​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๘๖

 

              “ตอนเย็น ๆ พอขึ้นที่พักก็หมดสภาพ ร่างกายไม่ไหว โดยเฉพาะรู้สึกปวดหลังมาก เวลาไข้มาเลเรียขึ้นนี่จะปวดหลัง ก็ได้แต่นั่งเหี่ยว จะรอดวันนี้ไหมหนอ ? ตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ทำเป็นยืดเข้าไว้
              ลักษณะอย่างนี้แหละที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านป่วยแล้วคนดูไม่ออก อาตมายังมีทีท่าให้คนเขาเห็นบ้าง หลวงพ่อวัดท่าซุงนี่ไม่มีเลย ดูไม่ออกว่า ท่านป่วยหรือไม่ป่วย จนกว่าจะเลิกงานนั่นแหละ
              เวลาท่านปวยหนัก ๆ อาตมารับท่านลงจากตึกมาขึ้นรถ เพื่อที่จะไปรับญาติโยมที่ตึกรับแขก แรก ๆ ก็จับแขนท่านลักษณะช่วยประคอง ท่านก็สะบัดออก แต่พอเห็นว่าท่านไม่ไหวจริง ๆ อาตมาก็ต้องทำ
              พอถึงเวลาจับ พอท่านตั้งท่าจะสะบัด อาตมาก็ล็อกแขนท่านไว้เลย ถ้าอาตมาตั้งใจ ล็อกนี่หลุดยาก...! แล้วก็พาท่านเดินขึ้นรถ
              หลวงพ่อท่านก็หัวเราะแล้วก็บอกว่า “ถ้าเป็นระเบียบบังคับก็เอา” ไม่อย่างนั้นใหม่ ๆ นี่ทำไม่ได้หรอก ท่านสะบัดมือออกทุกที ถึงได้เข้าใจว่า “ทิฐิพระ มานะกษัตริย์” นั้นเป็นอย่างไร ?
              คนที่เคยเกิดเป็นผู้นำมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว ถึงเวลาจะแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ พอใช้ประโยคนี้ หลวงลุงสุนทรบอกว่า “หลวงพี่...พระมีทิฐิได้หรือ ?”
              อาตมาตอบว่า “มีสิ...ถ้าไม่มีสัมมาทิฐิ บรรลุมรรคผลไม่ได้หรอก” เถียงหน้าด้าน ๆ เลย...!
              ขัตติยมานะตัวนี้แหละ ทำให้พระมหาอุปราชรู้ว่าสู้พระนเรศวรไม่ได้ก็ต้องสู้ ต่อหน้าคนตั้งเท่าไรที่ล้วนแต่เป็นลูกเจ้าเมือง ว่าที่เจ้าเมืองทั้งนั้น
              ถ้าหากว่าไปแสดงความขี้ขลาดต่อหน้าเขา ต่อไปตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ เมืองบริวารเหล่านั้นจะมีใครเชื่อถือ ทั้ง ๆ ที่ท่านรู้ว่า ถ้าให้คนรุมพระนเรศวรนี่ชนะแน่ แต่ก็ไม่เอา ยอมสู้แบบเดี่ยว ๆ ดีกว่า
              เรื่องการศึกการสงคราม ถ้าเป็นภาพยนตร์มาอาตมาจะดูไม่ได้เลย พอดูแล้วจะมีภาพซ้อนขึ้นมา มีอยู่เที่ยวหนึ่งตอนนั้นตามหลวงพ่อไปวัดศรีรัตนาราม ที่ลพบุรี คุณปรีชา พึ่งแสง เอาหนังเรื่องสงคราม ๙ ทัพมาเปิด ถ้าจำไม่ผิด คุณสมบัติ เมทนี รับบทเป็นรัชกาลที่ ๑
              อาตมาดูไม่รู้เรื่องเลย มองดูนี่ภาพซ้อนเกิดขึ้นเต็มไปหมด ท้ายสุดก็เลยหลับตาดูของตัวเองดีกว่า อะไรที่เป็นส่ิงที่ทำจนชินมาชาติแล้วชาติเล่า ถึงเวลาก็จะโผล่ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ”
*************************

      ถาม :  วันก่อนกินข้าวก่อนนอน แล้วกรดไหลย้อนขึ้นมา ตื่นเช้ามารู้สึกว่าร่างกายเป็นแค่ท่อ ๆ หนึ่งแล้วก็มีเศษอาหารอยู่ข้างใน ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากจะมีมัน จากนั้นก็ไม่ค่อยได้พิจารณาต่อ ต้องคิดต่ออย่างไรคะ ?
      ตอบ :  ความจริงอย่างนั้นแล้ว ก็อยู่ที่ว่าเรายังต้องการร่างกายนี้อีกหรือไม่ ? ถ้าไม่ต้องการแล้วเราจะไปไหน ? เราก็เกาะเป้าหมายสุดท้ายของเราไว้เท่านั้นเอง
              ในเมื่อเราเห็นว่าไม่ใช่ของเรา เราไม่เอาแล้ว ที่หมายสุดท้ายของเราคือที่ไหน เราก็เกาะที่นั่นเอาไว้
*************************

