​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๖๖

 

              “เรื่องพระของหลวงปู่โต วัดระฆัง อาตมาขอยืนยันว่า ถ้าเราท่องคาถาชินบัญชรด้วยความเคารพ ถึงเวลาท่านจะเสด็จมาเอง ไม่ด้วยวิธีการใดก็วิธีการหนึ่ง
              ก่อนหน้านั้นอาตมาอยากได้พระสมเด็จวัดระฆัง แต่ราคาสูงมาก ไม่มีปัญญา ก็เลยใช้วิธีท่องคาถาชินบัญชร อธิษฐานขอท่าน ท่องไปเรื่อย ๆ ปีหนึ่งก็แล้ว สองปีก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ พอท่องไปเรื่อย ๆ กลายเป็นความเคยชิน ไปได้เอาปีที่ ๑๑ แต่องค์นั้นได้มาก็ไปทันที
              คนให้มาคือ คุณมนตรี เชียงอารีย์ ตอนนั้นท่านเป็นป่าไม้จังหวัดอ่างทอง ที่บ้านเล่นของเก่าจนไม่มีที่จะเก็บ ขนาดต้องเอาเทวรูปมาตั้งอยู่หน้าประตู ท่านมอบของเก่าให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปสามร้อยกว่าชิ้น
              ตอนนั้นท่านบอกว่า ติดหนี้บุญคุณอาตมาอยู่ไม่รู้จะใช้อย่างไร ก็เลยขอถวายสมเด็จวัดระฆังองค์หนึ่ง ทิดแหลมลูกศิษย์นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นก็สะกิด อาตมาก็ส่งต่อให้เดี๋ยวนั้นเลย ป่านนี้เขารู้หรือยังว่าได้อะไรไป...!?
              แต่เรื่องของการเล่นพระตามเซียน เราจะต้องหูหนัก จะต้องไม่ฝ่อง่าย ๆ และต้องพยายามศึกษาด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นเข้าไปในสนามพระ มีแต่สารพัดเสือสิงห์กระทิงแรด พอคนแรกส่องพระก็บอกว่าของปลอม คนต่อไปส่องก็บอกว่าปลอม ปลอมไปตลอด
              แบบเดียวกับทิดเก๋ (สามียายผีป่า) เขาเอาไปให้ดู พวกเซียนว่าปลอมทั้งนั้น จนะกระทั่งในที่สุด เขากลับมาจะขึ้นรถ มีคนตามมาสะกิด “พี่ ๆ ขายให้ผมสักสามหมื่นเถอะ ผมจะเอาไว้ดูเนื้อเป็นตัวอย่าง” นี่ขนาดปลอมยังให้ตั้งสามหมื่น..!
              มีอยู่องค์หนึ่งได้มาแบบแปลกมาก ก็คือ มีโยมคณะหนึ่งแจ้งว่าจะมาถวายผ้าป่าที่เกาะพระฤๅษี คณะมีประมาณ ๒๐ คน ให้จัดอาหารกลางวันไว้ให้พวกเขาด้วย
              ขณะนั้นที่เกาะก็เตรียมต้อนรับเขาอย่างดี ปรากฎว่าเขามาประมาณ ๕๐ คนได้ มาเป็นรถทัวร์เต็มคันเลย พอเลี้ยงเขาเสร็จเรียบร้อย เราก็ไม่เห็นผ้าป่า ปรากฎว่าเขามาขอยืมพานใบหนึ่ง นั่งเรี่ยไรกันตรงนั้น และได้มาไม่กี่บาท หลังจากนั้นอาตมาก็แจกวัตถุมงคล เมื่อ ยถาฯ สัพพีฯ เรียบร้อย หัวหน้าคณะคิดอย่างไรก็ไม่รู้ เขาถอดสมเด็จวัดระฆังที่คอถวายให้ เขารู้สึกว่าผ้าป่าได้ปัจจัยน้อยเกินไป ก็เลยถวายมา
              ตอนนั้น จิมมี่ (ลูกศิษย์มหาเอ) เขาขอ อาตมาก็เลยให้ไป เขาพอที่จะรู้จักเซียนพระอยู่ จึงเอาไปให้คุณเซ้ง มณเฑียรดู ปรากฎว่าพวกเซียนเขาตะลึงค้าง เพราะเป็นของใหม่ในวงการ แถมยังงามสุด ๆ เลย
              เขาถามว่า “ได้มาจากไหน ?”
              จิมมี่บอกไปว่า “พระอาจารย์ให้มา”
