​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๗๗

 

      ถาม :  ไปภาวนาที่กวางเจามา เวลาเราสวดมนต์ในใจ สามารถสวดให้เบาก็ได้ ให้ดังก็ได้ใช่ไหมครับ ? ให้กังวานออกไปไม่มีประมาณก็ได้ ?
      ตอบ :  อยู่ที่ความตั้งใจของเรา ลักษณะเหมือนกับใช้เสียงปกตินี่แหละ แต่เป็นเสียงในใจ
      ถาม :  เวลากำหนดร่างกายออกไปไหว้พระ เรากำหนดร่างเดียวก็ได้ หลายร่างก็ได้ใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ใช่
      ถาม :  ขึ้นอยู่กับกำลังใจเราไปตรงนั้นใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ใช่
      ถาม :  ในนิมิตร่างเล็กที่เรามองเห็นองค์พระ จะเห็นองค์พระในลักษณะที่แตกต่างจากตาเนื้อของเรา ?
      ตอบ :  ต่างกันมาก เพราะสิ่งที่เราเห็นตอนนั้นเป็นจริง คือเป็นบุญเป็นบารมีของพระองค์ท่านจริง ๆ ถ้าใช้ตาเนื้อจะเห็นแค่เปลือก
      ถาม :  ร่างเล็ก ๆ ที่เราทำมาหลายร่าง สามารถไปทำงานหลาย ๆ ที่โดยแตกต่างกันได้ใช่ไหม ?
      ตอบ :  ใช่ สามารถรับรู้คนละเรื่องคนละราวพร้อม ๆ กันได้อีกด้วย
      ถาม :  แต่ว่าเวลาที่จิตรู้ เกิดจากขณะเดียวใช่หรือไม่ ?
      ตอบ :  ต้องฝึกซ้อมให้ชำนาญนิดหนึ่ง ถ้าไม่ชำนาญแล้วแต่ละร่างจะรู้ได้ไม่เท่ากัน ถ้าหากชำนาญแล้ว การรู้เห็นจะชัดเจนเหมือนน
              ถ้าเป็นลูกศิษย์สายหลวงพ่อวัดท่าซุงที่ฝึกกับท่านใหม่ ๆ ท่านให้แยกจิตออกไปกราบพระเป็นพันร่างพร้อม ๆ กัน แต่ว่าส่วนใหญ่รับรายละเอียดได้น้อย เพราะว่ากำลังยังไม่พอ
      ถาม :  ผมแยกออกเป็นหลายร่างได้เมื่อวานซืนนี้เอง ?
      ตอบ :  คุณทำเอง ทำได้ถือว่าเก่ง ขนาดพวกอาตมามีครูสอนยังทำไม่ค่อยจะได้เลย
*************************

      ถาม :  ผมไปอินเดียคราวนี้เหมือนไปค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าเกิดมาเพื่ออะไร และควรจะทำชีวิตของเราให้เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจุยที่ดี ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องมีอะไร ไปตามน้ำ บางทีก็ต้องตรวจสอบตนเอง ป้องกันตนเองเพราะว่าภายนอกวุ่นวายมาก การตรวจสอบตัวเอง ป้องกันตัวเองต้องทำอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  อันดับแรก เราเอาศีลเป็นกรอบ ไปแค่กรอบของศีล เราจะไม่ไหลตามเขาไปเกินกว่านั้น
              อันดับที่สอง ตัวสมาธิที่จะรั้ง หยุดยั้งเราไว้ตอนที่จะไปละเมิดสิ่งต่าง ๆ
              ฉะนั้น...เรื่องสมาธิของคุณตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้ว ก็เหลือแต่สติที่เอาไว้คอยควบคุม อย่าเผลอให้ไปละเมิดศีล เราไปแค่กรอบเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นเราก็พอที่จะรักษาตนเองให้อยู่ในสังคมนี้ได้ แต่คนอื่นมักจะว่าบ้า...!
      ถาม :  ผมสังเกตว่า ไม่ว่าจะสร้างอะไรเยอะแยะในโลก แต่ถึงที่สุดแล้ว การให้ธรรมะเป็นทานเป็นส่ิงที่ถูกต้องที่สุด ให้แล้วก็วางไป ก็จะเบา ถ้าเกิดมีโอกาสสร้าง ก็สร้างเท่านั้นเอง ?
      ตอบถ้ามีโอกาสเราก็ทำ แต่ทำแล้วไม่ยึดติดในสิ่งทั้งหลยเหล่านั้น เพราะรู้ว่าบุญีเราจึงทำ รู้ว่ากรรมไม่ดีเราก็ละ ท้ายสุดก็ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
      ถาม :  พอเราทำอะไรสำเร็จได้เป็นพิเศษ ตัวเราภายในเหมือนกับแข็งแรงขึ้น แต่ก็มีความรู้ที่จะตามไปเรื่อ ยๆ แต่ความรู้ที่จะตามไปเรื่อยก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีผิดมีพลาดบ้างตามเพศฆราวาส แต่ตัวเราแข็งแกร่งขึ้นเรือย ๆ ?
      ตอบ :  ลักษณะนี้เรียกว่า สั่งสมบุญบารมี ยิ่งทำมากขึ้นความดีก็ยิ่งมากขึ้น สิ่งที่เราสั่งสมไว้มีมากขึ้น เราก็แข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันความชั่วก็พยายามที่จะบั่นทอนเราให้แข็งแกร่งน้อยลง พูดง่าย ๆ ว่าในการต่อสู้ ถ้าเราแข็งแกร่งกว่าก็มีโอกาสชนะในการต่อสู้นั้น
              ทางด้านฝ่ายฝ่ายอวิชชาของมารก็พยายามที่มากั้นมาขวางเรา ส่วนเราทางด้านนี้รู้ในวิชชา เป็นญาณเครื่องรู้ที่จะช่วยเราให้พ้นทุกข์ เราก็พยายามที่จะทำของเรา ท้ายสุดถ้าเขาดีกว่า เราตามไม่ทันก็สอบตก ถ้าเราดีกว่าก้าวข้ามไปได้ ก็สอบได้
      ถาม :  ด้วยความที่มีส่ิงที่ค้านอยู่ใต้สำนึก วิธีที่จะไปค้านกับกิเลสให้หมดสิ้นไป ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไร แต่เผื่อว่าครูบอาจารย์จะแนะนำมากขึ้น เพราะเรายังผิดพลาดอยู่หลายอย่าง ยังไม่ตรงทางร้อยเปอร์เซ็นต์ ?
      ตอบ :  เมื่อครู่ได้กล่าวไปทีหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้บอกให้ชัดก็คือ
              พอเราเห็นแล้ว พิจารณารู้ว่าอย่างไหนเป็นคุณ อย่างไหนเป็นโทษ เราก็เลือกทำแต่ในด้านที่เป็นคุณ และด้านโทษ ดีก็ไม่เกาะ ชั่วก็ไม่เกาะ ถึงตอนนั้นจะผ่ากลางหลุดพ้นไปเอง
*************************

