​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๖๖

 

      ถาม :  ภาวนาพุทโธ หรือ นะมะพะธะ แล้วไม่ได้กำหนดภาพพระ ?
      ตอบ :  อย่างน้อยก็ต้องกำหนดลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่กำหนดลมหายใจเข้าออกจะไม่มีผล ภาวนาไปก็เหนื่อยเปล่า
      ถาม :  ทำแค่กำหนดลมหายใจและคำภาวนาครับ ?
      ตอบ :  เกินพอแล้ว ขอให้ทำจริง ๆ เท่านั้นแหละ ถ้าทำจริงเดี๋ยวผลก็เกิดเอง
      ถาม :  ผลที่เกิดมีอะไรบ้างครับ ?
      ตอบอันดับแรก ทรงฌานได้ รัก​โลภ โกรธ หลง ก็โดนกดทับชั่วคราว
              อันดับที่สอง ใช้กำลังฌานในการพิจารณาตัดกิเลส
              อันดับที่สาม ถ้าทรงฌานสี่ละเอียดได้ ถึงเวลาต้องกาจะตายเมื่อไรก็ไปได้เมื่อนั้น
              น่าสนใจนะ ถ้าทรงฌานสี่คล่องตัวได้ จะตายเมื่อไรก็ตายได้ ท่านทั้งหลายจึงสามารถที่จะบอกได้ว่าจะตายตอนไหน
              เพราะถ้าเราเข้าฌานสี่ไปแล้ว สภาพร่างกายเราเหมือนกับหยุดทำงานหมด แม้กระทั่งลมหายใจก็ไม่มี พอเราออกจากฌานสี่ แล้วเราไม่หายใจใหม่ก็จบแล้ว ท่านไปกันตอนนั้นแหละ...!
              พระพุทธเจ้าเวลาเข้าฌานก่อนที่จะดับขันธปรินิพพาน พระองค์ท่านเข้าฌาน ๑​​ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ หลังจากนั้นก็ถอยลงมา ๘ ๗ ๖ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ แล้วเข้า ๑ ๒ ๓ ๔ จากนั้นก็ปรินิพพานตอนนั้น นั่นคือเขาฌานสี่เป็นฌานสุดท้าย พอคลายออกก็ไปเลย ...เลิกหายใจ...!
*************************

      ถาม :  หลวงพ่อฤๅษีบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย ผมก็เลยสงสัย ?
      ตอบ :  เอาเป็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนในตระกูลไท ถ้าใช้คำว่าเป็นคนไทย เราจะไปคิดว่าพระองค์ท่านเป็นคนในประเทศไทย แล้วจะเตลิดไปถึงขนาดเกิดในเมืองไทยไปด้วย...!
              อย่าลืมว่าไทยมีสารพัด ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยพวน ไทยอาหม ไทยลื้อ ไทยเขิน เป็นคนในตระกูลไท เพราะบ้านเราเมืองเราเพิ่งจะเป็นประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ ๖ นี่เอง ก่อนหน้านั้นเป็นสยาม ถัดจากนั้นขึ้นไปก็ยังเป็นอโยธยา
      ถาม :  ไม่ใช่แขกตัวดำ ๆ ตามที่เราเข้าใจ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่…เพราะสมัยก่อนผู้คนสามารถไปถึงกันหมด โดยที่ไม่มีเขตแดนประเทศเป็นเครื่องขีดคั่น จะมีเครื่องขีดคั่นขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีใครสักคนหนึ่งตั้งตนเป็นใหญ่ขึ้นมา แล้วก็ขยายอาณาเขตครอบครองออกไปว่าถึงตรงไหน
              แต่สมัยก่อนก็ยังไม่แน่ชัดเหมือนกับสมัยนี้ โดยเฉพาะพวกที่อยู่รอยต่อระหว่างแดนต่อแดน ก็คือคนเชื้อชาติเดียวกัน เพียงแต่โดนกำหนดให้อยู่กันคนละเขตกันเท่านั้นเอง
              ภาษาไทยกับภาษาลาว ก่อนหน้านี้คือภาษาเดียวกัน มาพัฒนาเปลี่ยนแปลงเพราะไทยกรุงเทพฯ ภาษาไทยที่แท้จริงคือภาษาอีสาน