              เซ้งมณเฑียรเขาถามว่า “อาจารย์มึงรู้หรือเปล่าว่าเป็นพระอะไร ?”
              จิมมี่บอกว่า “อาจารย์ท่านสั่งไว้ครับว่าถ้าใครให้ต่ำกว่า ๒๐ ล้าน อย่าไปปล่อย...!”
              คุณเซ้งบอกว่า “ถ้ายี่สิบล้านกูให้เดี๋ยวนี้เลย...!”
              จิมมี่ก็ยังไม่ยอมปล่อย คุณเซ้งจึงควักสมุดเช็กขึ้นมา แล้วบอกว่า “ไอ้หนู...มึงอยากเอาเท่าไร กรอกตัวเลขเอาเองเลย” เขาอยากได้ขนาดนั้น อาตมานึกแล้วก็ขำ ถามมาได้ว่าอาจารย์รู้หรือเปล่าว่าเป็นพระอะไร ถึงให้ลูกศิษย์มาง่าย ๆ
              แต่เซียนพวกนี้เขามีความอดทนมาก ถ้าเขารู้ว่าพระอยู่กับใคร เขาจะเทียวไปเทียวมาอยู่นั่นแหละ ไปชวนคุยอยู่เรื่อย ๆ ตีสนิทเข้าไว้ มีของฝากติดไม้ติดมือมาด้วย เดือนหนึ่งก็แล้ว ปีหนึ่งก็แล้ว ชวนคุยจนกว่าจะใจอ่อนยอมปล่อยให้เขาไป บางทีไปก็ไม่มีอะไรหรอก ไปขอส่องดูนิด ขอส่องดูหน่อย ขอดูไว้เป็นตัวอย่าง เป็นองค์ครู เขาก็ว่าไปเรื่อย”
      ถาม :  ทำไมเซียนพระถึงให้ราคาพระขนาดนั้น ?
      ตอบ :  ขึ้นอยู่กับความพอใจ ถ้าคนเราพอใจเสียอย่าง ราคาเท่าไรก็ไม่แพง
              คุณรู้หรือเปล่า ? เซียนพระที่ชื่อ สุเทพ จิรวัฒน์สุนทร หรือฉายา “เทพกำแพง” เขาเหมารังพระไปสามร้อยล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็คือยกไปทั้งกรุเลย
              ถ้าจำไม่ผิดเป็นรังของกำนันชูชาติ มาสัมพันธ์
              “เทพ กำแพง” บุกทะลายรังไปเมื่อสามปีก่อนนี้เอง เขาตีราคารวมหมดใหญ่เล็กเท่าไรไม่ต้องคิด ถ้าพอใจราคานี้เอาไปเลย
              “เทพ กำแพง” เขาขอนุญาตทยอยจ่าย ถึงเวลาก็เอาไปปล่อยทีละองค์ สององค์ องค์ไหนแบบไหนที่มีใบสั่งมา ให้ราคาเท่าไรก็ทยอยปล่อยไป สรุปแล้วว่ายังได้กำไรออกบานเบิก แถมยังมีพระดี ๆ เหลือเก็บไว้อีกต่างหาก ซึ่งเขาจะคัดเอาองค์สุดยอดชนิดที่มีหนึ่งเดียวในวงการเก็บไว้ ส่วนที่เหลือก็ทยอยไป ได้กำไรงาม แถมได้ของดีที่เอาไปคุยได้ตลอดชีวิตไว้อีกต่างหาก
      ถาม :  เขาเอาเงินมาจากไหน ?
      ตอบ :  เอาเงินมาจากคนซื้อ เขาค่อย ๆ ทยอยปล่อย อย่างเมื่อปีที่แล้ว คุณวิชัย รักศรีอักษร เจ้าพ่อคิงพาวเวอร์ บูชาพระจากกรุไปเกือบสามร้อยล้าน อย่างนี้แหละ ...ที่เขาเรียกว่ามีใบสั่ง ถ้าพระสวยถูกใจ เอาไปเสนอได้เลย จ่ายไม่อั้น
              อย่าง “เทพ กำแพง” พอเขาได้พระ ก็เอามาเสนอแล้วตกลงราคากัน เขาได้ไปทั้งกรุก็คัดเอาได้ แต่ที่ไปเสนอนั้นมักเป็นองค์สวยรองลงไป องค์ดีจริง ๆ เขาจะเก็บไว้เอง
      ถาม :  อย่างนี้วงการพระก็เป็นแหล่งฟอกเงินเลย ?
      ตอบ :  เป็นแหล่งฟอกเงินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพวกข้าราชการระดับใหญ่ ๆ กับนักการเมือง มักจะใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน
*************************

