​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๕๔

 

      ถาม :  เวลาสวดมนต์จะรู้สึกเจ็บที่หัวใจ ?
      ตอบ :  การทำความดีเขาแลกกันด้วยชีวิต แค่นั้นเรื่องเล็ก ๆ เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก ขันธมารเขามากวนเล่นเฉย ๆ
      ถาม :  เมื่อวานไปฝึกมโนมิยทธิ ครูฝึกบอกว่าได้แล้ว แต่พอลงมาตรวจสอบตัวเอง ให้เพื่อนเขียนเลข แล้วเราทายดู แต่ทายไม่ถูก ?
      ตอบ :  กระบือชัด ๆ เลยน้อง..! ขนาดระดับคล่องตัวแล้วเขายังทายกันไม่ถูกเลย แล้วนี่คุณเพิ่งจะฝึกสามารถสร้างความไม่มั่นใจให้ตัวเองได้ดีมาก ค่อย ๆ ซ้อมไปสิโว้ย...! ใหม่ ๆ ร้อยครั้งถูกสักครั้งถือว่าดีตายชักแล้ว หลังจากนั้นถ้าถูกสักแปดในสิบแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดอื่น ๆ ไป
      ถาม :  ถ้าเราซื้อลูกเต๋ามาลูกหนึ่ง ทอยแล้วปิดฝา แล้วก็ทายตัวเลขอย่างนี้จะได้ไหม ?
      ตอบ :  ได้
      ถาม :  ถ้านั่งสมาธิ ภาวนาไปแล้วคำภาวนาหาย จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนั้นสติขาด หรือจิตเราเข้าถึงฌานสองฌานสาม ?
      ตอบ :  ความรู้สึกทั้งหมดของเราถ้ายังจดจ่ออยู่กับที่ นั่นก็คือกำลังของฌาน แต่ถ้าหากคำภาวนาหายไปเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นั่นคือสติขาด
              ไปซ้อมบ่อย ๆ เรื่องมโนมยิทธินั้นต้องการคนขยันและต้องหน้าด้านด้วย คือผิดแล้วต้องไม่ท้อ ซ้อมมากเข้า ๆ ความคล่องตัวมีมากขึ้น แล้วจะทายถูกมากกว่านี้
*************************

      ถาม :  เวลายกจิตขึ้นบนพระนิพพาน กับเวลาอยู่ตรงนี้สบาย ๆ ผมสังเกตว่าอยู่ตรงนี้จะสบายกว่ายกจิตขึ้นพระนิพพาน ?
      ตอบ :  เป็นเพราะกำลังของเรายังไม่พอ ต้องอาศัยการตะเกียกตะกายเพื่อให้อยู่บนพระนิพพาน จึงเหนื่อยหน่อย แต่ถ้ากำลังของเราพอแล้วอยู่ข้างบนจะสบายกว่า
      ถาม :  จะสอนสมาธิลูกได้อย่างไร ?
      ตอบ :  บอกให้เขาพุทโธ ๆ สัก ๓ ครั้งก่อนนอน ต่อไปก็ค่อย. เพิ่มเยอะขึ้น จาก ๓ ครั้งเป็น ๙ ครั้่ง
              อย่าไปรีบร้อน ใจเย็น ๆ สำหรับเด็ก ๆ ถ้าพุทโธ ๓ ครั้ง ทำได้สม่ำเสมอทั้งปีก็สุดยอดแล้ว
*************************

      ถาม :  เวลานั่งสมาธิ จิตมักจะชอบคิด ทำอย่างไรจิตถึงจะรวมตัว ?
      ตอบ :  ให้กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วเราภาวนาก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ดึงความรู้สึกทั้งหมดให้มาอยู่กบลมหายใจเข้าออกให้ได้
*************************

      ถาม :  ระหว่างสังฆทาน และธรรมทาน อภัยทานจัดอยู่ในส่วนไหน ?
      ตอบ :  อภัยทานถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมทาน เราจะอภัยได้กำลังใจเราต้องเข้าถึงธรรม ถ้าเข้าไม่ถึงธรรมก็อภัยให้เขาไม่ได้
              ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมทานเหมือนกัน แต่ว่ากำลังใจของบุคคที่จะเข้าถึงอภัยทานได้ จะต้องละความโกรธให้เบาบางลงมากแล้ว
*************************