      ถาม :  การฝึกตาให้กระจ่าง มองทะลุทุกอย่างแม้กระทั่งความยินดียินร้าย ทะลุแม้กระทั่งความเป็นอัตตาตัวเรา ในขณะที่พิจารณาอย่างนี้ เฉพาะมองให้ทะลุดด้วยอำนาจสมาธิ ให้ถึงใจ ก็ถึงธรรมได้ใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ได้แน่นอน ในส่วนที่เป็นเจโตวิมุตติ
*************************

      ถาม :  เวลาสวดมนต์เสียงดัง เสียงเบา เสียงค่อย เอาไว้ทำอะไรครับ ?
      ตอบ :  เพื่อสงเคราะห์สรรพสัตว์ตามสากลจักรวาลต่าง ๆ ถ้าเราส่งไปไกลเท่าไร คุณประโยชน์ก็มากเท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าทรงไปโปรดนั้น มีถึง “แสนโลกธาตุ”
              พวกเราไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เอาแค่ดาวหลาย ๆ ดวงได้ก็พอแล้ว ที่ไหนก็ตามที่มีมนุษย์และสัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์อยู่ ขอให้เขายินดีและโมทนาในส่วนบุญที่เราได้ทำในครั้งนี้ เราได้รับประโยชน์ความสุขเท่าไร ขอให้เขาได้รับด้วย และตั้งใจสวดมนต์เป็นพุทธบูชาไป หวังว่าเขาจะได้รับประโยชน์ในส่วนที่เราได้รับนั้น
      ถาม :  เวลาเรานึกในใจให้เสียงดัง ญาณของเราที่จะไปรู้ข้างนอกว่าบางคนเขารับได้ บางคนรับไม่ได้ ตัวนี้ให้เราปล่อยวางไปเลยใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ปล่อยเลย ทำหน้าที่ของเราคือสวดมนต์ไปอย่างเดียว ถ้าเราทำหลายอย่าง กำลังจะลดลง เพราะว่าต้องแบ่งออกไปทำงานหลายอย่าง
      ถาม :  มีข้อแนะนำไหมครับ ?
      ตอบ :  ไม่มี ทำต่อไปเถอะ เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งทำจะยิ่งรู้ แต่อย่าไปยึดมั่นในสิ่งที่รู้ ให้ระวังอยู่เสอว่า สิ่งที่เรารู้นั้นช่วยในการตัดกิเลสหรือเปล่า ? ถ้าไม่ได้ช่วยในการตัดกิเลส รู้แล้วก็วางไว้ตรงนั้นแหละ เอาแต่เรื่องที่ช่วยให้ตัดกิเลสได้ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะพาเรารู้กว้างออกไปเรื่อย ๆ แต่หาจุดหมายไม่เจอ
              พอญาณเครื่องรู้เกิดจะรู้ทุกเรื่อง คิดอะไรก็เข้าใจแจ่มแจ้งแทงตลอด แต่ให้ระวังว่า สิ่งที่รู้นั้นเป็นเรื่องที่ช่วยในการตัดกิเลสไหม ? ถ้าไม่ใช่ก็ต้องวาง
      ถามคนที่ไปยอมรับ ไปรับรองความรู้ก็ไม่ใช่ตัวเรา พอรู้บ่อย ๆ กลายเป็นโลกทั้งนั้นที่รับทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าข้างในไม่รับ เรารู้เข้าใจ แต่ไม่เข้าไปข้องแวะอะไรเลย ?
      ตอบ :  ทำอย่างไรที่จะรักษาสภาพจิตให้ผ่องใส ไม่ให้ข้องแวะกับสิ่งต่าง ๆ ได้ ก็คือการที่เราอยู่ในโลก แต่เราก็ไม่ติดกับโลก
      ถาม :  เป็นความบริสุทธิ์ที่อยู่คู่กับความสกปรกได้ ?
      ตอบ :  พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ดอกบัวเกิดในโคลนตม ชูช่อขึ้นเหนือน้ำขึ้นมา แต่ดอกบัวก็ไม่ได้แปดเปื้อนโคลนตมนั้น
              เปรียบกับสภาพจิตของเราที่เริ่มผ่องใส พ้นจากความสกปรกได้ แต่ก็อาศัยพื้นฐานจากความสกปรกขึ้นมา
              พอมีคนที่ทำถึงมาคุยด้วย ค่อยรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกเฉา..!
*************************

              “ญาติโยมทางด้านอีสานนั้น มีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ดูอย่างที่สำนักสงฆ์ศรีชัยผาผึ้ง วัดไกลจากทางเข้า ๘-๙ กิโลเมตร ญาติโยมเขายังเดินไปใส่บาตรกันทุกวัน เขาจะเดินตั้งแต่เช้า กว่าจะไปถึงก็ ๙ โมงครึ่ง
              ถึงได้บอกว่า กำลังใจของญาติโยมทางอีสานในเรื่องของบุญเขามีมหาศาล เรื่องบุญเรื่องกุศลพร้อมที่จะทุ่เทให้ ถึงแม้ปัจจุยจะมีน้อยก็ตาม ถ้าต้องการแรงงานเท่าไรเท่ากัน ไปช่วยกันยกหมู่บ้าน เห็นศรัทธาเขาแล้วชื่นใจ
              ตอนนั้นไปอยู่ที่วัดหนึ่ง อยู่กลางทุ่ง คุณเอ (ประพันธ์ สุรประภา) เขาพาไปเป็นประธานหล่อพระ เวลาลมพัดมาอย่างกับอยู่ข้างกองไฟ ร้อนวาบขนาดนั้นเขาก็อยู่กันได้ แต่พวกเราไม่เคยชินน้ำกินขุ่นขนาดต้องกรองแล้วกรองอีก เขาก็ยังอุตส่าห์อยู่กันได้
              ไปสร้างพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐมให้เขาองค์หนึ่ง โยมแห่กันมาบวชชีพราหม์ฉลองกันยกหมู่บ้าน เขาถามว่า “ฉันอาหารอย่างนี้ได้ไหม ?”
              อาตมาบอกว่า “อะไรที่มนุษย์กินลง ยกมาได้เลย”
*************************

