“พวกเราทุกคนเป็นบุคคลที่โชคดีอย่างมหาศาล เพราะการที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเป็นอย่างยิ่ง
อรรถกถาจารย์ท่านเปรียบเอาไว้ว่า เหมือนกับเอาเต่าตาบอดตัวหนึ่งโยนไปในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลม แล้วมีแอกเล็ก ๆ ขนาดพอที่จะสวมหัวเต่าได้ทิ้งเอาไว้ในทะเลนั้นด้วย ประมาณร้อยปี เต่าตัวนั้นลอยขึ้นมาครั้งหนึ่ง...ร้อยปีลอยขึ้นมาครั้งหนึ่ง ถ้าบังเอิญหัวเต่าสวมแอกเมื่อไร ก็คือบุคคลหนึ่งที่มีโอกาสจะได้เกิดมา
อย่างที่สอง พระองค์ตรัสว่า กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ การที่จะรักษาชีวิตให้อยู่รอดมาได้ก็แสนยาก เพราะชีวิตเรามีแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หรือว่าเกิดเป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ก็โดนทำแท้งไป ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ศพ อย่างที่เป็นข่าวกัน เราจะเห็นว่า การเอาชีวิตรอดในสังคมนี้เป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง
อย่างที่สาม พระองค์ท่านตรัสว่า กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การที่จะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็แสนยาก ถ้ายิ่งในตอนท้ายของพระพุทธศาสนา ขนาดขอฟังธรรมแค่ประโยคเดียว ก็ม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ ถ้าเกิดในช่วงที่โลกว่างพระพุทธศาสนา ไม่มีศีลไม่มีธรรมเลย ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
และท้ายสุด ส่ิงที่ลำบากที่สุด ก็คือ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การเกิดของพระพุทธเจ้านั้นยากที่สุด อย่างน้อยต้อง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป กว่าที่พระองค์ท่านจะสร้างบารมี แล้วบรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่การบรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราว่าพระองค์ท่านต้องสร้างบารมี ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปนั้น เป็นแค่ตอนปลายเท่านั้น
ในบาลีบอกว่า จิตติตัง สัตตสังเขยยัง แค่คิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องใช้เวลาถึง ๗ อสงไขยกัป นวสังเขยยะ วาจะกัง ออกปากว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องใช้เวลาอีก ๙ อสงไขยกับแสนมหากัป เป็นอย่างน้อย รวมแล้วก็ ๒๐ อสงไขยกัปเศษ ๆ เพราะฉะนั้น...ไม่ใช่แค่ ๔ อสงไขยกัปแล้วจะจบนะ
ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าแบบศรัทธาธิกะ ก็บวกไปอีกเท่าตัว คือ ๔๐ กว่าอสงไขยกัป ถ้าเป็นแบบวิริยาธิกะ ก็บวกไปอีกเท่าตัวหนึ่งของศรัทธาธิกะ คือ ๘๐ กว่าอสงไขยกัป แค่กัปเดียวก็เกิดจนนับไม่ถ้วนแล้ว ถ้าโครงกระดูกของเราไม่เสื่อมสลาย เชื่อว่าคงท่วมจักรวาลไปนานแล้ว
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ายากเย็นแสนเข็ญทั้งหมดนี้ พวกเราทั้งหลายสามารถผ่านพ้นมาได้ เกิดมายากเราก็เกิดมาแล้ว รักษาชีวิตให้อยู่รอดได้ยาก เราก็อยู่รอดมาแล้ว การฟังธรรมหาฟังได้ยาก เราทุกคนก็ได้ฟังและปฏิบัติตามอีกด้วย การเกิดของพระพุทธเจ้าที่ว่ายาก เราก็เกิดทันพระพุทธศาสนาของพระองค์ท่าน จึงถือว่าพวกเราทั้งหมดเป็นบุคคลที่โชคดีอย่างยิ่ง
ลองนึกดูว่า คนในระเทศไทย ๖๓ ล้านคนเศษ มีบุคคลที่เข้าวัดเข้าวาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังสักเท่าไร ? แค่เศษสามล้านคนมีถึงไหม ? เชื่อว่าไม่ถึงอย่างแน่นอน ที่เหลืออย่างดีก็แค่ใส่บาตรวันเกิดตัวเองปีละครั้ง...!