      ถาม :  ในระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ ถ้าเราแบ่งจิตว่าบนพระนิพพานเราก็ทำแบบนั้นด้วย ?
      ตอบ :  อยู่บนพระนิพพานจะไปทำอะไรวะ ? เอากำลังใจส่วนหนึ่งเกาะพระนิพพานไว้ ส่วนข้างล่างจะทำอะไรก็ทำไป ถ้าเอากายบนไปทำเหมือนข้างล่างก็เพี้ยนเท่านั้น...!
      ถาม :  เวลาที่ท่านเกาะนิพพาน ท่านคิดอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  เอาพระนิพพานครอบหัวไว้ก็พอ ตัวเราจะทำอะไรก็ทำไป เอากำลังใจส่วนหนึ่งเกาะพระนิพพานไว้เท่านั้นเอง
*************************

      ถาม :  กฐินปีที่แล้ว ท่านเข้าสมาบัติก่อนรับกฐิน ถ้าตอนเช้าผมโอนเงินเข้าบัญชีท่านจะเป็นอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  ไม่ทันรับประทาน...! คนอื่นเขาจ้องอยู่ตั้งแต่ก่อนเช้าแล้ว
      ถาม :  แต่ถ้าโอนเงินเข้าไป ก็เหมือนกับเราประเคนให้พระสงฆ์ ?
      ตอบ :  บุญเราได้ตั้งแต่คิดจะทำแล้ว
*************************

      ถาม :  ฝันว่าทำสมาธิในฝันซ้อนอีกทีครั้ง รู้สึกเกิดปีติ จิตเป็นสุขมาก อย่างนี้มีอานิสงส์ไหมครับ ?
      ตอบ :  แสดงให้เห็นว่ากำลังความดีของเราสูง จึงได้ฝันในด้านที่ดี อานิสส์คือความชื่นใจ ได้กำลังใจ
      ถาม :  การทำสมาธิในฝันจะมีผลไหมครับ ?
      ตอบ :  ฝันก็คือฝัน แค่แสดงออกว่ากำลังใจเราเกาะความดีมากกว่า หรือเกาะความชั่วมากกว่า เวลาฝันกำลังใจตั้งมั่นน้อย ถ้าทำสมาธิได้มั่นคงจะไม่ฝัน...!
*************************

      ถาม :  ๑ มหากัป กับ ๑ อสงไขยเขานับกันอย่างไร ?
      ตอบ :  ๑ กัป เขานับเอาระยะเวลาที่อายุขัยของบุคคลตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป พอผ่านไปร้อยปีก็นับเป็น ๑๑ ปี ผ่านไปร้อยปีก็เพิ่มเป็น ๑๒ ปี ไปเรื่อย ๆ
              จนกระทั่งอายุขัยนั้นได้ เลข ๑ ตั้งขึ้นมา ต่อด้วยเลขศูนย์ ๑๔๐ ตัว หลังจากนั้นก็ร้อยปีลดปี...ร้อยปีลดปี จนกระทั่งเหลือ ๑๐ ปี อันนั้นจะเป็น ๑ รอบ เขาเรียก อันตรกัป
              ๖๔ อันตรกัปจะเป็น ๑ อสงไขยกัป
              ๔ อสงไขยกัป เป็น ๑ มหากัป
ไม่ต้องเสียเวลาไปนับหรอก ประสาทกินเปล่า ๆ
*************************

