ถาม : การอยากเป็นพระพุทธเจ้าเป็นตัณหาไหมครับ ?
ตอบ : เป็นตัณหาพาสู่พระนิพพาน เพราะว่าทุกข์หลายชาติเหลือเกิน
ถาม : แต่การอยาก บางทีอาจจะเป็นการ...?
ตอบ : แค่คิดก็ทุกข์แล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องอื่นเลย ในเมื่อแค่คิดก็ทุกข์ เรื่องอื่นที่ไม่ทุกข์นั้นไม่มี
*************************
ถาม : ฝึกสมาธิบ่อย ๆ จับอารมณ์พระนิพพานบ่อย ๆ อารมณ์ก็เา เย็นใจ ทำไมถึงไม่มีความรู้สึกอยากไปพระนิพพานเลย ?
ตอบ : ผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณอย่างคุณ ศึกษาพระนิพพานเพื่อไปสั่งสอนคนอื่น ยิ่งรู้แจ้งมากเท่าไร ยิ่งสั่งสอนได้ถนัดมากเท่านั้น
ผู้ที่ปรารถนาสาวกภูมิ ศึกษาพระนิพพานเพื่อความหลุดพ้น จึงคนละวัตถุประสงค์กัน
ดังนั้น...ตราบใดที่คุณยังไม่ตัดใจลาพระโพธิญาณเสีย ตราบนั้นก็ไม่คิดที่จะเลิก ต่อให้รู้จักพระนิพพานช่ำชอง อารมณ์เทียบเท่ากับพระอรหันต์ก็ไม่ตัด เพราะฉะนั้น...จงลำบากต่อไป ขอโมทนาด้วย
ถาม : อารมณ์นั้นต้องเกิดขึ้นเองจริง ๆ ด้วยใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ต้องเกิดจากความเบื่อหน่ายของตัวเอง ไม่อยากไปแล้ว คนอื่นแนะนำไม่ได้หรอก คุณจะเห็นว่ารู้จักกันมา ๒๐ กว่าปี อาตมาเคยแนะนำให้ลาไหมเล่า ? เปล่า...อยากไปไหนก็ไปเลย ตรงไหนถีบส่งได้ก็ถีบ ถ้าเข็ดเดี๋ยวก็เลิกเอง ถ้าไม่เข็ดก็เชิญไปต่อ
*************************
เดือนก่อนไปวัดท่าซุง เจอเพื่อนรุ่นน้องที่เคยบวชอยู่ด้วยกันที่นั่น เพื่อนคนนี้มีคุณูปการมาก เพราะช่วงที่อาตมาบวชใหม่ ๆ ประมาณพรรษาที่ ๒ - ๓ มีแต่คนมาหาชนิดที่น่ากลัวมาก
ช่วงนั้นอาตมาทำหน้าที่รับโยมเข้าพัก ทุกคนที่มาวัด ถ้าไม่มีที่พักเฉพาะของตัวเอง จะต้องผ่านมืออาตมาก่อน คนมาวัดเยอะแล้วดันทะลึ่งมาชอบใจอาตมา มาถึงแล้วไม่ยอมไปไหน ไล่ไปหาหลวงพ่อก็ไม่ไป บางคนถึงกับบอกว่า “ตั้งใจมาหาท่านเท่านั้น”
อาตมาก็ซวยเท่านั้น มาวัดแล้วไม่ไปหาหลวงพ่อ หาเรื่องให้อาตมาโดนไล่ออกจากวัดแล้ว
พอดีพรรษานั้น ท่านนันทชัย มาเกิด (ฉายา สุธมฺมเทวธมฺโม) บวชเข้ามา อาตมาเห็นหน้าก็รู้ว่าเป็นพวกเดียวกันแน่นอน พระโพธิสัตว์แน่เลย
วันนั้นนั่งทำวัตถุมงคลอยู่ด้วยกัน ก็คือวัตถุมงคลของวัดท่าซุง บางส่วนก็ผลิตจากโรงงาน บางส่วนก็แรงงานพระผลิตกันเอง ทำกันไปก็นั่งคุยกันไป บอกท่านว่า “ผมเห็นหน้าคุณ ก็รู้ว่ามาสายพระโพธิญาณ ผมลาแล้ว...คุณจะลาไหม ?”
ท่านบอกว่า เหมือนกับว่าทำงานบางชิ้นมาจวนจะเสร็จอยู่แล้ว อยู่ ๆ ให้ทิ้งงานไป ท่านทำใจไม่ได้
เราบอกกับท่านว่า “ผมเองอยากลา แต่บริวารผมเยอะเหลือเกิน ดูท่าว่าเขาจะตามไม่ทัน ขอฝากท่านไว้ได้ไหม ?”
ท่านตอบแบบไม่คิดเลยนะว่า “ได้...ขออย่างเดียว ถ้าหลวงพี่ไปสบายแล้ว ย้อนกลับมาช่วยผมบ้าง”
อาตมารีบสาธุ ถ้าสบายแล้ว เรื่องอื่นเรื่องเล็ก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่ิงที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ คนที่สุดเหนือสุดใต้ที่เขามาหาอาตมา หายไปเลย กระแสขาดลงจริง ๆ เขาก็ต้องหันไปตามผู้นำคนใหม่ของเขา
เวลาที่วัดท่าขนุนจัดงานแต่ละครั้ง ที่โยมเห็นว่าคนเยอะแยะนั้น คนที่อาตมาต้องรับผิดชอบจริง ๆ มีไม่กี่คนหรอก นอกนั้นส่วนมากเป็นเด็กฝาก
มีเด็กฝากของพระศรีอาริยเมตไตรย เด็กฝากของท่านปู่ท่านย่า ที่สำคัญที่สุด ไม่อยากรับไว้เลย ก็คือเด็กฝากขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพวกนี้ขนาดพระองค์ท่านยังเข็นไม่ไป อาตมาจะไปเก่งกว่าพระองค์ท่านได้อย่างไร แต่ละคนสุดยอดจริง ๆ
ช่วงนั้นที่วัดท่าซุงฝึกมโนมยิทธิ ถ้าคนไหนที่หลวงพี่อาจินต์เอาไม่อยู่ ท่านจะวิ่งรถมารับหลวงตาวัชรชัยไป วันนั้นทั้งหลวงพี่อาจินต์และหลวงตาวัชรชัยนั่งรถมาด้วยกัน “เฮ้ย..เล็ก มาช่วยหน่อยซิ เจ็ดวันแล้วมันยังไปไหนไม่ได้เลย” อาตมาก็คิดว่าจะแน่สักแค่ไหนกัน...ต้องลองดู
โอ้...ตั้งแต่เที่ยงครึ่งยันบ่ายสองโมง เขาไปได้แค่จุฬามณี อาตมาเองแค่วินาทีเดียวก็ทะลุไปจนถึงชั้นไหนแล้วไม่รู้ ?
