​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๖๘

 

              สมัยที่หลวงพ่อวัดท่าซุงยังอยู่ สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยจะผ่านร่างทรงท่านหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อว่า “ท่านปรีชาทรงธรรม” ท่านจะเขียนคำทำนายแต่ละปี ถวายให้หลวงพ่อวัดท่าซุงอยู่เสมอ และหลวงพ่อวัดท่าซุงต้องการอะไร ท่านก็จะให้คนหามาถวาย
              สมัยที่หลวงพ่อท่านยังรับสังฆทานอยู่ที่ศาลานวราชบพิตร ถ้าใครไปทันรุ่นนั้น จะเห็นโต๊ะรับแขกไม้แกะสลักเก่า ๆ อยู่ชุดหนึ่ง ชุดนั้นแหละ...ที่สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยท่านถวายมา เป็นเรื่องแปลกตรงที่ว่า คนที่ถวายก็ไม่รู้จักหลวงพ่อ
              เขาบอกว่า สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยไปหาเขาเอง แล้วบอกว่า “ทางวัดท่าซุงต้องการชุดรับแขกชุดนี้ ช่วยเอาไปถวายให้หน่อย ถ้าหากเขาถามว่ามาจากใคร ให้บอกว่ามาจากท่านปรีชาทรงธรรม แล้วหลวงพ่อวัดท่าซุงจะรู้เอง”
              เจ้าของโต๊ะรับแขกถึงจะไม่แน่ใจ แต่ยังอุตส่าห์เอาไปถวาย พอบอกว่ามาจากท่านปรีชาทรงธรรม หลวงพ่อจึงบอกว่าเป็นสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย เขาจึงได้เชื่อว่า พระที่ท่าน “ถึงกัน” จริง ๆ นั้นยังมีอยู่
      ถาม :  ท่านที่ไปเกิดในสมัยสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย จะได้ไปพระนิพพานหมดไหมครับ ?
      ตอบคนในสมัยนั้นไปพระนิพพานกันหมด ในสมัยของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย คนชั่วเขาห้ามเกิด...!
              การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าแต่ละประเภทนั้น ปัญญาธิกะ อย่างสมัยของเราปัจจุบัน พระพุทธเจ้าท่านสร้างบารมีมา ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป บริวารของท่านมีดีมีชั่ว มีรวยมีจน มีสวยงามมีอัปลักษณ์ ปนเปกันไป บุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ จึงจะเข้าถึงมรรคผลพระนิพพานได้
              สมัยพระพุทธเจ้าที่เป็นศรัทธาธิกะ ท่านจะสร้างบารมีมา ๘ อสงไขยกับแสนมหากัป บารมีมากขึ้นอีกเท่าตัว ในยุคนั้น เขตที่ท่านประกาศศาสนา คนชั่วจะเข้าไปรบกวนบริวารท่านไม่ได้ เหมือนกับโดนจำกัดเขตไว้เลย คุณจะชั่วก็ได้ แต่ต้องไปชั่วที่อื่น