      ถาม :  การที่คน ๆ หนึ่งไปปรากฎร่างที่อื่น ใช้วิชาอะไรได้บ้างครับ ?
      ตอบ :  มโนมยิทธิก็ได้ อีกอย่างหนึ่งก็กำลังของอภิญญา ประการสุดท้ายเทวดาทะลึ่ง...!
      ถาม :  เทวดาทำหน้าที่แทนหรือครับ ?
      ตอบ :  ทำหน้าที่แทน
      ถาม :  อย่างเวลาท่านไปปรากฎตัว ท่านไปอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  นั่งรถไป...!
      ถาม :  แล้วถ้าไปได้ ไปแบบมโนมยิทธิเต็มกำลัวหรือครึ่งกำลัง ?
      ตอบ :  เรื่องของมโนมยิทธิ ถ้าไปได้เป็นการไปแบบเต็มกำลังทั้งนั้น ที่บอกว่าครึ่งกำลังนั้น ครึ่งกำลังแค่ตอนเห็น ถ้าตอนไปเต็มกำลังแล้วทั้งนั้น
      ถาม :  ถ้าไปแล้ว จิตในร่างสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ ?
      ตอบ :  อย่างนั้นต้องเป็นอภิญญาใหญ่ เป็นส่วนของมโนมยิทธิเหมือนกัน แต่เป็นกำลังของอภิญญาใหญ่ ไม่ใช่มโนฯ ทั่ว ๆ ไป
*************************

      ถาม :  การกำหนดเห็นแสงสว่าง แสงสว่างที่เราเห็น กำหนดเป็นแสงสีอะไรครับ ?
      ตอบ :  อยู่ที่เรา ขึ้นอยู่กับความชำนาญและระดับสมาธิ ถ้าหากระดับสมาธิสูงมีความชำนาญมาก จะกำหนดเป็นสีอะไรก็ได้
              แต่ถ้าทั่ว ๆ ไป แสงสว่างก็คือสว่าง จะบอกว่าเป็นสีอะไรก็บอกไม่ถูก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจึงให้กำหนดเป็นดวงแก้วแทน
      ถาม :  ถ้ากำหนดเป็นดวงแก้ว ก็ต้องสว่างเป็นใส ๆ ใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่าปกติกำหนดเป็นรูปดวงแก้ว ถ้าเริ่มมีรัศมี แสดงว่าสมาธิเริ่มทรงตัวเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว
      ถาม :  ฝึกกำหนดให้สว่างแบบแสงสีส้มบ้าง สีเหลืองบ้าง กำหนดไม่ถูกว่าจะเอาแสงสว่างลักษณะใด ?
      ตอบ :  ไม่ต้องไปสนใจว่าสีอะไร เอาแค่ว่าได้หรือเปล่า ทำให้ได้ก่อน ถ้าได้แล้วจะพลิกแพลงอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง
              แต่ถ้ายังทำไม่ได้แล้วยังไปเลือก ก็รอไปเถอะ แรก ๆ เราต้องกินไม่เลือก อะไรใกล้มือคว้าไว้ทั้งนั้น นาน ๆ ไปมีความคล่องตัวมากขึ้นก็เริ่มเลือกได้
*************************

      ถาม :  จะทราบได้อย่างไรว่าเราถึงฌานไหนแล้ว ? อย่างฌานหนึ่ง ฌานสอง ฌานสาม ?
      ตอบ :  ในหนังสือกรรมฐาน ๔๐ ของหลวงพ่อวัดท่าซุง ถ้าจำไม่ผิดเป็นบทที่ ๗ หน้า ๔๐ เรื่องการทรงฌาน เอาหนังสือกรรมฐาน ๔๐ ไปนั่งอ่านเอง อธิบายแล้วยาว อ่านหลาย ๆ รอบให้เข้าใจว่า แต่ละฌานมีอารมณ์อะไรบ้าง พอเข้าถึงเราจะอ๋อเลย
      ถาม :  เวลาทำสมาธิจะง่วง ?
      ตอบ :  ถ้าไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ก็ต้องเอาสติจี้ตามลมหายใจเข้าไปให้ติด ๆ ถ้าหากทิ้งระะยะห่างนิดเดียวจะตัดหลับเลย ทิ้งห่างก้าวเดียวเท่านั้นก็ตัดหลับไปแล้ว
*************************