      ถาม :  วันก่อนมีปัญหากับผู้ใหญ่ รู้สึกโมโหมาก หลังจากนั้นเริ่มเห็นว่าอารมณ์นั้นน่ารังเกียจมาก รู้สึกเจ็บใจตัวเองว่าทำไมต้องไปโกรธด้วย ?
      ตอบ :  นี่โกรธ ๒ ชั้นเลย โกรธเขาด้วย ท้ายสุดโกรธตัวเองด้วย แสดงว่ากิเลสสุดยอดมาก หลอกให้เราเสียสองต่อ
      ถาม :  เราจะคลายจากตรงนั้นให้ไวที่สุดได้อย่างไรคะ ?
      ตอบ :  อันดับแรก ถ้ากำลังไม่พอ ให้หลบออกจากเหตุการณ์นั้นก่อน เพื่อที่จะไม่ต้องมาคิดปรุงแต่งให้กำเริบขึ้นมาใหม่
              แล้วหลังจากนั้นเราก็มาพิจารณาให้เห็นว่า ส่ิงเหล่านี้เป็นปกติธรรมดาที่อยู่ในโลก โดยเฉพาะถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู คำว่า “กูถูก” ก็จะมีอยู่ แล้วก็จะไปค้านกับความคิดของคนอื่นเขา ถ้าเขาไม่ยอมรับโทสะก็จะเกิด
              กิเลสหลอกเราได้ยอกย้อนกันหลายชั้น เมื่อเราพิจารณาเห็นแล้ว ก็มาตัดตรงตัวกูของกูให้ได้ ถ้าหมดเมื่อไรก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้แบบนั้นอีก
*************************

      ถาม :  บางทีมีอารมณ์เบื่อ ท้อแท้ เบื่อที่จะดูแลขันธ์ ๕ นี้อีก ไม่อยากจะมีอีก จากนั้นกลับมาที่อานาปานาสติก็ไม่ไหว ?
      ตอบ :  แสดงว่าใช้ผิด แทนที่จะเป็นนิพพิทาญาณ กลายเป็นเบื่อทิ้งไปเฉย ๆ
              จะต้องเห็นให้ได้ว่า การเกิดมามีความน่าเบื่อเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก การที่เราตายชาตินี้เราขอไปพระนิพพานที่เดียว การไปพระนิพพาน คือจบการเวียนว่ายตายเกิดทั้งหลายทั้งปวงลงแต่เพียงแค่นี้ การเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีขึ้นนับชาติไม่ถ้วน ถ้าจบลงแค่ชาตินี้ระยะเวลาก็สั้นนิดเดียว เหมือนกับการหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นแค่นั้นเอง ระยะเวลาสั้นนิดเดียวแค่นี้ ทำไมเราจะอยู่กับร่างกายนี้ด้วยดีไม่ได้ พอพิจารณาอย่างนี้ จะเห็นว่าทน ๆ อยู่ไป อยู่ก็ได้ตายก็ดี อยู่ก็ได้สร้างบุญสร้างบารมี ตายเราก็ไปนิพพาน จะได้จบ แต่ถ้าคิดไม่เป็นแล้วก็จะหมอง ตายตอนนั้นขาดทุนยับเยิน อะไรไม่ดีมีเท่าไรนี่เขาทวงหมดทีเดียวเลย...!
*************************

      ถาม :  มีอาการแบบมึน ๆ เบลอ อยู่ตลอด จำอะไรไม่ค่อยได้ ?
      ตอบ :  เคยใช้ยาอะไรอยู่หรือเปล่า ?
      ถาม :  ไม่มีครับ ?
      ตอบ :  ถ้าไม่เกี่ยวกับยา การฝึกกรรมฐานจะช่วยได้ดีที่สุด เพราะว่าพอสติสมาธิทรงตัว อาการแบบนี้ก็จะหมดไป
              ถ้าเป็นเพราะยานี่อาตมาก็เคย มีอยู่บางช่วงที่ต้องใช้ยาบางตัวเป็นประจำ พอถึงเวลาจะเบลอ ต้องตั้งสติอยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นแล้วไม่รู้จะไปเดินตกหลุมตกร่องเอาตอนไหน แต่นั่นเป็นเพราะอำนาจของยา
              สำหรับโยมนี่อาจจะเป็นการบกพร่องของระบบประสาทร่างกาย ถ้าหากว่าฝึกกรรมฐาน พอสติสมาธิทรงตัวทุกอย่างจะแก้ได้ เอาแค่ปฐมฌานละเอียดก็พอ ไม่ต้องมากหรอก กลับบ้านไปดูลมหายใจตัวเองเป็นหลัก เรื่องอย่างนี้ง่ายมากเลย อารมณ์ใจทรงตัวเมื่อไร จะบังคับร่างกายนี้เอง
      ถาม :  ไม่ใช่ผลจากการปฏิบัติใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่…การปฏิบัติมีแต่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าหากว่าปฏิบัติแล้วเป็นอย่างนั้น แสดงว่าทำผิดวิธี
*************************

