​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๖๘

 

              “ปีนี้ถ้ายังไม่ถึงขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ อย่าเพิ่งถือว่าเป็นปีเถาะ ยังนับเป็นปีขาลอยู่ เด็กที่เกิดก่อนวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ จะใช้ปีขาล ถ้าหลังขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ไปแล้ว ถึงจะเป็นปีเถาะ
              พวกเราพอเห็นขึ้น พ.ศ. ใหม่ เราก็คิดว่าเป็นปีเถาะไปแล้ว ไม่ใช่หรอก...ถ้าไปให้หมอดูดวงก็จะผิดไปคนละโลกเลย เราต้องรู้ว่าโบราณเขาเปลี่ยนปีกันช่วงไหน
              โบราณเขาเปลี่ยนปีกันช่วงเดือน ๕ โดยเฉพาะถ้าขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ถือว่าเป็นปีใหม่
              แต่มาระยะหลังเขาเห็นว่า ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของแต่ละปีไม่ตรงกัน เขาก็เลยกำหนดให้วันที่ ๑๓ เมษายน วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ไปเลย ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนปี แต่ทางโหราศาสตร์ก็ยังใช้วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันเปลี่ยนปีอยู่
              ดังนั้น...ใครเกิดแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ถือว่าเป็นปลายปีขาล พอขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ก็เป็นต้นปีเถาะ
              บางคนเกิดคนละ พ.ศ. แต่ทำไมเกิดปีเดียวกัน ? อย่างคนหนึ่งเกิดปลายปี ๕๓ และอีกคนหนึ่งมาเกิดต้นปี ๕๔ ยังไม่ถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ก็ยังเป็นปลายปีขาลอยู่ทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นเวลาดูหมอ จะดูผิด ทำนายได้ไม่แม่น เพราะเราไปบอกปีเกิดให้ผิด ๆ
              อีกประการหนึ่ง โบราณถือว่า ต้องได้อรุณ คือ แสงเงินแสงทองขึ้นแลว จึงจะนับเป็นวันใหม่ ไม่ใช่หลัง ๒๔ นาฬิกาแล้วเป็นวันใหม่ นั่นเป็นหลักสากล ไม่ใช่หลักโหราศาสตร์ ดังนั้น...ถ้าเราแจ้งกับทางด้านหมอดูต้องบอกเวลาเกิดให้ชัด ๆ ไปเลย เขาจะได้รู้ว่าควรจะเป็นวันเก่าหรือวันใหม่
              บางคนเกิดตีหนึ่งของวันพุธ เราจะไปนับว่าเป็นวันพฤหัสบดี ถือว่ายังไม่ใช่ ยังเป็นวันพุธ เราจะไปนับว่าเป็นวันพฤหัสบดี ถือว่ายังไม่ใช่ ยังเป็นวันพุธอยู่ จนกว่าจะได้อรุณ คือพระออกบิณฑบาต เขาจึงนับเป็นวันพฤหัสบดี
              ความรู้พวกนี้ศึกษาเอาไว้หน่อยก็ดี พอไม่มีใครบอก ไม่มีใครกล่าว ก็จะหลงลืมไปเรื่อย ๆ พอท้ายสุดกจะไม่รู้อะไรเลย โบราณเขาบอกว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม คือรู้เอาไว้ก็ไม่ได้แบก ไม่หนักอะไรหอรก เรียนไว้สักนิดหนึ่งก็ดี จำหลักง่าย ๆ ว่า เดือนที่เป็นเลขคี่ คือ เดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑ ถ้าไม่ใช่ปีที่เป็นอธิกวาร คือ ปีที่มีวันเพิ่มขึ้นมา จะมีแค่แรม ๑๔ ค่ำเท่านั้น