              “ถ้าอยากรู้ว่าวงการพระเครื่องแสบแค่ไหน ต้องไปเข้าเว็บพลังจิต เราจะเห็นได้ชัดว่า แรก ๆ ทุกคนยังมีหิริโอตตัปปะ ยังมีศีลมีธรรมอยู่ แต่พอเรื่องของลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เข้ามา ก็ทำให้เบี่ยงเบนไปจากเดิม
              บางราย แรก ๆ เอาพระไปปล่อยเพื่อทำบุญที่นั่นที่นี่ ตอนหลังพอเห็นรายได้ดี และตัวเองเอาของจริงมาเป็นที่เชื่อถือแล้ว ก็เอาของปลอมมาปล่อยเสียเลย คงไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นใคร เขาแทบจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว...!”
*************************

              “สมเด็จพระพุทธทีปังกร และ สมเด็จพระพุทธกัสสป พระองค์ท่านเป็นผู้ที่เลิศด้วยลาภมากที่สุดในจำนวนพระพุทธเจ้าด้วยกัน เพราะว่าพระองค์ท่านเริ่มการบำเพ็ญมาด้วยทานบารมี”
*************************

      ถาม :  นักแข่งรถเวลานั่งอยู่ในรถ จะทำตัวให้ไม่มีตัวตน นั่นคือาการใช้อรูปฌานหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  การที่เขาจดจ่ออยู่แค่ว่าตัวเองทำอะไร โดยที่ไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะเจ็บจะตายหรือเปล่า สมาธิต้องเป็นระดับปฐมฌานละเอียดขึ้นไป ถึงจะทำได้
      ถาม :  แค่ปฐมฌานละเอียดหรือคะ ?
      ตอบ :  เพราะว่าพอถึงระดับนั้นแล้ว จิตกับประสาทเริ่มจะเป็นคนละส่วนกัน จะมุ่งงานเฉพาะหน้า ไม่ได้ใส่ใจในร่างกาย คนที่ทำได้ในระดับนี้ บางทีทำงานไประยะหนึ่งแล้วหมดสภาพไปเฉย ๆ เพราะว่าลืมพักผ่อน ประเภททำข้ามวันข้ามคืนไปเลย พอถึงเวลาจะพัก ตัวเองก็ไม่ไหวเสียแล้ว งานหมดก็หมดสภาพไปเลย เขาเรียกว่ายังหาจุดพอดีของตัวเองไม่เจอ
              ฉะนั้น...กำลังใจที่มุ่งมั่นขนาดนั้น พอถึงเวลาจิตกับประสาทแยกส่วนกัน ก็เลยทำให้ไม่รู้สึกว่าจะต้องกลัวอะไร สมาธิระดับนั้นก็ลยกล้าที่จะขับรถด้วยความเร็วระดับสองร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง บางครั้งเข้าโค้งทีไฟแลบเลย
      ถาม :  ไม่ต้องถึงอรูปฌานหรือคะ ?
      ตอบ :  ถ้าถึงอรูปฌานก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าจะไม่รับรู้ข้างนอก ถ้าไม่คล่องตัวจริง ๆ อรูปฌานจะไม่รับรู้อะไรข้างนอกเลย แล้วจะไปบังคับรถอย่างไร ? ยกเว้นท่านที่ชำนาญเป็นพิเศษ ก็คงจะเป็นหนึ่งในหลายสิบล้าน...!
      ถาม :  แค่ปฐมฌานจะสามารถรับรู้อะไรข้างนอกได้ ?
      ตอบ :  จะยิ่งรู้ละเอียด เพราะเป็นลักษณะของฌานใช้งาน โดยเฉพาะปฐมฌานละเอียด สติจะสมบูรณ์พร้อมอยู่กับตัวเอง หลับกับตื่นความรู้สึกเท่ากัน เวลาทำอะไรก็จะทำได้ดีกว่าคนทั่วไปเยอะมาก บางทีมีส่วนของควาเป็นทิพย์มาช่วยคำนวณด้วย
              อย่างเช่น ต้องเข้าโค้งแรงแค่นี้ ต้องแตะเบรกแค่นี้ แล้วรถจะไถลไปถึงมุมนั้นพอดี แทนที่จะคำนวณด้วยความชำนาญเฉพาะตัว ก็เริ่มไม่ใช่แล้ว กลายเป็นมีความเป็นทิพย์บางส่วนมาช่วยแล้ว
              นักกีฬา หรือนักรถ นักต่อสู้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสมาธิมาช่วยเป็นอย่างมาก เราจะสังเกตว่า นักกีฬาบางคน ถ้าสมาธิไม่ทรงตัว สถิติจะเสียไปเลย หรือแพ้คู่ต่อสู้แบบยับเยินเลย
              อย่างสมัยก่อนเวลารบกันไม่เหมือนกับสมัยนี้ สมัยนี้ห่างกันเป็นกิโลเมตรก็ยิงกันแล้ว สมัยก่อนต้องถือดาบถือหอกเข้าไปประจัญบานกัน ถ้ามีสมาธิไม่ทรงตัว กำลังใจลดหน่อยเดียว ก็ไม่กล้าสู้แล้ว บางทีวิ่งหนีเอาดื้อ ๆ ก็มี...!
*************************

