​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๖๗

 

              เมื่อคืนมีโทรศัพท์เข้ามา ๗-๘ สาย ตอนเช้าเปิดดูกลายเป็น ทางอำเภอ ทางจังหวัด และทางเลขานุการเจ้าคณะภาค ๑๔ แจ้งว่าอาตมาไม่ต้องไปสอบพระอุปัชฌาย์แล้ว เพราะเขาพิจารณาขั้นสุดท้ายเมื่อคืนนี้แล้วไม่ให้ผ่าน อุตส่าห์สอบมาสองชั้นแล้ว ทำไมชั้น ๓-๔ ไม่ให้ผ่าน
              เขาบอกว่า ผลงานของพระอุปัชฌาย์ที่เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมนั้นต้องทำอยู่ในวัดของตน แต่อาตมาสอนที่นี่ (ที่บ้านอนุสาวรีย์ มากกว่า จึงไม่ถูกต้องตามกติกาของเขา ไม่เป็นไร...เดี๋ยววันไหนได้เป็นเจ้าคณะตำบล ก็ต้องเป็นพระอุปัชฌาย์อยู่ดี ไม่เห็นมีอะไรต้องตื่นเต้นเลย
              คนที่หงุดหงิดที่สุด คือ เลขาเจ้าคณะภาค ๑๔ ท่านเจ้าคุณไพบูลย์ (พระราชปริยัติโมลี) เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนปริญญาโทอยู่ด้วยกัน ท่านว่า “ไอ้ห่....กติกาอย่างนี้ก็มีด้วย...!
              ส่วนท่านเจ้าคุณปัญญา (พระราชวิสุทธิเมธี) รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ท่านบอกว่า “ผมได้ความรู้ใหม่เลยว่า ผลงานต้องทำเฉพาะในวัดของตัวเองเท่านั้น แล้วจะไปเผยแผ่พระศาสนาให้กว้างขวางได้อย่างไร ?” ไปที่อื่นเขาไม่นับเป็นผลงาน ก็แปลกดี...
              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าของเราเป็นสุดยอดอัจฉริยมนุษย์ พระองค์ท่านบอกว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ก็ไม่มีอะไรเที่ยงจริง ๆ ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง กินข้าวในกะละมังยังหกได้...!
              แต่ก็ดีตรงที่ว่าได้วัดกำลังใจของตัวเองว่า ยังหวั่นไหวอยู่หรือเปล่า ? เรื่องของโลกธรรมแปดนั้น พาให้ทั้งหวั่นทั้งไหวเลย
              ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ต่อให้คุณหนักแน่นขนาดไหนก็ตาม ถ้ากำลังใจไม่ทรงตัวจริง ๆ ก็จะไหว ไหลตามเขาไปจนได้
              ส่วนการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ คนจะหวั่นอยู่ตลอดเวลาว่าจะมาถึงตัวเมื่อไร เพราะฉะนั้น...จึงทั้งหวั่นทั้งไหวเลย

              ฉะนั้น...บุคคลที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม จึงเป็นบุคคลที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญมาก ตอนท้ายของมงคลสูตร พระองค์ท่านตรัสว่า ผุฏฐัสสะโลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ จิตที่กระทบกับโลกธรรมแล้วไม่หวั่นไหว เอตัมมังคะละมุตตะมัง จัดเป็นสุดยอดของอุดมมงคล
              ประโยคนี้อาตมาเขียนติดสมุดบันทึกตัวเองไว้หลายปีเลย
              สมัยก่อนเป็นคนที่ชอบเขียนบันทึกมาก ติดนิสัยเขียนบันทึกประจำทุกวัน เพื่อเป็นการตรวจสอบตัวเองว่า มีอะไรก้าวหน้าหรือถอยหลังในการปฏิบัติบ้าง ถ้าไม่บันทึกเอาไว้ ก็จะไม่รู้ถึงความก้าวหน้าของตัวเอง หรือถึงจะรู้แต่ก็ไม่ละเอียด
              ในเมื่อบันทึกเอาไว้ ก็จะต้องมีคำพูดที่คอยสะกิดเตือนใจตัวเองเอาไว้ สมุดเล่มเแรก ๆ จะเขียนไว้ว่า “จงอย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานไปวัดคนอื่น” คือคนเรากำลังใจไม่เท่ากันหรอก ดีก็ไม่เท่ากัน ชั่วก็ไม่เท่ากัน เราจะเอาตัวเราเองเป็นบรรทัดฐานไปวัดคนอื่นเขาไม่ได้
              พอถัด ๆ มาก็กลายเป็น “จงอย่าให้กาย วาจา ใจ ของเราเป็นทุกข์เป็นโทษแก่คนอื่นเขาเลย” การที่เราจะคิด เราจะพูด เราจะทำ อย่างไรอย่าให้เกิดโทษและเดือดร้อนแก่คนอื่นเขา
              แล้วถึงมาเป็นบาลีที่ว่า “ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ แปลว่า จิตที่กระทบโลกธรมแล้วไม่หวั่นไหว”
              ตอนนั้นเขียนพาดหน้าสมุดบันทึกเอาไว้ว่า นี่แหละเป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึง ทำอย่างไรจะให้จิตกระทบกับโลกธรรมแล้วไม่หวั่นไหว พระพุทะเจ้าท่านตรัสว่า เอตัมมังคะละมุตตะมัง สุดยอดของความเป็นมงคล”
      ถาม :  ไม่หวั่นไหว คือไม่สะดุดกับโลกธรรมเลยใช่ไหมคะ ?
      ตอบไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายด้วย สามารถวางอารมณ์ใจให้เป็นกลางได้ ได้มาก็รับเอาไว้ ไม่ได้มาก็ไม่ไปดิ้นรนไขว่คว้า เสียไปก็ไม่สะดุ้งหวั่นไหว
*************************

      ถาม :  ปฏิบัติธรรมมาพอสมควรแล้ว จิตเริ่มขี้เกียจ จะกำราบกิเลสอย่างไรดี ?
      ตอบ :  แสดงว่าจวนจะแย่แล้ว ต้องไปฝึกมรณานุสติ ให้รู้สึกอยู่เสมอว่า ความตายอยู่กับเรา ทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าตายตอนนี้ กำลังใจเรายังไม่ดี เราต้องลงอบายภูมิแน่นอน เพราะฉะนั้น...ถ้าอยากลงอบายภูมิ ก็จงขี้เกียจต่อไป บอกกับตัวเองให้ชัด ๆ อย่างนี้ไปเลย
              เอามรณานุสติเป็นเกณฑ์ ทำตัวเป็นคนมีวันนี้เป็นวันสุดท้าย ถ้าวันสุดท้ายไม่ทุ่มเท ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรอดหรือไม่
      ถาม :  ถ้าขี้เกียจในมรณานุสติ ?
      ตอบ :  ถ้าขี้เกียจในมรณานุสติ ก็ต้องขี้เกียจหายใจด้วย..! วันก่อนมีโยมบอกว่า เบื่อแล้วอยากฆ่าตัวตาย อาตมาบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้ฆ่าตัวตายตามแบบพระพุทธเจ้า ก็คือ ฝึกฌานสี่ละเอียดให้ได้ เข้าฌานสี่ไปแล้ว พอคลายออกมาแล้วอย่าหายใจ ก็จะตายเอง แล้วตายแบบนั้นเราเลือกได้ด้วยว่าเราจะไปไหน
              ฉะนั้น...วิธีฆ่าตัวตายแบบพระพุทธเจ้าสุดยอดมากเลย สมควรที่ทุกคนจะเลียนแบบ ก็คือ ถ้าหายใจจะมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ถ้าเราคลายจากฌานสี่ออกมาแล้วไม่หายใจ ก็จะไปเลย อย่างที่หลวงพ่อฤๅษีท่านบอกว่า บุคคลที่คล่องในอานาปานสติ สามารถที่จะกำหนดเวลาตายของตัวเองได้
              อย่างในธรรมบท ที่ลูกศิษย์ถามพระอาจารย์ว่า จะรู้เวลาตายได้อย่างไร ? พระอาจารย์จึงขีดเส้นเอาไว้ บอกว่า “ถ้าฉันเดินจงกรมครบรอบ มาเหยียบเส้นนี้เมื่อไร ฉันก็จะตาย” ลูกศิษย์ก็รอดู พอพระอาจารย์เดินจงกรมจนครบรอบ เหยียบเส้นก็มรณภาพในท่ายืนทันทีเลย เพราะท่านเข้าฌานแล้วทิ้งไปเลย ถ้าไม่หายใจเสียอย่าง จะไปอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องตาย
              เพราะฉะนั้น....ท่านทั้งหลายเหล่านี้สามารถที่จะกำหนดเวลาตายได้ชัดเจน อย่างหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ท่านบอกว่า เวลาหกโมงเย็นท่านจะไป หลวงพ่อกับเพื่อน ๆ ก็ช่วยกันสวดอิติปิ โสฯ ถวายท่าน
              ตอนแรกหลวงปู่ท่านให้จุดธูปแขกที่มีกลิ่นหอม ๆ เพื่อที่จะได้กลิ่นแล้วจิตระลึกว่านี่เป็นการบูชาพระรัตนตรัย จิตของท่านจะได้เกาะพระ และการฟังสวดอิติปิ​โสฯ ทำให้น้อมใจเกาะในคุณพระรัตนตรัยไว้ พอถึงเวลาสวดเสร็จ หลวงปู่ถามว่ากี่โมงแล้ว หลวงพ่อฤๅษีกราบเรียนว่าหกโมงแล้ว หลวงปู่ปานก็ชีพจรดับไปทันทีเลย
              ปกติชีพจรมือและเท้าจะดับไม่พร้อมกัน แต่ลักษณะของผู้ทรงฌานจะตัดดับไปเลย หยุดก็คือหยุดพร้อมกันไปเลย
      ถาม :  ยังไม่ถึงฆาตก็ไปได้หรือคะ ?