              ถ้าเป็นเดือนคู่ คือ เดือนยี่ เดือน เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑๐ เดือน ๑๒ ถึงจะมีแรม ๑๕ ค่ำ ข้างแรมที่หายไปวันหนึ่งนั้น พอรวมกันประมาณสามปี ก็จะกลายเป็นปีที่เป็นอธิกมาส คือ มีเดือนเพิ่มขึ้นมาเดือนหนึ่ง คือ มีเดือนแปดสองหน
              แต่ถ้าไปเจอปีพิเศษที่เป็นอธิกวาร จะมีแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ โผล่มาวันหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องคำนวณกันจนตาเหล่ อย่างปีก่อนอาตมาคำนวณฤกษ์พรหมประสิทธิ์ผิดไปครึ่งปีเลย เพราะอยู่ ๆ มีวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ โผล่ขึ้นมา เป็นปีที่มีอธิการ ก็คือมีวันเพิ่ม ถ้าอธิกมาส คือเดือนเพิ่ม ถ้าปกติมาส ปกติวาร ก็คือทั่ว ๆ ไป
              เราจะดูว่าเป็นปกติมาสหรืออธิกมาส ก็ดูจากเดือนกุมภาพันธ์ ถ้าเดือนกุมภาพันธ์ มี ๒๘ วันก็เป็นปกติมาส แต่ถ้าเดือนกุมภาพันธ์ มี ๒๙ วันจะเป็นอธิกมาส คนจีนก็มีเหมือนกัน แต่คนจีนเขาไม่นับเดือนแปดสองหนอย่างเรา คนจีนเขาจะนับเดือนสามสองหน
              ในเรื่องปฏิทิน ถ้าไม่ได้ยึดปฏิทินร้อยปีเป็นหลัก แล้วคำนวณเอง บางทีโหรสมัยใหม่ก็ไม่รอบคอบ ยังโชคดีทีโหรบางท่านขยัน คำนวณปฏิทินร้อยปีออกมา แต่อาตมาก็เจอที่ผิดเหมือนกัน ดูไปดูมา ปฏิทินของห้องโหรศรีมหาโพธิ์แม่นที่สุด พยายามจะจับผิดแล้ว แต่บางทีเขาผิดแค่สลับผิดขึ้นแรม แต่วันเวลายังตรงอยู่ คนพิมพ์คงพิมพ์พาเพลินไป พวกกี่ค่ำยังต้องอยู่”
*************************

              “สมัยก่อนเกิดความสงสัยในเรื่องหมอดู กราบเรียนถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า “เชื่อได้ไหมครับ ?” หลวงพ่อท่านบอกว่า “ถ้าหมอดูตามตำรา เชื่อได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหมอดูทิพจักขุญาณเชื่อได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์” อาตมาก็สงสัยว่าขนาดใช้ตาทิพย์ดู ทำไมเชื่อได้แค่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ?
              หลวงพ่อท่านบอกว่า “จะมีคนประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่กำลังใจล้น นอกเหตุเหนือผล ถึงบอกว่าไม่ดี พวกนี้ก็มุเอาดีจนได้”
              เพราะฉะนั้น...ต่อให้พิพจักขญาณเลิศขนาดไหน ถ้าเจอคนประเภทนี้ ก็ไม่แน่ว่าเป็นไปตามที่เห็น
              ท่านแนะนำว่า “แกลองไปซ้อมดูก็ได้” จึงกราบเรียนถามท่านว่า “ผมควรจะยึดตำราใดเป็นหลักดีครับ ?”