      ถาม :  คนที่ติดยาบ้า ติดกาว มียาอะไรรักษาไหมครับ ?
      ตอบ :  ยาอะไรก็ไม่ได้ผลหรอก ถ้าใจเขาไม่คิดจะสู้เพื่อตัวเองหรือเพื่อคนอื่น วิธีที่ดีที่สุดก็คือหักดิบ
      ถาม :  ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ใช่…ถ้าจะให้ดีก็จับขังเอาไว้ ไม่ให้ไปไหน แต่ ๒-๓ วันแรก ห้ามใจอ่อนกับเขาอย่างเด็ดขาดเลยนะ พอออกอาการลงแดงก็ราดด้วยน้ำเย็นบ่อย ๆ ทนได้สัก ๔-๕ วันก็พ้นไปแล้ว
*************************

      ถาม :  ถ้าไปอยู่เมืองน้ำแข็งอย่างอลาสก้า แล้วมีสองทางให้เราเลือก ทางแรกยอมตายไปเลย ทางที่สองก็คือกินเหล้าแล้วมีชีวิตรอดได้ ?
      ตอบ :  มีทางที่สาม ก็คืออย่าไป
      ถาม :  ถ้าต้องไป แล้วมีให้เลือกสองข้อ ?
      ตอบขึ้นอยู่กับกำลังใจของเรา ว่ายอมตัวตายดีกว่าศีลขาด หรือยอมศีลขาดเพื่อตัวรอด ถามอาตมาไม่ได้หรอก กำลังใจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกำลังใจของคนนั้นเอง
      ถาม :  ถ้ากินเหล้าก็ถือว่าผิด ?
      ตอบ :  เราจะไปเอาตัวเราที่อยู่เมืองร้อนไปคำนวณแทนนั้นไม่ได้ ลูกศิษย์ที่เคยไปอยู่ที่นั่นบอกว่า บางช่วงอากาศลบ ๓๐-๔๐ องศาเซลเซียส พออุณหภูมิสูงขึ้นมาเป็นลบ ๒๐ องศาเซลเซียส เขาเหงื่อแตกจนต้องอาบน้ำ
              เราไม่ชินกับอากาศแบบนั้น แต่เขาชินแล้ว เขารู้สึกว่าอากาศสบายสำหรับเขาแล้ว แต่จะต้องเอาพวกไขมันสัตว์ อย่างไขมันแมวน้ำไขมันปลา มาทาตัว ทาหน้าเอาไว้เสมอ เพราะถ้าสูญเสียความชื้นไปมาก ร่างกายก็จะเสียหายมากและตายได้ง่าย
              ที่สำคัญก็คือ อย่าลืมแว่นกันแดดเป็นอันขาด เพราะแสงแดดที่สะท้อนหิมะแรงจัดกว่าปกติหลายเท่า มีโอกาสที่จะตาบอดได้ง่าย
      ถาม :  อยู่เยอรมันเขากินเบียร์แทนน้ำ ?
      ตอบ :  ลูกศิษย์อาตมาไปที่นั่นหลายคนแล้ว บอกให้เขากินนมสดแทน อย่าไปสั่งน้ำนะ พราะน้ำราคาแพงมาก ให้กินนมแทน กลับมาแล้วค่อยมาลดน้ำหนักเอา
*************************