รู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ? เขาตามดูบันไดทีละขั้น ทำอย่างกับจะลอกแบบไปสร้างจุฬามณีเอง...!
ใครที่เป็นครูฝึกก็รู้สึกหนักหนาสาหัสทั้งนั้น เหมือนกับฉุดรถไฟทั้งขบวนด้วยมือเปล่า ๆ หรือไม่ก็เข็นเรือทรายบนบก ถึงได้เข้าใจที่หลวพ่อท่านบอกว่า ถ้าเป็นคนของสมเด็จองค์ปัจจุบันท่าน เหมือนกับคุณเข็นเรือเกลือบนบก
พอดีเป็นวันที่ ๗ วันสุดท้าย ก็เลยพาเขาไปได้แค่นั้น จึงบอกว่า “ต่อไปคุณใช้วิธีนี้ แล้วก็ไปค่อย ๆ ดูเอง เพราะว่าทางวัดเขาให้อยู่ได้ ๗ วัน วันนี้วันสุดท้ายแล้ว”
ถ้ามีวันรุ่งขึ้น อาตมาคงตายเอง เข็นไม่ไหวหรอก...!
*************************
ถาม : (ไม่ได้ยิน) ?
ตอบ : วิสัยพุทธภูมิต่างจากเรา เราเดินขึ้นบันไดมา บันไดมีกี่ขั้นบางทีเราก็ยังไม่รู้ แต่พุทธภูมินอกจากต้องรู้ว่าบันไดมีกี่ขั้นแล้ว ต้องรู้ว่ากว้างยาวเท่าไร ? สร้างมาจากวัสดุอะไร ? ด้วยวิธีการอย่างไร ? ท่านต้องศึกษาให้ครบ เพื่อพร้อมที่จะสร้างบันไดใหม่เลย
เจอนันทชัยเมื่อเดือนก่อนที่วัดท่าซุง ยังคงเหมือนเดิม บอกว่า “ไม่เลิกครับ” ทุกข์แค่ไหนก็สู้ ตอนนี้เขาเป็นหัวหน้าไปรษณีย์อยู่ที่อยุธยา บอกว่าถ้าผ่านไปอยุธยา แวะไปให้เขาเลี้ยงเพลบ้าง
*************************
ถาม : พวกบริวารที่ตามผมมา ไม่น่าจะมีนะ ?
ตอบ : เรายังต้องไปอีกไกล แต่ละชาติจะมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
ถาม : พวกที่ลาพุทธภูมิ เขาไม่ได้ตั้งใจหรือเตรียมตัวมาก่อน ?
ตอบ : มาเปลี่ยนใจทีหลังเยอะแยะไป พอเห็นอะไรดีกว่าก็ไปแล้ว แบบที่พระกุมารกัสสปะท่านเปรียบเทียบให้ฟัง
ตอนแรกสองสหายไปเจออุจจาระแห้ง สองสหายก็โกยอุจจาระแห้งใส่ห่อทูนศีรษะไป เดินไปเจอเชือกปอ รายหนึ่งก็เทอุจจาระแห้งทิ้ งเอาเปลือกปอไป รายหนึ่งไม่ยอมทิ้งอุจจาระ ยังคงแบกไป
พอเดินไปอีกหน่อยเจอด้ายป่าน รายแรกทิ้งเปลือกปอมาเอาด้ายป่าน แต่อีกรายก็ยังประคองอุจจาระต่อไป
เดินไปอีกหน่อยเจอผ้า รายแรกก็หอบผ้าไป ส่วนอีกรายยังยึดมั่นในห่ออุจจาระอยู่
จนกระทั่งไปเจอเงินเจอทอง ฝ่ายแรกก็เลือกเอา ส่วนอีกรายหนึ่งก็ยังคงแบกห่ออุจจาระไปเรื่อย
พระกุมารกัสสปะท่านเปรียบว่า พระเจ้าปายาสิเหมือนคนทูนห่ออุจจาระอยู่ ฝนตกไหลเลอะเปรอะเปื้อนอย่างไรก็ไม่ยอมทิ้ง เหมือนกับพระเจ้าปายาสิที่ไม่ยอมเลิกทิฐิ
พระเจ้าปายาสินั่งหัวเราะ ท่านบอกว่าจะเปลี่ยนใจตั้งแต่แรกแล้ว แต่ฟังพระคุณเจ้าเปรียบเปรยแล้วสะใจดี อยากฟังให้เยอะ ๆ
เราลองไปดูใน ปายาสิราชัญญสูตร ในพระสุตตันตปิฎก เป็นสูตรที่นักเทศน์หรือนักโต้วาทีควรจะศึกษาไว้ อีกอย่างคือ มิลินทปัญหา พระนาคเสนท่านตอบได้ฉะฉานแจ่มแจ้งจริง ๆ
ในชินบัญชรคาถา ท่านกล่าวถึงพระกุมารกัสสปะว่า
กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก ผู้เป็นใหญ่ในการใช้วาทะอันวิจิตรพิสดาร ท่านเปรียบเปรยได้สุดยอดมาก
พระเจ้าปายาสิเชื่อว่าคนตายแล้วสูญ จึงสั่งให้นำคนมาชำแหละหาวิญญาณ ก็คือหาดวงจิต หาเท่าไรก็ไม่เจอดวงจิต
พระกุมารกัสสปะจึงอธิบายโดยเปรียบว่า อาจารย์บอกลูกศิษย์ให้รักษากองไฟเอาไว้ ลูกศิษย์มัวแต่ไปเล่นกันจนเพลิน พอไฟดับ ทีนี้ไม่รู้วิธีจุดไฟ ก็เลยเอาขวานมาผ่าฟืนเพื่อหาไฟ เพราะไฟเกิดจากฟืน...ใช่ไหม ? แต่ไฟไม่ได้อยู่ในฟืน หาไปคงจะเจอหรอก
ตอนที่พระเจ้าปายาสิเปรียบเทียบได้เจ็บปวดที่สุดก็คือ “ญาติมิตรสาโลหิตที่สนิทสนมกัน พอใกล้ตายโยมก็ไปสั่งไว้ว่า ถ้าตายแล้วลงนรกให้มาบอกด้วย แต่ไม่มีใครมาบอกเลย โยมจึงเชื่อว่าตายแล้วสูญ”
พระกุมารกัสสปะกล่าวว่า “ดูก่อนมหาบพิตร...ถ้ามีนักโทษอุกฉกรรจ์ที่ต้องนำไปตระเวณบก ตระเวนน้ำ อย่างละเจ็ดวัน เป็นการประจานความชั่ว แล้วค่อยนำไปประหาร เขาขออนุญาตลากลับบ้าน เพื่อไปบอกลูกบอกเมียก่อน พระองค์จะปล่อยไปหรือไม่ ?”