              ภาษาไทยกรุงเทพฯ ของเราเป็นภาษาไทยแบบเหน่อเจ๊ก คนจีนพอมีมาก ๆ เข้า พูดไทยแล้วไม่ชัดไปเรื่อย ๆ แต่จำนวนคนเขามีมากกว่า ยิ่งมีฐานะดีกว่าด้วย จะพูดจะทำอะไรก็มีคนเลียนแบบทำตาม ภาษาไทยแบบจีนจึงพัฒนามาเป็นภาษาหลักอย่างในปัจจุบัน
              ยิ่งเป็นส่วนกลางที่ควบคุมทางภูมิภาคอยู่ด้วยเ ขาก็เลยเอาเป็นภาษาหลัก กลายเป็นภาษาที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นภาษาไทย ขณะเดียวกัน ภาษาไทยดั้งเดิมก็ไปว่าเขาเป็นภาษาลาวบ้าง คำเมือง (ภาษาเหนือ) บ้าง
*************************

      ถาม :  สถานที่ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน อยู่ที่นั่นจริงหรือครับ ?
      ตอบ :  มีอยู่จริงแต่บางจุดก็ไม่ตรง ห่างจากสถานที่จริงหลายกิโลเมตร แต่เราต้องมาดูวัตถุประสงค์ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ว่า
              บุคคลที่ได้ไปไหว้สังเวสนียสถานทั้ง ๔ จะได้เป็นอนุสติระลึกนึกถึง ในเมื่อเรายึดเป็นอนุสติแล้วจะไหว้ตรงไหนก็ได้ ขอให้ไหว้แล้วระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ก็พอแล้ว
      ถาม :  ไม่ค่อยเชื่อว่าอยู่ในอินเดีย เพราะร่องรอยไม่ค่อยเหลือแล้ว ?
      ตอบ :  ไม่เป็นไร ถ้าเราเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าสักที ต่อไปเขาก็จะไม่เชื่อว่าประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เพราะอิสลามบุกเข้าไปทำลายหมด เขาไม่ได้เผาเฉย ๆ แต่โกยดินกลบด้วย ตอนที่เขาขุดมหาวิทยาลัยนาลันทาขึ้นมา อยู่ใต้ดินเกือบสามเมตร...!
              รัฐพิหาร รัฐเดียวมีวัดอยู่สามหมื่นกว่าวัด จนเขาเรียกว่ารัฐพิหาร(วิหาร) โดนเขาทำลายเกลี้ยงไม่เหลือ
              คุณลองดูอินโดนีเซีย บรมพุทโธ (บุโรบุโด) เป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาที่ใหญ่โตมาก แต่เหลืออะไรบ้างนอกจากตัวบรมพุทโธอย่างเดียว นอกนั้นเป็นอิสลามหมด
              อัฟกานิสถานก่อนหน้านั้น เป็นเขตประกาศศาสนาของศาสนาพุทธเต็ม ๆ เลย ปัจจุบันแม้แต่พระพุทธรูปใหญ่เขาก็ทำลายทิ้งหมด หลวงจีนฟาเหียน ท่านบันทึกเอาไว้ว่า มีพระนอนยาวถึงสามร้อยศอก แต่เขาก็ยังหากันไม่เจอ น่าจะโดนโกยทรายกลบไปนานแล้ว เจอแต่พระยืนและโดนพวกตาลีบันทำลายเรียบร้อยไปแล้ว
*************************

      ถาม :  นอนแล้วฝันไม่ค่อยดี ตื่นขึ้นมาหมดแรง ปวดเมื่อย ทำอะไรผิดหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ไม่มีหรอกจ้ะ จริง ๆ แล้วเวลาฝัน คือกายในเราออกไป พอกายในออกไป ถึงเวลาเราเกิดฝันว่าหนีอะไร หรือกลัวอะไร เราก็จะเหนื่อยเหมือนตัวจริง
              ให้ใช้วิธีภาวนาให้หลับ นึกถึงลมหายใจเข้าออก พุทโธ ๆ ๆ ให้หลับ จนคล่องตัวแล้วจะไม่ฝัน ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะช่วยได้เยอะ
*************************

      ถาม :  อารมณ์ในการตัดสินใจ เกิดจากการเห็นโทษ กลายเป็นว่าเวลาที่คิดใคร่ครวญทำอะไร ก็จะอยู่แค่ทำไปแล้วเป็นประโยชน์ต่อการหลุดพ้นหรือเปล่า ? ขณะเดียวกันมีโทษหรือไม่ ? จากนั้นก็ตัด แล้วเลือกเอาแต่ส่วนที่ดีเท่านั้น ส่วนที่เป็นความชั่วจะหยุดไปเอง ?