              “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook อายุยังไม่เท่าไรเอง เป็นอภิมหาเศรษฐีแล้ว ไม่น่าเชื่อนะ...ว่ากิเลสคนจะทำให้เขารวยได้ขนาดนี้
              อ้าว..จริง ๆ นะ แค่คนเขาอยากอวดหน้าตัวเองเท่านั้น พอมีช่องให้อวดคนก็แย่งกันใช้ของเขากันใหญ่ ตัวกูของกูอย่างเดียว ทำให้เขารวยได้ขนาดนั้น...!”
*************************

      ถาม :  ควรจะทำกรรมฐานวันละเท่าไร ถึงจะได้สมาธิขั้นที่ต้องการ ?
      ตอบ :  อย่างน้อยต้องทำสมาธิเช้าเย็นให้อารมณ์ทรงต้ว แล้วพยายามรักษาอารมณ์นั้นไว้ ถ้าคุณถามว่าวันละเท่าไร ? ๒๔ ชั่วโมงก็ไม่พอหรอก...! สำคัญตรงที่ว่า ทำแล้วรักษาอารมณ์ให้อยู่กับเราไว้ได้ ส่วนใหญ่อารมณ์ของเรามักจะอยู่เฉพาะตอนที่นั่ง พอลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นก็หลุดหมด
      ถาม :  ใช่ครับ ?
      ตอบ :  หาวิธีประคองเอาไว้ ใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับอารมณ์นั้น รักษาไว้ให้อยู่กับเราให้ได้ พอซ้อมไปมีความคล่องตัว ก็จะอยู่กับเราได้นานขึ้น ถ้าอยู่ได้เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีเมื่อไร จะมีความสุขมาก ตอนนั้นจะมีปัญญาเห็นช่องทางอีกมาก ว่าจะทำอย่างไรกับการปฏิบัติให้ตัวเองก้าวหน้า
*************************

      ถาม :  ช่วงนี้ไม่ค่อยมีกำลังใจ เจอมารผจญ ทำอย่างไรดี ?
      ตอบ :  ใคร ๆ ก็โดนกันทั้งนั้นแหละ จำเอาไว้เลยว่าไม่มีอะไรเกินตาย ถ้าไม่กลัวตายเสียอย่าง ไม่มีใครทำอะไรเราได้หรอก...!
*************************

      ถาม :  ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องที่ประสบความสำเร็จได้ยาก ?
      ตอบ :  ทุ่มเทสิ ไม่ทุ่มเทแล้วจะได้หรือ ...? ยิ่งยากกว่าคนปกติ ก็ต้องทุ่มเทากกว่าคนอื่นหลายเท่า
      ถาม :  เรื่องนี้ผมสองจิตสองใจอยู่ครับ ?
      ตอบ :  แค่นี้ก็ต้องกลัวด้วยหรือ ? ก็แค่เกิดนานกว่าเขาเท่านั้น ไปเถอะ...จะทำก็ทำ อย่าไปถามคนอื่นเขา เอากำลังใจของเราเป็นหลัก มัวแต่ไปถามคนอื่น แล้วค่อยตัดสินใจได้ นั่นไม่ใช่ตัวตนและกำลังใจที่แท้จริงของเรา
*************************

      ถาม :  ผมสะสมพระเครื่องไว้ แล้วเพื่อนหรือญาติมาขอบูชา เกิดความลังเลว่า จะคาบเกี่ยวกับการปรามาสพระรัตนตรัยหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ให้เขาบูชาไปเถอะ แล้วเราเอาเงินจำนวนนั้นมาใช้เป็นสามส่วน ส่วนแรก ใช้ในการดำรงชีวิตของตัวเอง ส่วนที่สอง ใช้เพื่องานสาธารณประโยชน์ ส่วนที่สาม ใช้ในการทำบุญ ถ้าอย่างนั้นจะไม่มีโทษอะไรกับเรา
*************************