พระเจ้าปายาสิบอกว่า “ปล่อยได้อย่างไร ? มีแต่ต้องเร่งประหารเท่านั้น”
พระกุมารกัสสปะกล่าวว่า “ก็เช่นกัน มหาบพิตร...บุคคลพอลงไปรับโทษหนักอยู่ในนรก นายนริยบาลเขาไม่ยอมปล่อยมา ญาติที่ไหนจะมาบอกกับท่านได้”
พระเจ้าปายาสิจึงกล่าวว่า “แล้วพวกที่ไปสวรรค์เล่า ?
ญาติมิตรสาโลหิตของข้าพเจ้าที่มีอยู่ พอถึงเวลาใกล้ตาย ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านทั้งหลายทำความดีไว้มาก ถึงเวลาต้องไปสุคติโลกสวรรค์แน่นอน
ข้าพเจ้าก็ไปแจ้งแก่พวกนั้นว่า ถ้าไปสวรรค์แล้วให้กลับมาบอกด้วย ก็ไม่เห็นมีใครมาสักคน แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าตายแล้วไม่สูญ ?”
พระกุมารกัสสปะบอกว่า “ดูก่อน...มหาบพิตร...อันบุรุษที่ตกลงไปในหลุมคูถ (ขี้) เมื่อพระองค์ท่านให้ราชบุรุษนำขึ้นมา ใช้ซี่ไม้ไผ่ครูดอุจจาระจนสะอาด ให้อาบน้ำ ลูบไล้ด้วยของหอมเครื่องย้อมเครื่องทา ให้นุ่งผ้าอันสวยงาม พร้อมกับสวมพวกมาลัยดอกไม้ แล้วจะให้เขากระโดดลงไปในบ่ออุจจาระอีก จะเป็นไปได้หรือไม่ ?”
พระเจ้าปายาสิบอกว่า “ไม่มีใครเขาทำอย่างนั้นแน่”
พระกุมารกัสสปะบอกว่า “ก็เช่นเดียวกัน..มหาบพิตร กลิ่นมนุษย์เหม็นไปไกลเป็นโยชน์ เทวดาที่ไหนอยากจะเข้าใกล้ แล้วผู้ใดจะมาบอกกับท่านได้เล่า”
ลองไปอ่านดูนะ สนุกมาก ท่านเปรียบเทียบแต่ละอย่างชัดเจนมาก เหมือนกับหงายของที่คว่ำ เหมือนกับตามประทีบในที่มืด
*************************
“บางทีครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้สอนนะ ท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่างนั้นยิ่งกว่าสอนอีก
มีเรื่องหนึ่งที่ให้ทิดตู่เขียน แต่ทิดตู่บอกว่าอย่างไรก็เขียนไม่ได้ เพราะอารมณ์ใจไม่ถึง
ตอนนั้นที่เกาะพระฤๅษี มีต้นประดู่ส้ม (ประดู่เลือด) ถ้าคนไม่รู้จักต้นไม้ชนิดนี้แล้วไปฟันต้นเข้า ก็จะขวัญหนีดีฝ่อ เพราะว่ายางไม้จะไหลมาสีเหมือนกับเลือด
ปีหนึ่งประดู่ส้มก็จะผลัดใบครั้งหนึ่ง ตอนที่ใบอ่อนเกิดจะมีหนอนบุ้ง ซึ่งเป็นหนอนคันมากิน หนอนพวกนี้พออยู่ในระยะดักแด้ก็จะสลัดขนทิ้งหมด ขนคัน ๆ นั้นก็จะปลิวว่อน พวกเราก็เกาบ้าง ทนบ้าง
คุณจิรา ลิ่วเฉลิมวงศ์ (ญาติของคุณแบบ จณิสตา) เขาไม่อยู่ปฏิบัติธรรมที่เกาะ โดนขนบุ้งเข้าไปแล้วเกิดอาการภูมิแพ้อย่างหนัก คอบวมขนาดหายใจไม่ได้ เขาก็มาบ่นให้ฟัง อาตมาจึงตัดใจแก้ที่ต้นเหตุ ตัดต้นประดู่ส้มทิ้งเลย ต้นใหญ่มาก ก็ต้องปีนขึ้นไปหั่นยอดลงมาก่อน
ไม่มีใครกล้าขึ้นไป เพราะว่ามีแต่หนอน...คันตายชัก อาตมาต้องตะกายขึ้นไปฟันยอดเอง พอลงมาข้างล่าง จากคนดี ๆ กลายเป็นคางคก คันจนบวมไปทั้งตัว จึงบอกพวกทิดตู่ว่า “ไปตำใบพลูกับเหล้ามาให้ที จะทาแก้คัน”
หลังจากสรงน้ำแล้วจึงทา ทาเสร็จก็ไปทำวัตรเย็น เตินตาตี่มองทางเกือบไม่เห็น เพราะว่าคันจนบวมไปทั้งตัวย
ทิดตู่เขาก็ถามว่า “หลวงพี่ทนได้อย่างไร ? ไม่เกาสักแกรกเดียว”
อาตมาบอกว่า “ยิ่งเกาก็ยิ่งลามสิวะ”
ทิดตู่ก็ถามอีกว่า “คันขนาดนั้น แล้วทำไมยังทนได้ ?”