      ตอบ :  อย่างที่เคยบอกไว้ว่า ให้ละชั่วทำดีไปเรื่อย ๆ รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ เดี๋ยวพอท้าย ๆ ก็จะไม่เอาทั้งดีทั้งชั่ว น่ากลัว...น่ากลัวตรงที่ว่า พอท้าย ๆ แล้วจะไม่อยากอยู่บ้าน ยอากไปอยู่วัดหรือป่ามากกว่า ...!
      ถาม :  ตอนนี้อยากไปอยู่ป่าแล้ว ?
      ตอบ :  พอถึงเวลานี้เหมือนกับมุมมองหรือโลกทัศน์ของเรากลับข้างกับคนอื่น สิ่งที่คนอื่นเห็นว่าสุข เราจะเห็นว่าทุกข์ สิ่งที่คนอื่นเขาเห็นว่าดี เราก็เห็นว่ายังไม่ดีจริง ทำให้อยู่กับคนอื่นลำบาก มีอยู่ทางเดียว...ถ้าไม่เตลิดเปิดเปิงเข้าป่าเข้าดง ก็ต้องไปอาศัยอยู่วัดเลย
      ถาม :  อยู่กับคนที่กำลังใจไม่เท่ากัน เขาจะมองเราอีกอย่างหนึ่ง กลายเป็นเขาสร้างโทษให้ตัวเอง ?
      ตอบ :  ไปห่าง ๆ เสียจะดีกว่า แสดงว่าตอนนี้อาการของเราหนัก หมอคงไม่รับรักษาแล้ว ...!
      ถาม :  ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฆราวาส ?
      ตอบ :  จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรหรอก สิ่งภายนอกนั้นเป็นแค่สมมติเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของเรา จากสภาพภายในจิตใจของเรา ก็จะโยงออกมาถึงกายภายนอก
      ถาม :  เหมือนจิตเราอยู่คนละภพภูมิกับคนอื่น ?
      ตอบอย่าเพิ่งไปเชื่อว่าดีก็แล้วกัน เดี๋ยวกลายเป็นอย่างเรื่องอีตอแหล แล้วโดนกิเลสตีกลับอีก...!
      ถาม :  คนอื่นคุยกับเราได้ แต่เราหาคนคุยไม่ได้ ?
      ตอบ :  บางระยะอาตมาเองก็ต้องฝืนใจอย่างมากเลย เพราะเรื่องที่เขาคุยไม่ได้ไปทางเดียวกับเรา พอเขาคุยจบ เราก็ตัด...เดินจากไปเลย เหมือนกับเสียมารยาท ก็เลยดูค่อนข้างจะเป็นคนแปลก ๆ ในหมู่เพื่อนฝูง
      ถาม :  จะเลิกเรียนแล้วเข้าป่า ?
      ตอบ :  ให้เรียนจบก่อน โลกต้องไม่ช้ำ ธรรมต้องไม่เสีย ลงทุนไปขนาดนั้นแล้ว อาตมายังรู้สึกมีรสชาติกับชีวิตในการเรียนอยู่เลย เราจะมาหมดรสาติได้อย่างไร ?
