื่อสำเนียง ส่วนหลวงพ่อชื่อสังเวียน ถึงเวลาอาจารย์เรียกมักจะแย่งกันขานรับอยู่บ่อย ๆ ดังนั้น...พอสอบได้ประโยคสาม หลวงพ่อท่านเลยเปลี่ยนเป็น “พระมหาวีระ”
*************************

              “พระพุทธเจ้าได้บัญญัติศีลพระข้อหนึ่งว่า ห้ามพระทำผีหลอก ถ้าทำปรับอาบัติศีลขาด เพราะสมัยนั้นจะมีสามเณรที่บวชตั้งแต่อายุ ๗ ขวบอยู่หลายรูป พระท่านก็ไปทำผีหลอก จนเณรร้องไห้เพราะกลัวผี แสดงว่าเรื่องแกล้งกันในวงการนักบวชมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว
              อาบัติอีกข้อก็คือ ห้ามซ่อนของใช้ส่วนตัวของพระ มีการระบุไว้เลยนะ ...ซ่อนกล่องเข็ม ซ่อนประคดเอว ฯลฯ ใครซ่อนก็โดนปรับศีลขาด แสดงว่าสมัยนั้นแกล้งกันอย่างครึกครื้น
              ในพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยปิฎกหรือพระสุตตันตปิฎก ถ้าอ่านดี ๆ จะได้อะไรเยอะมาก อ่านแล้วต้องคิดให้เป็น อย่าอ่านแล้วทิ้งเฉย ๆ อย่างเช่น ทำไมต้องห้ามข้อนี้ ถ้าห้ามแสดงว่าเขาทำกันมาก ถ้าทำกันมากแล้วไม่ห้ามเดี๋ยวจะเสียหาย เป็นต้น”
*************************

              “ทางล้านนาเรานิยมการดูแลต้นโพธิ์ เขาถือว่าเป็นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คราวนี้ต้นโพธิ์บางต้นแผ่กิ่งออกไปกว้างมาก กิ่งก็อาจจะหักเขาจงเอาไม้ไปช่วยค้ำ ทำไม้ไปค้ำไว้ ทำไปทำมาจึงเป็นความนิยมว่า ถ้าหากใครดวงไม่ดี ไปถวายไม้ค้ำโพธิ์จะได้ค้ำดวงชะตาตัวเองไว้ด้วย นานไปก็กลายเป็นความนิยมในเรื่องไม้ค้ำ กลายเป็นไม้ค้ำเงินไม้ค้ำทองอย่างในปัจจุบัน”
*************************