อาตมาบอกว่า “ไม่ต้องทนหรอก แค่ทำไม่รู้ไม่ชี้ก็หมดเรื่อง”
จนป่านนี้ทิดตู่ยังไม่กล้าเขียนเรื่องนี้เลย เขาบอกว่าทำไม่ถึง ในเมื่อทำไม่ถึง อธิบายอารมณ์ไม่ถูก ก็ไม่เขียนหรอก ทำไม่รู้ไม่ชี้ ฟังดูง่ายนะ แต่ลองเจอด้วยตัวเอง แล้วทำดูบ้างสิ...!
ในส่ิงที่ครูบาอาจารย์ท่านทำให้ดู เพราะว่าสอนไปลูกศิษย์ก็โหนไม่ถึง จะไปบอกว่าวางกำลังใจอย่างนั้น วางกำลังใจอย่างนี้ ป่วยก็เหมือนกับไม่ป่วย ไม่ต้องไปอธิบายหรอก
เต่าไปอธิบายให้ปลาฟังว่าบนบกหน้าตาเป็นอย่างไร ปลาฟังให้ตายก็ไม่รู้เรื่องหรอก ยกเว้นว่าปลาตัวนั้นจะตะกายขึ้นบกไปเอง”
*************************
ถาม : (ไม่ได้ยิน) ?
ตอบ : สรุปลงตรงที่ว่า สักกายทิฐิยังตัดไม่ได้ ก็เลยยังยึดเหนี่ยวอยู่ ทั้ง ๆ ที่คุณอยากจะละนั่นแหละ
เกิดจากปัญญาไม่พอ ในเมื่อปัญญาไม่พอ เราจะไม่เห็นทุกข์เห็นโทษ เมื่อไม่เห็นทุกข์เห็นโทษ ก็ไม่เกิดความเบื้อหน่ายคลายกำหนัด ไม่คิดจะดิ้นรนหนี แถมบางคนปัญญาน้อยก็คิดว่าดีเสียอีก ก็เลยไปยึดมั่นหนักเข้าไปใหญ่
เราเร่ิมต้นด้วยการตั้งใจละสักกายทิฐิ แต่ทำไป ๆ กลายเป็นยึดมั่นโดยไม่รู้ตัว โดยเพาะในส่วนของรูปภพ อรูปภพ เพราะมีแต่ความสุขโดยส่วนเดียว ก่อนที่จะพ้นจากเขตนั้นมาจะไม่เจอกับความทุกข์
ยกเว้นว่าบุคคลที่ตั้งใจดิ้นรนเพื่อจะให้พ้นทุกข์ เห็นว่าการดำรงอยู่ แม้ในสภาพของขันธ์ทิพย์ ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ พราะต้องขวนขวายเพื่อความหลุดพ้น ถ้าปัญญาระดับนั้นจึงจะเห็นได้
ดังนั้น...ยิ่งเป็นภพที่ละเอียด ก็ยิ่งละได้ยากขึ้น สรุปง่าย ๆ ว่าเกิดจากปัญญาไม่เพียงพอ ก็เลยไม่เห็นโทษ ไม่เบื่อหน่าย
*************************
ถาม : (ไม่ได้ยิน) ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วในเรื่องสักกายทิฐิ ก็คือการยึดมั่นว่าตัวเราเป็นของเรา ถ้าสามารถพิจารณาให้เห็นชัดว่า สักแต่เป็นรูปนาม สักแต่เป็นธาตุ ประชุมรวมขึ้นมาให้อาศัยเป็นร่างกายชั่วคราว ถ้ารู้เห็นจริงจัง สภาพจิตยอมรับ ก็จะคลายความยึดมั่นนั้นออก
วิจิกิจฉา ตัวลังเลสังสัยในคุณพระรัตนตรัย ถ้าหากว่าเราเข้ามาปฏิบัติ ตัวนี้ถือว่าได้กำไร เพราะว่าต้องสงสัยน้อยแล้วจึงยอมปฏิบัติ เราก็แค่ทำความเคารพในพระพุทธ พระธรรม ระสงฆ์ให้แน่นแฟ้นจริง ๆ เท่านั้น
ก็ไปสำคัญตรงสีลัพพตปรามาส การรักษาศีลไม่จริงจัง สักแต่ว่าลูบ ๆ คลำ ๆ ก็ต้องเอาให้จริงจัง ไม่ล่วงศีลด้วยตัวเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำ ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นทำ
สามารถทำไปพร้อมกับสมาธิ ควบไปจนสติตั้งมั่นถึงขนาดที่ขยับตัวเมื่อไรก็รู้ว่าศีลจะขาด ถ้าทำได้ระดับน้นเมื่อไร ก็มีสิทธิ์ที่จะก้าวข้าามสังโยชน์สามข้อแรกได้
แต่ทั้งสามข้อที่ว่ามานี้ ตัวสักกายทิฐิไม่ได้ขาดเสียทีเดียวเพียงแต่เบาบางลง ยกเว้นว่าเราจะตัดสังโยชน์ระดับสูงขึ้นไป ก็จะค่อยละสักกายทิฐิเบาบางตามลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงข้อสุดท้าย จึงจะละได้อย่างแท้จริง
*************************
มีคนถวายเสียงอ่านพระไตรปิฎก พระอาจารย์จึงกล่าวว่า
“เป็นความพยายามอย่างสูงสุดของคนอ่าน โดยเฉพาะในส่วนของอภิธรม คนที่สมาธิไม่ดี ทนอ่านไม่ได้หรอก เพราะว่าเป็นการอ่านอะไรที่เราก็ไม่เข้าใจ นี่เขาอุตส่าห์อ่านได้ครบแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คนแบบนี้หาได้ยากมาก”
*************************
“ขอเตือนอีกวาระหนึ่ง เลี้ยงหมาอย่ารักเขาจนเกินไป ให้มีสติรู้ด้วยเพราะว่าถ้าจิตใจยึดเกาะหมามาก ไปดีใจเสียใจกับหมามาก นั่นไม่ใช่รักแต่เป็นหลง ตายตอนนั้นจะไปเกิดเป็นหมาแทน..!