              แต่พระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ท่านสร้างบารมีมา ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป อย่างสมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย พระองค์ท่านทุ่มเทเพื่อบริวารอีกเป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้น...บริวารของพระองค์ท่านจะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง โลกยุคนั้นคนชั่วจะเกิดไม่ได้ บริวารที่มาเกิด พอได้ฟังพระองค์ท่านเทศน์ ก็ยกขบวนไปพระนิพพานกันหมดเลย จะรอเกิดสมัยท่านไหม ?
      ถาม :  ไม่รอค่ะ แล้วเมื่อไรเราจะฉลาดเหมือนบริวารของท่าน ?
      ตอบศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ ค่อย ๆ ทำไป ถ้าหากคนทั่ว ๆ ไป ก็คือ ทาน ศีล ภาวนา
              สิ่งที่เราทำจะเป็นความดีรวมตัวอยู่ แต่เราไม่ค่อยเห็นต้นทุนตัวเอง เราจะเห็นต้นทุนตัวองก็ต่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น อย่างเช่น เจ็บไข้ได้ป่วยชนิดเป็นหนักจนปางตาย กำลังความดีที่รวมตัวจะทำให้เราเห็นเลยว่า เรามีต้นทุนเพียงพอที่จะไปพระนิพพานหรือยัง ?
              หรือบางท่านเกิดอุบัติเหตุรถชน แต่ทำไมเราไม่ตกใจเหมือนคนอื่นเขาเลย ? ทำไมเราถึงได้มีสติอยู่ตลอดเวลา ? รู้อยู่ว่าควรจะแก้ไขอย่างไร ควรจะหลบเลี่ยงอย่างไร ? ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเราจะรู้ว่าต้นทุนของเรามีเท่าไร แต่ถ้ายังไม่ฉุกเฉิน จะไม่รู้หรอก ต้องทำไปเรื่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ
      ถาม :  คนที่ยังไม่ปรารถนาพระนิพพาน ก็ไม่ควรไปเกิดในสมัยพระศรีอาริย์หรือครับ ?
      ตอบ :  ถ้าเป็นยุคที่ท่านประกาศศาสนาก็ไม่ได้เกิด เพราะคนที่จะไปก็คือบริวารที่ท่านจะเก็บไปล้วน ๆ เลย ถึงแม้จะเป็นบริวารสายอื่น แต่ถ้ารักษาศีล ๑๑ ข้อนี้ได้อย่างเคร่งครัด ไปสมัยนั้นฟังท่านเทศน์จบเดียวก็ไปพระนิพพานเลย
              บอกแล้วว่าโลกยุคนั้นคนชั่วห้ามเกิด พระองค์ท่านเอาแต่คนดีจริง ๆ
      ถาม :  คนที่ปรารถนาพุทธภูมิ ไม่ควรไปเกิดในยุคนั้นหรือเปล่า ?
      ตอบ :  ไม่ใช่ไม่ควรไปเกิด แต่คงไม่ได้ไปเกิด เพราะว่าเทศน์ไปแล้วก็คงจะไม่ได้อะไร
              แต่คนปรารถนาพุทธภูมิก็ไม่นับว่าเป็นคนชั่วนี่นะ คนปรารถนาพุทธภูมิก็ถือว่าเป็นคนดี อาจจะไปรอท่านพยากรณ์ให้ก็ได้ ไปรอท่านพยากรณ์ว่าอีกนานแสนนานเหลือเกินกว่าจะถึงคิวตัวเอง...!
*************************