      ถาม :  คำว่านิโรธกรรม กับนิโรธสมาบัติเหมือนกันไหมครับ ?
      ตอบ :  นิโรธกรรมเป็นแนวปฏิบัติที่ทางเหนือเขานิยมกัน ส่วนนิโรธสมาบัติตามตำราบอกไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราใช้คำว่านิโรธกรรม จะปลอดภัยกว่า
      ถาม :  ถ้าใช้คำอื่น อย่างเช่นเข้ากรรมฐาน แต่ปฏิบัติตามการเข้านิโรธสมาบัติ ?
      ตอบ :  นั่นก็ปลอดภัยยิ่งกว่า
*************************

              “เมื่อวานมีเด็กอยู่คนหนึ่ง เขาค่อนข้างจะเป็น “ผู้ฉิง” เขามาถามว่าเพศที่สามอย่างเขา มีโอกาสบรรลุมรรคผลหรือไม่ ? ก็เลยกล่าวให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าแบ่งบุคคลเป็นสี่ประเภท
              ประเภทที่หนึ่ง อุคฆติตัญญู ฟังหัวข้อธรรมแล้วเข้าใจ บรรลุธรรมได้
              ประเภทที่สอง วิปจิตัญญู ฟังหัวข้อธรรมแล้วยังไม่เข้าใจ ต้องอธิบายขยายความสักส่วนหนึ่งจึงเข้าใจ แล้วบรรลุธรรมได้
              ประเภทที่สาม เนยยะ เคี่ยวเข็ญแล้วสามารถที่จะเข้าใจ ถ้าไม่เคี่ยวเข็ญก็ไม่ได้
              ประเภทที่สี่ ปทปรมะ ฉลาดเกินจนไม่ยอมรับความคิดคนอื่น
              ก็แปลว่าถ้าตัดประเภทสุดท้าย ที่ไม่ยอมรับความคิดคนอื่นออก อีกสามประเภทนี่เขาไม่ได้กำหนดเลยว่าเป็นเพศไหน ผู้ชายที่ใจเป็นหญิง อย่างน้อยบารมีก็ยังสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป ๆ เพราะว่าการเกิดแต่แรก ตั้งแต่สามัญบารมีขึ้นมาจะเป็นผู้หญิงมาก่อน พอมาเป็นอุปบารมีขั้นปลาย เริ่มจะมาเป็นผู้ชาย
              การสร้างบารมีกำลังใจจะเข้มข้นไปเรื่อย ๆ ช่วงก่อนที่จะมาเป็นผู้ชาย ก็คือ ระหว่างจากผู้หญิงจะมาเป็นผู้ชาย จะมีนิสัยบางส่วนของผู้ชายเกิดขึ้น สมัยนี้เราก็ไปว่าเขาเป็นทอม พอเกิดมาเป็นผู้ชายใหม่ ๆ จริตนิสัยผู้หญิงบางส่วนติดมา เราก็ไปว่าเขาเป็นตุ๊ด แต่ถ้าเราเข้าใจจริง ๆ จะรู้ว่านั่นเป็นขั้นตอนปกติของการสร้างบารมี ถ้าคุณเข็นมาจนถึง ๑ อสงไขยกับแสนมหากัป โอกาสบรรลุมีทั้งนั้น
              คนส่วนใหญ่ไปเห็นว่าเขาไม่ปกติ แต่จริง ๆ แล้วปกติของเขาเป็นอย่างนั้น เพราะว่าการเกิดมาต้องค่อย ๆ สร้างบารมีเพิ่มขึ้น ก็ต้องเคยเป็นอย่างนั้นมาทั้งนั้น คนที่เป็นผู้ชายเต็มตัวก็เคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน คนที่เป็นผู้หญิงเต็มตัวเดี๋ยวก็ต้องเป็นอย่างนั้นบาง จะชาจะเร็วเม่อวาระมาถึงก็ต้องเป็น”
      ถาม :  เข้าใจว่าคนเป็นกระเทย เป็นเพราะผิดศีลข้อกาเมฯ ?
      ตอบ :  กระเทยไม่ใช่ผิดศีลข้อกาเมฯ กระเทยส่วนมากมาจากโทษของการตอนสัตว์ คนที่ผิดศีลข้อกาเมฯ มาก ๆ เขาให้เป็นเพศตรงข้ามไปเลย คือเป็นผู้ชายก็ให้ไปเกิดเป็นผู้หญิง จะได้ช้ำใจเวลาที่สามีไปมีคนอื่นบ้าง
              อันนั้นเป็นเศษกรรมของศีลข้อกาเมฯ เงินต้นเขาเก็บในนรกไปแล้ว ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแค่เศษกรรม เป็นแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น
      ถาม :  เวลาขับรถภาวนาหรือนั่งลืมตาอยู่ตรงนี้ นึกถึงภาพพระแล้วจะเห็นภาพพระแจ่มใส แต่พอหลับตาเพื่อทำสมาธิจริง ๆ กลับเห็นภาพพระมัว ๆ ?
      ตอบ :  ถ้าเราถนัดอย่างไหนก็ให้ทำอย่างนั้น บางคนถนัดหลับตา บางคนถนัดลืมตา แค่ให้สังเกตว่าอารมณ์ใจตอนที่เราเห็นภาพระชัดเจนแจ่มใส ความมุ่งมั่นที่เราเกาะภาพพระมีมากกว่า หรือรู้ว่าโอกาสที่จะตายมีสูง ก็เลยเกาะมากหน่อย
              ฉะนั้น...เราก็เอากำลังใจระดับเดียวกันมาใช้ตอนนั่งสมาธิ ถ้าไม่สังเกตตรงนี้เดี๋ยวจะหาทางไปไม่เจอ แทนที่จะไปดูความชัดเจน ให้เรามาดูความมุ่งมั่นของเรา ว่าตอนนั้นเราใช้กำลังเท่าไร
*************************