      ถาม :  ตอนอยู่กับหลวงพ่อฤๅษี ท่านฝึกวิชารับการทุบตี (ถูกด่าถูกว่าแรง ๆ ) อย่างไรคะ ?
      ตอบหน้าด้านหน้าทนเข้าไว้ โดนเท่าไรอย่ายุบเป็นอันขาด อย่างอาตมาท่านไม่ได้ว่าเบา ๆ ท่านว่าต่อหน้าคนเป็นร้อย ๆ ทุกที เพราะท่านรู้ว่าสันดานของอาตมารั้นมาก ๆ ถ้าว่ากันแค่สองคน อาตมาจะฟังผ่านหูไปเฉย ๆ ท่านก็ต้องด่าต่อหน้าสาธารณชน เจอแต่ละทีไม่ใช่เบา ๆ ขึ้นโคตรพ่อโคตรแม่กันเลย...!
              ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าหากท่านยังว่า ยังเตือนอยู่แสดงว่าเรายังเป็นคนที่สอนได้ แต่ถ้าท่านไม่ว่าไม่เตือนเมื่อไร นั่นเราแย่แล้ว ไม่มีพ่อที่ไหนหรอกที่จะฆ่าลูก นอกเสียจากจะพยายามสั่งสอนให้ลูกได้ดี
              ในส่วนที่ท่านว่ามา เราผิดจริงหรือไม่ ? สำรวจตัวเองชัด ในเมื่อผิดจริงก็ยอมรับเสียแต่โดยดี แล้วระวังไว้อย่าให้ผิดตรงจุดนั้นอีก
              เท่าที่ผ่านมา ส่วนไหนที่อาตมาผิด หลวงพ่อท่านจะด่าได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นอาตมาจะไม่ยอมพลาดตรงจุดนั้นอีก

              เพราะฉะนั้น...เรื่องอะไรก็ตามที่ท่านด่าหรือว่ามา จะมีโอากสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจรากนั้นอาตมาก็กำจัดจุดอ่อนใส่เกราะเรียบร้อย จะไม่โดนเรื่องเดิมอีก ยกเว้นไปพลาดในเรื่องใหม่
              อยากได้ดีก็ต้องทุ่มเทจริงจัง ในเมื่อเราเคยพลาดตรงไหน แล้วท่านเมตตาเตือนมา เราก็ต้องใช้สติ สมาธิกับตรงนั้นให้มากกว่าปกติ เพื่อระมัดระวังไม่ให้โดนซ้ำอีก
              พอมาเจอการแสดงอาบัติ (สารภาพว่าตัวเองผิดศีล) ของพระ จึงได้เข้าใจว่า ที่แท้เป็นแบบเดียวกัน เพราะพระแสดงอาบัติจะมีว่า
              นะ ปุเนวัง กะริสสามิ ข้าพเจ้าจะไม่ทำอย่างนี้อีก
              นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ ข้าพเจ้าจะไม่พูดอย่างนี้อีก
              นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ ข้าพเจ้าจะไม่คิดอย่างนี้อีก
              กลายเป็นว่าสิ่งที่เคยระมัดระวัง เพราะหลวงพ่อท่านเคยดุเคยว่าเอาไว้ มาตรงกับสิ่งที่พระตั้งแต่โบราณเขาแสดงคืนอาบัติกัน เมื่อแสดงแล้ว เราจะได้ระมัดระวังไม่ให้ผิดตรงนั้นอีก
*************************

      ถาม :  การนั่งสมาธิ ต้องเกิดปีติทุกคนไหมครับ ?
      ตอบ :  เกิด เพียงแต่ว่าจะเกิดเป็นปีติตัวไหน
      ถาม :  ในห้าอย่างหรือครับ ?
      ตอบ :  ในห้าอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
      ถาม :  คนที่ไม่เคยเจอเล่าครับ ?
      ตอบ :  ไม่เคยเจอเลย มีสองประการด้วยกัน
              ประการแรก ในอดีตเคยทรงฌานมาแล้ว คล่องตัวมาก จะข้ามตัวปีติไปเป็นฌานเลย
              ประการที่สอง มาสายสาวกภูมิที่หัวอ่อนสุด ๆ บอกอะไรเชื่ออย่างเดียว อย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเจอปีติก็ได้
      ถาม :  หัวอ่อนสุด ๆ ?
      ตอบ :  ประเภทว่าอะไรเชื่ออย่างเดียว บอกให้ทำก็ทำ ไม่มีการโต้แย้ง ไม่มีความสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น
*************************