​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๕๘

 

              ในเรื่องของข่าวลือ หรือการถือมงคลตื่นข่าวนั้น จะหายไปได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเป็นพระโสดาบันไปแล้ว ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ยังมีอยู่เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น..อะไรเกิดขึ้นให้รับรู้ไว้ แต่อย่าเพิ่งเชื่อ
              ขณะเดียวกันก็อย่าไปใส่อารมณ์ตาม เพราะว่าพอพูดจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง เนื้อข่าวจะเริ่มเพี้ยน จะมีการต่อปีกต่อหางไปเรื่อย จากปลาไหลตัวใหญ่หน่อยกลายเป็นมังกรไปเลย...!

              สมัยที่เรียนการข่าวของทหาร เขามีวิธีทดสอบการส่งข่าว โดยครูฝึกจะกระซิบใส่หูคนแรก ภายหนึ่งนาทีต้องส่งสารไปถึงคนสุดท้ายให้ได้ทหารรุ่นนั้นมีอยู่ ๑๒๓ คน เขาก็กระซิบต่อไปเรื่อย ๆ จนไปถึงคนสุดท้ายแล้วคนสุดท้ายนั้นก็วิ่งมาต่อหน้า ชิดเท้าปัง...! ยกมือทำความเคารพ แล้วรายงานครูฝึกว่า “ขอบคุณมากครับ...!”
              ครูฝึกก็งง ถามว่า “อะไรของมึงวะ ?” เขารายงานครูฝึกไปว่า “ไอ้นั่นบอกว่า ครูฝึกจะให้ผม ๒๐ บาท” ความจริงครูฝึกเขากระซิบใส่หูคนแรกให้บอกคนสุดท้ายว่า “ให้มันวิดพื้น ๒๐” คิดดูก็แล้วกันว่า ให้วิดพื้น ๒๐ ครั้ง กลายเป็นครูฝึกจะให้เงิน ๒๐ บาท แค่ผ่านไปไม่กี่ปากเองนะ
              ดังนั้น...เขาถึงต้องมีข่าวกรอง ก็คือ การรับข่าวจากแหล่งข่าวหลาย ๆ แห่ง แล้วนำมาวิเคราะห์ ส่วนไหนที่ตรงกันจึงค่อยเชื่อ แต่ไม่ใช่เชื่อทั้งหมดต้องมีการพิสูจน์ทราบด้วย
              ดังนั้น...วิชาการข่าว มีการเรียนข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรองเป็นเรื่องสนุกมาก ครูฝึกเขาก็ทดสอบให้เห็น ๆ ว่า เนื้อข่าวผ่านปากแค่นาทีเดียว ก็เพื้ยนไปได้ขนาดนั้น ลองคิดดูว่า ...ถ้าข่าวลือไปสักอาทิตย์หนึ่งจะเพี้ยนไปได้ขนาดไหน ? แต่ละคนพูดเหมือนกับตาเห็นทั้งนั้น...!
              อาตมาก็ยังสงสัยอยู่ว่า ที่บอกว่าน้ำจะท่วมประเทศไทย คนจะตายเหลือ ๕ - ๖ ล้าน พูดไปตอนไหนกัน ?
      ถาม :  คงเอามาจากในเว็บ ที่เขาลือกันแล้วท่านบอกว่า เหลือตั้ง ๗ - ๘ ล้านก็ยังดี เขาก็เลยตีความไปอย่างนั้น​ ?
      ตอบ :  ต้องบอกว่ามีความสามารถในการวิเคราะห์ข่าวสูงมาก ถ้าเหลือ ๗ - ๘ ล้านคน ยังเยอะไปเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้มี ๗๗ จังหวัดใช่ไหม ? ถ้าแบ่ง ๆ คนไปจังหวัดละแสนคน รวมแล้ว ๗ ล้านกว่า ยังเหลือคนอีกตั้งเยอะ จะกลัวไปทำไม ....!