      ตอบ :  ท่านถึงฆาตแล้ว รู้ด้วยว่าท่านเองจะต้องไปตอนไหน
      ถาม :  ถ้ายังไม่ถึงฆาต แล้วฆ่าตัวตายไปแบบนั้น ?
      ตอบ :  ทำได้ เราก็เป็นสัมภเวสีไปก่อน แต่เป็นสัมภเวสีชั้นดี เพราะออกไปด้วยกำลังของฌาน แบบเดียวกับประวัติของท้าวมหาพรหมชินปัญชระ ที่ผู้หญิงเห็นท่านรูปร่างถูกใจมาก กระโดดกอดท่าน ท่านก็เลยทิ้งร่างไปเลย นี่ว่าตามประวัติของท่านนะ...ท่านจึงไปเกิดเป็นพรหม เพราะท่านไปด้วยกำลังฌาน
      ถาม :  เทียบกับสัมภเวสี...?
      ตอบ :  ก็แค่รอให้หมดอายุมนุษย์ ถ้าอยู่ในลักษณะนั้นสบายจะตาย เพราะออกไปด้วยกำลังของฌานสมาบัติ มีความสุขเท่ากับพรหม เวลาของมนุษย์แค่ครู่เดียว ทำไมจะรอไม่ได้
      ถาม :  พระราหุลไปนิพพานที่ชั้นดาวดึงส์ จินตนาการไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ?
      ตอบ :  จะไปจินตนาการทำอะไร ? เป็นปลาแล้วไปจินตนาการว่านกบินขึ้นฟ้าอย่างไร คิดออกก็แปลกแล้ว...! ไม่ต้องถึงพระอรหันต์อย่างพระราหุลหรอก แค่ท่านอสิตดาบสหรือกาฬเทวิลดาบส ถ้าเราอ่านพุทธประวัติก็จะรู้ว่า ท่านเป็นคนแรกที่ไปเยี่ยมเจ้าชายสิทธัตถะที่เพิ่งประสูติ
              ตอนนั้นท่านอสิตดาบสขึ้นไปนอนพักที่ดาวดึงส์ เทวดานางฟ้าท่านรื่นเริงบันเทิงใจ ทั้งโห่ทั้งแห่ เสียงกลองทิพย์บันลือลั่นไปสามโลก ท่านอสิตดาบสก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอถามเขาก็บอกว่า พระมหาโพธิสัตว์ประสูติแล้ว ท่านจึงรีบลงมากราบเยี่ยม
              อย่างพระราหุลท่านนิพพาน ท่านก็ไม่ได้ทิ้งสังขารไว้ให้พรหมเทวดาต้องจัดการ ท่านอธิษฐานเตโชธาตุเผาตัวเอง เหลือแต่พระธาตุ ให้เขาเก็บไปบรรจุในพระเจดีย์ไว้บูชา
      ถาม :  ไปดาวดึงส์ คือไปแบบอภิญญาใหญ่ใช่ไหมคะ ?
      ตอบ :  ใช่…ไปแบบเอาร่างกายนี้ไปทั้งตัวเลย
      ถาม :  อยู่ที่นั่นได้อย่างไร ?