นอกจากนี้ ถ้าเอาพวกเราไปเปรียบกับประชากรโลกอีกห้าพันกว่าล้านคน พวกเราจะเป็นพวกที่แปลกแยกจากสังคมจริง ๆ เป็นพวกที่เขาไม่คบแล้ว จึงได้มาอยู่รวมกันตรงนี้...!
อาตมาจึงได้บอกกับพวกเราตอนแรกว่า พวกเราเป็นผู้โชคดีอย่างยิ่งที่เรารู้จักและพบพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกันก็รู้จักธรรมะ อะไรดีอะไรชั่วเราก็รู้ เพราะฉะนั้น..อย่าให้เสียทีที่เกิดมา มีโอกาสเกิดมาแล้ว รู้ว่าทานดีอย่างไร ? ศีลดีอย่างไร ? ภาวนาดีอย่างไร ? ก็ต้องพยายามทำไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นการสั่งสมกำลังของเรา
เนื่องเพราะว่าวัฏสงสารนี้ ประกอบไปด้วยแรงดึงดูดอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ที่จะดึงดูดเราให้ติดอยู่ ให้ทุกข์อยู่ตลอดไป ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักเบื่อเสียที ถ้าเราสั่งสมความดีไม่เพียงพอ กำลังของเราก็ไม่พอที่จะส่งให้เราหลุดพ้นไปได้ เราก็ยังต้องทุกข์อยู่ไม่รู้จบ
ดังนั้น...อย่างน้อย ๆ ทุกคนต้องรักษาตน โดยการยึดหัวหาดความเป็นพระอริยเจ้าระดับโสดาบันเอาไว้ คือ ต้องมีความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงใจ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ
รักษาศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ละเมิดด้วยความตั้งใจของตน ยกเว้นพลั้งเผลอโดยไม่เจตนา
และท้ายสุด มีความรู้ตัวอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่นอน ถ้าตายเราขอไปพระนิพพาน
ถ้าเรายึดหัวหาดตรงนี้ไว้ อย่างเก่งเราก็เกิดอีก ๗ ชาติเท่านั้น และเกิดอยู่ในสุคติภูมิ ก็คือ ระหว่างมนุษย์กับทวดาหรือพรหมเท่านั้น แต่ถ้าเราสามารถก้าวล่วงขึ้นไปสูงกว่านั้นได้ ก็ไม่ต้องลงมาเกิดอีก ก็คือไปอยู่ที่สุทธาวาสพรหม เป็นพระอนาคามี แต่ก็ยังมีความทุกข์อยู่ ก็คือ ต้องลำบากในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
เพราะฉะนั้น...ถ้าเป็นไปได้ ก็ว่ากันให้จบไปในชาติเดียวเลย เห็นความไม่ดีของร่างกายนี้ เห็นความไม่ดีของโลกนี้ ในเมื่อมีความทุกข์อย่างนี้ เราขอทนอยู่แค่ชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าการเกิดใหม่มาทุกข์อย่างนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ตายเมื่อไรจบกันแค่นี้ เราขอไปอยู่ที่พระนิพพานกับพระพุทธเจ้า อยู่กับหลวงพ่อของเรา
ถ้าเราตั้งกำลังใจไว้อย่างนี้ แล้วภาวนาเอาจิตเกาะพระนิพานไว้ให้มั่นคงเข้าสัก ๕ นาที เย็นสัก ๕ นาทีก็พอ มั่นใจว่าความดีที่เราสะสมนี้ ถ้าถึงวาระสุดท้าย สติ สมาธิ ปัญญาที่สั่งสมมา น่าจะมีกำลังเพียงพอ
แต่ถ้าเรามีโอกาส ก็กอบโกยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เจอเขาทำบุญที่ไหน เล็กใหญ่แค่ไหนเราทำหมด เจอการปฏิบัติภาวนาที่ไหน เราก็ร่วมทำกับเข้าทุกครั้ง