              ตอนปี ๒๕๑๘ อาตมายังเรียนมัธยมอยู่ กำลังจะจบปีสุดท้าย มีข่าวลือว่าอีก ๑๐ วัน โลกจะแตก ปรากฎว่าเพื่อน ๆ แต่งงานกันใหญ่ ไม่รอให้เรียนจบก่อน
              นี่เขาคิดหรือว่าอีก ๑๐ วันจะผลิตลูกทัน...! แต่เขาก็แต่งนะ และจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ เขาคงรู้แล้วว่าคิดผิด รีบตกนรกตั้งแต่อายุ ๑๐ กว่า ๆ เพราะมีคนบอกว่าแต่งงานแล้วจะรู้ว่า นรกมีจริง...!
              สมัยก่อน เด็กนักเรียนมัธยมก็อายุประมาณ ๑๗ - ๑๘ ปี อาตมาเองตกข่าว เพราะที่บ้านไม่มีวิทยุโทรทัศน์ ก็เลยไม่ได้แต่งกับเขา จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะถ้ากำลังใจยังไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ หรือยังไม่มั่นคง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะไปแตกตื่นกับข่าวต่าง ๆ
              สมัยก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คอมมิวนิสต์ปล่อยข่าว เพื่อทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ปล่อยต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ แต่ในหลวงไม่ได้ใส่ใจ พระองค์ท่านยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อประชาชนต่อไปเรื่อย
              สิ่งที่เขาว่ามากับสิ่งที่ในหลวงทำและชาวบ้านเห็น ก็เลยเป็นคนละเรื่อง คนเขาถึงได้รู้ว่านี่เป็นการปล่อยข่าวเพื่อทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น...ในเรื่องของข่าวต่าง ๆ ถ้าราไม่ไปใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญเดี๋ยวก็จบไปเอง...”
*************************

              “อาตมาออกจากวัดท่าซุงไปสองปีจึงได้กลับไปเยี่ยมหลวงปู่ทองเทศหลวงปู่ถามว่า “ระยะนี้ทำไมไม่มาเยี่ยมกันบ้างเลย” คนแก่ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ท่านไม่รู้ว่าอาตมาออกจากวัดไปตั้งสองปีแล้ว...!
              หลวงปู่อายุ ๙๐ กว่าแล้วยังบิณฑบาต อาตมาบอกหลวงปู่ว่า “ไม่ต้องบิณฑบาตหรอกหลวงปู่ เดี๋ยวพระลูกพระหลานจะบิณฑบาตเลี้ยงเอง” แต่หลวงปู่ท่านไม่ยอม
              ปรากฎว่าวันนั้นฝนตกแล้วพื้นลื่น ท่านก็เลยล้มหัวเข่าแตกเป็นแผลยาว รักษาอยู่เป็นเดือนกว่าจะหาย เพราะคนอายุเกือบร้อยแล้ว เนื้อไม่ค่อยจะประสานกัน ถึงได้ขอร้องท่านว่าไม่ต้องไปบิณฑบาตหรอก อาตมาเองคุมโรงครัวอยู่ สั่งให้แม่ครัวจัดอาหารมาถวาย ท่านถึงได้หยุดบิณฑบาตตอนอายุ ๙๖ และมรณภาพตอนอายุ ๑๐๓ ปี
              ท่านบวชตอนอายุ ๘๐ เป็นอดีตครู ลายมือสวยมาก พอเข้ามาบวชท่านได้ถวายเงินให้หลวงพ่อวัดท่าซุงไว้ ๓,๐๐๐ บาท กราบเรียนหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ ผมอายุมากแล้ว ถ้าผมตายก่อน รบกวนหลวงพ่อทำศพให้ผมด้วย ผมจะได้ไม่ต้องไปรบกวนลูกหลาน”
              หลวงพ่อท่านรับเงินมาแล้วก็หัวเราะ “ไม่รู้ว่าใครจะเผาใคร...!” ปรากฎว่า หลวงพ่อไปก่อนหลวงปู่ตั้งหลายปี และที่อัศจรรย์ที่สุดคือ หลวงปู่อ่านหนังสือพิมพ์โดยไม่ต้องใช้แว่น...! สายตากลับเป็นเด็ก เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ท่านจะมีความสุขมาก นอนลงไปบนหนังสือพิมพ์ แล้วไล่อ่านเอาทีละบรรทัดเลย...