              ท่านบอกว่า “พรหมชาติฉบับราษฎร์ให้ไปลองดู จะเป็นเลข ๗ ตัว หรือมหาทักษาก็ได้”
              อาตมาก็ลองไปซ้อมดู ปรากฎว่าพอทำได้ก็แม่นจริง ๆ จึงยอมรับ ที่รู้ว่าแม่นเพราะขอดวงคนรอบข้างตัวเองมาดูก่อน คนที่เรารู้จักเขาแน่ ๆ อย่างพี่น้องตัวเอง ปรากฎว่าเป็นไปตามตำราเขาว่าริง ๆ
              พอดูไปดูมา คนรู้มากเข้าเขาก็มากวนอยู่เรื่อย กวนไปกวนมาจนเวลาจะกินจะนอนก็ไม่มี เพราะคนพวกนี้เวลาเขามา เขาจะเอาแต่ธุระของเขา เขาไม่สนใจหรอกว่าเราว่างหรือไม่ว่าง แบบเดียวกับคนไข้ พอไปถึงมือหมอแล้วก็ต้องรักษา
              ท้ายสุด ก็ต้องทิ้งตำรา เลิกดูไปโดยปริยาย ถ้าพวกเราอยากจะลองดูก็ได้ โดยเฉพาะเลข ๗ ตัว อาตมาดูไปดูมา ถึงขนาดไม่ต้องตีตาราง ตั้งเลขสามแถวเสร็จ สามารถบวกลบคูณหารออกมาได้เลย พอมีความคล่องตัวมากแล้ว สามารถที่จะอ่านรายละเอียดได้มากกว่าปกติที่เห็นอีกด้วย”
      ถาม :  ถ้า ปัตตนิ ตก มรณะ แปลว่าอะไรคะ ?
      ตอบ :  แปลว่าไม่มีคู่ ปัตตนิ หมายถึง คู่ ส่วนใหญ่ปัตตนิถ้าตกมรณะ จะเป็นคนประเภทปากพาจน พอขาได้ยินคำพูดของเรา เขาก็เดินหนีแล้ว
              สำหรับอาตมา อริ ตก มรณะ เป็นดวงที่หายากจริง ๆ ใครตั้งตัวเป็นศัตรูจะแพ้ภัยไปเอง อาตมาไม่ต้องเสียเวลาไปทำอะไร พอหมอดูถอดดวงเสร็จ เขาเห็นอริเป็นมรณะ ถึงกับร้องโอ้โฮ...! เขาเตือนอยู่อย่างเดียวว่า อย่าตั้งตัวเป็นศัตรูกับใครเลย สงสารเขาเถอะ...!
              “เมื่อช่วงที่อาตมาไปเข้ากรรมฐานที่นครปฐม พระที่วัดฉวยโอกาสช่วงที่อาจารย์ไม่อยู่ ไปธุดงค์กันแล้วก็หลงป่า หลงอยู่ประมาณ ๑๐ วัน หลังจากที่ค้นหาตัวจนเจอแล้ว สรุปได้ความว่า พระ ๒ รูปไปด้วยกัน ตั้งใจจะเดินขึ้นอุ้มผาง ซึ่งจะต้องข้ามภูเขาลูกหนึ่งที่เขาเรียกว่า เขาก่องก๊อง
              แต่เนื่องจากพวกเขาใจร้อนเกินไป รีบออกมาตั้งแต่ยังไม่หมดฝนดี แล้วหน้าฝนป่าจะเปลี่ยนสภาพไปเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ เถาวัลย์ ขึ้นจนปิดทางหมด หรือต้นไม้ล้มจนปิดทาง หรือด่านสัตว์เปลี่ยนทางก็ตาม ทำให้พวกเขาจำทางไม่ได้ในเมื่อจำทางไม่ได้ ก็ให้เพื่อนรุ่นน้องเฝ้าของไว้ แล้วตัวเองก็ไปเดินทาง