              “รุ่นครูบาอาจารย์ก็มีแต่ล่วงลับไป แต่รุ่นของพวกเราก็โตไม่ทัน เหมือนกับขาดช่วงลง ญาติโยมขาดที่เพิ่ง อย่างพระที่วัดท่าขนุนจะเอาเป็นชิ้นเป็นอันได้ก็ยังน้อย คนไหนพอเป็นหลักได้ เขาก็มาขอไปเป็นเจ้าอาวาสหมด
              พอเริ่มเป็นเจ้าอาวาสทีนี้ก็บรรลัยแล้ว เวลาที่จะปฏิบัติไม่มีแล้ว งานหลวงงานราษฎร์เทเข้ามา เวลาที่จะปฏิบัติเฉพาะตัวก็น้อยลง
              สมัยก่อนหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านถึงได้เตือนว่า “พวกแกที่ยังไม่มีงานประจำ ให้เร่งสร้างกำลังใจให้มากเข้าไว้ พอถึงเวลาจำเป็นต้องมีงานประจำแล้ว จะได้มีกำลังไปสู้งานได้”
              ไม่อย่างนั้น รัก โลภ โกรธ หลง เต็มหัวอยู่ พอไปทำงานแล้วเดี๋ยวได้ตีกันแหลก...!
*************************

      ถาม :  การสร้างวัดเล็ก ๆ น่าจะเป็นส่วนสถาปัตย์แบบที่เขาชอบ ?
      ตอบ :  ก็น่าจะมีส่วนของสถาปัตย์แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นความนิยมของชาวบ้านเขาด้วย
              พระที่ท่านสร้างวัดเล็ก ๆ จริง ๆ แล้วท่านมีศิลปะในการดำรงชีพเลยนะ เพราะว่าตนเองต้องมักน้อยสันโดษ แนะนำชาวบ้านเขาให้พออยู่พอกิน ครั้นไปสร้างวัดมหึมา เท่ากับว่าทำค้านกับสิ่งที่ตัวเองสอน พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สรรเสริญเวลาที่จะต้องสร้างอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ
              ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น คนไหลไปอยู่กับงานมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาไปอยู่กับวัด สิ่งที่เคยสร้างเคยทำให้ ก็ต้องมอบปัจจัยให้พระไปสร้างไปทำกันเอง บทบาทของการที่ญาติโยมจะสร้างวัด ซ่อมวัด ก็เลยเป็นพระต้องสร้งเองซ่อมเองมาจนถึงปัจจุบันนี้
*************************

      ถาม :  คนที่มีโทสะมาก ๆ จะต้องแก้อย่างไรครับ ? อยู่ใกล้แล้วไฟพลอยติดเราไปด้วย ?
      ตอบ :  เราเดือดร้อนไปด้วย...ใช่ไหม ?
      ถาม :  ไฟติดลามมาถึงครับ ?
      ตอบ :  ถ้าเขาเป็นนักปฏิบัติยังพอช่วยได้ เราก็แนะนำการปฏิบัติให้กับเขา อย่างเช่น แก้ด้วยพรหมวิหาร ๔ หรือแก้วด้วยวรรณกสิณ ๔
              แต่ถ้าไม่ใช่นักปฏิบัตินี่ยุ่งเลย มีทางเดียวก็คือไปห่าง ๆ ...!
      ถาม :  ไปห่าง ๆ ?
      ตอบ :  อย่าไปอยู่ใกล้เขา
      ถาม :  บางทีผมไม่มีสิทธิ์ ?
      ตอบ :  ถ้าอย่างนั้นเราก็ใส่เกราะเลย ตั้งกำลังใจให้สูงสุดเข้าไว้ อย่างน้อย ๆ เราจะได้ไม่หลุด แต่ตอนหลังพอมานั่งกรรมฐานแล้วจะเสีย จะฟุ้งไปนึกถึงตอนนั้นแล้วมาโกรธเอาทีหลัง แต่ว่าก็ยังดีที่เราไม่ได้โกรธตรงนั้น ยังรักษาตัวรักษาใจเอาไว้ได้
              เรื่องของโทสะนั้นมีโทษมหาศาล ความโกรธทำให้เครียดมาก แก่เร็ว คนขี้โกรรธ คนมักโกรธ หมอเขาทำวิจัยพบว่ามีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมากกว่าคนทั่วไปเป็นสิบ ๆ เท่า...!
      ถาม :  พวกซึมเศร้าใช่โกรธไหม ?
      ตอบ :  เป็นส่วนหนึ่งของโทสะ แต่เป็นส่วนของโทสะที่ไปในทางน้อยใจคนอื่น ก็คือไม่พอใจ ไม่พอใจกคือส่วนหนึ่งของโทสะ ถ้าพอใจเป็นส่วนของราคา เมือ่ไม่พอใจก็ไปนั่งซึมอยู่คนเดียว ท้ายสุดก็ไม่พอใจตัวเอง น้อยใจตัวเอง
              วันนี้มีดาราท่านหนึ่งอุ้มลูกมา คนเคยเป็นดาราเป็นนางแบบ แล้วต้องมานั่งเลี้ยงลูก เขาอาจจะคิดว่า เราไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย ถ้าเขาคิดมาก ๆ เข้า เดี๋ยวก็ซึมเศร้า...!
      ถาม :  การพิจารณาวิปัสสนาในการดูรูปนาม อย่าง “ฆนะ” ที่เขาทำกันอยู่ ?
      ตอบ :  ดูตามนั้นได้ แต่ขณะเดียวกัน เราจะต้องมีสำนึกอยู่เสมอว่า รู้ขนาดไหนก็ตาม ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้อยู่เสมอว่า รูปนามนี้สักแต่เป็น ฆนะ (ก้อน,แท่ง) ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
              ถ้าความรู้สึกตรงนี้ยังไม่เกิด ก็สักแต่ว่าเห็น ยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ถ้าเห็นแล้ว มั่นใจว่าไม่ใช่เราจริง ๆ ก็จะถอนจิตออกมาจากตรงที่เรายึดในรูปนามได้
*************************