      ถาม :  ศีลแปดให้รักษาถึงเที่ยงคืนหรือคะ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่…เขาให้รักษาตั้งแต่เช้าวันนั้นจนถึงเช้าอีกวัน ก็แปลว่าวันหนึ่งและคืนหนึ่ง ภาษาบาลีท่านใช้ว่า อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง วันและคืนหนึ่ง คำว่าคืนหนึ่งเขาไม่ได้ตีความว่าหลังเที่ยงคืน เขาตึความว่าฟ้าสว่างเลย
      ถาม :  แล้วข้อวิกาลโภชนา เริ่มไม่กินตั้งแต่กี่โมง ?
      ตอบ :  ของพระเรานิยมหลังเที่ยง ทีนี้หลวงพ่อฤๅษีท่านบอกว่า บางคนมีความจำเป็น อย่างที่ทำงานเขาเลิกเที่ยงพอดี ถ้าเราไปกำหนดว่าหลังเที่ยงจะไม่กินอาหาร ก็เท่ากับว่าอดไปเลย
              ท่านก็เลยกำหนดว่าไม่เกินบ่ายสอง และให้กินเป็นมื้อ อย่างเช้ามื้อหนึ่ง กลางวันมื้อหนึ่ง ไม่ใช่เราฟาดตั้งแต่เช้าตลอดยันบ่ายสอง ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็...กินสามมื้อเป็นปกติจะดีกว่า
      ถาม :  ทำกรรมฐานตอนทำงานแล้วง่วง ป๊อกเดียวหัวร่วงลง ?
      ตอบ :  ยายบ๊อง...! เวลาทำงานก็เอากำลังใจสนใจกับงานสิ ใครให้ไปนั่งกรรมฐาน เดี๋ยวเขาก็ไล่ออกเท่านั้น
      ถาม :  มันฟุ้งก็เลยทำ ?
      ตอบ :  ทำมากเขาก็หาว่าเรานั่งหลับ ถ้าสมาธิลึกเข้าเดี๋ยวจะแย่ เพราะเวลาเข้าสมาธิลึก ความรู้สึกเราว่าแวบเดียว แต่ข้างนอกผ่านไปแล้วเป็นชั่วโมง เดี๋ยวเจ้านายมายืนค้ำหัวตอนไหนก็ไม่รู้ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจหรอกว่า เราทำสมาธิ เขาเหมาว่าเราหลับแน่ ๆ ก็มีหวังได้ไปหลับยาวที่บ้าน...!
*************************