หรือในแต่ละวัน เรานึกถึงลมหายใจเข้าออกของเราครั้งหนึ่งก็ใกล้พระนิพพานไปก้าวหนึ่ง เพราะฉะนั้น...เราใช้วิธีนี้ วิธีที่เดินเข้าไปพระนิพพานด้วยลมหายใจตัวเอง หายใจเข้าออกครั้งหนึ่ง เราก็เข้าใกล้พระนิพพานไปก้าวหนึ่ง หายใจเข้าออกครั้งหนึ่งเราก็เข้าใกล้พระนิพพานไปก้าวหนึ่ง โดยอาศัยพระนามของพระพุทธเจ้า คือ พุทโธก็ได้ นะมะพะธะก็ได้ สัมมาอะระหังก็ได้ เป็นเครื่องนำทางเราไปสู่พระนิพพาน
หลังจากนั้น ก็พยายามใช้ปัญญาดูให้เห็นว่า สภาพร่างกายก็ดี วัตถุธาตุสิ่งของก็ดี สภาพของโลกนี้ก็ดี มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ อาศัยไม่ได้เลย เดี๋ยวก็พังหมด
มีความทุกข์เป็นปกติ การดำรงชีวิตอยู่ ไม่มีสักวันเลยที่มีความสุขสบายอย่างแท้จริง
และท้ายที่สุด ไม่มีอะไรยึดถือเป็นตัวเป็ตนได้ สักแต่ว่าเป็นรูป สักแต่ว่าเป็นธาตุ ที่เรามาอยู่มาอาศัยตามสภาพของเวรกรรมที่สร้างมา ท้ายสุดก็เสื่อมสลายตายพังไปหมด ในเมื่อสภาพของร่างกายเป็นอย่างนี้ เราก็ขอคบแค่ชาตินี้ชาติเดียวแล้วจบกัน
ถ้าตั้งใจอย่างนี้ไว้ แล้วเอาจิตสุดท้ายเกาะพระพุทธเจ้า หรือเกาะพระนิพพานเอาไว้ ทำให้เคยชิน แล้วทุกคนจะไม่เสียทีที่เกิดมา เรามีโอกาสที่จะหลุดพ้น เราเป็นบุคคลจำนวนน้อยนิดที่มีโอกาสสมบูรณ์มากกว่าคนอื่นเขา จงใช้โอกาสของตนให้สมกับความโชคดีของเรา ในวาระปีใหม่ ๒๕๕๔ นี้ก็ขอฝากเอาไว้แต่เพียงเท่านี้”
*************************
“เมื่อทุกคนตั้งใจมาทำสามีจิกรรม ก็ขอให้จำไว้ว่า ในเรื่องของพระรัตนตรัยก็ดี หรือตลอดจนบุคคลซึ่งก็คือพระสงฆ์ก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครโกรธเกลียดพวกเรา
สิ่งที่พวกเราได้ล่วงเกินไปนั้น ก่อให้เกิดเป็นกรรมที่ทำให้เข้าสู่พระนิพพานได้ช้า การที่เราได้มาทำสามีจิกรรม ขอขมากรรมต่อกัน ก็คือทำให้กรรมเหล่านั้นขาดลง จะได้ไม่มาผูกมารั้ง ให้เราต้องติดอยู่ในส่วนที่ไม่พึงปรารถนาทั้งหลายเหล่านี้อีก ถือว่าเราได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ถือว่ากรรมทั้งหลายเหล่านี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปก็ให้สิ้นสุดลง
ให้ทุกคนตั้งใจรักษากาย วาจา และใจของเราให้ดี พยายามยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะในส่วนของนามธรรม ก็คือคุณของพระพุทธเจ้าจริง ๆ คุณของพระธรรมจริง ๆ คุณของพระสงฆ์จริง ๆ เป็นหลัก อย่ายึดถือในตัวบุคคล เพราะว่าตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี หลวงปู่ หลวงพ่อ ตลอดจนตัวอาตมาก็ดี ท้ายสุดก็ต้องพบกับภาวะของความเป็นจริง ก็คือเสื่อมสลายตายพังไปเช่นกัน
ถ้าเราสามารถยึดคุณพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ที่เป็นคุณความดีของพระองค์ท่านได้ นั่นจะเป็นหนทางนำเราไปสู่พระนิพพาน ในเมื่อเราได้ทำความดีทั้งหมดแล้ว ก็ขอให้ตั้งใจรับพรจากพระด้วย
ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะเตชะสา
ทุกขโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาค์ยัง สุขัง พะลัง
สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต ฯ
*************************
ถาม : ศาลอากาสเทวดาเป็นอย่างไร ?