              “พูดถึงแผ่นดินไหว มีใครรู้บ้างว่า แผ่นดินไหวเพราะสาเหตุอะไร ?
              พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องแผ่นดินไหวเอาไว้ อยู่ในมหาปรินิพาน สูตรทีฆนิกาย สุตตันตปิฎก พญามารมาอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ปรินิพพานได้แล้ว เพราะว่าครั้งแรกที่เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พญามารก็ออกมาขวางหน้า บอกว่าอีก ๗ วัน สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิราชจะมาถึงท่านแล้ว จะออกบวชไปทำอะไร ?
              เจ้าชายสิทธัตถะตรัสว่า เพื่อความพ้นทุกข์สรรพสัตว์ทั้งหลาย อย่าว่าแต่สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิเลย ต่อให้เป็นทิพยสมบัติขององค์อมรินทร์ ท่านก็ไม่พึงปรารถนา พญามารเห็นว่าห้ามไม่ได้ก็หลีกไป
              พอวันที่พระองค์จะตรัสรู้ พญามารยกพหลพลโยธามาอย่งกับฟ้าจะถล่มดินจะทลาย จะขู่ให้พระองค์เลิกปฏิบัติ ก็ไม่สำเร็จอีก
              พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พญามารก็มาทูลอาราธนาให้เข้าพระนิพพาน “ในเมื่อท่านตรัสรู้ตาที่ประสงค์แล้ว ก็ควรที่จะปรินิพพานได้แล้ว” ยุ่งไปทุกเรื่องเหมือนกัน
              หลวงพ่อวัดท่าซุงเคยถามพญามารว่า ทำไมตอนนั้นถึงตั้งใจไปขวางพระพุทธเจ้าขนาดนั้น ?
              พญามารในตอนนี้ไม่ใช่พญามารแล้ว ท่านบอกว่า ตอนนั้นกลัว เพราะรู้ว่าเพื่อนกัน ก็คือเจ้าชายสิทธัตถะ มีความมุ่งมั่นมาก เมื่อบรรลุมรรคผลแล้ว เดี๋ยวจะเทศน์โปรดคนไปหมด ไม่เหลือบริวารไว้ให้ตัวท่านเองบ้าง แล้วท่านสรุปว่าตอนนั้นคิดโง่ไปหน่อย
              องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ปาปิมะดูก่อน...มารผู้เป็นบาป เธอจงอย่าขวนขวายเลย ถ้าหากตถาคตประกาศศาสนาแล้ว บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิษุณี อุบาสก อุบาสิกา สามารถปฏิบัติธรรมได้คล่องแคล่วชำนาญ สามารถแก้ไขปรัปวาท คือคำที่บุคคลกล่าวตู่พระพุทธศาสนาได้ มีความเชี่ยวชาญทั้งปริยัติและปฏิบัติ ตถาคตย่อมเข้าสู่พระนิพพานเอง”
              นี่พระพุทธองค์ทรงตั้งความหวังไว้ขนาด ไหวไหม ? ถึงขนาดถ้าคนอื่นกล่าวตู่พระพุทธศาสนา เราจะต้องแก้ต่างได้ทุกข้อหา ไม่อย่างนั้นก็เสร็จเขาแน่
              พอมาพรรษาสุดท้าย พญามารถึงได้มารทูลอาราธนา พระพุทธเจ้าทรงทราบไว้ก่อนแล้ว พยายาแสดงนิมิตถึง ๑๖ ครั้งต่อพระอานนท์ โดยทรงเปรียบเทียบไปต่าง ๆ นานา อย่างเช่นว่า
              “อานันทะ ดูก่อน...อานนท์ สมมติว่ามีเกวียนอยู่เล่มหนึ่ง เก่าคร่ำคร่าเต็มทีแล้ว ดุมก็ใกล้จะหัก ไม้ก็ผุ ตัวเกวียนก็คลอนแคลนแทบไม่สามารถที่จะใช้งานไหวแล้ว ควรจะซ่อมดีหรือควรจะเปลี่ยนเกวียนใหม่ดี ?”
              ต้องบอกว่าด้วยกรรมบันดาล ทำให้พระอานนท์ทูลตอบว่า ควรที่จะเปลี่ยนเกวียนใหม่ดีกว่า
              เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงรับอาราธนาพญามารว่า ถัดจากนี้ไปอีก ๓ เดือน เราจะปรินิพพานที่สาลวโนทยาน แห่งเมืองกุสินารา
              ทันทีที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารว่าอีก ๓ เดือนจะปรินิพพานก็เกิดแผ่นดินไหว พระอานนท์ท่านมีความดีว่า ถ้าสงสัยอะไรท่านจะถาม อยู่ ๆ แผ่นดินไหวโครมครืนขึ้นมาเฉย ๆ ก็เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า แผ่นดินไหวด้วยเหตุใด ?
              พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสถึงสาเหตุของแผ่นดินไหวมีทั้งหมด ๔ ประการ ประการหนึ่งได้กล่าวว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารถึงได้เกิดแผ่นดินไหว
              พอพระอานนท์ได้ยินอย่างนั้นก็เฉลียวใจวูบเลย รีบกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ถ้าอย่างนั้นขออาราธนาให้อยู่ตลอดกัปเถิด พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทันแล้ว เพราะเราได้รับอาราธนาจากพญามารไว้แล้ว”

เก็บตกบ้านวิริยบารมี เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔


      ถาม :  เวลากำลังใจตก เราจะรวบรวมกำลังใจที่มีให้กลับมาอย่างไร ?
      ตอบ :  รีบวิ่งไปหาลมหายใจเข้าออกก่อนเลย ถ้าหากลมหายใจเข้าออกทรงตัว ความหมอง ความน้อยใจ เสียใจ หรือกำลังใจที่ตกลงไปจะคืนมา หลังจากที่คืนมาก็พยายามรั้งเอาไว้ด้วยสมาธิ แต่ถ้าหลุดเมื่อไรก็เป็นอีก
              ดังนั้น...อันดับแรก วิ่งเข้าไปหาเครื่องช่วยชีวิตเราก่อน ก็คือลมหายใจเข้าออก
*************************

              “สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ท่านเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปกครอง ๖ ภาคด้วยกัน ก็คือภาค ๑, ๒, ๓, ๑๓, ๑๔, ๑๕ ท่านเป็นมะเร็งอยู่ครึ่งค่อนปี เวลาเจ็บปวดทนไม่ไหวก็ต้องอาศัยกำลังสมาธิบ้าง พิจารณาร่างกายบ้าง เพื่อที่จะได้ลืมความเจ็บปวดตรงนั้น ก็เลยตัดร่างกายได้
              สมัยก่อนหลวงพ่อไสว (พระเทพวิสุทธิเมธี วัดอนงคาราม) ท่านก็เป็นมะเร็งเหมือนกัน แต่ท่านเป็นพระนักวิชาการอย่างเดียวเลย ให้เทศน์ได้ให้สอนได้ แต่เรื่องการปฏิบัติพื้นฐานท่านมีน้อย
              ท่านเป็นเพื่อนร่วมวงน้ำปลาพริกป่นของหลวงพ่อวัดท่าซุง พูดง่าย ๆ ก็คือ “ถึงไม่เคยรับประทานสุกร ก็ต้องเคยเห็นสุกรมาบ้าง” เวลาป่วยขึ้นมาจึงวิ่งเข้าหาสมาธิ ยังดีที่ช่วยให้ได้ไปเป็นพรหมชั้นที่ ๗
              การเจ็บไข้ได้ป่วยสำหรับนักปฏิบัติแล้ว จะได้เปรียบกว่าคนอื่นเขาเวลาเจ็บปวดมาก ๆ เราก็มีอานาปานสติไว้เป็นที่หลบ เจ็บมากขึ้นมาก็เห็นชัดเลยว่า ร่างกายไม่ใช่ของเรา สั่งการไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่กลับไปกลัวเจ็บกลัวป่วยกัน”
*************************