*************************

      ถาม :  ตั้งแต่ปีใหม่โดนผีบีบคอทุกวัน ถ้ามาเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็พอรับได้ แต่มาแล้วบีบคอทับอก รับไม่ค่อยได้ ?
      ตอบเขาแค่มาทดสอบ สำคัญว่าตอนนั้นอารมณ์ใจเราเป็นอย่างไร อย่างอาตมาโดนทดสอบอยู่สามปี จนเขาหมดอารมณ์ก็ไปเอง ตอนนั้นอาตมาไม่เคยนึกถึงความดีอะไรเลย สู้อย่างเดียว...!
      ถาม :  ทุกคืนต้องนอนกำพระขรรค์โสฬส เพราะเป่านะโมพุทธายะก็ไม่ไปแผ่เมตตาก็ไม่ไป พอกำพระขรรค์โสฬสเขากลับยอม ?
      ตอบ :  แสดงว่ายังเกรงใจอยู่ ของอาตมาเองไม่ได้กำอะไรเลย ตอนนั้นนอนภาวนาอย่างเดียว เขามาเมื่อไรก็ฟัดกันกระจายอยู่ตรงนั้น
              ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเขาเหนือกว่าเราทุกกระบวนท่า เพราะเราจะทำอะไรเขารู้หมด แค่เราคิดจะทำอะไร ยังไม่ทันจะขยับ เขาก็ไปดักไว้ก่อนแล้ว แต่ว่าก็ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ สามปีเต็ม ๆ ที่ตีกันมาทำให้มีความคล่องตัวมาก ต่อไปให้ไปฟัดกับใคร รับรองว่าไม่เป็นรองเขาหรอก เพราะจะมาไม้ไหนก็ต้องแก้ให้ทัน แล้วพยายามตอบโต้กลับไป ไม่ยอมขาดทุนอยู่ฝ่ายเดียว
              สรุปว่า ตลอดสามปีเทวดาทดสอบแล้วเหนื่อยเปล่า เพราะว่าอาตมาไม่ยอมนึกถึงความดีอะไรเลย สู้อย่างเดียวจริง ๆ ...!
      ถาม :  เป็นคนที่คุยไม่เป็น ไม่ใช่ทูตที่จะต้องเจรจากับใคร ?
      ตอบ :  เขาเรียกว่า เหมือนหมาป่ากับลูกแกะ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุ เขาก็หาเหตุมาจนได้ ก็คือ เขาตั้งใจจะแกล้งอยู่แล้ว อยากรู้ว่าอารมณ์ใจของเราไปถึงขั้นไหน
              อาตมาเองพอเรื่องจบ ถึงมานึกถึงคำพูดหลวงพ่อวัดท่าซุงได้ หลวงพ่อท่านว่า “ถ้าเรานึกถึงความดีอะไรได้สักอย่าง เขาก็จะเลิกแกล้ง” แต่ทำไมในหัวคิดของอาตมาไม่มีความดีอะไรที่จะนึกเลยแม้แต่นิดเดียว รู้อยู่อย่างเดียวว่าเอ็งมาข้าจะสู้ ไม่เอาอย่างอื่นเลย...
              นี่เป็นสันดานเฉพาะตัว สู้มาตลอดทุกยุคทุกสมัยก็เลยไม่ยอม นึกอยู่อย่างเดียวว่า เอ็งจะแน่สักแค่ไหนวะ...?! สามปีสู้อย่างเดียวจริง ๆ ...!