              “พระพุทธรูปปางปรินิพพาน พระบาทจะเรียงเสมอกัน เขาเรียกว่า อนุฏฐานไสยาสน์ คือ นอนแล้วจะไม่ลุกขึ้นอีก แต่ถ้าเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ทั่ว ๆ ไป พระบาทจะซ้อนเหลื่อมกัน ถ้าเป็นไสยาสน์ลืมเนตร ก็คือ ไม่ได้หลับตา จะเป็นปางโปรดอสุรินทราหู
              เพราะฉะนั้น...ไม่ใช่เห็นพระนอนแล้ว จะไปนึกว่าเป็นปางไสยาสน์อย่างเดียว”
*************************

              “ในธรรมบทได้กล่าวถึงเรื่องของบุญฤทธิ์ ไว้ดังนี้
              วันหนึ่ง พระยามารตั้งใจจะแกล้งไม่ให้คนได้ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงบันดาลให้เกิดพายุใหญ่ ไฟทั้งเชตวันมหาวิหารดับหมด และไฟทั้งกรุงสาวัตถีโดนพายุพัดดับหมด แล้วพระยามารจึงสำรวจดูว่า ยังมีไฟที่เหลือไม่ดับอีกหรือไม่ ?
              ปรากฎว่ามีเทียนอยู่ดวงหนึ่ง ไม่ยอมดับ พระยามารก็แปลกใจ จึงบันดาลให้ลมแรงหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ไม่ดับอีก พระยามารจึงปลอมตัวเป็นมานพน้อยเข้าไปดู ไฟนั้นอยู่ที่กระต๊อบของหญิงชราผู้หนึ่ง ซึ่งอาศัยแสงเทียนกำลังชุนผ้าอยู่
              พระยามารถามว่า “ยายทำอะไรอยู่ ?”
              ยายบอกว่า “ยายกำลังชุนผ้าอยู่ ยายมีอาชีพรับจ้างเย็บผ้า”
              พระยามารถามว่า “ยายต้องอาศัยแสงไฟนี้เย็บผ้าทุกวันหรือ ?”
              ยายบอกว่า “ปกติยายก็เย็บผ้าแค่ตะวันตกดินเท่านั้นแหละ ยายไม่ได้มีเงินมากมายที่จะมาซื้อเทียน แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันฟังธรรม ยายจึงนึกตั้งใจจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย เพราะไม่มีโอกาสไปฟังธรรม แต่ขอบูชาพระรัตนตรัยด้วยแสงเทียนนี้ แล้วยายก็อาศัยแสงเทียนนี้เย็บผ้าไปด้วย”
              ด้วยบุญฤทธิ์ตรงนั้น พระยามารหมดสิทธิ์ที่จะแกล้ง ขนาดในเชตวันมหาวิหารที่พระพุทธเจ้าพำนักอยู่ ไฟยังดับเลย แต่ด้วยบุญฤทธิ์ที่ยายตั้งใจจุดเทียนถวายเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ทำอย่างไรพระยามารก็ไม่สามารถที่จะดับเทียนของยายได้”
*************************

              “ในเรื่องของกำลังในการทำบุญไม่มีคำว่าเล็กน้อย สมัยช่วงพรรษาแรก ๆ ที่อาตมาบิณฑบาตอยู่ที่วัดท่าซุง มีบ้านยายอยู่หลังหนึ่ง เขาจะเก็บเอาดอกไม้พื้น ๆ อย่างดอกหงอนไก่ ดอกสร้อยทอง ดอกซ่อนกลิ่น แล้วก็เอาใบตองพันเป็นกรวยอย่างดี มาถวายพระทุกวัน
              ความรู้สึกของอาตมาในตอนนั้นก็คือ เป็นของที่ไม่ได้มีราคาอะไรเลยแต่ก็รับมา เวลาเดินเข้าหอฉัน ก็จะเอาไปไหว้พระตรงศาลาหลวงพ่อสี่พระองค์ แล้วเสียบไว้ตรงรั้วศาลา เป็นเครื่องบูชาหลวงพ่อสี่พระองค์ ทำอย่างนี้แต่ใจก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า ทำไมยายถวายของอะไรอย่างนี้ได้ทุกวัน ? คนรับรู้สึกรำคาญ ข้าวของก็ไม่ได้มีราคาอะไรสักหน่อย
              ถัดมาเป็นวันปาฏิโมกข์ลงโบสถ์ พอฟังพระปาฏิโมกข์เสร็จมีเวลาเหลือ หลวงพ่อก็สรรเสิรญเจริญพรด่าซะจมดินไปเลย ท่านบอกว่า “ไอ้พวกที่ไปตีราคากำลังใจคนเป็นตัวเงิน เลวเสียยิ่งกว่าหมาอีก...!
              ถ้าแกไม่ได้บวชเข้ามา ข้าวของแม้แต่ชิ้นเดียวเขาก็ไม่ให้แกหรอก แต่ที่แกบวชเข้ามา ด้วยอาศัยคุณของพระรัตนตรัย ทั้งข้าว ทั้งน้ำ ทั้งผ้าผ่อนท่อนสไบ ทั้งที่อยู่อาศัย ญาติโยมเขาสงเคราะห์ให้หมด เราไม่สามารถจะตีราคาวัตถุเป็นราคาเงินในท้องตลาดได้
              ช้อนคันหนึ่งาเราอาจจะซื้อในท้องตลาดสามบาทห้าบาท แต่พอถวายมาด้วยศรัทธาเป็นเครื่องบูชาคุณพระรัตนตรัย ถวายมาตามคำที่พระพุทธเจ้าท่านสอน อานิสงส์และราคานั้นประมาณเป็นตัวเงินไม่ได้แล้ว ใครที่ยังเอากำลังใจต่ำ ๆ ของตัวเองไปประเมินราคาของ ๆ คน โดยที่คิดว่า เป็นของที่ไม่มีราคา ให้รู้ด้วยว่านั่นเป็นกำลังใจของสัตว์นรก...!”