              “อาตมานี้ช่วงสองสามเดือนนี้ไม่ค่อยป่วย ชักเบื่อ ๆ เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เป็นมาลาเรียมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ตอนนี้ครบ ๓๐ ปีเต็มพอดี อาการเพิ่งจะคลาย แสดงว่ากรรมที่ทำไว้หนักมาก
              ๓๐ ปีเท่ากับเกินครึ่งชีวิตของอาตมาแล้ว...ใช่ไหม ? อาตมาเป็นมาเลเรียตอนอายุ ๒๒ ปี เริ่มมาได้ยาที่ถูกกับโรคตอนอายุ ๕๒ ปี ตอนแรกก็ว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อแต่ละคนก็นิสัยพอ ๆ กัน ทำไมเล่นแต่อาตมาคนเดียว คนอื่นเขาไม่เป็นกัน ?
              แต่ปรากฎว่า หลวงพี่สุรจิตรผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ หลวงพี่ประทีบตอนนี้เป็นมะเร็งอยู่ ส่วนอาตมาผ่อนส่งก็ดีแล้ว จ่ายรวดเดียวไม่ไหวหรอก อย่างหลวงตาวัชรชัย ก็รับประทานรถขนปูนไปทั้งคัน...!
              เคยมานั่งคิดว่าแต่ละคนก็แสบพอ ๆ กัน ทำไมจึงมาเล่นอาตมาอยู่คนเดียว ตอนนี้รู้แล้ว เขาต้องการเก็บเอาไว้นานหน่อย ก็เลยให้ค่อย ๆ ผ่อน อาตมาตั้งใจว่าวันไหนนั่งไม่ค่อยติด เริ่มหลังค่อมก็ไปดีกว่า เพราะว่าท่านั่งดูไม่ดีแล้ว”
*************************

              “ยอดขุนทัพระดับสุมาอี้ เผชิญหน้ากับขงเบ้ง ขงเบ้งบอกว่า “ท่านจะรบกับเราตัวต่อตัว หรือรบด้วยพยุหะก็ได้ทั้งสิ้น”
              ทำไมสุมาอี้จึงรบด้วยพยุหะ ? น่าจะดวลเดี่ยวกับขงเบ้งให้หมดเรื่องหมดราวไปเลย
              เราเคยได้ยินว่าขงเบ้งออกรบไหม ? ไม่เคยเลย แต่ความจริงขงเบ้งนั้งต้องระดับสุดยอดวิทยายุทธอย่างแน่นอน มีหลักฐานอยู่ตอนเดียวที่พวกเราลืมสังเกต เป็นตอนที่เล่าปี่ไปเชิญตัวขงเบ้งที่กระท่อมถึงสามครั้ง พอเล่าปี่เข้าไปในกระท่อมน้อย เห็นที่ข้างฝามีอาวุธทุกชนิด ได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ถ้าคนใช้อาวุธไม่เป็นจะมีไว้ทำไม ?
              ยอดขุนพลระดับสุมาอี้ไม่ยอมรบด้วยแสดงว่าฝีมือขงเบ้งต้องเป็นที่เลื่องระบือ แต่ในหนังสือไม่ได้กล่าวถึงเลย ส่วนใหญ่เราจึงคิดว่า ขงเบ้งนั้นเป็นแค่กุนซือจอมเจ้าเล่ห์ ที่ไหนได้...นำทัพออกรบเองทุกครั้ง ถ้าไม่ใช่ยอดฝีมือใครจะกล้าออกรบเอง...
              ใครที่อ่านตำนานภูผามหานที จะมีตอนตำนานแห่งผู้กล้า และตอนปาฏิหาริย์แห่งผู้กล้า ตอนตำนานแห่งผู้กล้า พระเอกเอาตัวเลขมาคิดเป็นค่ายกล เสร็จแล้วเอาค่ายกลไปช่วยในการรบได้ เป็นลักษณะของตัวเลขที่รวมจากด้านไหน ก็จะได้คำตอบเท่ากันหมด
              ขงเบ้งก็ตั้งค่ายกล ๘ ทิศที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน ส่วนที่เอาไปเล่นงานสุมาอี้นั้นเป็นค่ายกลอสรพิษ แต่เติมปีกเข้าไป สุมาอี้ไม่เคยเห็น ทหารที่ส่งเข้าไปทำลายพยุหะค่ายกลจึงโดนรวบจนเกลี้ยง ...!
              ถ้าอยากรู้ว่าคนจีนมียอดอัจฉริยะเยอะขนาดไหน ไปซื้อหนังสือ The Genius of China ต้นกำเนิด ๑๐๐ สิ่งแรกของโลก มาอ่านดู แม้กระทั่งเครื่องมือวัดแผ่นดินไหว เขาก็คิดได้ตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว”
*************************