              หลวงปู่ท่านทำบุญมาดี ทำปาณาติบาตน้อยมาก เวลาท่านไม่สบาย ส่วนใหญ่ก็แค่ปวดหัวตัวร้อนตามปกติ ไม่เคยเห็นท่านเป็นอะไรหนักเลย ปรากฎว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งท่านไม่ค่อยสบาย ไม่อยากรบกวนพระลูกพระหลาน จึงเรียกให้ลูกชายมาดู ลูกชายอายุ ๗๗ หิ้วปิ่นโตจากโรงครัว เดินไปที่กุฏิหลวงปู่ อาตมาดูแล้วกลัวจะไปไม่ถึง ลูกชายอายุ ๗๗ เดินสั่นทั้งตัว แต่หลวงปู่อายุเกือบร้อยยังเดินตัวปลิวอยู่เลย”
*************************

              “เดือนก่อนไปงานที่วัดไทยาวาส วัดไทยาวาสแต่เดิมชื่อวัดท่ามอญ อยู่แถว ๆ เมืองนครชัยศรีเก่า สมัยก่อนถือว่าเป็นเมืองสำคัญ เคยเป็นมณฑลนครชัยศรีด้วย
              สมัยรัชกาลที่ ๑ - ๓ ยังมีศึกสงครามอยู่ เวลากวาดต้อนผู้คนมาไม่ว่าจะเป็นมอญ เป็นลาว จะนำคนไปอยู่บ้านนั้นบ้างเมืองนี้บ้าง ปรากฎว่าเมืองนครชัยศรีจะมีลาวเวียงจันทน์กลุ่มใหญ่ อยู่แถว ๆ วัดศีรษะทอง ส่วนทางวัดไทยาวาสนี้เป็นมอญ
              อาตมาไปแล้วก็ปลื้มใจ เพราะว่าญาติโยมให้ความเคารพพระดีมาก เจอพระเดินผ่านยกมือไหว้กันทุกคน เดินผ่านพระก้มหลังกันทุกราย อายุจะมากจะน้อยทำเหมือนกันหมด เห็นแล้วรู้สึกเลยว่าเป็นแบบธรรมเนียมโบราณ ๆ ดูแล้วน่ารัก เห็นแล้วชื่นใจ
              ท่านพระครูสิริปุญญาภิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี ท่านได้รับนิมนต์ด้วยก็มานั่งคุยกัน โยมเอาน้ำมาถวาย ท่านพระครูคุ้นกับโยม ท่านก็ถามว่า “เป็นอย่างไรโยม...ปีนี้ได้ร้อยหรือยัง ?”
              โยมตอบว่า “ยังเจ้าข้า เพิ่งจะ ๙๙ เท่านั้น...!” อายุ ๙๙ แล้วยังยกน้ำ ประเคนพระคล่องแคล่ว โยมก็บ่นต่อว่า “แต่ก็เต็มทีแล้วพระคุณท่าน ตอนนี้เริ่มเบื่ออาหารแล้ว” อายุ ๙๙ เพิ่งจะเริ่มเบื่ออาหาร...!”