สมัยอาตมายังวัยรุ่นอยู่ พี่สาวข้างบ้านเลี้ยงหมาไว้ ๕ - ๖ ตัวด้วยกัน เอาหมานอนบนเตียงเลย ไปบ้านพี่เขาเมื่อไร พอพี่เขาเปิดประตูรับ อาตมาก็แทบจะหงายท้อง เพราะว่ากลิ่นหมามาเต็ม ๆ คนที่อยู่ด้วยจนชินจะไม่ได้กลิ่น แต่คนที่นาน ๆ เข้าไปทีจะได้กลิ่นชัดมาก”
*************************
“หมาพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดเป็นหมากู้ภัย น้ำหนักตัวได้ถึงสองร้อยปอนด์ เซนต์เบอร์นาร์ดเกิดในพื้นที่หิมะ อุ้งเท้าใหญ่ เดินบนหิมะได้ง่าย
เวลาคนติดในหิมะ เขาจะฝึกหมาพวกนี้ให้เป็นหมากู้ภัย ที่คอของเซนต์เบอร์นาร์ดจะมีถังบรั่นดีเป็นถังไม้เล็ก ๆ ผูกไว้ พอไปเจอคนที่ติดในหิมะ ก็จะไปนอนคร่อมเขา เพื่อไม่ให้หนาว แล้วเขาจะได้เปิดถังบรั่นดีกินเพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะไปถึง
แต่คนจีนใช้เซนต์เบอร์นาร์ดผิดประเภท เลี้ยงแค่สองเดือนก็จัดการตุ๋น หมาพันธุ์ใหญ่ ถ้ายังอายุน้อยอยู่เนื้อจะนิ่ม ต้องได้อายุของเขากล้ามเนื้อถึงจะแข็งแรงเต็มที่ เขาก็เลยกินตั้งแต่ตอนที่ยังอายุน้อย ๆ”
*************************
“ถ้าจะเลี้ยงหมาก็ให้รักเขาจริงๆ โดยเฉพาะหมาพลังสูงอย่างโกลเดนรีทรีพเวอร์ ถ้าไม่มีเจ้าของเล่นด้วยก็จะเฉา แต่เจ้าของก็เล่นด้วยไม่ไหวหรอก เพราะหมาพันธุ์นี้กระโดดโลดเต้นทั้งวัน และตัวใหญ่มาก
เมื่อก่อนน้องแพทรูปร่างกลมเป็นลูกฟุตบอล ส่วนน้องเจนนี่ก็ผอมแห้งเป็นตะเกียบ ตอนนี้น้องแพทโตเป็นสาวผอมสวย ส่วนน้องเจนนี่อ้วนขึ้น
เพราะน้องแพทเขาได้หมาพันธุ์ร็อตไวเลอร์มาเป็นของขวัญวันเกิด เขาพาไปหาสัตวแพทย์ฉีดยา สัตวแพทย์แนะนำว่าอย่าเลี้ยงให้อ้วน ถ้าอ้วนมากจะเป็นโรคง่ายและตายเร็ว
น้องแพทเขารักหมามาก กลัวหมาจะตาย ก็พาหมาไปวิ่งลดความอ้วนทุกวัน เจ้าร็อตไวเลอร์วิ่งแต่เจ้าของรั้งไม่อยู่ ก็เลยกลายเป็นเจ้าของวิ่งตามหมาทุกวัน จากอ้วน ๆ กลายเป็นผอมกะหร่องไปเลย ส่วนหมายังอ้วนเท่าเดิม กลายเป็นว่าคุณูปการของการเลี้ยงหมา ก็คือทำให้หุ่นสวย
สมัยก่อนที่เกาะพระฤๅษีมีหมาชื่อ ฟ้าใส เป็นหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ หลงทางมา ปกติไซบีเรียนฮัสกี้จะอยู่ในทุ่งนำ้แข็งในซีเรียมาตลอด จึงไม่สามารถที่จะทำเครื่องหมายได้ เพราะว่าฉี่ออกมาก็เป็นน้ำแข็ง เป็นอย่างนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่า กลายเป็นพัฒนาการอยู่ในดีเอ็นเอว่าไม่ต้องทำเครื่องหมาย พอเจ้าพวกนี้ออกจากบ้านเมื่อไร ถ้าเจ้าของไม่ไปด้วยมักจะหลงทางเสมอ
ยังดีที่เจ้าฟ้าหลงทางมาเจออาตมา ถ้าเจอคนอื่นเข้าไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ? ตอนนั้นอายุแค่เดือนเดียว กำลังน่ากินเลย เจ้าฟ้าเป็นไซบีเรียนแท้ตาสีฟ้า ลูกออกมาครอกแรก ๖ ตัว มีตาสีฟ้า ๒ ตัว ครึ่งฟ้าครึ่งน้ำตาล ๒ ตัว อีก ๒ ตัวตาเป็นสีน้ำตาล”
ถาม : แสดงว่าตอนนี้มีลูกเยอะ ?
ตอบ : คนเขาขอไปจนหมดแล้ว เหลืออยู่ตัวเดียวชื่อ เฉาก๊วย รูปร่างไซบีเรียนมา แต่หน้าคือหมาวัด...! หุ่นหมาป่าแต่หน้าสั้น ๆ
ตอนนี้ได้ยินว่าโดนเขาวางยาตายไปแล้ว โทษฐานดูแลสถานที่ดีเกินไป ใครมาก็ไปไล่เห่า เขาโกรธก็เลยวาง...!
*************************
ถาม : การเจริญเมตตาที่เป็นพรหมวิหาร มีจิตที่สว่าง จิตที่สว่างนี้แผ่ออกไป เปล่งแสงกระจายออก แต่ตอนหลังวูบหดกลับเข้ามา...?