              “ประสบการณ์เกี่ยวกับวัตถุมงคลทั้งหมดที่เคยพบมา ในส่วนที่อาตมามั่นใจมากที่สุด คือ ธงมหาพิชัยสงครามของหลวงพ่อวัดท่าซุง เพราะว่าสมัยนั้นอยู่ชายแดนที่ตาพระยา หลวงพ่อเมตตาไปมอบธงมหาพิชัยสงครามให้ทหารที่อยู่แนวหน้า
              จริง ๆ แล้ว ธงมหาพิชัยสงครามเป็นธงนำทัพตั้งแต่สมัยพระร่วง อานุภาพนั้นผืนเดียวคุ้มได้ทั้งฐาน สำหรับอาตมาเป็นของมงคลอย่างเดียวที่ติดตัวอยู่ในช่วงนั้น
              ปกติแล้วกำลังพลจะผลัดเปลี่ยนกันฐานละสี่เดือน เป็น ๑ ฐานแนวหน้า ๒ ฐานสนับสนุน แต่ละฐานจะหมุนเวียนกัน แต่อาตมาไปติดอยู่ที่ฐานหน้าตาพระยา ๕ - ๖ เดือน เพระว่ามีการปะทะกันอยู่ทุกวัน ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกำลังได้ ในช่วงที่การรบติดพันอยู่ ถ้าเราเคลื่อนย้ายกำลังหรือถอนกำลังเพื่อให้พวกเราเข้ามาแทน ถ้าฝ่ายตรงข้ามเบียดเข้ามาจะอันตรายมาก
              ช่วงนั้นที่โนนหมากมุ่น เขาตีฝ่าแนวเข้ามาได้ ปะทะกันหนัก เสียชีวิตไปสามร้อยกว่าศพ ห้าเดือนกว่าที่อยู่แนวหน้า มีการปะทะใหญ่ ๆ เล็ก ๆ ๒๖ ครั้ง สูญเสียเพื่อนร่วมสนามไป มีร้อยเอกหนึ่งนาย ร้อยตรีหนึ่งนาย นายสิบแปดนาย ที่เหลือเป็นนพลทหารอีก ๒๐ กว่านาย
              ถามว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่มีข่าว ? สมัยนั้นถ้าหากว่าการรบเราไม่เสียพื้นที่ เขาถือว่าขอกันกิน...! จะไปรู้อีกทีก็ตอนงานพระราชทานเพลิงศพที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ส่วนใหญ่ปีละประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ กว่าศพ แต่ของทหารเราจะรู้ว่าเสียไปกี่ศพ เพราะว่าทุกครั้งที่เพื่อนตาย เขาจะหักเบี้ยเลี้ยงเพื่อเอาไปช่วยงานศพเพื่อน การปะทะ ๒๖ ครั้งนั้น ทุกครั้งเกิดเหตุอัศจรรย์ แคล้วคลาดจากอันตรายได้อย่างเหลือเชื่อ บางครั้งตกอยู่ในกลางวงล้อมของเขา กระสุนมาเป็นห่าฝนเลย แต่ด้วยความมั่นใจในวัตถุมงคลของหลวงพ่อวัดท่าซุง โดยเฉพาะท่านบอกว่า ใช้วัตถุมงคลของท่านจะกลัวไม่ได้ ถ้าด้านไหน กระสุนมาหนักที่สุด ให้ฝ่าออกด้านนั้น
              เป็นอะไรที่ชอบมาก เพราะว่าถูกกิเลส อาตมาพอได้ยินเสียงปืนแล้วอยากวิ่งใส่ทันที...!
              ครั้งที่หนักที่สุด โดนทหารญวนเฮงสัมริน บอมบ์ด้วยปืนใหญ่ ๓ กระบอก เป็นระยะเวลาประมาณ ๑๕ นาที หมู่ปืนใหญ่ที่มีความคล่องตัวมาก ๆ ประมาณ ๓ วินาทีจะยิงได้นัดหนึ่ง แล้วนาทีหนึ่งจะยิงได้กี่นัด และนี่สามกระบอกรวมกัน เฉลี่ยแล้ววันนั้นโดนไปประมาณ ๔๐๐ นัดเห็นจะได้
              ถามว่าปืนใหญ่อันตรายแค่ไหน ? รัศมีฉกรรจ์ ๕๐๐ เมตร รัศฉกรรจ์คือโดนแล้วตายทันที ผตน. (ผู้ตรวจการหน้า) ที่เก่ง ๆ นี่ เขาสั่งการปืนใหญ่ ไม่เกินสามนัดจะลงกลางเป้าแน่นอน เขาบอกให้ลดระยะหรือให้เพิ่มระยะ ไปซ้ายเท่าไร ขวาเท่าไร แล้วจะลงกลางเป้าพอดี
              ตอนนั้นกระสุนบอมบ์มาขนาดนั้น อย่าว่าแต่ลงฐานเลย แค่ข้ามฐานก็ยังไม่ข้าม เหมือนกับชนกำแพงแล้วตกลงข้างหน้าฐานหมด แต่แผ่นดินไหวเป็นไกวเปลเลย เบิร์ม(บังเกอร์ทหาร) ทรุดลง
              ความรู้สึกของอาตมาตอนนั้นไม่ได้กลัวเลย ทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ คว้าข้าวคว้าของเผ่นกันอุตลุด ที่อาตมาไม่กลัว เพราะว่าเชื่อมั่นในวัตถุมงคลของหลวงพ่อว่า ผืนเดียวคุ้มได้ทั้งฐาน ของอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเรา แล้วทำไมจะคุ้มเราไม่ได้ นั่นเป็นครั้งที่หนักที่สุด รองลงมาอีกสองสามครั้ง ช่วงที่อยู่ชายแดนนั้น อาตมารู้สึกสงสารกำลังพล เพราะว่าเสบียงทหารแย่จริง ๆ อาหารหลักคือปลาทูเค็ม และปลาทูเค็มที่เขาส่งมา จะบางเป็นกระดาษเลย เพราะว่าเขาเอาใส่เข่งแล้ววางทับ ๆ กันไปทีละหลายตัน ตัวข้างล่างแบนเป็นกระดาษ ถึงเวลาจะกินทีต้องบีบมะนาวใส่ แล้วเอาช้อนขูด ๆ ให้เนื้อฟูขึ้นมา แล้วค่อยกินได้
              เห็นทหารกินแล้วสงสาร จึงคุยกันว่า เราไปหาอาหารสดมากันดีไหม ?
              เขาถามว่า จะทำอย่างไร ?
              อาตมาบอกว่า วิ่งเข้าไปเอาที่อรัญประเทศ ระยะทาง ๕๐ กว่ากิโลเมตร ถ้าพวกเอ็งตกลง ข้าจะไปเอง...!
              ตอนช่วงนั้นรถเสบียงจะโดนปล้นทุกวัน ถ้าไม่บ้าพอก็ไม่มีใครกล้าไปหรอก ตกลงกันว่า หักเบี้ยเลี้ยงคนละ ๑๑ บาทต่อวัน เพื่อไปซื้ออาหารสดมาประกอบเลี้ยงกำลังพล วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ทุกสามวัน
              วันร้ายคืนร้าย ระหว่างที่วิ่งกลับ บรรทุกเสบียงมาเต็มคัน ตรงระหว่างรอยต่อของร้อยสามกับร้อยสอง จะเป็นช่วงว่างพอดี ทหารเขมรเข้ามาแอบซุ่มอยู่ พวกเราก็ไม่รู้ เพราะสุดเขตตรวจการณ์ของทั้งสองฝ่ายพอดี เขาแอบเจาะเข้ามา
              พอพวกเราผ่าน เขาก็เล่นด้วยอาร์พีจี อาร์พีจีตอนนั้นมีสองประเภทคือ อาร์พีจี ๒ จะเก่าหน่อย และอาร์พีจี ๗ จะใหม่หน่อย อาร์พีจีเป็นเครื่องยิงจรวดทำลายรถถังโดยเฉพาะ
              อาร์พีจีมีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง เวลายิงเสียงจะดังก่อน เสียงดังแว้ดมาก่อนค่อยส่งลูกออกไป ตอนนั้นพลขับคือ จ่าสิบเอกสมชัย สะอิ้งทอง ไม่รู้ว่าจ่าแกกระทืบเบรกท่าไหน รถหยุดกึ้กเลย อาร์พีจีตกตูมลงข้างหน้ารถ ห่างไม่ถึงสิบเมตร แรงปะทะขนาดนั้นเล่นเอาพวกเราหงายหลังติดเบาะ บอกไม่ถูกว่าหนักแค่ไหน รู้แต่ว่าตับไตไส้พุงแทบจะพุ่งออกทางปาก ...!
              ไม่รู้ว่าจ่าสมชัยเปลี่ยนเกียร์ท่าไหน รถกระโดดออกจากที่เหมือนกับโดนจับโยนไป อาร์พีจีตูมที่สองก็ลงตรงที่รถจอดพอดี ถ้าช้าไปหน่อยเดียวนี่เละแน่ ทีนี้จ่าสมชัยเหยียบคันเร่งไม่ฟังเสียง ปืนเล็กกลก็ยิงไล่มา อาร์พีจีก็ตามมา
              พอดีทางเราหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เป็นรถ รยบ. ๑/๔ ตัน ถ้าเป็นสมัยนี้เรียก จิ๊ปเล็ก จะติดปืนกลเอ็ม. ๖๐ บนหลังคา ที่พวกเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า สิงห์ทะเลทราย
              พอมาถึงก็ยิงกราดกันไม่ต้องเลี้ยงเลย กระสุนหนึ่งสายร้อยนัด หมดภายในเวลาไม่ถึงนาที พลบรรจุแบกมาคนละสามสาย สามคนก็เก้าสายหมดภายในเวลาไม่กี่นาที ยิงกันกระจายอยู่ตรงนั้น พอหนีกลับไปถึงกองร้อย พวกกันก็มาถามว่า “จ่าสมชัย มีอะไรดี ?”
              จ่าสมชัยงัดจากคอมาให้ดูพวงเบ้อเริ่ม “ไม่รู้องค์ไหนช่วยว่ะ...!”
              แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ รยบ. ๒ ๑/๒ ตัน นี่ภาษาทหารเขาเรียกอย่างนั้น คือ รถยนต์บรรทุกขนาดสองตันครึ่ง แต่ว่าภาษาชาวบ้านเรียกยีเอ็มซี ยีเอ็มซีคันนั้นมีธงมหาพิชัยสงครามติดอยู่ตั้งแต่สมัยไหนไม่รู้ เก่าจนไม่เป็นสีแดงแล้ว ออกไปทางสีขาวมากกว่า ถามว่าจ่าไปเอาที่ไหนมาติด ?
              เขาก็บอกว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ตั้งแต่เบิกมาจากตอนยานยนต์ก็มีติดคารถมาแล้ว”
              ลองคิดดูว่า อาร์พีจียิงไม่ถูกไม่ว่า ปืนเล็กกลกราดมาขนาดนั้นน่าจะถูกบ้าง ก็ไม่ถูกสักนัดหนึ่ง ตอนหลังสิบเอกบุญยูร ทรัพย์อุปการ เป็นรุ่นน้อง จบจากศูนย์ราบมา เขาเอารถคันนี้วิ่งไปช่วยหมู่ปืนเล็กของสิบเอกอภิชาติ อินต๊ะรัตน์ ที่ไปโดนเขาล้อมยิงทางด้านเนิน ๔๒ เนิน ๔๒ เป็นภาษาทหาร คือความสูงของเนินนั้น สูง ๔๒ เมตร
              เมื่อโดนเขาล้อมยิงอยู่ ทหารของฝ่ายตรงข้ามมียอะ หมู่บุญยูรยืมรถของจ่าสมชัยคันนี้ ขับฝ่าเข้าไปกลางดงกระสุนปืนเลย ต้องบอกว่าใจถึงใช้ได้ เพื่อน ๆ เห็นรถมาก็พุ่งหลาวขึ้นยีเอ็มซีกัน ฝ่าออกมาได้โดยที่กระสุนแม้แต่นัดเดียวก็ไม่ถูกรถ
              แต่มีพลทหารคนหนึ่งชื่อ วรรณะ ใสรังกา เป็นคนโคราช ได้รับบาดเจ็บพลฯ วรรณะบาดเจ็บเพราะตอนพุ่งหลาวขึ้นรถเท้าโด่ขึ้นมา โดนข้อเท้าไปนัดหนึ่ง จึงโชคดี...ได้บัตรผ่านศึกชั้นหนึ่งไป...!”
*************************