*************************

              “ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เป็นปัญหาปากท้องของประชาชน เนื่องจากข้าวของทุกอย่างจะแพง
              น้ำมันราคาแพงแล้วของแพง...เราเข้าใจ แต่น้ำมันแพงแล้วของไม่มีขายและราคาแพง...พวกเราไม่ค่อยเข้าใจ เนื่องจากปีนี้จะแล้งนาน ในเมื่อแล้งนาน นาปรังที่คเยทำก็จะได้ผลน้อย นาปีก็ไม่รู้ว่าจะได้สักเท่าไร โดยเฉพาะพวกที่ทำสัญญาขายข้าวให้กับต่างประเทศล่วงหน้า
              สมมติว่าทำสํญญาขายข้าวไว้หนึ่งร้อยตัน ถึงเวลาเขาก็ต้องไปกว้านข้าวให้ได้หนึ่งร้อยตันเพื่อส่งสัญญา จะส่งผลให้บ้านเรามีข้าวเหลือน้อยแล้วราคาจะแพง ในเมื่อแล้งมาก พืชผลต่าง ๆ ก็จะได้ผลน้อย สมมติว่าเคยปลูกอ้อยหนึ่งไรได้ผลยี่สิบต้น ก็จะลดน้อยลงไปมาก กลายเป็นว่าข้าวของอย่างอื่นก็จะแพงไปด้วย
              ปัจจุบันบ้านเรามักจะทำการเกษตรเชิงเดี่ยวกันมาก ก็คือปลูกพืชอย่างเดียว เช่น ปลูกยางพาราอย่างเดียว ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเดียว ของพวกนี้ถ้าขายไม่ออก เราเองกินก็ไม่ไ้ด้ ก็จะเดือดร้อนกันมาก
              ปีนี้จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงมาก กำลังรอดูว่า ในหลวงจะทรงมีพระราชดำริ อะไรออกมาเพื่อช่วยเหลือพวกเราบ้าง เรื่องของรัฐบาลไม่ต้องไปหวังหรอก เอาตัวรอดจากสารพัดเรื่องไปวัน ๆ ได้ ไม่ทำให้ขายหน้าชาวโลกเขาก็พอแล้ว
              มีบางปีที่พระองค์ท่านสั่งกระทรวงเกษตร ให้สอยเมฆทุกก้อนที่ผ่านประเทศลงมาให้ได้ แม้จะคำนวณแล้วว่า ถ้าทำเป็นฝนก็จะไม่ตกในประเทศไทย แต่จะเลยไปพม่า ลาว เขมร
              ในหลวงตรัสว่าไม่เป็นไร ให้มีฝนตกลงมาก็แล้วกันเพราะความชื้นที่พื้นมีอยู่ เดี๋ยวก็ก่อตัวรวมเป็นเมฆใหม่ เราก็สามารถจะเอาลงมาได้อีก เดี๋ยวก็ตกตรงจุดที่เราต้องการเอง ปัจจุบันแม้ว่าสุขภาพพลานามัยขององค์ในหลวงจะไม่แข็งแรง แต่พระองค์ก็ยังคงทรงงานหนักอยู่เป็นปกติ
              สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่การตำหนิ แต่อยากจะบอกว่า รัฐบาลของเราไม่มีการวางแผนระยะยาวในการแก้ปัญหาอะไรสักเรื่องเดียว รู้ว่าน้ำจะท่วมกลับนั่งรอให้ท่วม ท่วมแล้วค่อยไปแจกของ ตอนนี้รู้ว่าฝนจะแล้ง รู้ว่าน้ำมันจะแพง แต่ไม่มีแผนอะไรรองรับอย่างชัดเจนเลยแม้แต่แผนเดียว
              ในเมื่อนโยบายที่จะให้เป็นแนวปฏิบัติไม่มี แล้วจะไปกล่าวถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา ก็ไม่ต้องพูดถึงกันเลย กลายเป็นว่าภาระทั้งหมดตกอยู่ที่องค์ในหลวงเหมือนเดิม คิดแล้วอยากร้องไห้นะ ...จะร้องไห้สงสารในหลวงหรือร้องไห้สงสารตัวเองที่เกิดเป็นคนไทยดี ?”