ตอบ : เป็นศาลสี่เสาขึ้นไป จะเป็นหกเสา แปดเสาก็ได้
ถาม : ที่บ้านผมมีศาลพระภูมิ แล้วเขาเรียกศาลตายาย ?
ตอบ : ไม่ใช่หรอก ศาลตายาย คือ ศาลอากาสเทวดา
แต่ให้สังเกตไว้ว่า ถ้าคุณตั้งศาลพระภูมิ แล้วมีศาลตายายตั้งอยู่ต่ำว่า บ้านนั้นเด็กไม่ฟังผู้ใหญ่หรอก เพราะอากาสเทวดาเป็นเจ้านายของพระภูมิ แล้วเราไปตั้งศาลตายายไว้เตี้ยกว่า ถ้าเปรียบไปก็เป็นลูกน้องขี่คอเจ้านาย บ้านนั้นลูกหลายจะไม่ฟังพ่อแม่หรอก
ถาม : อย่างนี้ทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : อย่างที่อาตมาเคยทำก็คือรองฐานให้สูงขึ้น ทำศาลตายให้สูงขึ้นมา อย่างน้อยให้ฐานสูงกว่าศาลพระภูมิสักหนึ่งนิ้ว
ถาม : เรื่องทิศเหมือนกันได้ ?
ตอบ : ปกติแล้วจะตั้งให้ท่านเฉพาะเลย คือ ตั้งทิศใต้
ถาม : ต้องแยกตั้งศาลคนละด้าน ?
ตอบ : ถ้าเราไม่มั่นใจว่าตรงนั้นเป็นอากาสเทวดาจริง ๆ ก็ไม่ต้องตั้ง ยกเว้นมั่นใจว่าเป็นท่านจริง ๆ แล้วค่อยตั้ง
ถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นอากาสเทวดาจริง ๆ ?
ตอบ : จุดธูปบอกท่านก็ได้ ถ้าหากท่านเป็นอากาสเทวดา ช่วยมาบอกข้าพเจ้าด้วย แล้วจะตั้งศาลให้ รับประกันได้เรื่องทันที เพราะอากาสเทวดาท่านอานุภาพมากกว่าพระภูมิหลายเท่า อากาสเทวดาองค์หนึ่งท่านดูแลพระภูมิเจ้าที่เป็นสิบ ๆ องค์
*************************
ถาม : คนที่ไม่ได้ฌานแล้วเป็นพระอรหันต์มีไหมคะ ?
ตอบ : ไม่มี ท่านที่เป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ต้องได้ฌานทุกคน จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ต้องได้
ถาม : สุกขวิปัสสโกต้องได้ฌานหรือคะ ?
ตอบ : ต้องได้ เพราะว่าถ้าไม่ได้ฌาน กำลังจะไม่พอตัดกิเลส การได้ฌานของสุกขวิปัสสโก ก็คือพิจารณาไปเรื่อย ๆ แล้วจิตดิ่งลึกเป็นองค์ฌาน โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าได้ฌาน ไม่อย่างนั้นก็มีกำลังไม่พอที่จะตัดกิเลส
ถาม : ขอกรรมฐานที่เหมาะกับตัวเอง ?
ตอบ : สิ่งที่เหมาะคือ ลมหายใจเข้าออกควบกับพุทธานุสติ ใช้ลมหายใจเข้าออกควบกับพุทโธ นะมะพะธะ สัมมาอะระหัง แบบใดก็ได้
ถาม : ใช้พุทธานุสติแล้วเจริญวิปัสสนาหรือคะ ?