              วันรุ่งขึ้นพอบิณฑบาต เห็นยายแล้วแทบจะกระโดดอุ้มเลย รีบ ๆ ส่งดอกไม้มาเลยยาย อาตมาจะรีบรับ..! เพราะฉะนั้น...ในเรื่องของกำลังใจในการทำบุญ เราจะวัดเป็นราคาหรือเป็นตัวเงินไม่ได้ เพราะคุณของพระพุทธ คุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ เราไม่สามารถที่จะประมาณได้
              บาลีท่านบอกว่า พุทโธ อัปปมาโณ ธัมโม อัปมาโณ สังโฆ อัปปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ ไม่มีที่จะประมาณได้ เปรียบอย่างไรก็เปรียบไม่ได้
              ในเมื่อเป็นดังนั้น สิ่งที่เขาตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย จึงเป็นส่ิงที่มีค่ามากที่สุด ถ้าเกิดว่าเขามีอันเป็นไป ได้ไปอยู่ข้างบน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะกลายเป็นทิพย์สมบัติที่คิดเป็นราคาในโลกมนุษย์ไม่ได้
              เพราะฉะนั้น...ในส่วนของอริยทรัพย์จะกลายเป็นส่ิงที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าสายตาทั่ว ๆ ไป จะเห็นและคิดถึง ถ้าหลวงพ่อท่านไม่เมตตาด่า อาตมาก็ยังคงคิดชั่ว ๆ อยู่เหมือนเดิม”
*************************

      ถาม :  ไม่ได้ตั้งใจถวายของพระ แต่ยื่นของไปให้ แล้วจำเป็นต้องเอาคืน ถ้าขอคืนจะได้หรือเปล่า ?
      ตอบ :  จริง ๆ ขอคืนตรง ๆ ก็ได้ แต่ถ้าจะเอาอย่างนางวิสาขา ท่านลืมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไว้ในวัด แล้วพระอานนท์เอาไปเก็บไว้ให้ นางวิสาขาท่านถือว่าเป็นของกึ่งกลางสงฆ์ไปแล้ว ท่านก็เลยใช้วิธีชำระหนี้สงฆ์ แล้วก็ต้องชำระเอง ๙ โกฏิ...!
              พูดง่าย ๆ ว่าเราได้ทำบุญโดยไม่ได้ตั้งเจตนา ต่อไปอาจจะเป็นพวกโยกเครื่องหยอดเรียญเสี่ยงโชคเล่นแล้วได้รางวัลใหญ่ก็ได้
*************************

      ถามวิปัสสนูปกิเลส มีอยู่ข้อหนึ่งที่เรียกว่า ญาณ จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นวิปัสสนูปกิเลสหรือข้อโอภาส ?
      ตอบญาณ ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสจะทำให้เรารู้ทุกเรื่อง แต่เรื่องที่รู้ไม่ได้ช่วยให้ตัดกิเลส คิดจะสร้างยานอวกาศไปลงดวงจันทร์ ก็จะสามารถบอกรายละเอียดได้ครบถ้วนเลย เพราะฉะนั้น...วิธีที่จะแยกวิปัสสนูปกิเลสออกจากเรื่องญาณ คือ ปัญญา
              ถ้าญาณอะไรที่เกิดขึ้นแล้วไม่ช่วยในการตัดกิเลสให้รู้ว่านั่นเป็นวิปัสสนูปกิเลส ส่วนโอภาสไม่ต้องไปสนใจ อะไรสว่างมาก็ใช่วิปัสสนูปกิเลสทั้งนั้น อย่าไปหลงคิดว่าตนเองบรรลุก็แล้วกัน
              เรื่องญาณนั้น ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะรู้ทุกเรื่องจริง ๆ รู้จนสงสัยว่าอะไรจะรู้ได้ขนาดนั้น...! แต่พอมาพิจารณาดูแล้วจึงเห็นชัดว่า ทุกเรื่องที่รู้นั้น ไม่มีเรื่องไหนที่ช่วยในการตัดกิเลสเลย...!
*************************