      ตอบ :  ถึงได้บอกว่าเป็นปลาแล้วอยากจะไปรู้เรื่องนก...! อภิญญาใหญ่เสียอย่าง จะไปไหนก็ไปได้ จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ จะอยู่ในอวกาศ อยู่ในทะเล ก็ไม่เดือดร้อน นึกอยากจะหายใจก็มีอากาศให้หายใจ นึกจะกินก็ไม่ต้องกิน แค่ดึงเอาธาตุสี่รอบข้างมาทดแทนให้ร่างกายก็พอแล้ว
*************************

              “ในการปฏิบัติวันแรก ๆ เราจะโดนตีกรอบด้วยศีล ๘ และระเบียบวินัยก็คือต้องทำอะไรตามเวลา แล้วยังต้องงดข้าวเย็นอีก ก็จะเกิดอาการหงุดหงิดกลัดกลุ้มเป็นปกติ นอกจากนั้นเรายังไม่เคยชินกับการที่ต้องไป ยกหนอ...ย่างหนอ...เหยียบหนอ...อีก ก็จะยิ่งไปกันใหญ่
              ดังนั้น...วันแรก ๆ ก็จะหงุดหงิด พระวิปัสสนาจารย์ท่านมักจะใช้คำว่า สภาวธรรมเกิดขึ้น จนถึงขนาดมีคนเขาบอกว่า “วิปัสสนาขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ อุเบกขาบ้ายอ”
              วิปัสสนาขี้โกรธ ก็คือ คนที่มาปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะอย่างนี้ พอถึงเวลาแล้วจะเกิดปฏิฆะ กระทับกระทั่งกับคนอื่นง่าย เพราะอยู่ ๆ ก็มาโดนตีกรอบ จากที่เคยทำอะไรตามใจก็ทำไม่ไ้ด้ กิเลสก็เริ่มอาละวาด แต่ว่าไม่ใช่แค่ขี้โกรธเฉย ๆ นะ รัก โลภ โกรธ หลง มาครบทุกตัวเลย
              อย่างที่ฝรั่งหลายรายเขาบอกว่า “ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณเป็นคนเซ็กส์จัดขนาดไหน ให้ไปลองฝึก meditation ก็คือฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน” เพราะว่าแรก ๆ ของการฝึก ด้วยความที่จิตโดนบังคับให้อยู่กับที่ ก็จะดิ้นไปหาสิ่งที่เคยชิน แล้วฝรั่งเขาฟรีเซ็กส์เป็นปกติ ก็จะดิ้นไปหาเรื่องทางกามราคะอย่างเดียว
              แต่ไม่ใช่กิเลสจะมาตัวเดียวนะ รัก โลภ โกรธ หลง จะมีครบทุกตัว เพียงแต่ว่าตัวไหนที่จะเด่น ในเมื่อโดนตีกรอบ กิเลสก็จะมุดหนีไปในช่องที่เคยไป จะดิ้นเต็มที่เลย..!
              ดังนั้น...เราทุกคนจึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการปฏิบัติ ถ้าหากว่ากำลังใจยังไม่ทรงตัวชนิดที่ว่า ตั้งใจเมื่อไรสามารถที่จะทรงฌานได้เลยทันที อย่างไรเสียกิเลสก็จะต้องโผล่มาแน่นอน ไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง
              สันโดษขี้ขอ เป็นนิสัยเฉพาะคน แหม...เราเองเป็นผู้เสียสละแล้วซึ่งกิเลส แต่ว่าโยม...วัดยังไม่มีอย่างนั้น โยม...วัดยังขาดอย่างนี้ โยม...วัดต้องการสร้างอย่างโน้น กลายเป็นสภาพที่ควรจะต้องยินดีตามมีตามได้ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เที่ยวขอเขาดะไปหมด
              แต่จิรง ๆ แล้ว สันโดษ ไม่ใช่ว่าไม่เอาอะไรเลยนะ เพราะว่าสันโดษนั้น พระพุทธเจ้าทรงแยกออกว่ามี ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้มา ได้แค่ไหน พอใจแค่นั้น ไม่ไปดิ้นรนให้มากกว่านั้น
              ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลังที่ตนหาได้ จะได้เป็นพันล้าน หมื่นล้าน ก็พอใจแค่นั้น เพราะฉะนั้น...สันโดษไม่ใช่จนนะ สันโดษก็รวยได้
              และท้ายสุด ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามฐานะของตน ในเมื่อคุณรวยคุณจะขี่เบนซ์ ขี่บีเอ็มฯ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร
              ดังนั้น...อย่าไปเข้าใจผิดว่า สันโดษจะต้องจน อย่างที่ในหลวงทรงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่าต้องจน แต่เศรษฐกิจพอเพียงคือ ให้ตัวเองพอกินพอใช้ก่อน หลังจากนั้นค่อยคิดถึงเรื่องการค้าขาย ถ้ามีเหลือมากก็รวยได้ ไม่ใช่ว่าพอเพียงแล้วต้องเอานิดเดียว
              ส่วนอุเบกขาบ้ายอ คือ บุคคลที่กำลังใจยังไม่เป็นอุเบกขาจริง ๆ ยังวางไม่ได้จริง ๆ ถึงเวลาคนนั้นชมนิด คนนี้ชมหน่อย ก้นเราก็ค่อย ๆ กระดกโดยไม่รู้ตัว คือ ตัวลอย
              เพราะฉะนั้น...ถ้าหากว่าได้ยินประโยคนี้ขึ้นมา ต้องตีความให้ถูกนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะโกรธกันตาย เขาบอกว่า วิปัสสนาขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ อุเบกขาบ้ายอ ถ้าเราได้ยินแล้วไปโกรธไฟแลบ ก็จะกลายเป็นนักปฏิบัติขี้โกรธจริง ๆ”
*************************

              “หลวงพ่อวัดเขาตามะยะ เมืองพะอาง ประเทศพม่า ทหารพม่าทั้งกองร้อยเอารถยีเอ็มซีวิ่งเข้ามาตึงตังไปทั้งวัด
              ทหารบอกว่า “หลวงพ่อ เจ้านายให้มานิมนต์ไป”
              ท่านบอกว่า “กูไม่ไปกับมึงหรอก”
              “เขาให้บังคับนะหลวงพ่อ”
              “แล้วมึงจะอาอะไรมาบังคับกู ?”