*************************

              “เท่าที่สังเกตมา จะมีหลวงปู่บุดดา หลวงปู่ทองเทศ หลวงปู่น้อยวัดบ้างปงที่เชียงใหม่ รูปร่างเล็ก ๆ ทั้งนั้นเลยที่อายุยืน ๆ ยังไม่เคยเห็นรูปร่างใหญ่ ๆ ที่อายุยืน เห็นแต่หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สุวฑฺฒนมหาเถระ) วัดสุวรรณาราม ที่สูงใหญ่ล่ำสัน และอยู่ถึง ๑๐๓ - ๑๐๔ ปี นอกนั้นที่เจอมามีแต่รูปร่างเล็กๆ ทั้งนั้น
              ตอนนั้นมีโอกาสไปกราบพระทางเชียงใหม่ ไปกราบหลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยนก่อน เพราะวัดแถวนั้นเรียงกันอยู่ มีวัดบ้านปง วัดบ้านเด่น วัดป่าอรัญวิเวก เข้าไปในสุดก่อนแล้วค่อยเลาะออกมา
              เข้าไปกราบหลวงปู่น้อย วัดบ้านปง ญาติโยมเขาก็บอกว่าหลวงปู่อยู่ในกุฏินั่นแหละ นิมนต์เข้าไปเลย
              พอเปิดประตูเข้าไป ไม่เจอหลวงปู่ เจอแต่เตียง อาตมาสังเกตเห็นว่าประตูหลังแง้มอยู่หน่อยหนึ่ง จึงถือวิสาสะผลักประตูไป ชะโงกหน้าออกไปดู เห็นข้างหลังกุฏิเป็นลานกว้าง มีรั้วรอบขอบชิด และมีหอกลอง
              มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นหลวงปู่ จึงขึ้นไปดูบนหอกลอง คิดว่าเราอยู่บนที่สูงต้องเห็นท่านแน่ พอขึ้นไปปรากฎ หลวงปู่ท่านหลับสายอยู่บนหอกลอง...!
              ตอนนั้นท่านอายุ ๙๙ แล้ว บันไดตั้ง ๒๐ กว่าขั้นขึ้นไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ? จึงกราบท่าน ตั้งใจว่าจะนั่งรอท่านตื่น ปรากฎว่ากราบเสร็จท่านลืมตามาถามว่า “มาจากไหนล่ะ ?” “กาญจนบุรีครับ” “เออ...ดี ๆ เดี๋ยวลงไปคุยกันข้างล่าง” ประคองท่านลง บันได ๒๐ กว่าขั้น ท่านลงได้ พอเปิดประตูหลัง ท่านชะโงกไปเห็นโยมหลายคน ท่านหันมาบอว่า “ช่วยอุ้มหน่อย” อาตมาเกือบจะปล่อยก๊าก...! อายุ ๙๙ ถ้าเป็นคนแก่ตามปกติ ก็คงจะต้องอุ้มในลักษณะนั้น แต่หลวงปู่ท่านไม่ปกติ หอกลองบันไดตั้ง ๒๐ ขั้น ท่านขึ้นไปนอนได้ แต่ประตูหลังแค่มีชานขึ้นมาสูงแค่ฝ่ามือเดียว ต้องให้ช่วยอุ้มท่าน
              ก็แปลว่าต่อหน้าประชาชนท่านยอมเป็นคนแก่อายุ ๙๙ แต่พอลับหลังท่านก็ไปของท่านเรื่อย ครั้งนั้นอาตมาก็เลยอุ้มไปหัวเราะขำหลวงปู่ไป คือระหว่างพระกับพระจะรู้กัน แต่โยมไม่รู้หรอก อยู่ ๆ เห็นเราอุ้มหลวงปู่มาก็เข้าใจว่า เราไปข้างหลังแล้วเจอหลวงปู่ ก็เลยอุ้มท่านมา ใครจะไปรู้ว่าหลวงปู่ไปนอนเขลงอยู่บนหอกลอง...!”
*************************

      ถาม :  การรับแสงทิพย์ รับได้จริง ๆ หรือครับ ?
      ตอบ :  ต้องลองไปรับดู
      ถาม :  ดูในเว็บของอภิญญา เขาบอกมีการรับแสงทิพย์ ?
      ตอบ :  ลองไปรับดู แต่อยากจะบอกว่า ถ้าทำอย่างนั้นได้ พระพุทธเจ้าคงพาพวกเราไปพระนิพพานกันหมดแล้ว...!
      ถาม :  พระที่ให้กำเนิดดวงจิต ดวงวิญญาณแต่ละดวง มีจริงหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  อาตมายังไม่เคยเจอท่าน ถ้าเจอเดี๋ยวจะช่วยถามท่านให้...!