              ปรากฎว่าเมื่อย้อนกลับมา เพื่อนรุ่นน้องหายไป ตัวเองเลยต้องเดินกลับย้อนไปจนถึงหมู่บ้านไปขอให้ชาวบ้านและตชด.ช่วยกันตาม ตามอยู่ ๒ วันไม่เจอ ถึงได้กล้าโทรมาวัด เพื่อขอให้พระไปช่วยตามให้ เรื่องไปถึงอาตมาหลังจากเลิกกรรมฐาน ได้พักผ่อนแล้ว เพราะช่วงปฏิบัติท่านให้เริ่มจากตี ๔ แล้วไปเลิกตอน ๔ ทุ่ม
              พระท่านไม่กล้ารายงาน จึงเขียนโน้ตแปะไว้หน้าห้อง อาตมาตื่นเช้าขึ้นมาดู ก็เท่ากับว่าพวกเขาหลงไป วันแล้ว นับถึงวันนี้ก็วันที่ ๓ แล้วสินะ อันดับแรกที่นึกถึงก่อนคือ แม่ธรณี สรรพชีวิตทั้งหลายอาศัยอกแม่ ธรณีเป็นที่อาศัยที่เกิดทั้งนั้น ไปขอฝากท่านเอาไว้ก่อน ขอให้พระของเราปลอดภัย
              ลำดับต่อไปก็ยังมีแม่อีก ๔ ท่าน ก็คือ แม่คงคา แม่พระพาย แม่พระเพลิง และแม่โพสพ ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เกี่ยวกับอาหารทั้งนั้น คืออาหารทางร่างกาย และอาหารทางใจ เป็นทั้งกวฬิงการาหาร คืออาหารที่เป็นคำข้าวและน้ำ และผัสสาหาร อาหารคือลมหายใจ
              การฝากแม่ธรณี อาตมาไปได้วิธีมาจากหลวงปู่จันทร์ วัดป่าข่อย ที่สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ก่อนที่ท่านจะมรณภาพไม่นาน ท่านสอนว่า ถ้าลำบากขึ้นมา หมดหนทางจริง ๆ ให้ตั้งใจนึกถึงแม่ธรณี แล้วว่าคาถา คาถาเป็นคำพูดธรรมดาว่า “พระธรณีแม่เอ๋ย บัดนี้แม่มาอยู่หรือยัง ?” แล้วให้เราขานรับเอง อย่างเช่นว่า “อยู่แล้วลูก” แล้วว่าคาถาต่อไป “โปรดมาช่วยคลายทุกข์ลูกบ้าง แม่สังขตัง โลกะวิทู” หลังจากนั้นเรามีความทุกข์อะไรก็บอกท่านไป อยากให้ท่านช่วยอย่างไรก็ว่าไป
              หลวงปู่จันทร์ท่านบอกไว้ไม่นานท่านก็มรณภาพ เมื่อฝากฝังแม่ธรณีท่านเสร็จเรียบร้อย ก็ถามท่านดู ท่านบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มีกรรมเก่าบางอย่างที่มาบังอยู่ ต้องทนลำบากนิดหน่อย”
              ปรากฎว่าท่านกอล์ฟที่โทรมารายงาน ท่านฟันธงเลยว่า “ผมว่าท่านไบท์ (รุ่นน้องที่เฝ้าของ) ไม่ได้หลงหรอก ท่านก้อง (รุ่นพี่ที่ไปดูทาง) นั่นแหละตัวหลงเลย...!” พระที่เฝ้าของอยู่ไม่ได้หลงหรอก แต่พระที่ไปหาทางน่าจะหลงมากกว่า อาตมาก็คิดว่าน่าจะใช่ เพราะเคยมีตัวอย่างว่า ท่านก้องหลงป่ามาก่อนแล้ว
              เขาขออนุญาตนำพระไปช่วยค้นหา ก็ให้ผู้ช่วยเจ้าอาวาส คือ พระครูน้อย พาพระไปด้วยกัน ๕ รูป เดินทางเข้าไปช่วยค้นหา ก็ปรากฎว่าทางในทุ่งใหญ่เละมาก และขนาดรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ไม่มีเครื่องกว้านก็ไปไม่ได้