      ถาม :  มึคนทักว่า พี่จะฆ่าตัวตาย ?
      ตอบ :  ตัวเรารู้ดีที่สุด ถามพี่เขาว่าอยากฆ่าตัวตายหรือเปล่า ? ถ้าพี่เขาไม่อยาก ก็ไม่ต้องไปสนใจปากหมา ๆ ของใคร ...!
      ถาม :  ฉะนั้นตอนนี้...(ไม่ได้ยิน) ?
      ตอบ :  ต้องถามว่าคนทักนั้นรู้จริงแค่ไหน ? ถ้าหากเราไปเชื่อใครง่าย ๆ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องเป็นตัวของตัวเอง เขาพูดอะไรก็คล้อยตามเขา ตัวเรารู้ดีที่สุด ว่าเราคิดจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า ถ้าเราไม่คิด ส่ิงที่เขาพูดก็สักแต่เป็นลมผ่านหูเฉย ๆ อยากจะพูดก็พูดไป
      ถาม :  เขาบอกว่าถ้าเคยฆ่าตัวตายแล้ว จะต้องฆ่าอีก ๕๐๐ ชาติ ?
      ตอบ :  นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เราแน่ ถึงเราเคยฆาตัวตายมา เราก็มั่นใจว่าเราฆ่ามา ๕๐๐ ชาติแล้ว ชาติที่ ๕๐๑ นี้เราไม่ฆ่าแล้ว เราหมดกรรมแล้ว หรือถ้าจะฆ่าอีกก็ฆ่าไอ้คนทักนั่นแหละ ...!
              คิดอะไรให้เป็นแง่บวก จะได้เหนื่อยน้อยหน่อย คิดในแง่ลบ เดี๋ยวก็ต้องไปสะเดาะเคราะห์ จะต้องไปเสียเงินให้เขามาก ๆ มีแต่จะเคราะห์หนักขึ้น
*************************

              “ใครที่จะไปรักษาศีลในวันทำบุญหลวงปู่สาย ถ้ายังไม่มีชุดขาวจะซื้อเสื้อสะพานบุญก็ได้นะ สีขาวเหมือนกัน อนุญาตให้ใช้ได้
              ปีนี้เป็นปีแรกที่จัด เนื่องจากเห็นว่าการทำอะไรถวายครูบาอาจารย์ท่าน ควรจะได้บุญกุศลแก่พวกเราอย่างเต็มที่ด้วย ตั้งใจว่าให้พวกเราสมาทานศีลแปดกันตั้งแต่วันที่ ๑๒ หลังทำบุญวันที่ ๑๔ ก็ลาศีล รับประกาศนียบัตรการปฏิบัติธรรม จะออกประกาศนียบัตรเป็นครั้งแรกในนามของศูนย์ปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดกาญจนบุรี
              ถ้ามีเวลาจะสอนกรรมฐานให้ด้วย ถ้าไม่มีเวลาก็ภาวนาเอาเอง จำกัดจำนวน น่าจะไม่เกิน ๓๐๐ คน ผู้ชายก็รับ ผู้หญิงก็รับ ผู้ฉิงก็รับ ถ้ากางเกงขาวไม่มี ผ้านุ่งขาวไม่มี ก็ใส่ลาย ๆ ไป”
*************************

      ถาม :  รังปลวกขึ้นบริเวณหน้าบ้านและรอบ ๆ บ้าน ?
      ตอบ :  จริง ๆ แล้ว ถ้าเป็นบริเวณนั้นเราสามารถที่จะเอาออกได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าขึ้นตามข้างฝา ตามกำแพง
      ถาม :  อยู่ตรงหน้าบ้านเลยครับ ?
      ตอบ :  เอาออกเฉพาะที่เกะกะ อย่าให้ถึงขนาดหมด ถ้าหมดแล้วเขาจะไม่มีที่อยู่
*************************