              “หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเป็นมาลาเรียมาตลอดชีวิต แต่ท่านมารู้ก่อนท่านมรณภาพแค่ปีกว่า
              ทุกเย็นท่านจะต้องอาเจียน ท่านจึงรับสังฆทานแค่สี่โมงเย็น พอสี่โมงเย็นกลับถึงกุฏิก็อาเจียนทุกที ท่านคิดว่าพระท่านใช้กำลังช่วยเอาไว้ แต่ความจริงท่านเป็นมาลาเรียลงกระเพาะ ถึงเวลาก็อาเจียนตามเวลา
              ก่อนจะมรณภาพปีกว่า ๆ วาระกรรมของท่านเปิดแล้ว พระท่านจึงทำภาพให้ดูว่าเป็นอะไร ให้เอายาควินินเข้มข้นฉีดเข้าไปจึงหาย ท่านบอกว่าไม่ได้ธุดงค์มา ๓๐ - ๔๐ ปี ไม่ได้นึกว่าตนเองยังเป็นมาลาเรียอยู่
              พวกมาลาเรีย ถ้าเราร่างกายแข็งแรงจะไม่ออกอาการ แต่ถ้าเราพักผ่อนไม่เพียงพอเมื่อไร จะออกอาการทันที”
*************************

              “งานฉลองบ้านวิริยบารมีวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้ ถ้าใครไปร่วมงาน อาตมาจะแจกพระชัยวัฒน์เกราะเพชร ถ้าไม่ได้ไป ให้ไปบูชาเอาเองก็แล้วกัน หลังวันที่ ๓๑ มีนาคมไปแล้วจะแพงตามระเบียบ
              พระชัยวัฒน์ สมัยก่อนสร้างเป็นพระประจำองค์ของพระมหากษัตริย์ จนกระทั่งบางทีเขาเรียกกันง่าย ๆ ว่า พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาล แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ รัชกาลที่ ๑ เพราะว่ารัชกาลที่ ๑ จะนำเอาพระชัยวัฒน์ออกศึกด้วยทุกครั้ง โดยเอาขึ้นหลังช้างไป จนกระทั่งเขาเรียกกันว่า พระชัยหลังช้าง
              พอมารุ่นหลัง อย่างสมัยสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสะเทวะมหาเถระ) เวลาบรรดาเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่จัดงานวันเกิด อย่างครบ ๕ รอบ (๖๐ ปี) มักจะขอให้พระองค์ท่านช่วยหล่อพระชัยวัฒน์ให้กับตนเองหรือคนในวงศ์ตระกูล แต่จะหล่อครั้งละแค่ไม่กี่องค์ เขาก็เลยถือว่าพระชัยวัฒน์เป็นพระสำคัญที่ค่อนข้างจะหายาก
              คำว่า ชัยวัฒน์ นอกจากจะหมายถึง ชัยชนะแล้ว ยังมีความหมายว่าเจริญ รุ่งเรืองอีกด้วย ระยะหลังมักจะมีการสร้างคู่กับพระกริ่ง โดยที่พระกริ่งจะเป็นองค์ใหญ่กว่า มีกริ่งข้างใน แต่พระชัยวัฒน์ที่เป็นองค์เล็กจะไม่มีกริ่ง
              คราวนี้ที่อาตมาสร้าง พระท่านบอกให้ทำเอาไว้ ได้ทูลถามว่าทำเนื่องในโอกาสอะไรครับ ? พระองค์ท่านตรัสว่า เอาไว้แจกในงานฉลอง ไล่ไปไล่มา ถ้าไม่ฉลองพระครูสัญญาบัตร ก็คงจะฉลองพระอุปัชฌาย์ ไป ๆ มา ๆ วินาทีสุดท้าย แม้แต่พระอุปัชฌาย์ก็ม่ได้เข้าสอบ ก็คงจะเป็นการฉลองบ้านวิริยบารมีนั่นแหละ
              ที่อาตมาสร้างเป็นชัยวัฒน์ที่ไม่เหมือนกับที่อื่นตรงที่มีบัวรอบองค์ ส่วนใหญ่ที่เขาทำกันกลีบบัวข้างหลังจะไม่มี อย่างพระกริ่งปวเรศจะมีบัวข้างหลังอยู่กลียเดียว ที่อาตมาสร้างจะมีอยู่สามเนื้อ ในรูปที่เห็นเป็นเนื้อชุบทองพ่นทราย กำลังสั่งเขาทำเนื้อเงินกับนวโลหะ ซึ่งคงจะราคาสูง เพราะว่าตอนนี้เงินกิโลกรัมหนึ่งเกือบสามหมื่นบาทแล้ว ตั้งใจว่าจะทำแค่ไม่กี่องค์หรอก อย่างเก่งแค่ ๒๐๐ - ๓๐๐ องค์ ให้ตีกันตายไปเลยว่าใครจะได้เป็น ๑ ใน ๓๐๐”
*************************