ตอบ : เพราะสมาธิไม่พอ อาตมามักจะสอนให้แผ่เมตตาไปทุกภพทุกภูมิทุกหมู่ทุกเหล่า พูดง่าย ๆ ว่าเบื้องขวาคืออนันตจักรวาล เบื้องบนไปจรดพรหมชั้นที่ ๑๖ เบื้องล่างไปถึงอเวจีมหานรก อย่างเราทำสมาธิได้แค่นั้น ก็จะแผ่ได้แค่นั้น
แต่ถึงเราทำแค่นั้นแต่ก็ได้ประโยชน์ ก็คือระงับ รัก โลภ โกรธ หลงได้ชั่วคราว พอคลายสมาธิออกมา รัก โลภ โกรธ หลง ก็งอกงามอีก
เพราะฉะนั้น...เมื่ออารมณ์ใจทรงตัว เราเล่นเรื่องฌานสมาบัติสนุกพอแล้ว ให้คลายสมาธิออกมา แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณแทน กำลังจะได้พอตัดกิเสในเบื้องต้น ทำความสบายให้เราได้บ้าง ไม่อย่างนั้นแล้วจะโดนกิเลสตีกลับทุกที
*************************
ถาม : การแผ่เมตตาตอนกรรมฐาน ?
ตอบ : ตอนนั้นเราจะทำได้ง่าย เพราะว่ามีครูบาอาจารย์คอยนำ สำคัญที่เราต้องซ้อมให้ชำนาญ ถ้าไม่ทำให้ชำนาญก็ได้แค่หน่อยหนึ่ง เดี๋ยวก็หดกลับมาอีก
สังเกตไหมตอนที่สอน พอแผ่ออกไม่เป็นไร แต่พอบอกให้หดคืนนี่ เราหดกลับทันทีเลย ก็เพราะว่าเราไม่ชำนาญ
ความจริงเราต้องค่อย ๆ หดกลับมาทีละน้อย ๆ แล้วก็ค่อยขยายออกไป ทำอย่างนี้ทุกวัน จะเป็นกีฬาสมาธิให้เราเพลิดเพลินและกิเลสกินใจไม่ได้ หลังจากนั้นพอสมาธิทรงตัว ก็เอากำลังตรงนี้มาพิารณาตัดกิเลส
ถาม : พอเราปล่อยแล้วหดกลับมา ?
ตอบ : ต้องค่อย ๆ มา ไม่ใช่พรวดเดียว ถ้าพรวดเดียวแสดงว่าฝีมือไม่ถึง
*************************
“เคยมีไอ้บ้าอยู่คนหนึ่ง พอเขาได้ยินว่า วัตถุมงคลที่ทำจากของราคาสูงค่า จะยิ่งมีอานุภาพมาก เขาก็จัดแจงไปเอาทองคำขาวมาให้อาตมาทำตะกรุดมหาสะท้อน ผลปรากฎว่าอาตมาทำได้ แต่ม้วนตะกรุดไม่ได้
ด้วยความหมั่นไส้ เราบอกว่า “ถึงเขียนไม่ได้ก็จะเขียนให้ แต่ม้วนเอาเองนะ” เขาก็ครับ ๆ ปรากฎว่าแม้แต่ค้อนทุบก็ยังไม่กระดิกเลย
คนไทยเรียกว่า “ทองคำขาว” แต่ไม่ได้เกี่ยวกับทองคำเลย
ส่วนแร่โคตรเศรษฐีเป็นทองคำดำ เพราะว่าองค์ประกอบเหมือนทองคำทุกอย่าง เพียงแต่เป็นสีดำ”
*************************
ถาม : พระเตมีย์ใบ้ ทำไมท่านถึงมีกำลังใจสูง ?
ตอบ : เพราะว่าท่านตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้า บุคคลที่ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้า กำลังใจสูงกว่าบุคคลทั่วไปนับเท่าไม่ได้ เรื่องที่เรารู้สึกว่ายาก แต่เป็นเรื่องง่ายของท่าน แค่คิดว่าจะตัดหัวตัวเองถวายเป็นพุทธบูชา เราก็ไม่กล้าคิดแล้ว แต่นั่นท่านทำเลย กำลังใจต่างกันขนาดนั้น
*************************
ถาม : เวลามีนิพพิทาญาณขึ้นมา จะเป็นฌานหรือไม่ ?
ตอบ : นิพพิทาญาณเป็นอารมณ์เบื่อที่เกิดจากวิปัสสนาญาณ ถ้าหากว่าไม่ได้ดิ่งลึกจริง ๆ ก็ยังไม่เป็นฌาน ตรงที่ไม่เป็นฌาน จะทำให้คนฟุ้งซ่านได้ง่าย
ถ้าหากว่าตัวนิพพิทาญาณเกิด รู้ตัวขึ้นมา เราก็วิ่งไปหาการภาวนาของเรา จะทำให้การฟุ้งซ่านน้อยลง แล้วจะพออยู่ได้ ไม่อย่างนั้นบางคนเบื่อมากๆ ถึงขนาดฆ่าตัวตายไปเลยก็มี
นิพพิทาญาณเป็นของดีมาก เพราะถ้าเราไม่เบื่อก็อยากเกิดอีก ดังนั้น จึงต้องเบื่อก่อน แต่พยายามใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นว่า
ธรรมดาของเราเป็นอย่างนี้ การเกิดมามีร่างกายนี้ การเกิดมาในโลกนี้ ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์เช่นนี้เป็นปกติ ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาแล้วพบกับความทุกข์เช่นนี้ของเราจะไม่มีอีก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานที่เดียว
ถ้าสามารถทำอารมณ์ใจอย่างนี้ได้ ก็จะก้าวข้ามมไปเป็นสังขารุเปกขาญาณ เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดา ธรรมดาเราเกิดมาก็ต้องเจออย่างนี้ เราอยู่แค่ชั่วลมหายใจเดียว ทำไมจะอยู่ไม่ได้ ในเมื่อทุกอย่างมาลงตรงจุดนี้ ถึงเวลาก็มีความสุข เพราะว่าไม่ไปดิ้นรน
อย่างที่เมื่อตอนบ่ายเปรียบเทียบว่า เหมือนเสือตัวหนึ่ง ถูกขังอยู่ในกรง พยายามพุ่งชนไปทุกทิศทุกทางเพื่อจะออกจากกรง แต่ก็เจ็บตัวฟรี ถ้าเสือตัวนั้นใช้ปัญญาหน่อยหนึ่ง รู้ว่าไม่มีทางออก ไม่ดิ้นไม่รน นอนเฉย ๆ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะยอมรับแล้วว่าต้องอยู่ในกรงนี้
ดังนั้น...นิพพิทาญาณสำคัญตรงปัญญาเห็นแล้วยอมรับ ในเมื่อยอมรับแล้วปล่อยวางได้ ไม่ไปดิ้นรนว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ เป็นของเรา เราทุกข์จริงหนอ ถ้าไม่ไปยึด ปล่อยวางหมดก็สบาย
ส่วนใหญ่ที่ทุกข์มาก เพราะไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา แทนที่จะเป็นคนดู รู้ไว้เฉย ๆ ก็กระโดดขึ้นเวทีไปเล่นเอง ถ้าอย่างนั้นก็จะเดือดร้อนไปอีกนาน
*************************
ถาม : ตัดต้นไม้ใหญ่ต้องทำอย่างไรบ้าง ? แล้วที่บ้านก็ปลวกขึ้นด้วย ?