              “พวกผมมีปืนนะหลวงพ่อ...!”
              “ปืนมึงไม่มีลูก กูไม่กลัวหรอก...!”

              ผลปรากฎว่า ทหารทั้งกองร้อยปืนมีแต่ซองกระสุนเปล่า ๆ ไม่มีลูกปืนเหลือสักนัดเดียว...!” ท่านแน่จริง ๆ แล้วแบบนั้นจะไม่ให้รัฐบาลพม่ากลัวได้อย่างไร พวกเขากลัวหลวงพ่อท่านพาชาวบ้านไปปฏิวัติ..!
*************************

              “นครปฐมโมเดล เกิดจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน เริ่มต้นขึ้นมา รับนักเรียนโดยอาศัยเกณฑ์ความดี นับเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนสอบเข้า
              หลังจากเวลาผ่านไป ๔ ปี การที่เขาใช้เกณฑ์ความดีในการรับเด็ก โดยอาศัยคะแนนความดีเป็นส่วนประกอบ เด็กรุ่นนั้นเริ่มจบแล้ว แม้กระทั่งรุ่นหลังที่ตามมา ก็มีความประพฤติออกไปในแนวที่เรียกว่าดีโดยธรรมชาติ กลายเป็นว่า มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และวิทยาเขตอื่น ๆ พยายามที่จะเลียนแบบบ้าง
              บางคนสงสัยว่า จะเอาอะไรเป็นเกณฑ์วัด ? บรรดาเด็ก ๆ ถ้าหากว่าสอบธรรมศึกษาได้ หรือว่าเคยไปปฏิบัติธรรมตามวาระต่าง ๆ แล้วได้วุฒิบัตรมา ถ้าต่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็สามารถใช้วุฒิบัตรนี้เป็นตัวประกอบในการสอบเข้าได้
              ดังนั้น...เด็กรุ่นหลัง ๆ จะได้เปรียบมาก ไปปฏิบัติธรรมวัดท่าขนุนแล้วได้รับแจกวุฒิบัตร ก็สามารถนำมาใช้งานจริงได้
              จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยเกษตรฯ น่าจะเร่ิมที่เกษตรฯ บางเขน แต่ไปเริ่มที่วิทยาเขตกำแพงแสนก่อน แสดงว่าผู้ที่บริหารของที่นั่นเขามีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก ตอนที่เขาทดลอง ไม่มีใครเชื่อว่าจะสำเร็จ ปรากฎว่า ๔ ปีผ่านไปได้ผลดีจริง ๆ
              จะเห็นได้ว่าเด็กของ ม.เกษตร มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าปกติ มีความรักใคร่สามัคคีกัน ทั้งในหมู่คณะและต่างคณะ มีการประสานงานกัน หนุนเสริมซึ่งกันและกัน ช่วยเหลืองานกันโดยไม่ต้องให้อาจารย์มาเคี่ยวเข็ญ บอกกล่าว เป็นไปโดยธรรมชาติเลย”
      ถาม :  ผู้บริหารเขากล้ามากเลยนะคะ ?
      ตอบ :  กล้ามาก เพราะว่าการวัดคะแนนด้วยเกณฑ์ความดีนั้นวัดยาก สัมภาษณ์ก็หลอกกันได้...ใช่ไหม ? แรก ๆ เขาใช้วิธีสัมภาษณ์ อย่างเช่นว่า คุณเคยทำบุญใส่บาตรไหม ? ใส่บาตรประจำที่หน้าบ้านหรือเปล่า ? ได้ใส่บาตรแล้วคุณรู้สึกอย่างไร ? วันพระได้เข้าวัดบ้างไหม ? เข้าไปแล้วทำอะไร้าง ? เคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดไหนมาบ้าง ? หลวงปู่หลวงพ่อท่านสอนคุณว่าอย่างไร ? เขาจะสัมภาษณ์ไปเรื่อย จนสามารถที่จะสรุปออกมาได้ว่า เด็กคนนั้นทำจริงหรือเปล่า ?