              รถจึงไปส่งพระได้แค่หน่วยพิทักษ์ป่าทินวยเท่านั้น แล้วที่เหลือก็เดินกันเอง ๒ วัน ๒ คืน เพื่อเข้าไปให้ถึงจุดนั้น ก็แปลว่ากว่าจะไปถึงพระท่านก็หลงไปแล้ว ๕ วัน พอท่านไปค้นหากัน ๒ วัน ก็รวมเป็น ๗ วัน
              ไม่มีใครส่งข่าวออกมา ทางด้านแม่ของพระก็ร้อนใจ ไปแจ้งความว่าคนหาย ขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ช่วยตามหา เผอิญว่าเขามีเส้นสายเป็นถึงรัฐมนตรีด้วย เรื่องก็เลยบรรลัยตอนนี้ สารพัดหน่วยงานจากที่ไม่ได้คิดอยากจะช่วย ก็แห่กันไปมืดฟ้ามัวดิน ปรากฎว่าไปไม่ทัน เพราะว่าพระของเราโผล่ออกมาเสียก่อน
              ที่เหลือเชื่อก็คือท่านไบท์ไม่ได้หลงทางจริง ๆ ท่านนนั่งรอเพื่อนอยู่ตรงนั้น เพื่อนที่ไปหาทางออกนั่นแหละที่หลงทาง กลับไปหาท่านไม่เจอ เตลิดไปทางไหนไม่รู้ จึงไปขอให้ชาวบ้านช่วยกันตาม แล้วก็ตามไม่เจอด้วย
              ตอนหลังที่มาเจอเพราะว่า ชาวบ้านที่เขาปล่อยควายไปเลี้ยงในป่า ถึงเวลาเขาก็ไปตามควายของเขา ปรากฎว่าไปเจอที่ไม่ใช่ควายแทน...! ก็เลยหาพระออกมาได้
              พอพาพระออกมา คราวนี้ก็เป็นเรื่อง ทั้งตชด.ทั้งป่าไม้ ทั้งตำรวจ ดาหน้ากันเข้าไปทุกทิศทุกทางแล้ว พอพระของเราอาศัยรถของชาวบ้านที่เข้าไปซื้อพริกในทุ่งใหญ่ออกมา ก็โดนป่าไม้กักเอาไว้ที่ด่านเซซาโหว่ เพื่อที่จะให้เป็นผลงานของเจ้านายตัวเอง
              แทนที่พระของเราจะได้ออกมา ก็ต้องไปติดอยู่ตรงนั้น โชคดีที่ท่านผู้กำกับหัวหน้าสถานีตำรวจทองผาภูมิ คือ พ.ต.อ.บุญญฤทธิ์ รอดมา ท่านพาลูกน้องเข้าไปตั้งแต่ตี ๔ กว่าจะเข้าไปถึงหน่วยเซซาโหว่ก็บ่าย ๓ - ๔ โมงแล้ว พอเข้าไปสอบถามรายละเอียดว่าพระหายไปที่ไหน ? อย่างไร ? ก็ไปเจอพระของเราถูกกักตัวอยู่ที่นั่นพอดี เมื่อสอบถามได้ความแล้ว ท่านผู้กำกับขอพระคืน ป่าไม้เขาไม่ให้ เขาบอกว่าต้องรายงานเจ้านายก่อน
              ท่านผู้กำกับเขาว่า “ผมให้เวลา ๑๐ นาที ให้คุณติดต่อวิทยุบอกเจ้านายของคุณเดี๋ยวนี้ ถ้า ๑๐ นาทีแล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมจะจับพวกคุณดำนินคดี ฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวพระ...!”