*************************

      ถาม :  การขอพรกับพระหางหมากเหมือนกับพระคำข้าว ที่ต้องถวายดอกไม้พร้อมกับภาวนา ๗ วันหรือเปล่าครับ ?
      ตอบ :  ได้ยินแต่พระสมเด็จคำข้าว และไม่ได้ยินด้วยตัวเองด้วย เรื่องของพระสมเด็จหางหมากยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
      ถาม :  มีพระกริ่งสมเด็จองค์ปฐมด้วยไหมครับ หรือพระสมเด็จคำข้าวอย่างเดียว ?
      ตอบ :  ถ้าตามที่ได้ยินมา คือ เฉพาะพระสมเด็จคำข้าวอย่างเดียว
*************************

      ถาม :  วิชานะหน้าทอง ถ้าทำแล้วเกิดมงคลอะไรครับ ?
      ตอบ :  เป็นเมตตามหานิยม ถ้าของหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย จังหวัดระยอง ท่านเอาทองใส่ไว้ในฝ่ามือ ตบฝ่ามือตัวเอง ทองจะปลิวขึ้นไปติดบนเพดาน พอตบอีกที ทองบนเพดานจะลงมาติดที่กระหม่อมของโยม
      ถาม :  ทำที่ไหนครับ ?
      ตอบ :  วัดบ้านค่าย จังหวัดระยอง ตามไปฝึกได้ ท่านมรณภาพไปนานแล้ว...!
*************************

              “โยมเขาอยากฝึกนะหน้าทอง อาตาว่านะหน้าทนให้ประโยชน์กว่าเยอะ....!
              การฝึกความดี ถ้าไม่มีความอดทนจะทำได้ไม่ตลอด การทำความดีต้องใช้ความอดทนอดกลั้นสูงมาก โดยเฉพาะบรรดากิเลสต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราชอบและต้องการ เมื่อเป็นสิ่งที่เราชอบ เราก็ไม่ผลักไสไม่ปฏิเสธ แถมยังไปไขว่คว้าหามาอีกต่างหาก เราจึงดิ้นหลุดจากวัฏสงสารได้ยาก
              ดังที่พระพุทธเจ้าเปรียบเอาไว้ว่า บุคคลเหมือนกับเขาโคและขนโค วัดตัวหนึ่งมีเขาเพียงคู่เดียว แต่มีขนทั้งตัว มนุษย์ทั้งหมดก็เปรียบเสมือนขนวัวที่มีเป็นจำนวนมาก ส่วนมนุษย์ที่หลุดพ้น ได้มรรคได้ผล มีจำนวนเท่ากับเขาวัวเท่านั้นเอง ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งท้อใจ เพราะวัวมีตั้งสองเขา อย่างน้อย ๆ ต้องเป็นของเราสักเขาแหละ ถึงแม้ตัวหนึ่งมีสองเขาก็ตาม แต่ถ้าหากมีวัวเป็นคอก ก็เยอะอยู่นะ เราต้องมั่นใจว่าเราก็หนึ่งในตองอูเหมือนกัน”
*************************

              “วิชาการต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ที่ศึกษาแล้วไม่ค่อยได้ผล เพราะคนขาดความอดทนมาก ต้องบอกว่าขาดมากจริง ๆโยมบางคนมาถามเรื่องกสิณ บอกว่าผมจับภาพกสิณ ภาวนาแล้วแต่ทำไมยังไม่เกิดผล