*************************

              “เด็กรุ่นหลัง ๆ ที่ไม่มีโอกาสเห็นในหลวงของเราทรงงานทั้งวัน ไม่มีโอกาสเห็นว่า พระองค์เสด็จไปช่วยเหลือชาวบ้าน จนแทบจะทุกซอกทุกมุมของประเทศ เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมคนรุ่นก่อน ๆ จึงซาบซึ้งเคารพในหลวงขนาดนั้น
              เราลองคิดดูว่า ปัจจุบันนี้พระองค์ท่านต้องประทับรถเข็น แต่ก็ยังต้องออกทรงงานไม่หยุดไม่หย่อน ประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราาช งานทุกอย่างทั่วประเทศก็ไปรวมตรงนั้น
              ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ตรัสว่าในหลวงสอนลูก ๆ ว่า เราสามารถดำรงอยู่ในราชวงศ์ คงฐานะคงความเป็นกษัตริย์เหนือกว่าคนอื่นได้ ก็เพราะประชาชนเขาสนับสนุนเรา เพราะฉะนั้น...มีอะไรที่จะตอบแทนคนที่สนับสนุนเราได้ เราก็ต้องทำให้เต็มสติกำลัง
              ข้าราชการของเราขาดสำนึกในหน้าที่ ขาดสำนึกคำว่า “ข้าราชการ” ก็คือ เป็นข้าใต้เบื้องพระยุคลบาทของในหลวง แทนที่จะทุ่มเทรับใช้ประชาชนให้สมกับคำว่าข้าราชการ กลับไปเข้าใจผิดคิดว่าตนเองเป็นเจ้านายชาวบ้าน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกินเงินภาษีราษฎร ซึ่งเท่ากับชาวบ้านเป็นเจ้านายจ่ายเงินเดือนให้
              ในเมื่อขาดจิตสำนึกตรงนี้ โอกาสที่จะทุ่มเทแก่บ้านเมืองและประชานก็เลยมีน้อย ถามว่าข้าราชการดี ๆ มีบ้างหรือไม่ ? มี...แล้วทุ่มเทกับประชาชนหรือไม่ ? ทุ่มเท...แต่คนทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียว เหมือนกับน้ำหยดหนึ่งในทะเลทราย ที่แน่ ๆ ก็คือ แทบไม่มีใครเลยที่จะไปค้นเอาคุณงามความดีที่เขาเหล่านี้ทำ มายกย่องให้เป็นที่รู้กันของคนหมู่มาก
              กลายเป็นว่า คนที่ทำดีก็ทำไป ทำดีร้อยครั้ง จะมีคนเห็นสักครั้งก็ยาก แต่ถ้าทำชั่วครั้งเดียวโดนด่าจมธรณีไปเลย ดังนั้น...ถ้าไม่ใช่บุคคลที่ทำดีเพราะอยากทำ ทำดีจากกมลสันดานจริง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ในวงข้าราชการนี้ได้นาน ไม่นานก็จะโดนกลืน โดนครอบ กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพวกที่ไม่เอาไหน”
*************************

              อาตมาเองเรียนวิชาทหารมา ตอนที่เรียนอยู่ เขาอบรมมาขนาดไหน ทันทีที่เข้าไปรับราชการ สิ่งที่พบกับสิ่งที่เรียนมา เป็นคนละเรื่องเดียวกัน แต่ยังดีที่เป็นวงการทหาร ทหารจะเป็นหน่วยราชการที่เสียหายน้อยที่สุด ยังเป็นที่เชื่อถือของประชาชนอยู่ แต่ปัจจุบันนี้ทหารของเราใกล้การเมืองมากเกินไปแล้ว ใครเข้าใกล้การเมืองแล้ว จะไม่แปดเปื้อน ไม่สกปรกนั้นไม่มี
              เมื่อเรียนจบมาไปรับราชการ สิ่งที่พบเห็น ถ้าไม่ใช่บุคคลที่มั่นคงต่ออุดมการณ์ เราไม่ใช่บุคคลที่มีกำลังใจเข้มแข็งจริง ๆ จะไม่สามารถดำรงปณิธานส่วนตัวอยู่ได้ ท้ายสุดก็จะต้องละลายตามพวกเขาไป
              ดังนั้น...ในวงข้าราชการประจำ เขาจะมีคติอยู่ว่า ถ้าเจ้านายใหม่มา ใช้เวลา ๖ เดือนครอบให้เป็นพวกเราให้ได้ ถ้า ๖ เดือนไม่สามารถจะครอบเป็นพวกได้ ก็ต้องงัดให้กระเด็นไปให้ได้ เดี๋ยวนี้เขาเป็นอย่างนี้กันหมดแล้ว
              ขอโทษเถอะ...ทำไมบ้านเราถึงโกงกินกันได้ทุกวงการขนาดนี้ก็ไม่รู้ ? ถึงนาดมีลงานวิจัยของนักศึกษาญี่ปุ่นท่านหนึ่ง เขาฟันธงเลยว่า ประเทศไทยมีแต่ในหลวงเท่านั้นที่ไม่โกง ตายละวา...อะไรจะปานนั้น​ ?