              “ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นสหชาติ เกิดพร้อมพระพุทธเจ้า
              สหชาติที่เกิดพร้อมกันมีอยู่ ๗ อย่าง ก็คือ พระนางยโสธราหรือพระนางพิมพา พระอานนท์ นายฉันนะ กาฬุทายีอำมาตย์ ม้ากัณฐกะ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และขุมทรัพย์ทั้ง ๔ นี่เป็นสหชาติที่เกิดในวันเดียวกัน
              มีใครสงสัยบ้างหรือไม่ ว่าม้าอายุยืนที่สุดเท่าไร ?
              เจ้าชายสิทธัตถะออกมหาภิเนษกรมณ์ ออกบวชโดยขี่ม้ากัณฐกะที่เป็นสหาติไป มีใครระแวงหรือไม่ว่าม้าอายุ ๒๙ ปี จะมีแรงวิ่งไหวหรือเปล่า ? ม้าไม่น่าจะมีอายุเกิน ๓๐-๔๐ ปี นั่นถือว่าเป็นบั้นปลายของอายุม้ากัณฐกะเลย
              ในอรรถกถาท่านกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อเจ้าชายสิทธ้ตถะออกมหาภิเนษกรมณ์ ปรากฎว่าประตูเมืองปิดแล้ว เจ้าชายคิดว่าประตูเมืองปิดก็ไม่เป็นไร เราจะใช้เท้าหนีบม้ากัณฐกะและจูงนายฉันนะกระโดดข้ามกำแพงไป นี่เจ้าชายสิทธัตถะท่านคิด ส่วนนายฉันนะท่านก็คิดว่า ประตูเมืองปิดไม่เป็นไร เราจะแบกม้ากัณฐกะพร้อมพระลูกเจ้ากระโดดข้ามกำแพงไป
              ส่วนม้ากัณฐกะก็คิดว่า ประตูเมืองปิดก็ไม่เป็นไร เราจะแบกพระลูกเจ้าพร้อมนายฉันนะที่เกาะท้าย กระโดดข้ามกำแพงไป แปลว่าทุกคนทำได้เสมอกันหมด กำลังดีกันขนาดนั้น
              เป็นไปได้หรือ ? ก็ต้องดูตอนที่พันธุลเสนาทดสอบฝีมือ ฟันไม้ไผ่หนึ่งพันลำขาดในดาบเดียว แต่ความจริงไม่ใช้ไม้ไผ่อย่างเดียว เขาแอบเอาเหล็กสอดไว้ด้านในด้วย คนที่กำลังมากขนาดนั้นไม่ต้องแปลกใจ...เขาทำได้แน่คราวนี้ม้ากัณฐกะวิ่งจากกบิลพัสดุ์ไปจนถึงเขตของแคว้นมคธ ระยะทางไกลเอาเรื่อง นับแล้วข้ามไปสองประเทศเลย”
              พอเจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี อธิษฐานเพศบรรพชิต และให้นำเครื่องทรงกลับ นายฉันนะก็นำเครื่องทรงพร้อมกับจูงม้ากัณฐกะกลับ อรรถกถาบอกว่า ม้ากัณฐกะอาลัยรักเจ้าชายสิทธัตถะมาก เดินยังไม่ทันจะลับสายตาก็อกแตกตาย
              เราต้องมานึกว่าอกแตกตายหรือเหนื่อยตาย ? วิ่งไปคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง น่าคิดเหมือนกันนะ ถ้าใครเรียนวิจัยเกี่ยวกับพุทธศาสนาให้ทำวิจัยเรื่องนี้หน่อย เผื่อจะได้คำตอบอะไรดี ๆ อีกเยอะ”
*************************

              “สมัยก่อนเวลาเด็กตกใจ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ตกใจ เขาเชื่อว่า “ขวัญ” หรือ “มิ่งขวัญ” ประจำตัวจะเตลิดหนี ถึงเวลาก็ต้องไปทำพิธีเรียกขวัญ มีการนำกระด้งไปตักด้วย มีการฟ้อนรำเรียกขวัญด้วย
              เมื่อเชิญขวัญกลับมาสู่ตัวแล้ว ก็จะมีการผูกขวัญ มัดข้อมือไว้ กันขวัญหนี
              ถ้าหากมากล่าวถึงในแง่ของนักปฏิบัติ คนที่ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญอ่อน คือคนที่กำลังใจน้อย ก็จะต้องให้คนที่กำลังใจเข้มแข็งกว่า มาทำพิธีผู้กขวัญรับขวัญให้ เพื่อเป็นกำลังใจแก่คนที่ได้รับการผูกขวัญ เขาจะรู้สึกว่าตอนนี้เป็นปกติแล้ว มีความมั่นใจกลับคืนมา สามารถที่จะทำมาหากินตามปกติได้
              จริง ๆ แล้วในเรื่องของประเพณีโบราณ จะแฝงหลักธรรมทางพุทธศาสนาเอาไว้มาก หลักจิตวิทยาต่าง ๆ ก็มีมาก เพียงแต่ว่าเราคิดถึงหรือมองเห็นหรือเปล่า ?
              ยกตัวอย่าง บายศรีสู่ขวัญ ทำพิธีต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เหมือนลักษณะเชื้อเชิญ ในเมื่อเจ้าของสถานที่เชิญแล้ว บรรดาเทวดา หรือผีปู่ย่าตายายซึ่งรักษาที่ทางบ้านช่อง จะได้ไม่ข้ดขวาง เขาจะได้อยู่เย็นเป็นสุข อยู่ร่วมกันกับเจ้าของสถานที่นั้น ๆ ได้”
*************************