              “สมัยก่อนพวกเราอยู่ชายแดน ใครบาดเจ็บถือว่าโชคดีนะ บาดเจ็บน้อยได้ชั้นสอง พ่อแม่ได้รักษาฟรี บาดเจ็บมากได้ชั้นหนึ่ง รักษาพ่อแม่ลูกเมียได้หมดบ้านเลย เป็นสวัสดิการที่ตอบแทนให้ทหารที่ออกรบ
              แต่ถ้าเขาบอกว่าสามหมื่น ก็แปลว่าตายแล้ว พอตายแล้วมูลนิธิสายใจไทยจ่ายให้ก่อนสามหมื่นบาท หลังจากนั้นก็ไปตามเอาจากองค์การทหารผ่านศึก
              ดังนั้น...อาตมาเองมั่นใจในธงมหาพิชัยสงครามของหลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่ชอบที่สุดคือยิงออก นิสัยแบบนี้ค่อนข้างจะบวม ๆ ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา คือ ปืนที่ยิงออกเสียงดัง ได้ยินแล้วมันในอารมณ์ ถ้ายิงไม่ออกเลยนี่ไม่สนุก ชอบใจของหลวงพ่อที่ยิงออกแต่ไม่ถูก โดยเฉพาะที่ท่านบอกว่า ถ้าเสียงปืนด้านไหนแน่นที่สุด ให้ฝ่าออกทางด้านนั้น
              ตอนที่อยู่ชายแดนนั้น รู้แน่ ๆ คือ อาตมาพกอยู่หนึ่งผืน แล้วก็รถยีเอ็มซีของจ่าสมชัยติดรถอยู่หนึ่งผืน ที่ปลอดภัยมาหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็คือธงพิชัยสงครามที่ติดอยู่กับรถ เพราะว่านั่งหน้ารถเป็นเป้าแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเขายิงจะยิงพลขับหรือไม่ก็คนคุ้มกันก่อน ทีนี้ทหารคนคุ้มกันไม่มีใครกล้าไป เนื่องจากว่าออกไปมีสิทธิ์ตายได้ทุกวัน อาตมาก็ต้องไปเอง
              อยู่แนวหน้าห้าเดือนกว่า ปะทะใหญ่ ๆ เล็ก ๆ ๒๖ ครั้ง ยังปลอดภัยจนทุกวันนี้ จึงยืนยันได้ว่า ถ้าวัตถุมงคลสายหลวงพ่อฤๅษีด้วยกันแล้ว ที่มีประสบการณ์มากที่สุดในการสู้รบ ก็คือธงมหาพิชัยสงคราม”
*************************