              แต่มาระยะหลัง เขาใช้วิธีดูประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรเป็นเกณฑ์ แต่คิดว่าการสัมภาษษณ์น่าจะได้ผลดีกว่า เพราะถ้าเด็กไม่มีพื้นฐานการปฏิบัติอยู่ จะตอบคำถามของเขาไม่ถูก
*************************

              “งานเพื่อพระศาสนา ทำตรงจุดไหนก็ได้ พอช่วย ๆ กันทำเข้าไป เวลาภาพรวมออกมา ก็คือความเริญของพระพุทธศาสนาและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพุทธศาสนิกชน
              เราลองดูวัดโจคัง ของทิเบต เขาหุ้มหลังคาด้วยทองคำ เราต้องมานึกดูว่า ถ้าทั้งประเทศไทยของเราระดมเงินลงไปวัดเดียว คงจะหุ้มทั้งวัดด้วยทองคำได้เหมือนกัน แต่ประเทศไทยไม่ใช่ว่าลงวัดเดียวอย่างของเขา เขามีพระราชวังโปตาลา วัดเดรปุง วัดโจคัง แค่ไม่กี่วัดที่เขาถือว่าสำคัญ เขาก็จะระดมลงไปตรงนั้น แต่วัดของเรามีทั้งประเทศในเมื่อทั้งประเทศ จะให้ชัดเจนอย่างของเขาก็คงจะไม่ได้
              แต่ถ้าทุกคนพร้อมใจกันทำ พูดง่าย ๆ ก็คือ มีวัดแล้วเข้าวัดให้คุ้มกับที่สร้างวัดมา อย่างของพม่าเขา พม่าเขาจะสร้างวัดเล็กวัดน้อย เจดีย์เล็กเจดีย์น้อย จะอยู่ในป่าในดงขนาดไหน เขาก็มีคนไปกราบไหว้บูชาอยู่เสมอทุกวัน”
*************************

              “พระที่เป็นเนื้อเมฆสิทธิ์กับเนื้อเมฆพัตรจะปลอมได้ยาก เพราะยิ่งนานไป สีจะยิ่งจางลงไปเรื่อย เป็นการจางลงเองโดยธรรมชาติ เมฆพัตรจากที่เราเห็นค่อนข้างดำ ก็จะจางลงเป็นสีน้ำเงิน จนสีอ่อนเป็นสีน้ำเงินอมขาว ถ้าเป็นเมฆสิทธิ์จะจางลงเป็นสีเขียวแบบสีปีกแมลงทับ จนกระทั่งเป็นสีเขียวอ่อนอมเหลือง จะจางลงไปเรื่อย ๆ ตามอายุของวัตถุมงคลที่นานขึ้น
              เพราะฉะนั้น...ใครที่ทำปลอมขึ้นมา ต่อให้เหมือนขนาดไหน ก็จะดูออกว่าไม่ใช่ของเก่า เพราะเนื้อจะเป็นของใหม่ ก็ดีอยู่อย่างว่าเป็นของที่กันการปลอมได้ แต่เมฆสิทธิ์กับเมฆพัตรจะมีส่วนผสมของสังกะสีและกำมะถันค่อนข้างมาก จะทำให้เนื้อพระกรอบ ถ้าเผลอทำตกหล่นใส่ของแข็งอย่างปูนซีเมนต์ เนื้อจะบิ่นหรือแตก เมฆสิทธิ์สีจะออกเหลือบทอง เมฆพัตรสีจะออกเหลือบเงิน เดี๋ยวนี้สูตรโบราณเขาไม่ค่อยรู้กัน
              อยากรู้ว่าบรรพบุรุษของเราเก่งแค่ไหน ให้ไปดูที่หน้ากระทรวงกลาโหมปืนใหญ่โบราณตากแดดตากฝนมาเป็นร้อยปี จนป่านนี้ยังไม่มีผุเลย สนิมไม่ขึ้นอีกต่างหาก สเตนเลสยังไม่ได้ขนาดนี้เลย ไปตากแดดตากฝนแบบนั้น ถึงเป็นสเตนเลสก็สนิมขึ้นแน่นอน”
*************************

      ถาม :  ทำบุญทำกรรมอะไรมาจึงเกิดเป็นฝาแฝด ?