      ถาม :  กรรมบถ ถ้าเราพูดเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ?
      ตอบ :  ไม่ควรทำ... ถ้าจะทำให้ทำอย่างมีสติ อะไรที่จะก่อให้เกิดวจีกรรมเราก็หยุด ต่อให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงก็ไม่ควรพูด เพราะพูดไปแล้วคนอื่นเสียหาย
      ถาม :  เราก็ไม่ได้พูดอะไร ?
      ตอบ :  แค่คิดก็แย่พอแล้ว เพราะว่าเป็นมโนกรรม แต่ถ้าออกมาเป็นวจีกรรมหรือกายกรรม เราจะพาคนอื่นเดือดร้อนด้วย
*************************

      ถาม :  น้ำท่วมวัดท่าซุงคราวนี้หนักกว่าตอนปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไหมครับ ?
      ตอบ :  เท่าที่อาตมารู้ก็น่าจะหนักกว่า แต่ถ้าในอดีตที่ผ่านมามีหนักกว่านี้อีก ทางน้ำหน้าวัดเปลี่ยนไปเลย
              ก่อนหน้านั้นพื้นที่วัดท่าซุงเก่าจะอยู่เลยกึ่งกลางแม่น้ำสะแกกรังไปอีก ลองคิดดูว่าถ้าน้ำท่วมคราวนั้นไม่หนักจริง ๆ ทางน้ำจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนั้นหรือ ? อันนี้ถือว่าพูดย้อนหลังในิส่งที่คนอื่นเขาไม่เห็น ผิดถูกอย่างไรก็ไม่มีใครยืนยัน
*************************

      ถาม :  ที่บ้านเลี้ยงปลากัดไว้ ต้องให้ลูกน้ำ เพระาะให้อาหารเม็ดแล้วปลาไม่ยอมกิน แบบนี้ถือว่าผิดศีลข้อ ๑ ไหมครับ ?
      ตอบ :  ผิดเต็ม ๆ …! สมัยอาตมาเด็ก ๆ ก็เคยหนีโรงเรียนไปช้อนปลากัด แต่ว่าหลังจากที่เพื่อนโดนงูเห่ากัดตาย ก็เลิกเล่นปลากัด
              เพื่อนเขาไปช้อนปลากัดใต้กอสวะ งูเห่าอยู่บนกอสวะ เพื่อนมัวแต่ช้อนปลาอยู่ ไม่ทันเห็นงูเห่าจึงโดนกัดตาย เด็กบ้านนอกสมัยก่อน ถ้าชนไก่ กัดปลา ยิงนก ตกปลาไม่เป็นนี่ ไม่ใช่เด็กบ้านนอกหรอก
*************************

              “พวกเทคโนโลยีต่าง ๆ จะดีกับพระ ก็ต่อเมื่อพระมีจิตสำนึกในความเป็นพระมากพอ ถ้ามีจิตสำนึกไม่พอ เดี๋ยวก็จะไปโหลดหนังโป๊มาดูกัน อย่าลืมว่าสมมุติสงฆ์ที่เป็นพระในสายตาของพวกเรา ก็คือลูกของชาวบ้าน ที่มีรัก โลภ โกรธ หลงเท่ากับเรานั่นแหละ เพียงแต่ว่าท่านเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เปลี่ยนกติกาการดำเนินชีวิตเข้าไป ถ้าหากว่าขาดหิริโอตตัปปะขาดความละอายชั่วกลัวบาป ก็จะไปทำส่ิงที่ไม่ดีไม่งามเหล่านั้น”
      ถาม :  ถ้าตามประทีปครบแสนดวง จะมีอานิสงส์ได้ทิพจักขุญาณในชาติปัจจุบันหรือไม่คะ ?
      ตอบ :  สิ่งนี้เป็นอปราเวทนียกรรม แปลว่า กรรมที่ให้ผลในชาติที่สองที่สามไป ไม่ใช่ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ซึ่งกรรมที่ให้ผลทันตาในชาตินี้
              สำหรับอุปปัชชเวทยนียกรรม คือกรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
      ถาม :  เราอธิษฐานขอในชาติไม่ได้หรือคะ ?
      ตอบ :  อธิษฐานได้ อย่างน้อยก็ได้อธิษฐาน ต้นไม้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาห้าปีสิบปีจึงจะมีลูก เราจะให้มีลูกวันนี้ก็ลองดู เผื่อว่าจะทำได้...!
*************************