              อาตมาถามว่าคุณภาวนากี่ครั้ง ถึงร้อยครั้งหรือยัง ? เขาก็อึ้งไปสักพักหนึ่ง แสดงว่าร้อยครั้งยังไม่ถึงเลย จึงบอกเขาไปว่า “คุณไปเปิดหนังสือคู่มือปฏิบัติกรรมฐาน หรือหนังสือกรรมฐาน ๔๐ ​ของหลวงพ่อวัดท่าซุงดู ในเรื่องการฝึกกสิณ ท่านบอกว่าให้ลืมตามองภาพ หลับตาลงนึกถึงภาพนั้น พร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้าออกและคำภาวนา
              พอภาพเลือนไปให้ลืมตาดูใหม่ หลับตาลงกำหนดนึกถึงภาพนั้น พร้อมกับลมหายใจและคำภาวนาทำอย่างนั้นเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง จนกว่าภาพนั้นจะเริ่มติดตาติดใจ”
ทีนี้เขาเองหลักร้อยยังไม่ผ่านเลย แล้วจะไปกล่าวถึงเป็นหมื่นเป็นแสนได้อย่างไร
              เมื่อตอนบ่ายมีโยมมาปรารภว่า ตอนนี้การทำมาหากินลำบกมาก จะแก้ไขด้วยวิธีไหน ? อาตมาก็แจ้งแก่โยมไปว่า ให้ใช้คาถาเงินล้านเป็นกรรมฐาน เขาบอกว่าภาวนาเป็นประจำเช้าเย็นอยู่แล้ว
              อาตมาถามว่ากี่จบ ? เขาบอกว่าเช้า ๙ จบ เย็น ๙ จบ อาตมาจึงบอกว่า “โยมรู้ไหมว่า ถ้าอาตมาแนะนำให้ภาวนา ต่ำสุดจะให้เร่ิมที่ ๑๐๘ จบ”
              ยังดีกว่าโยมอีกคน เขาบอกว่าท่องคาถาเงินล้านมา ๒ เดือนยังไม่เห็นผล อาตมาก็แปลกใจ เพราะถ้า ๒ เดือน ทำจริง ๆ ต้องเห็นผล ถามว่าโยมภาวนาครั้งละกี่จบ ? เขาว่าครั้งละ ๑ จบ แหม...น่าได้ผลจริง ๆ เลย...!
              การที่ให้เราภาวนามาก ๆ ก็เพราะว่าระยะเวลาที่ยาวนาน จะทำให้สมาธิของเราตั้งมั่นมากขึ้น เนื่องจากเรื่องของคาถาขึ้นอยู่กับสมาธิเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งสมาธิสูงเท่าไร คาถาจะยิ่งให้ผลมากขึ้น ดังนั้น...การที่พวกเราทั้งหมดในปัจจุบัน ทำแล้วไม่ได้ผลเพราะไม่มีการทุ่มเท
              สมัยที่อาตมาภาวนาคาถาปัจเจกพระพุทธเจ้า อาตมาภาวนาครั้งละ ๙ จบ ทำไปประมาณ ๓ เดือน ก็เริ่มเห็นผล พอมาปี ๒๕๒๘ หลวงพ่อท่านมอบคาถาเงินล้านให้ ก็มาปฏิบัติภาวนาดู
              ตอนนั้นติดใจในการภาวนาคาถาบารมี ๓๐ ทัศ ก็เลยกำหนดว่า เราภาวนาคาถาเงินล้าน ๙ จบ น่าจะน้อยไป เพิ่มเป็นวันละ ๓๐ จบดีกว่า จาก ๓๐ จบ ทำไป ๆ เริ่มเห็นผล ก็มานึกว่า สมัยหลวงปู่ปาน ท่านมอบคาถาพระปัจเจกโพธิโปรดสัตว์ให้แก่ลูกศิษย์ แล้วมีบุคคลตัวอย่างที่ทำแล้วได้ผล ก็คือท่านนายห้างประยงค์ ตั้งตรงจิต เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ หรือ นายแจ่ม เปาเล้ง ชาวดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นบุคคลตัวอย่างที่หลวงพ่อท่านยกให้ลูกศิษย์ฟัง