      ตอบ :  มีหลายอย่างด้วยกัน บางทีก็อธิษฐานขอเกิดมาพร้อมกัน บางทีก็ทำบุญทำกรรมมาใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะทำเนื่องกันมากับผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ก็เลยต้องมาเกิดด้วยกัน
              แต่จะมีประเภทแฝดสยามที่ตัวติดกัน กรณี่นั้นอธิษฐานผิด เขาอธิษฐานว่าจะไม่พรากจากกัน ก็เลยเกิดมาตัวติดกัน คนอธิษฐานเขาไม่รอบคอบ รักกันมากจึงไม่อยากจะพรากจากกัน
      ถาม :  ถ้าไม่ถอนคำอธิษฐาน เกิดใหม่จะติดกันอีกรหือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ก็คงจะติดกันอีก เราจะสังเกตว่าพอผ่าตัดออกมาแล้วจะตาย เพราะว่าไปฝืนกรรม ฝืนคำอธิษฐาน
*************************

      ถาม :  ฝึกกรรมฐานในพุทธานุสติ ระลึกถึงภาพพระ การจับภาพพระคือ ลืมตาให้เห็นภาพพระใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ใช่…แรก ๆ ก็หลับตานึกถึงไปก่อน พอคล่องตัวแล้ว จะลืมตาหรือหลับตาก็นึกกำหนดภาพพระได้เหมือนกัน
      ถาม :  ธัมมานุสติให้ระลึกอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  ถ้าเราจะเอาแบบง่าย ๆ เลย ก็คือ นึกถึงคัมภีร์พระธรรมก็ได้ แต่ถ้าเอาตามแบบที่หลวงพ่อวัดท่าซุงเคยสอนมา ท่านให้นึกถึงภาพพระพุทธเจ้ากำลังเทศน์อยู่ ธรรมะที่พระองค์ท่านเทศน์กลายเป็นดอกมะลิแก้วลอยลงมาเป็นสาย ๆ แล้วเราก็จับภาพนั้นแทน
              อาตมาทดลองจับได้ครู่เดียว ก็กลายเป็นภาพสีทองแพรวพราวหมดทั้งองค์พระ ทั้งดอกมะลิ ก็คือ ถ้าเราทำอะไรได้สักกอง ที่เหลือก็จะง่ายแล้ว แต่ถ้าเราทำไม่ได้สักกอง ก็จะยากทุกกอง
              อาตมาเองมักจะฉวยโอกาสตอนหลวงพ่อเทศน์ วันพระที่หลวงพ่อท่านไม่ป่วย ท่านจะลงเทศน์เป็นประจำ อาตมาก็จับภาพพระ นึกภาพว่าหลวงพ่อว่าพระพุทธเจ้าคลุมท่านอย่ ตอนนี้พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์ผ่านองค์หลวงพ่อมา เสียงของท่านคือพระธรรม เป็นดอกมะลิแก้วลอยลงมา แล้วก็มีพานใหญ่อยู่ตรงข้างหน้า ดอกมะลิแก้วก็จะมรรวมกันอยู่ในพานตรงหน้า จัดเป็นธัมมานุสติเต็มระดับ
*************************

      ถาม :  ถามวิธีไหนจะให้เจ้ากรรนายเวรอโหสิกรรมและโมทนาบุญ ?
      ตอบ :  เรื่องของเจ้ากรรมนายเวร สำคัญตรงที่ว่า เราไปสร้างเวรสร้างกรรมกับเขา ทำให้เขาอาฆาตจองเวรกับเรา โอกาสที่เขจะอโหสิกรรมโดยเด็ดขาดทีเดียวจึงยาก มีอยู่ทางเดียว ไม่ว่าเราจะทำบุญเล็ก ทำบุญใหญ่ขนาดไหน ในเรื่องของทาน ศีล ภาวนา อุทิศส่วนกุศลให้เขาประจำ ๆ และขอให้เขอโหสิกรรมให้ด้วย พวกนี้เขาทนลูกตื๊อไม่ได้หรอกเดี๋ยวนาน ๆ ไปก็ใจอ่อนเอง
              โดยเฉพาะบุญจากสมาธิหรือบุญกรรมฐานจะเป็นบุญใหญ่มาก
ให้เขาบ่อย ๆ แรก ๆ เขาอาจจะไม่ยอมอโหสิฯ ให้เลย หลังจากนั้นก็ลดลงไปทีละนิดทีละหน่อย ถึงเวลาก็หมดไปเอง อย่างอาตมาตอนแรกเจ็บไข้ได้ป่วย ตอนนี้เริ่มจะเบาบางลงไปเรื่อย เพราะนอกจากเราจะทำบุญทั่วไปแล้ว ยังปล่อยปลาให้เขาทุกเดือน
              ปล่อยพวกวัว พวกปลา ปล่อยปลาเดือนหนึ่งก็สามสี่หมื่นบาท เหตุที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะในอดีตชาติเป็นทหารมาทุกชาติ ฆ่าเขามานับไม่ถ้วน จึงต้องคืนชีวิตให้เขาไป เพราะฉะนั้น...การที่เราปล่อยปลาเดือนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะคืนให้เขาครบทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งที่เขาอโหสิฯ ให้อาการป่วยที่เป็นหัววันท้ายวันก็ค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย เพิ่งจะสองปีนี่แหละที่อาการดีขึ้น ไม่อย่างนั้นก่อนสองปีนี่ดูไม่ได้เลย
              ต้องขยันทำ ขยันให้ ตื๊อไปเรื่อย ๆ ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก โบรณว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน
      ถาม :  ทำบุญแล้วอุทิศอิทังเมหรือคะ ?