              “กำลังใจของเรานั้นไหลลงไปอยู่กับฝ่ายไม่ดีง่ายเกินไป เพราะฉะนั้น...ในแต่ละวันให้พยายามอยู่กับฝ่ายดีให้มากกว่า ไม่อย่างนั้นถ้าไหลไปกับรัก โลภ โกรธ หลง เมื่อไร เราจะฟุ้งซ่านไปนาน”
*************************

              “จำไม่ได้ว่าอ่านหนังสือเล่มไหนเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนามหายาน มีคุณยายอยู่คนหนึ่ง เขาศรัทธาในพระพุทธศาสนามหายานมาก อาจารย์ก็สอนให้ภาวนาปรัชญาปารมิตาสูตรทุกวัน
              คุณยายถามว่าต้องภาวนาสักกี่จบ อาจารย์บอกว่าสัก ๑๐๘ จบก็ได้ คุณยายบอกว่าจะภาวนานับอย่างไร อาจารย์ก็บอกว่าให้หาลูกประคำมานับ ยายนั้นมีฐานะยากจน ลูกประคำก็ไม่มี นึกได้ว่าในครัวมีถั่วลิสงอยู่ ก็เลยเอาถั่วลิสงมาใส่ถาดนับให้ได้ ๑๐๘ เม็ด โดยเอาถาดเปล่าวางไว้อีกข้างหนึ่ง พอว่าจบไปหนึ่งบทก็หยิบเมล็ดถั่วลิสงไปวางไว้ในถาดนั้น
              ทำอย่างนี้ทุกวัน ๆ ปรากฎว่าวันหนึ่งอาจารย์ก็อยากรู้ว่ายายแกภาวนาจริงหรือเปล่า ก็เลยไปแอบดู จากแสงตะเกียงก็เห็นายายภาวนาจบหนึ่ง ถั่วก็ลอยไปเองเม็ดหนึ่ง
              ยายแกเจ๋งจริง ๆ ภาวนาจนได้อภิญญา ก็เลยสำคัญว่าทำจริงหรือเปล่า ? ถ้ายายคิดว่าอายุมากแล้วไปเกี่ยงว่าทำไม่ไหวหรอก ก็เป็นอันว่าไม่ต้องได้อะไร คราวนี้ยายเขาไม่เกี่ยง ถึงเวลาก็ทำ เครื่องมืออะไรไม่มีก็ดัดแปลงเอา ดัดแปลงได้ดีกว่าที่คิดด้วย จากตอนแรกที่ต้องใช้มือหยิบก็ไม่ต้องใช้แล้ว”
*************************

      ถาม :  การฝึกกสิณเขานึกอย่างไร จะให้นึกเป็นวงกลม นึกเป็นน้ำก็นึกได้ ?
      ตอบ :  กสิณมี ๑๐ อย่าง อยู่ที่ว่าเราชอบอย่างไหนก็เริ่มใช้สิ่งนั้นเป็นพื้นฐานในการฝึก อย่างเช่นว่า ถ้าชอบกสิณดินก็กำหนดดิน กสิณน้ำก็กำหนดน้ำ ถ้าเราสามารถนึกได้ เราทำให้ภาพนั้นอยู่ได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ ก็ประคองรักษาภาพนั้นไปเรื่อย ๆ พร้อมกกับการภาวนา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเองโดยธรรมชาติ
      ถาม :  แต่ถ้านึกเปลี่ยนแปลงเองก็ไม่ใช่ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่…ถ้านึกเปลี่ยนแปลงได้ จะอยู่ในระดับใช้ผลของกสิณแล้ว ถ้าเรานึกได้ขนาดนั้น เราต้องการให้มีน้ำตรงนี้ก็มีแล้ว ลักษณะของการนึกใคร ๆ ก็นึกได้ แต่กสิณจะต้องลืมตาหรือหลับตาก็เหมือนเห็นของจริงอยู่ตรงหน้า
      ถาม :  ลืมตานี่คือระลึกเห็นหรือว่าเห็นเลย ?
      ตอบสามารถเห็นในห้วงนึก เหมือนเรานึกถึงหน้าคนอื่น ลองไปซ้อมดู ถ้าทำได้คราวนี้คุณแอบลอกข้อสอบได้สบาย
*************************