              ท่านเอาจริงนะ เพราะรีบเข้าทุ่งใหญ่มาตั้งแต่ตีสี่ พอไปเจอพระแล้วเอาออกมาไม่ได้ ก็ไม่พอใจสิ พออีกฝ่ายติดต่อเจ้านายไม่ได้ ท่านผู้กำกับก็คว้าเอาพระของเราขึ้นรถออกมาเลย
              คนที่อยู่ด้านนอกอย่างอาตมา เข้ากรรมฐานอยู่ก็ไม่เป็นสุขแล้ว เพราะมีโทรศัพท์จากผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี จากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี จากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี จากเจ้าคณะปกครองตามสายงานของพระจากนักข่าว โทรกันเข้ามาอุตลุด โยเฉพาะนักข่าว เขาบอกว่า “ขอสัมภาษณ์หน่อยครับอาจารย์ พระที่หลงทาง ๘ รูป มีใครบ้าง ?” จึงบอกเขาไปว่า “พ่อคุณเอ๊ย...ที่หลงจริง ๆ มีรูปเดียว ที่เหลือเข้าไปช่วยกันค้นหา และตอนนี้ก็หากันเจอแล้ว กำลังเดินทางกันออกมา” คิดดูแล้วกันว่า ข่าวออกไปเละได้ขนาดนั้น กลายเป็นว่าพระหลงทางกันถึง ๘ รูป...!
              และที่น่าสงสารที่สุดคือ ท่านรองหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ท่านเข้ามาทำธุระที่กระทรวงพอดีโชคร้ายจริง ๆ เลยโดนเจ้านายบี้อยู่คนเดียว ทางกระทรวงถามอะไรมาก็ไม่รู้สักเรื่อง ท่านรองหัวหน้าจึงต้องโทรมาหาอาตมาอีกคน “ช่วยผมหน่อยเถิดครับพระอาจารย์ ช่วยอธิบายให้เจ้านายผมฟังทีเถอะ ว่าอะไรเป็นอะไร”
              อาตมาต้องอธิบายให้เขาฟังไปว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร แล้วก็ขอโทษขอโพยเขาด้วย “ต้องขอโทษเป็นอย่างมากที่ทำให้คุณลำบากไปด้วย แต่อยากรบกวนหน่อยเถอะ คือให้คุณช่วยประสานงานเข้าไปข้างในทุ่งใหญ่ว่า ถ้าหน่วยป่าไม้เขามีพาหนะอะไร ที่พออาศัยให้พระออกมาได้คุณรีบสั่งให้เขารับพระออกมาโดยด่วนเลย เมื่อพระออกมาถึงข้างนอกได้ นักข่าวจะได้หายบ้ากันเสียที...!”
              ส่วน ผอ. สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี บอว่า “พระอาจารย์เละแน่ครับงานนี้” ถามว่าทำไม ?
              ท่านบอกว่า “พวกหัวอนุรักษ์ไม่อยากให้พระเข้าไปธุดงค์ในเขตอุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว เขาพยายามที่จะหาข้ออ้างไม่ให้พระเข้าไป ตอนนี้เราไปเตะลูกเข้าทางตีนเขาพอดี เขาขอให้ทางคณะสงฆ์ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อที่เขาจะนำไปประชุม และตกลงว่าจะจัดการกับเรื่องนี้กันอย่างไร”
              ตอนอาตมาเป็นเจ้าคณะตำบลชะแล ซึ่งตำบลชะแลนี้เป็นปากทางเข้าทุ่งใหญ่พอดี อาตมาก็ต้องเซ็นหนังสือพวกนี้เยอะมาก แต่เนื่องจากว่าบรรดาท่านที่ไปธุดงค์ นอกจากจะรู้เรื่องธรรมเรื่องวินัยไม่ครบแล้ว บางทีสมณสารูปก็ยังไม่ค่อยจะมี
              พระส่วนหนึ่งที่เข้าไปทุ่งใหญ่และห้วยขาแข้ง เข้าไปแล้วก็ไปทำไฟป่าไหม้ทุกปี โดยเฉพาะที่ห้วยขาแข้ง จะมีต้นไม้เขียว ๆ แค่ริมห้วยเท่านั้น นอกนั้นเป็นป่าดิบแล้ง ถึงเวลาถ้าไฟไหม้ ก็จะสามเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ทุกครั้ง และส่วนใหญ่ของสาเหตุที่ทำให้ไฟไหม้ป่า ก็เป็นฝีมือพระธุดงค์นี่แหละ...!