              “เรื่องคนตายแล้วไปไหน หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านห้ามอาตมาไม่ให้บอก สมัยก่อนอาตมาบอกเขาบ่อย ต่อมาจึงโดนห้าม เมื่อเกิดความสงสัยจึงกราบเรียนถามท่านว่า เป็นเพราะอะไรครับ ? หลวงพ่อท่านบอกว่า “แกไปดูในมหากัมมวิภังคสูตร” อาตมาก็เดือดร้อน รีบวิ่งไปเปิดพระไตรปิฎกดู
              ในมหากัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า โยคีบุคคลผู้ตั้งใจเจริญกรรมฐาน ทรงฌานสี่ได้ ยังทิพจักขุอันบริสุทธิ์ให้เกิด สามารถเห็นนรกเห็นสวรรค์ได้แล้วกล่าวว่า บุคคลผู้ทำความดีไปสวรรค์โดยส่วนเดียว บุคคลผู้ทำความชั่ว ไปนรกโดยส่วนเดียว ตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่
              บุคคลที่ทำความดีในอดีต ทำความดีในปัจจุบัน ไปดีแน่นอน
              บุคคลที่ทำความชั่วในอดีต ทำความดีในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าจะไปดี
              บุคคลที่ทำความชั่วในอดีต ทำความชั่วในปัจจุบัน ไปทุคติแน่นอน
              บุคคลที่ทำความดีในอดีต ทำความชั่วในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าจะไปทุคติ