      ตอบ :  อิทังเม ใช้สำหรับญาติของเรา อิทังเม ญาตินัง โหตุ แปลว่า จงสำเร็จแก่ญาติของเรา
              จะอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรพูดภาษาไทยไปเลย บุญกุศลที่เราทำในครั้งนี้ขออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินท่านมา แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ ตราบท้าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ
      ถาม :  ให้แม่เขาพูดใช่ไหม ?
      ตอบ :  บอกแม่เขาว่า เราไปถวายสังฆทานมา ขอให้แม่โมทนา ขอให้แม่อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรด้วย ต้องทำสองต่อ คือ เราทำให้แม่ แม่รับแล้วก็อุทิศต่อ
              บางทีในเรื่องอุทิศ่วนกุศลแล้วกล่าวไม่ตรง หลวงพ่อเคยเจอมา เขาบอกให้อุทิศส่วนกุศลว่า อิมินา ปุญญะ กัมเมนะฯ พอท่านบวชแล้ว วันหนึ่งนายนิรยบาลเขาพาผีมา ขอโมทนาบุญด้วย หลวงพ่อก็มัวแต่ อิมินา ปุญญะ กัมเมนะ อุปัชฌา คุณุตตะรา อาจริยูปะการา จะ มาตาปิตา จะ ญาตะกาฯ ปรากฎว่านายนริยบาลเขาลากผีไปแล้ว ไม่รอ..เพราะเขามีเวลาแค่นิดเดียวที่จะมาได้
              มัวแต่ไปไล่ อุปัชฌายา คุณุตตะรา อาจริยูปะการา จะ มาตาปิตา จะ ญาตะกาฯ ไม่ถึงเขาเสียที มีเวลาไม่มากก็เลยต้องลากกลับไปก่อน พอตอนเช้าหลวงพ่อฉันเสร็จ หลวงปู่ปานถามว่า “เป็นอย่างไร ? พ่ออิมินาคล่อง มัวแต่ไปอิมินาอยู่ ผีมันจะได้แดกเรอะ...!”
              หลวงพ่อก็เลยถามว่าควรจะทำอย่างไร หลวงปู่บอกว่าให้ตั้งใจเลยว่า ผลบุญทั้งหมดที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ จะมีผลกับเราเพียงไร ขอให้เธอโมทนา เราจะได้รับประโยชน์สุขเท่าไร ขอให้เธอจงได้รับด้วย เขาสาธุก็ได้เลย มัวแต่ไปว่ายาว ๆ เดี๋ยวไม่ทันกิน
              อาตมาเองก็เจอเหมือนกัน แต่ครั้งนั้นเป็นความโง่ของตัวเอง ปกติตอนเช้า ๆ จะฝึกซ้อมมโนมยิทธิใช้ทิพจักขุญาณดูนั่นดูนี่ ว่าวันนี้เราจะเจอใคร มีรูปร่างลักษณะอย่างไร ผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน ดูไปเรื่อยเพื่อพิสูจน์ว่าจะตรงหรือไม่
              ตอนช่วงเช้าก่อนออกบิณฑบาตจะดูว่าคนแรกที่ใส่คือใคร เขาใส่เสื้อผ้าสีอะไร เป็นผู้หญิงหรือชาย เสร็จแล้วก็ไปบิณฑบาต ตอนอยู่เกาะพระฤๅษีใหม่ ๆ ต้องเดินขึ้นป่าขึ้นเขาไป ๕ กิโลเมตรเศษ กว่าจะไปถึงบ้านคนไปถึงบ้านแรก ก็เห็นตรงกับที่เราดูไว้ก่อน
*************************