              ตอนที่อาตมาธุดงค์ ขากลับเดินออกมาทางห้วยแม่ดี ห้วยกรึงไกร เพื่อที่จะทะลุออกมาด้านศรีสวัสดิ์ ไปเจอกองไฟที่กำลังลามอยู่ จึงจัดการฟาดให้ดับ ดับเสร็จกว่าจะเขี่ยไม่ให้มีเชื้อเพลิงลามต่อได้ ก็หมดเวลาไปครึ่งค่อนชั่วโมง แล้วก็รีบจ้ำตามรอยไป เพราะรอยยังใหม่อยู่
              คิดว่าพระธุดงค์ท่านคงจะอยู่ไม่ไกล แล้วก็จริง เดินตามไปประมาณ ๔๕ นาที เจอพระธุดงค์ ๔ รูปอยู่ข้างหน้า คว้าแขนท่านหนึ่งได้ก็ถามว่า “คณะของคุณใช่ไหมที่ก่อไปอยู่ตรงนั้น ?”
              เขาบอกว่า “ใช่ครับ”
              อาตมาถามว่า “ในเมื่อคุณเลิกใช้งานแล้ว ทำไมจึงไม่ดับไฟ ผมไปเจอกำลังลามเป็นไฟป่าอยู่ เดี๋ยวก็เดือดร้อนกันบรรลัยอีก ผมต้องไปดับให้พวกคุณ กว่าจะดับได้เหนื่อยแทบตายห่...!”
              ท่านบอกว่า “ความจริงผมดับแล้วครับ แต่เพื่อนท่านโยนฟืนเพิ่มเข้าไป ผมจึงโกยซ้ำเลย...!” แหม...เจริญ ...นิสัยดีมาก ประเภทนี้แหละ...ที่ทำให้ไฟป่าไหม้ห้วยขาแข้งทุกปี แล้วทำให้บรรดาพิทักษ์ป่าไม่อยากให้พระเข้าไป ที่ทุเรศกว่านั้น เกิดจากพระธุดงค์คณะหนึ่ง ๖ รูป หรือ ๘ รูป จำไม่ได้ ท่านเข้าไปในห้วยขาแข้ง ไปเจอควายป่าตัวหนึ่งล้มอยู่ในห้วย เพราะถูกเสือกัดตาย ปรากฎว่าเปลี่ยนจากพระธุดงค์กลายเป็นแร้งลง...! ท่านไปช่วยกันถือเนื้อควายป่ามาทำอาหาร โดยที่ไม่รู้ว่า คุณเชน (ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ) ตั้งเต๊นท์ซุ่มรอถ่ายภาพเสืออยู่
              จึงได้ถ่ายภาพแร้งกำลังลงซากควายป่ามาเต็ม ๆ ...! แสดงถึงความประพฤติของบรรดาพระธุดงค์ว่าไม่เอาไหน น่าทุเรศอย่างไร แล้วภาพทั้งหลายนี้ ก็เชื่อว่ายังติดอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กลายเป็นตัวอย่างทุกครั้งที่เขายกขึ้นมา เพื่อห้ามพระไม่ให้เข้าห้วยขาแข้ง
              ทางคณะสงฆ์เราก็พยายามชี้แจงทุกครั้งว่า การธุดงค์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะว่า ต้องอาศัยสภาพป่าเพื่อไปสร้างกำลังใจให้เข้มแข็ง แต่ถ้าหากไปเจอเหตุการณ์อย่างนี้เข้า อาจกลายเป็นตัวอย่างชัดเจนที่เขาจะไม่ให้พระเข้าไปอีก
              อาตมาก็รอวันรอคืนอยู่ ว่าเมื่อไรจะมีหนังสือมาเรียกตัวให้ไปชี้แจง หรือจะให้ทำเอกสารชี้แจงไปเสียที”