ตอบ : ให้เราอยู่กับลมหายใจเข้าออกให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ในแต่ละวีน เมื่อสมาธิทรงตัวต่อไปไม่ไหว ก็คลายออกมาพิจารณาวิปัสสนาญาณ เมื่อพิจารณาจนจิตเหนื่อยแล้วก็ภาวนาใหม่ สลับกันไปอย่างนี้ ถ้าเราทำได้ สมาธิจะทรงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลานั้นปัญญาจะเห็นเองว่า เราจะประคอง ศีล สมาธิ ปัญญา ของเราอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้า
สำคัญตรงที่ทำให้เราอยู่กับลมหายใจเข้าออก โดยไม่คิดเรื่องอื่นให้ได้ก่อน หายใจเขาไหลตามเข้าไป...หายใจออกไหลตามออกมา คิดถึงเรืองอื่นเมื่อไรก็กลับมาตรงนี้ ถ้าสามารถทำติดต่อกันไนด้นาน ๑๕ นาที โดยที่ไม่คิดเรื่องอื่นเลยก็สุดยอดแล้ว เมื่อภาวนาจนอารมณ์สมาธิทรงตัวแล้ว จึงค่อยคลายออกมาพิจารณาต่อ
ถาม : ฤกษ์ขึ้น ๑ ค่ำ วันศุกร์ เป็นอย่างไร ผมไม่ทราบรายละเอียด ?
ตอบ : เป็นฤกษ์อมฤตโชค ตามตำราฤกษ์พรหมประสิทธิ์นั้นจะมีอมฤตโชค มหาสิทธิโชค และสิทธิโชค แปลว่า วันหนึ่งต้องมีฤกษ์ดี ๓ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่
ถ้าเป็นวันศุกร์ ขึ้นหรือแรม ๑ ค่ำ เขาเรียก ฤกษ์อมฤตโชค
ถ้าเป็นวันศุกร์ ขึ้นหรือแรม ๑๐ ค่ำ เป็นมหาสิทธิโชค
ถ้าเป็นวันศุกร์ ขึ้นหรือแรม ๑๑ ค่ำ เป็นฤกษ์สิทธิโชค
ถ้าเป็นวันเสาร์ ขึ้นหรือแรม ๕ ค่ำ เป็นอมฤตโชค
ถ้าเป็นวันเสาร์ ขึ้นหรือแรม ๑๕ ค่ำ เป็นมหาสิทธิโชค
ถ้าเป็นวันเสาร์ ขึ้นหรือแรม ๔ ค่ำ ก็เป็นสิทธิโชค
จะเป็นอย่างนี้ทุกวัน เพียงแต่ว่าจะตรงหรือไม่ตรงเท่านั้น ก่อนหน้านี้หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกพวกเรา แต่ท่านบอกไว้น้อย เพราะว่าท่านอยากให้ลูกๆ ไปค้นคว้าต่อ แต่ลูกก็ซึ่อเหลือเกิน พ่อให้แค่ไหนลูกก็ใช้แค่นั้น...!
เพราะฉะนั้น...เราจะเห็นว่าฤกษ์ของวัดท่าซุง วันอาทิตย์จะมี ๘ ค่ำ วันเดียว แต่ความจริงก็คือ
วันอาทิตย์ ๘ ค่ำ เป็นอมฤตโชค
วันอาทิตย์ ๑๔ ค่ำ เป็นมหาสิทธิโชค
วันอาทิตย์ ๑๑ ค่ำ เป็นสิทธิโชค
หลวงพ่อท่านได้มาแค่สองวัน แล้วท่านไปค้นคว้าจนได้ครบทั้ง่ ๗ วัน ท่านบอกว่า ท่านค้นทั้งหอสมุดแห่งชาติเลย คราวนี้ท่านอยากให้ลูก ๆ เอานิสัยนี้ไปใช้บ้าง ก็ไม่มีใครใช้
ตอนแรกอาตมาเองก็ไม่คิดจะค้น แต่มาสงสัยที่ท่านบอกว่า วันเสาร์ห้า ห้ามทำการมงคลอื่น ๆ ยกเว้นการพุทธาภิเษก แล้วคนที่เขามีวันลาภวันชัย ตกวันเสาร์ ก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี ? เกิดความสงสัยจึงไปค้น
พอไปค้นปรากฎว่ามีอีกสองวัน เพราะฉะนั้น...วันเสาร์ที่เป็นอมฤตโชค เราก็ไม่ใช้ ไปใช้มหาสิทธิโชค หรือสิทธิโชคแทน ดังนั้น...หัดสงสัยบ้าง แต่ก็อย่างว่า บางทีรู้มากก็ยากนาน...!