              คราวนี้มาถึงคาถาเงินล้าน ยังไม่มีใครที่เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำแล้วเห็นผล ให้หลวงพ่อยกตัวอย่างให้ลูกศิษย์ฟังได้เลย จึงตัดสินใจว่า “ในเมื่อยังไม่มี...เราก็ทำซะเอง” เพิ่มการภาวนาจากวันละ ๓๐ จบ เป็น ๓๐๐ จบ
              จาก ๓๐๐ จบ เป็น ๓๖๐ จบ เป็น ๖๐๐ จบ เป็น ๙๐๐ จบ และเพิ่มเป็น ๑,๒๐๐ จบ แต่อาตาไม่ได้เร่งท่องเอาจำนวน ใช้เป็นคำาภาวนาสบาย ๆ กำหนดรู้รายละเอียดทุกคำ ไม่ใช่เร่งให้เร็ว ๆ จะได้หลาย ๆ จบ
              อาตมาตื่นนอนมาตอนตีสามก็เริ่มภาวนาจะไปครบจำนวนเอาตอนทุ่มหนึ่ง แปลว่าทั้งวันอยู่กับการภาวนา ผลของคาถาเงินล้านจะทำให้ลาภผลไหลมาเทมา
              ในสมัยนั้น ถ้านับในส่วนของพระด้วยกันแล้ว นอกจากหลวงพ่อวัดท่าซุง เรื่องการเงินอาตมามีความคล่องตัวที่สุด แต่คำว่าคล่องตัวอาตมาคือไม่มีเหลือ เนื่องจากได้มาเท่าไรก็ทำบุญกับหลวงพ่อรายการนั้นบ้าง รายการนี้บ้างจนหมด จำได้ว่าตอนแรก ๆ จดรายการทำบุญไว้ ถวายสังฆทานชุดใหญ่ ชุดละ ๑,๐๐๐ บาท กับหลวงพ่อได้กี่ชุด เราก็จดไปเรื่อย แต่พอได้สามร้อยกว่าชุด จึงเลิกจดแล้ว เพราะขี้เกียจจำ
              จริง ๆ แล้ว มีคนที่รวยกว่าก็คือหลวงพี่โอ หลวงพี่โออยู่กับหลวงพ่อมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ คนจะรู้จักมาก สมัยนั้นหากมีกิจนิมนต์ส่วนใหญ่โยมจะเจาะจงรายชื่อพระมาเลย อย่างเช่น หลวงตาผ่อง หลวงตานา หลวงพี่โอ หลวงพี่นันต์ หลวงพี่ทีป นอกนั้นแล้วแต่ทางวัดจะจัดให้
              หลวงพี่โอพอสะสมเงินครบหมื่น ก็จะเก็บเข้าบัญชีฝากประจำ เพราะฉะนั้น...หลวงพี่โอจะรวยมาก แต่หลวงพี่โอท่านไม่เก็บบุญเล็กบุญน้อย ท่านทำบุญใหญ่อย่างเดียว ส่วนของเราเจอบุญอะไรขวางหน้าทำหมด เงินก็เลยหมดไปด้วย
              ส่วนหลวงพี่โอท่านเก็บเงินไปเรื่อย พอถึงเวลาครบปีท่านก็ไปหาว่าวัดไหนต้องการสร้างพระประธานหน้าตัก ๔ ศอกบ้าง จะเป็นเจ้าภาพสร้างให้วัดนั้น ถ้ายิ่งได้พระประธานในโบสถ์ยิ่งดี ก็แปลว่าพี่เขาเอาบุญใหญ่อย่างเดียว แต่ของอาตมานี่เล็กน้อยแค่ไหน ขอให้รู้เป็นทำหมด
              พอหน้ากฐินก็เตรียมซองปัจจัยไว้ซองละ ๑,๐๐๐ บาท วัดไหนมีกฐินร่วมกับเขาหมด ๑,๐๐๐ บาทพร้อมผ้าไตร ๑ ชุด ทำจนไม่ต้องนับบางปีก็ ๔๐ - ๕๐ วัด ก็มี
              ดังนั้น...โยมที่บอกว่า ลำบากในเรื่องทำมาหากิน ถ้าตั้งใจภาวนาคาถาเงินล้านจริง ๆ ไม่เกิน ๒ เดือน จะมีความคล่องตัวแน่นอน ที่กล้ายืนยันเพราะทำเห็นผลด้วยตนเองมาแล้ว ทุกวันนี้ ที่บรรดาเพื่อนพระเห็นว่าพระอาจารย์เล็กรวย ก็คืออานิสงส์ของคาถาเงินล้านนั่นเอง”
*************************