              เรามานึกดูว่า ปัจจุบันในหลวงปีนี้ ๘๔ พรรษาแล้ว จะอยู่เป็นมิ่งขวัญ เป็นกำลังใจให้ประชาชนได้อีกนานเท่าไร ใครที่ไปปฏิบัติธรรมรุ่น ๓ ที่วัดท่าขนุนตอนอุทิศส่วนกุศลพวกเราอธิษฐานว่า “ขอให้สถิตมั่นอยู่ในไอศูรย์ราชสมบัติ ตราบจิรัฏฐิติกาลสมัย ขอทรงเป็นฉัตรแก้วคุ้มภัย แก่ปวงข้างพเจ้าทั้งหลาย ตราบสิ้นกาลนานเทอญ” ก็ไม่รู้เหมือนกัน จะช่วยให้พระองค์ท่านจะอยู่ไปได้อีกสักกี่วัน”
*************************

              “ถ้าหากปุบปับสิ้นในหลวงไป บ้านเราเมืองเราจะวุ่นวายอย่างที่ไม่สามารถจะบรรยายเป็นคำพูดได้ เพราะตอนนี้บุคคลบางกลุ่มก็รอจังหวะว่า ถ้าสิ้นในหลวงเมื่อไร จะเป็นระยะเวลาที่เขาเป็นใหญ่ในประเทศ บุคคลบางคนก็รอจังหวะว่า ถ้าสิ้นในหลวงขึ้นมา ก็จะได้ทำอะไรตามใจตัวเองเสียที
              เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เหมือนกับระเบิดที่รอเวลาระเบิด เราลองมานึกถึงในแบบภาษาชาวบ้านว่า ในหลวงเป็นคนแก่ อายุ ๗ รอบ ๘๔ พรรษาแล้ว ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า รอวันตาย ในสภาพการณ์อย่างนี้ ถ้าหากบรรดาข้าราชการต่าง ๆ ยังไม่เป็นผู้นำประชาชนในการทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม ยังคงเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพวกพ้องแล้ว ประเทศเราก็จะไปไม่รอด
              ตอนนี้รอบบ้านของเราเขาใช้เทคโนโลยี 3G ก้นครึกครื้นไปแล้ว เวียดนามและลาวกำลังลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่บ้านเรา 3G ยังคลอดไม่ได้ เพราะว่านักการเมืองยังตกลงผลประโยชน์กันไม่เสร็จ
              รถไฟฟ้าเหลืออีกสองสถานีจะถึงบ้านวิริยบารมี แต่งอกต่อไม่ได้เสียที รางรถไฟฟ้าไปตั้งนานแล้ว แต่สถานีไม่งอกเสียที
              เรื่องเหล่านี้เกิดจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป จนไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมกันเลย แล้วคอยดูเถอะ...พอมีใครพูดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เขาก็จะหาคำแก้ตัวเพราะ ๆ ฟังแล้วน่าเชื่อถือ มากลบเกลื่อนไปจนได้แหละ...!
*************************