ตอบ : ถ้าจะตัดต้นไม้มีแก่น ให้ตั้งศาลเพียงตา ๑ หลัง ตัดกิ่งต้นไม้ตั้นมาสักศอกหนึ่ง เป็นกิ่งใหญ่นิดหนึ่ง เอาประมาณแขนก็ได้ แล้วตั้งเอาปลายขึ้น
จุดธูปบอกรุกขเทวดาว่า ให้ย้ายมาอยู่ในศาลนี้แทน เพราะว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องโค่นต้นไม้นั้น เสร็จแล้วก็จัดการโค่นได้
ถ้าคิดว่ากิ่งสั้น ๆ นั้นเขาจะอยู่ได้หรือ ?
ในธรรมบทบอกไว้ว่า ในปลายเข็มหมุดหนึ่ง เทวดาอยู่ได้ถึง ๘ องค์ ทั้ง ๆ ที่อัตภาพของท่านต่ำสุดคือ ๓ คาวุต ก็คือสูง ๑๒ กิโลเมตร แต่ถ้าจำเป็นขึ้นมา ท่านก็ประหยัดเนื้อที่ได้ คือปลายเข็มหมุดหนึ่ง ท่านอยู่กันได้ ๘ องค์
ถ้ามีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ก็สร้างศาลหลายหลังหน่อย หรือว่าจะสร้างหลังเดียว แต่ตัดหลายกิ่งหน่อย ต้นนั้นกิ่งหนึ่ง ต้นนี้กิ่งหนึ่ง ถ้ารู้สึกว่าตัดเยอะไป ก็ให้ตัดสักคืบหนึ่งก็ได้ แต่ให้เป็นกิ่งใหญ่หน่อยเท่านั้น
ส่วนในเรื่องของปลวก ถ้าเป็นรังใหญ่ให้เอาน้ำมันโซล่าราดรังไว้ พอน้ำมันซึมลงใต้ดิน ปลวกได้กลิ่นจะยกขบวนหนีหมด แล้วเราค่อยขุดรังทิ้ง
แต่ถ้าเป็นปลวกที่ทำเป็นทางเดินขึ้นบ้าน ให้รอเวลากลางวันแดดร้อน ๆ แล้วไปเขี่ยทิ้ง เพราะเวลาแดดร้อนปลวกจะหนีลงใต้ดิน หลังจากนั้นค่อยเอาน้ำมันราดทิ้งไว้ ปลวกจะได้ไม่ขึ้นมาอีก
ถาม : ยุงกัดคนเป็นกรรมหรือเปล่า ?
ตอบ : สัตว์เดรัจฉานอยู่ในภพภูมิที่มืดบอดกว่ามนุษย์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำ ไม่จัดเป็นกรรมเพราะว่าเขาไม่รู้ อย่างเช่นว่า เสือฆ่าพ่อเสือไม่เป็นอนันตริยกรรม แต่ถ้าคนฆ่าพ่อ เป็นอนันตริยกรรม
ดังนั้น...ถ้าอยากทำอะไรแล้วไม่มีโทษ ก็ต้องไปอยู่ในนรก เพราะมืดบอดมาก ไม่รับรู้บาปบุญคุณโทษเป็นอย่างไร ทำไปเถอะ เพียงแต่วิ่งหนีหอกแหลนหลาวให้ทันก็แล้วกัน...!
*************************
“ย่ิงเบื่อหน้าตัวเอง คนย่ิงเอารูปมาให้ ถ้าโยมรู้จักสังเกต ใครที่ไปวัดแล้วเข้าไปในกุฏิของอาตมา จะไม่เคยเห็นรูปเลย เพราะอาตมาเบื่อหน้าตัวเองจะแย่แล้ว ต่อไปไม่ต้องเมตตาทำรูปมาให้อีกนะ เพราะว่าไม่ชอบ”
*************************
ถาม : วิชชาธรรมกาย ?
ตอบ : ไปเปิดตำราอ่านเอง ก็แค่เอาใจจดจ่ออยู่ที่ศูนย์กลางกาย แล้วกำหนดภาพดวงแก้วขึ้นมา แค่นั้นเอง ไม่เห็นจะยากเลย
สำหรับอาตมานั้น พออาจารย์ท่านพูดธรรมกาย อาตมาก็ทำได้ครบ ๑๘ กายตามนั้นเลย อาจารย์ท่านสงสัยว่าเคยเรียนมาก่อนหรือเปล่า
ตอนนั้นเพิ่งจะอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จึงไปขอให้อาจารย์ท่านช่วยสอนเพิ่มให้ เพื่อความคล่องตัว กลายเป็นว่าลูกศิษย์กับอาจารย์คู่นั้นโดนทั้งเพื่อนและอาจารย์ท่านอื่นหาว่าบ้าทั้งคู่ เพราะว่าสมัยนั้นปี ๒๕๑๗ เขาไม่รู้จักว่าพระนิพพานหน้าตาเป็นอย่างไร ไอ้บ้าคู่นี้เขาจะไปนิพพานกัน...!