      ถาม :  ไม่รู้มีเวรมีกรรมอะไร จึงเจ็บไข้ได้ป่วย ?
      ตอบ :  การป่วยไข้ทุกอย่างมีผลมาจากเศษกรรมปาณาติบาตในอดีต เราทำเขาไว้ ถึงเวลาก็ต้องชดเชยคืนเขาไป ให้ตั้งใจว่าเราขอชดใช้แค่ชาตินี้ชาติเดียว พ้นจากนี้เราก็ไปพระนิพพานแล้ว ถ้าตามทวงได้ก็เชิญ...!
*************************

              “กุมาร มาจากศัพท์ ๒ คำ คือ กุ = ความเกลียด และ มาระ = ผู้ฆ่า กุมาร จึงแปลว่า ผู้ฆ่าซึ่งความเกลียด เป็นธรรมชาติของสัตว์โลกที่จะต้องเอาตัวรอด ถ้าลูก ๆ ไม่น่ารัก เดี๋ยวคนหรือสัตว์ที่ตัวโตกว่าก็จะกัดหรือทำรายให้ถึงตายได้ เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว แม้กระทั่งเด็กเพิ่งอายุนิดเดียว ยังไม่ถึงขวบเท่านั้นเอง รัก โลภ โกรธ หลง ก็มีอยู่เต็มแล้ว เพียงแต่ว่าเขามีโอกาสแสดงออกหรือเปล่าเท่านั้นเอง
              อย่างเด็กเมื่อวาน แสดงว่าพื้นฐานโทสะจริตร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม สะกิดนิดเดียวไม่ได้ ระเบิดตูมเลย เขาเปลี่ยนจากปฏิฆะ (การกระทบ) เป็นโทสะ (ความโกรธ) เร็วมาก น่ากลัว”
*************************