              “ในฐานะที่เคยเป็นทหารมาก่อน เคยออกรบอยู่แนวหน้ามาก่อน จึงเข้าใจความรู้สึกของทหารทุกคน อยู่แนวหน้ามาปีกว่า มีคนไปเยี่ยมแค่สี่ครั้ง ทั้งสี่ครั้งไม่เคยได้เห็นหน้าคนเยี่ยมเลย เพราะจะมีคำสั่งให้ออกไปบล็อกพื้นที่ เพื่อป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเรา กลับมาแล้วจึงจะได้เห็นว่า มีของที่แนวหลังอุตส่าห์จัดส่งไปให้พวกเรา ก็เอามาแจกจ่ายกัน
              ส่วนใหญ่จุดยุทธศาสตร์สำคัญจะเป็นยอดเขา ถ้าฝ่ายตรงข้ามยึดได้ เราจะเสียเปรียบ มีอยู่ช่วงหนึ่งเข้าเวรอยู่บนยอดเขา มีรุ่นน้องคือ สิบตรีสุรสิทธิ์ ด่านบางภูมิ ตอนนี้ท่านเป็นจ่าสิบเอกอาวุโส อยู่ที่จังหวัดตาก ตนนั้นก็อยู่เวรกันสองคน ก็คือจะมีนายด่านกับลูกน้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน
              หมู่สุรสิทธิ์ชี้มือไปไกลลิบเลย ชี้ไปที่ตัวเมืองตาพระยา มีแสงมีสี โดยเฉพาะไฟทางหลวง เขาว่า “พี่..พวกนั้นเขาจะรู้ไหมว่า ในขณะที่พวกเราลำบากกันแทบตย แล้วพวกเขาสบายกันอย่างนั้น”
              ก็ได้บอกไปว่า “เขาจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม นี่เป็นหน้าที่ซึ่งเราต้องทำอยู่แล้ว”
              แต่ตอนที่ตอบเขาไปนั้น รู้สึกว่าคอหอยตัน เพราะว่าขณะที่พวกเรามาลำบากกันแทบล้มประดาตาย กอดปืนยืนหนาว ทั้งง่วง ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย พวกเขากลับอยู่กับแสงสี อยู่กับความสนุก
              ถ้าไม่ใช่กำลังใจที่คิดว่า เราเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราเป็นรั้วของชาติ มีหน้าที่จะต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองของเราสงบสุข สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จะได้ตั้งมั่นอยู่ได้
              ถ้าไม่มีกำลังใจตรงจุดนี้ คิดว่าคงจะคิดเตลิดเปิดเปิงเหมือนกัน แต่ตราวนี้ตระหนักว่า นั่นเป็นหน้าที่ของเรา เราต้องทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ถึงจะมีคนเห็นหรือไม่มีคนเห็นก็ตาม อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ให้ปิดทองหลังพระ ถ้าหากปิดไปนาน ๆ ทองล้นมาข้างหน้า คนเขาก็จะเห็นเอง”
*************************

              “จากความรู้สึกที่ตัวเองเจอมา จึงสามารถเข้าใจได้ว่า ทหารตำรวจที่อยู่แนวหน้าทุกคนมีความรู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะตอนที่มีคนไปเยี่ยมจะดีใจเป็นอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องสนับสนุนกำลังใจในสมัยนั้นก็คือจดหมายจากแนวหลัง ถ้ามีจดหมายไป ก็ชะเง้อคอมองหาว่าจะมีของเราหรือเปล่า ? บางคนรู้ว่าไม่มีญาติเลย แต่ก็มีจดหมายมา พอถึงเวลาแอบไปดู ปรากฎว่าเขาเขียนจดหมายถึงตัวเอง จะว่าน่าสงสารก็น่าสงสาร จะว่าน่าขำก็น่าขำ
              เวลาที่คนอื่นได้จดหมายแล้วดีใจ เพราะได้ข่าวจากทางบ้าน ส่วนตัวเองไม่มี เป็นอะไรที่รู้สึกว่าเศร้ามาก ด้วยความที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ก็เลยทำให้ทุกคนสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ จนกระทั่งเปลี่ยนเวร ผลัดให้กองพลอื่นขึ้นไปรับผิดชอบหน้าที่แทนพวกเราบ้าง
              เมื่อเป็นดังนั้น จึงอยากจะบอกกับทหารตำรวจที่อยู่แนวหน้าทุกคนว่า ในฐานะที่อาตมาภาพบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว เปลี่ยนจากทหารของทางโลกมาเป็นธรรมเสนา คือทหารในทางธรรม แต่ก็ยังระลึกถึงความดีของทหารหาญทุกคน ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เพื่อความสงบสุขของประชาชนเพื่อในหลวงที่พวกเรารัก
              ดังนั้น...จึงขอโอกาสนี้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ และหลวงปู่หลวงพ่อที่ทุกท่านยึดมั่นเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
              ขอได้โปรดอภิบาลรักษา ให้ทุกท่านมีความปลอดภัยในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ แม้ว่าประสงค์จำนงหมายสิ่งใดที่ไม่เกินวิสัยแล้ว ก็ขอให้สิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนานั้นจงสำเร็จทุกประการ โดยเฉพาะให้ทุกท่านปลอดภัย ได้กลับบ้าน ไปอยู่กับครอบครัวของตนโดยถ้วนหน้ากันทุกท่าน ทุกคนเทอญ
              ขอยืนยันว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกจากกำลังใจจริงของตน ทุกวันนี้ที่สวดมนต์ทำวัตรปฏิบัติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา ขออำนวยอวยพรให้ทุกท่านมีความปลอดภัย มีความสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาทุกคน”
*************************