*************************

              “วันนี้เพิ่งจะคุยกัน ท่านกอล์ฟ (พระศราวุธ ฐานิสฺสโร) บอกว่า “ท่านอาจารย์นนท์ (พระครูสังฆรักษ์คำรณ ฉนฺทกาโม) วัดเขาขลุง ได้ข่าวว่าท่านอาจารย์ทวน วัดตีนตก เจ้าพ่อห้วยขาแข้ง โดนควายป่าขวิดตายไปแล้ว” อาตมายืนยันว่าไม่ใช่ท่านอาจารย์ทวนที่โดนควายป่าขวิด แต่จริง ๆ เป็นท่านอาจารย์เป้า วัดไกรเกรียง
              ปีนั้น คณะอาตมาตั้งใจไปดูนกยูง เพราะเป็นช่วงนกยูงผสมพันธุ์ โดยเฉพาะท่านพระครูปลัดปรีชาเก็บหางนกยูงออกมาหอบเบ้อเร่อเลย พอออกมาข้างนอก เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเห็น เขาก็ร้อง “เฮ้ย..!” ท่านต้องรีบบอกว่า “เก็บที่ตกมา ไม่ได้กินมันหรอก” เขาคิดว่าหางเยอะขนาดนี้ สงสัยกินไปหลายตัว
              จริง ๆ แล้ว ถ้าพระเข้าไปในป่า ส่วนใหญ่สัตว์จะไม่ค่อยกลัวและไม่ค่อยหนีกัน ช่วงที่คณะอาตมาเดินทางอยู่ พอเจอลำห้วยที่โค้ง เราก็จะตัดโค้ง อาตมาเดินนำหน้า เดินก้าวพรวดขึ้นไป เห็นบั้นท้ายสัตว์ใหญ่ตัวหนึ่ง ทีแรกคิดว่าป็นช้าง ไม่คิดว่าจะเป็นควายป่า เพราะตัวใหญ่มาก กำลังหากินซุกหัว เข้าไปอยู่ในกอพงที่สูงท่วมหัวเราไปประมาณ ๓ - ๔ เท่า
              ท่านจันทร์ เจ้าอาวาสวัดชายากง ที่หงสาวดี เดินตามขึ้นมา ท่านจันทร์เดินเหยียบหินพลิก “แกร๊ก...!” ควายป่าหันขวับมา เห็นเขายาวเป็นวา อาตมาก็นึกว่า ตายละวา ...ควายป่าเป็นสัตว์ที่มุทะลุดุเดือดมาก ไม่ไว้ใจอะไรเลย เห็นอะไรเป็นขวิดไว้ก่อนกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี
              พอดีท่านมหาเคเดินตามมา ด้วยความที่ท่านมหาเคมีรูปร่างอ้วน พอขึ้นมาชายตลิ่งเลยพังครืนลงไป ควายป่าก็ตกใจ คงนึกว่าท่านมหาเคตัวใหญ่ ขนาดเหยียบตลิ่งพังได้ จึงหนีดีกว่า...! ควายป่าเลยเปิดแน่บ
              พอควายป่าวิ่ง จึงได้เห็นกวางกระโดดตามไปประมาณ ๔ - ๕ ตัว แสดงว่าเขาหากินอยู่ใกล้ ๆ กัน ถ้าสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งเจออันตราย ที่เหลือจะได้อาศัยหนีไปด้วยกันได้
              คราวนี้คณะของพระอาจารย์เป้าตามหลังไป จริง ๆ แล้วท่านอาจารย์เป้าเป็นพระวัดเศวตฉัตร ก็คือ ท่านพระครูใบฎีกาอุเทน อุฏฐานโรจโน ก่อนหน้านี้ท่านดูแลศูนย์บริขารธุดงค์ที่วัดเศวตฉัตรอยู่ แต่ทีนี้ผลประโยชน์ตรงนั้นมาก ท่านเองเป็นคนตรงเป็นไม้บรรทัด ก็เลยไปขัดคอเขา ท้ายสุดจึงโดนเขางัดกระเด็นออกมา ท่านน้อยใจก็เลยธุดงค์เข้าป่าไปเลย
*************************