              “ปัจจุบันนี้การศึกษาปริยัติและปฏิบัติควบกันกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ พระผู้ใหญ่ก็เล็งเห็นข้อบกพร่อง เลยเปิดหลักสูตรวิปัสสนาภาวนาขึ้นมา มีทั้่งระดับประกาศนียบัตร ถ้าหากว่าจบมาจะเป็นประกาศนียบัตรวิปัสสนาภาวนาโดยตรงเลย วุฒิเทียบเท่ากับ ม. ๖ สามารถไปเรียนต่อปริญญาตรีได้ เรียนวิชาการหนึ่งปีและนั่งกรรมฐานสามเดือน
              ส่วนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั่วไป บังคับว่าต้องสะสมวันปฏิบัติธรรมให้ได้ ๓๐ วัน โดยให้ปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อยครั้งละ ๑๐ วัน ส่วนระดับปริญญาโทวิปัสสนาภาวนาโดยตรง เรียนวิชาการสองเทอม แต่ให้นั่งกรรมฐานต่อเนื่อง ๗ เดือน ไม่ต้องไปไหน
              หลักสูตรนี้ท่านเอามาจากที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า การปฏิบัติธรรมอย่างเร็ว ๗ วัน อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างช้า ๗ ปี ถ้าทุ่มเทจริง ๆ ได้ผลแน่ ท่านก็เลยเอาอย่างกลาง ๗ เดือน
              ปัจจุบันนี้ทางวัดท่าขนุนส่งพระและแม่ชีเรียนปริญญาโทวิปัสสนาภาวนาอยู่ ๓ รูปด้วยกัน พระ ๑ แม่ชี ๒ นอกจากนั้นก็เรียนปริญญาโทปกติ และปริญญาตรีสายปกติ
              แม่ชีเรียนแล้วได้ผลขอต่ออีก ๗ เดือน สองเดือนแรกแม่ชีบอกว่าฟุ้งซ่านมาก ฟุ้งขนาดที่กิเลสกำลังจะตาย จึงดิ้นสุดชีวิต ตาที่เคยได้เห็นก็ไม่ได้เห็น หูที่เคยได้ยินก็ไม่ได้ยิน จมูกที่เคยได้กลิ่นก็ไม่ได้กลิ่น ลิ้นที่เคยได้รสก็ไม่ได้รส กายที่เคยได้สัมผัสก็ไม่ได้สัมผัส ใจจะคิดเขาก็บังคับให้ภาวนาอีก จึงฟุ้งซ่านจะคลั่งตาย
              แม่ชีบอกว่าไม่มีอะไรจะทำ ไปยืนมองที่หน้าต่างก็ยังดี เพราะเขาไม่ให้ออกไปข้างนอก ก็ต้องไปยืนหนอ...ยืนหนอ ตรงหน้าต่างให้มองข้างนอกสักนิดก็ยังดี ไม่อย่างนั้นกิเลสทำท่าจะตาย
              บางทีก็ปวดท้องจนปัสาวะจะราดอยู่แล้ว พอเดินพ้นชายคาเพื่อจะไปห้องน้ำ ปรากฎว่าหายเดี๋ยวนั้นเลย แค่ถูกหลอกให้เดินออกข้านอกเท่านั้น ขอไปดูหน่อยว่าข้างนอกเป็นอย่างไร กิเลสหลอกเราได้ขนาดนั้น..!
              พอเข้าเดือนที่สามใจเริ่มสงบ เพราะกิเลสไม่มีกำลังจะดิ้นแล้ว แม่ชีเพิ่งจะเข้าถึงความสงบในชีวิตอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก จึงขอเวลาอยู่ต่ออีก ๗ เดือน ร่วมกับฝ่ายปริญญาโทที่เข้าไปพอดี ก็แปลว่างานนี้ออกมาคงจะได้บรรลุไปตาม ๆ กัน...!
              ทางวัดท่าขนุน ปัจจุบันก็ส่งเรียนทุกระดับไม่ว่าจะเป็นพระ เณร แม่ชี เด็กวัด เพราะฉะนั้น...ถ้าใครคิดจะเรียนแล้วไม่มีทุน ไปบวชพระ บวชชี บวชเณรที่วัด แล้วจะส่งให้ เรียนจบแล้วค่อยสึกออกมาก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงตอนบวชคุณทรงความดีเบื้องต้นให้ได้ก็แล้วกัน”
*************************

              “เด็ก ๆ ควรพยายามให้นั่งกรรมฐานดูลมหายใจเข้าออก วันะล ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที ถ้าทำได้จะเรียนเก่งทุกคน”
*************************

      ถาม :  สร้างพระขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป จะมีอานิสงส์ต่างตามขนาดหรือไม่ ?
      ตอบ :  ประมาณไม่ได้ บาลีใช้คำว่า พุทโธ อัปปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ การสร้างพระจะองค์เล็กเท่าปลายนิ้วหรือองค์ใหญ่เท่าภูเขา เกิดชาติใหม่จะเล็กไม่เป็น ทำอะไรเขาก็ยันออกหน้าไปตลอกด
              จะองค์ใหญ่หรือองค์เล็กขอให้ได้ทำ โดยเฉพาะทำด้วยความเลื่อมใส อย่างเมื่อเช้า คุณคณานันท์ ทวีโภค จาก เว็บพลังจิต เอาพระประธานมาถวาย เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ลักษณะพระแก้วมรกตฤดูร้อนหน้าตักน่าจะถึง ๓๐ นิ้ว ตั้งใจไว้ว่า จะเอาไปเป็นพระประธานที่บ้านวิริยบารมี
              บอกเขาว่าให้อธิษฐานสามอย่างด้วย อย่างที่หนึ่ง ถ้าเกิดอีกไม่ว่าชาติใดก็ตาม ขออย่าได้เกิดนอกเขตพระพุทธศาสนา ข้อที่สอง ถ้าหากว่าจะตาย ขอภาพพระนี้ติดตาติดใจเราอยู่จนวาระสุดท้าย ข้อที่สาม ด้วยกุศลบารมีที่ร่วมกันสร้างพระนี้ ขอไปพระนิพานแห่งเดียว เพราะฉะนั้นให้พวกเราจำ ๆ เอาไปใช้งานกันบ้าง
*************************