ถาม : ฤกษ์พวกนี้ทำอะไรดีบ้างครับ ?
ตอบ : การมงคลทุกประเภท ฤกษ์พรหมประสิทธิ์นี้ดีตรงที่ไม่จำกัดเวลา เช่น ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเวลา ๙.๐๙ น. ได้ฤกษ์ตั้งแต่ตะวันขึ้นจนตะวันตกดินเลย หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านชอบ เพราะว่าเป็นฤกษ์สะดวก
ถาม : จะลงทุนเกี่ยวกับอาชีพค้าขาย ?
ตอบ : ให้เลือกฤกษ์อะไรก็ได้ที่ไม่ตรงกับวันศุกร์ คุณจะใช้ฤกษ์อมฤตโชค มหาสิทธิโชคก็ได้ แต่อย่าเอาวันศุกร์
ถ้าเปิดกิจการ ให้เว้นวันศุกร์
ถ้าขึ้นบ้านใหม่ ให้เว้นวันอาทิตย์
ถ้าแต่งงาน เว้นวันพฤหัสบดีกีบวันเสาร์ ถ้าแต่งงานวันพฤหัสบดีจะเลิกกันเร็ว ถ้าแต่งวันเสาร์ก็ทะเลาะกันทั้งชาติ
สาเหตุที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านให้เว้น เพราะท่านเจอเหตุการณ์พวกนี้มาจนเข็ดแล้ว เราไม่ต้องไปทดสอบเองหรอก
*************************
ถาม : เบียร์ที่สกัดเอาแอลกอฮอล์ออก เรากินถือว่าผิดศีลหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่ทำให้เมาขาดสติก็ไม่ผิด แต่คุณต้องดูเจตนาด้วย เจตนาเรายังอยากกินเบียร์อยู่ใช่ไหม ? ถ้าไม่อยากกินจะไปกินทำไม ?
เบียร์เป็นเมรัย สุราคือสิ่งที่กลั่นขึ้นมาประกอบด้วยแอลกอฮอล์
เมรัยคือสิ่งที่หมักดองประกอบด้วยแอลกอฮอล์
พวกเบียร์ ไวน์ จัดอยู่ในพวกนี้หมด แล้วเรามั่นใจหรือว่า เขาจะสกัดแอลกอฮอล์ออกจากเบียร์หมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ?
*************************
ถาม : คำว่า ตถาคต แปลว่าอะไรครับ ?
ตอบ : แปลว่า ผู้ยังความเป็นไปด้วยตนเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ บรรลุเอง
*************************
ถาม : ถ้าอยู่กับปัจจุบันแล้วคิดถึงอนาคต จะเป็นการส่งจิตออกนอกหรือเปล่า ?
ตอบ : ออกไปยันอนาคตแล้ว...! ถ้าจะคิด ต้องคิดโดยการใส่สติไว้เฉพาะหน้า คิดเสร็จแล้วหยุดให้เป็น ไม่อย่างนั้นจะฟุ้งซ่าน ต้องหมั่นซ้อมบ่อย ๆ
ซ้อมตรงที่ว่า เราจะคิดเรื่องอะไร เราจะเอาเฉพาะเรื่องนั้น โดยการเอาสติคุมไปตลอด พอจบเรื่องนั้น เราต้องตัดเข้าหาการภาวนาทันที
*************************
|