“เห็นโยมนุ่งกางเกงขายาว (เห็นขายาว) มาแล้ว ทำให้นึกถึงตัวเอง เมื่อปี ๒๕๒๖ ตอนนั้นยังไม่ได้บวช ทางกทม. สั่งตั้งคันกั้นน้ำตรงแยกศรีนครินทร์กับอ่อนนุช ปัจจุบันเรียกว่า แยกศรีนุช แล้วก็สูบน้ำออกมาทางประเวศ
บ้านอาตมาอยู่ห่างจากแยกศรีนุชแค่ป้ายรถเมล์เดียว น้ำท่วมอยู่ ๖ เดือนกว่า ทำงานก็ไม่ได้ เพราะว่าที่บ้านเปิดเป็นอู่ซ่อมรถ มีเวลาจึงไปบ้านสายลม ไปวัดท่าซุงบ้าง เวลาไปก็นุ่งกางเกงขายาว (สั้น) ไป
ถ้าขากางเกงคลุมจนถึงตาตุ่ม อาตมาเรียก “กางเกงขาสั้น” เพราะว่าเห็นขานิดเดียว
ถ้ากางเกงที่เห็นขาเยอะ ๆ ก็เรียกเป็น “กางเกงขายาว”
ตอนนั้นน้ำท่วมจนเลยขาอ่อนขึ้นมา จนหนังสือพิมพ์เขาบอกว่า น้ำท่วมสูงจนถึงหัวเทียนของผู้ชาย ถ้าเปรียบเทียบกับผู้หญิงก็ถึงจานจ่าย พวกที่รู้ว่าเครื่องยนต์มีส่วนประกอบอะไรบ้าง พากันหัวเราะแทบตายเลย
อาตมาก็ต้องใส่กางเกงขายาว (สั้น) ที่ว่านั่นแหละ ไปนั่งรับใช้ข้าง ๆ หลวงพ่อ ตั้งแต่ ๘ โมงครึ่งถึง ๑๑ โมง พอหลวงพ่อขึ้นฉันเพล ป้าหมอลัดดา (ทันตแพทย์หญิงลัดา จารุวัสตร์) คว้าแขนลากเข้าห้อง บอกว่า
“หลวงพ่อเรามีคนเคารพศรัทธาทั่วประเทศและทั่วโลก คนที่มาก็มักจะถ่ายรูปท่านไปเป็นที่ระลึก แกรับใช้อยู่ด้านข้างก็พลอยจะติดไปด้วย คราวหน้าแกนุ่งกางเกงขาสั้น (ยาว) มาเถอะ ไม่อย่างนั้นเวลาถ่ายรูปไป เจอกางเกงขายาว (สั้น) แล้วดูน่าเกลียด คนจะตำหนิไปถึงหลวงพ่อแกได้”
“ป้าหมอลัดดาน่ารักมากเลยนะ ท่านไม่ปล่อยให้เรื่องไม่ถูกต้องยืดยาวจนแก้ไขไม่ได้ พอเห็นท่านจะกระซิบบอก ไม่ว่าต่อหน้าคนอื่น ดึงเข้าห้องไปกระซิบกัน ๒ คน
อาตมาก็บอกว่า “ที่บ้านน้ำท่วมครับป้า”
ป้าบอกว่า “แกก็เอากางเกงขาสั้น (ยาว) ของแกใส่ถุงแล้วหิ้วมาสิวะ”
ป้าแก้ปัญหาได้ง่ายมาก อาตมาเองก็ไม่ได้คิดถึงตรงนี้ คิดว่านุ่งไปตัวเดียวพอแล้ว
การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะที่ผ่านมา มีสาวน้อยนางหนึ่งนุ่งกางเกงขายาว (สั้น) ขึ้นศาลา จะไปยกหนอ...ย่างหนอให้ถนัด อาตมาเจอตรงบันไดพอดี บอกว่า
“อีหนู...ถ้าไม่มีกางเกงขาสั้น (ยาว) ก็ไปเอาตัวเก่ามาใส่ ตัวนี้ขามันยาว (สั้น) เกินไปเดี๋ยวหนุ่ม ๆ เขาฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ เวลาเดินต้องยกหนอ..ย่างหนอ เขามักจะมองต่ำ ๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นมองขาขาว ๆ แทน”
เขาก็ดีนะ พอได้ยินก็รีบไปเปลี่ยนเลย เพราะว่าปฏิบัติธรรม ๕ วัน นุ่งจนไม่มีจะนุ่งแล้ว เลยงัดเอาตัวที่ยาว (สั้น) ที่สุดมา”
*************************
“ส่ิงที่อยากจะบอกก็คือว่า จุดอ่อนของกรุงเทพฯ คือไม่สามารถที่จะผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองได้ กรุงเทพฯ เป็นแหล่งทำเงินที่ดีมาก มีสารพัดงานให้ทำ แต่ของกินต้องรับจากต่างจังหวัดล้วน ๆ ผลิตเองไม่พอใช้ไม่พอกิน
เพราะว่าพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตอาหารกลายเป็นตึกรามบ้านช่องไปหมด คนโบราณบรรพบุรุษของเราเลือกภูมิประเทศได้ดีมาก คือเลือกกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง เพราะว่าฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไม่ว่าฤดูไหน ๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยน ฝนตกมาก เหมาะที่จะปลูกข้าว
พระเจ้าแผ่นดินในสมัยก่อน ๆ ก็ยังต้องปลูกข้าว โดยเฉพาะสนามหลวงที่สมัยก่อนเรียกว่าทุ่งพระเมรุ ก็คือเป็นนาข้าวของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งบางทีก็เอาไว้เผาพระศพเจ้านาย
แต่คราวนี้เราเอามาใช้ผิดวัตถุประสงค์ของบรรพบุรุษ ก็คือจากการที่เป้นแหล่งผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ ในน้ำมีปลา ในนามีข่าวเราเอามาสร้างตึกแทน แต่ฝนก็ยังตกต้องตามฤดูกาลเหมือนเดิม นำ้ก็เลยท่วม”
*************************
|