      ถาม :  เราเกิดมาได้อย่างไรครับ ?
      ตอบ :  คนเราเขาทำดีทำชั่วกันมาทั้งนั้น คราวนี้จะเกิดมาเป็นคนต้องมีความดีเยอะหน่อย คือ ต้องมีศีล ๕ ข้อ ในเมื่อมีศีล ๕ ข้อแล้ว จะหาที่เกิดก็ต้องมีคนที่มีกรรมเนื่องกับเรามา เขาจึงเปิดประตูรับ ถึงเวลาหาที่เกิดได้ก็มุดเข้าท้องแม่ อีก ๙ หรือ ๑๐ เดือนแม่ก็คลอดออกมาเอง
*************************

              “การทำบุญบ่อย ๆ นี่ได้เปรียบนะ ใจได้สละออกไปเรื่อย ๆ ความเคยชินทำให้ต่อไปก็จะสละได้เป็นปกติ ไม่อย่างนั้น ตัวเราเองกว่าจะหาทรัพย์สินเงินทองมาได้ก็ด้วยความเหนื่อยยาก การที่จะสละออกไปทำบุญนั้นต้องอาศัยกำลังใจสูงมาก กำลังใจอย่างเดียกว็ไม่พอ ต้องมีปัญญารู้อีกด้วยว่าบุญนั้นเป็นสิ่งดี ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอารมณ์ที่จะไปทำ คนเราถ้าก้าวมาถึงในระดับที่รู้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดควร แล้วก็เลือกทำได้นั้น จริง ๆ แล้วมีโอกาสที่จะพ้นกระแสได้ทุกคน”
*************************

      ถาม :  การที่เราอนุโมทนาบุญในสิ่งที่ผ่านมาสามสี่ปีก่อน จะมีผลในปัจจุบันไหมครับ ?
      ตอบการโมทนาบุญ คือการที่เราพลอยยินดีในความดีของคนอื่นเขาที่เราไม่มีโอกาสไดทำอย่างนั้น คราวน้จะโมทนาบุญของเขานั้น ต้องมาดูว่า เราพลอยยินดีในผลบุญของเขา หรือเราอยากได้บุญของเขา ?
              ถ้าเราอยากได้บุญของเขา แปลว่าเราวางกำลังใจผิดโอกาสที่จะได้บุญก็น้อย เห็นเขาทำความดีแล้วเราไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้น แล้วเราพลอยยินดีในความดีของเขา จิตที่พลอยยินดีนั่นแหละที่เป็นบุญกุศลขึ้นมา เพราะเราไม่มีความอิจฉาริษยา เพราะเรายินดีจากใจจริง
              ปัจจุบันนี้ที่โมทนาบุญกัน มักจะโมทนาในลักษณะวางกำลังใจผิดทั้นั้น เขาโมทนาในลักษณะ “กูจะเอาของมึง” ต้องวางกำลังใจใหม่ ถ้าวางถูกเมื่อไร ก็รับบุญไปเต็ม ๆ
              ฉะนั้น...ปัตตานุโมทนามัยเป็นบุญที่ได้ง่ายมาก แต่ทำได้ยากมาก ไม่เป็นไรหรอก ยกมือสาธุไปเรื่อย ๆ ถึงไม่ได้ร้อย ได้ทีละยี่สิบ สามสิบ เดี๋ยวนานไปก็ได้ร้อยไปเอง
*************************