              เพราะฉะนั้น...ชาตินี้เราเห็นคนทำดีทั้งชีวิต เขาอาจะตกนรกก็ได้ เพราะกรรมในอดีตอาจจะตามมาทัน ส่วนบางคนทำชั่วมาทั้งชีวิต ตายแล้วอาจจะไปสวรรค์ก็ได้ เพราะบางทีความดีก็ตามมาทัน อย่างท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ท่านบอกว่า "ในเมื่อแกเที่ยวไปบอกเขาว่าคนตายแล้วไปไหน ก็มีแต่เสมอตัวกับขาดทุน ไม่มีกำไรเลย”
              อาตมากราบเรียนถามว่า “เป็นเพราะอะไรครับหลวงพ่อ ?”
              ท่านบอกว่า “ถ้าเขาทำดีมาทั้งชีวิต ตายแล้วเขาไปดี ลูกหลานญาติเขาก็เห็นว่า สมควรจะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว นี่คือเสมอตัว แต่ถ้าเขาทำความดีมาทั้งชีวิต ก่อนตายจิตเศร้าหมอง ลงข้างล่างไปแล้ว ลูกหลานที่ไหนเขาอยากจะทำดี ในเมื่อเห็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ของตัวเองทำความดีมาตลอดชีวิต แล้วดันไปลงนรก”
              ดังนั้น....แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อพระนางมัลลิกาเทวี ตกนรกไป ๗ วัน พระเจ้าปเสนทิโกศลจะไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระนางมัลลิกาตายแล้วตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ? พระพุทธเจ้าต้องแสดงอิทธาภิสังขาร บังคับให้พระเจ้าปเสนทิโกศลลืมถามทุกครั้ง
              จนกระทั่งพ้น ๗ วันไปแล้ว เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีจุติไปเป็นนางฟ้าอยู่ข้างบน พระพุทธเจ้าจึงคลายฤทธิ์ออก พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลถามพระพุทธเจ้าถึงที่ไปของพระนางมัลลิกาเทวี พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ไปเป็นนางฟ้าอยู่ข้างบน พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังแล้วก็สบายใจ
              ถ้าไปบอกเสียตั้งแต่วันแรกว่า พระนางมัลลิกาเทวีที่ทำความดีใหญ่มาตลอดชีวิตลงนรก็แย่กันพอดี พระมหากษัตริย์อาจจะสั่งยกเลิกการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาไปเลย
              ดังนั้น...อาตมาเป็นพระรูปเดียวที่มีสิทธิ์พิเศษในวัดท่าซุง คือ หลวงพ่อสั่งห้ามบอกว่าคนตายแล้วไปไหนและห้ามบอกหวย ดังนั้น...พวกเราต้องลองไปถามท่านอื่นดู เพราะว่าท่านอาจจะยังไม่โดนห้าม”
*************************

      ถาม :  ทำอย่างไรให้เทวดานางฟ้ารักเรา ไม่หมั่นไส้เรา ?
      ตอบอุทิศส่วนกุศลให้ท่านบ่อย ๆ แวะไปกราบท่านบ่อย ๆ แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องข้อธรรมคำสอน ให้เลือกถามเฉพาะองค์ อย่าไปถามเปะปะ ประเภทเจอหน้าองค์นี้ก็ถาม เจอหน้าองค์นั้นก็ถาม เดี๋ยวจะเข้าป่าเข้าดงไปเสียก่อน เพราะกลายเป็นว่า เราเองขาดความมั่นคงแน่นอน
*************************

      ถาม :  ฤกษ์โสฬส ใช้ประกอบพิธีมงคลทั่วไปได้หรือเปล่า ?
      ตอบ :  สมัยก่อนเขาจะใช้ฤกษ์โสฬสในการสร้างอาวุธคู่มือ ถ้าเป็นทางสายของวัดสะพานสูง จะใช้เป็นฤกษ์จารตะกรุดโสฬส
      ถาม :  งานพิธีมงคลทั่วไปอย่างขึ้นบ้านใหม่ครับ ?
      ตอบ :  คิดจะทำก็ได้ เพียงแต่ว่าถ้าใช้ฤกษ์ที่เหมาะกับงานจะได้ผลมากกว่า เราจะใช้หมอไปถางหญ้าก็ได้เหมือนกัน แต่ก็ถางหญ้าได้ไม่ดีเท่ากับกรรมกร
      ถาม :  ญาติผมจะจัดงานสมรส เกรงว่าจะมีผลลัพธ์ทางด้านร้าย ?
      ตอบ :  งานมงคลสมรส ถ้าตามสายหลวงพ่อวัดท่าซุ งท่านให้เว้นวันพฤหัสกับวันเสาร์ และโดยเฉพาะโบราณถือมากว่า อย่าแต่งงานวันพระ
*************************