      ถาม :  ตอนที่สภาวะจิตนิ่ง เห็นว่าทุกอย่างเป็นภาพนิ่งที่เคลื่อนไหวติดต่อกันในเวลาอันรวดเร็ว เหมือนกับปัจจุบันเป็นอดีตไปในทันที ?
      ตอบ :  พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า สรรพสิ่งเป็นอนิจจัง เพราะว่าเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก โดยเฉพาะสภาพร่างกายของเรา แต่คราวนี้ ”สันตติ” คือความสืบเนื่อง เป็นส่ิงที่ปิดบังอนิจจังเอาไว้
              เราเห็นว่าร่างกายโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความจริงแล้วกำลังพังไปเรื่อย ๆ ต่างหาก เซลล์เก่าตายเซลล์ใหม่เกิด สันตติก็เลยปิดบังอนิจจัง ทำให้คนที่ปัญญาไม่ถึงมองไม่เห็น
      ถาม :  ถ้าเห็นอย่างนั้นแล้ว ควรทำอย่างไรต่อ ?
      ตอบ :  ใจเรายอมรับหรือเปล่า ? ถ้ายอมรับอย่างแท้จริง เห็นว่าไม่มีะไรเลยอย่างนี้ เราอยู่ไปจะมีประโยชน์อะไร ไปพระนิพพานดีกว่า
      ถาม :  ถ้าสรุปว่า แม้แต่เวลาปัจจุบันก็ไม่ได้มีอยู่จริง เป็นของสมมติ ?
      ตอบ :  ก็แค่นั้นเอง เป็นเพียงสภาพจิตที่เป็นไปโดยกรรม
              อย่าเพิ่งรีบบรรลุนะ...เดี๋ยวคนอื่นจะอิจฉา คนเราแข่งกันทำความดี แข่งกันลดความชั่ว โลกจึงจะเจริญ แต่ถ้าหากว่าแข่งกันดีอย่างเดียวก็เจริญยาก
*************************

              “อยู่วัดแล้วแรงกระทบมีเยอะ ไม่ว่าวัดไหนก็มี ...ขอยืนยัน ใครที่คิดว่าแน่ เข้าวัดไปหงายท้องมาเยอะแล้ว
              เพราะว่ากำลังใจของผู้ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในระดับแรก ๆ ยังเก็บกดกิเลส ยังไม่สามารถที่จะตัดได้อย่างแท้จริง พอเก็บไปนาน ๆ กระทบซ้ายกระทบขวาเข้า ไม่รู้ว่าจะไประเบิดใส่ใคร ก็ระเบิดใส่กันเอง ยิ่งวัดไหนเป็นสำนักปฏิบัติ มีคนมาก ๆ แล้วจะมีสารพัดเรื่องเลย
              เราเองถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมชาติของคนที่เก็บกดกิเลสใหม่ ๆ ว่าเป็นอย่างไร เราก็จะไปนั่งคร่ำครวญว่า ทำไม่อยู่วัดแล้วเป็นอย่างนี้ ยุ่งไปหมด
              เพราะเราไปตั้งความหวังว่าเขาจะดี ที่เขาเข้าวัดก็เพื่อที่จะไปพัฒนาตัวเองให้ดี ที่เราโดนมานั้น เขาดีขึ้นมาตั้งเยอะแล้ว ถ้าหากว่าเมื่อก่อนที่เขายังไม่ทำตัวให้ดีขึ้นมา เราอาจจะโดนหนักกว่านี้อีก...!
              อาตมาจึงสรุปให้กับตัวเองได้ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่วัดท่าซุงแล้วว่า “วางก่อน สบายก่อน” ถ้าใครอยากแบกก็ปล่อยให้แบกไป แต่ให้วางในลักษณะผู้มีปัญญาจริง ๆ อย่าไปวางใส่หัวคนอื่น...!
              อยู่ในวัดต้องไปเป็นหน้ากระดาน เวลาทหารเข้าตีข้าศึกต้องไปเป็นหน้ากระดาน เพราะว่าถ้าล้ำหน้าอาจจะโดนเพื่อนข้างหลังยิงเสียเอง ทำตัวเด่นเมื่อไรเดี๋ยวจะซวย อาจจะโดนแอบแทงข้างหลังเมื่อไรก็ได้ ให้ทำตัวกลมกลืนกับเขา แล้วแอบปฏิบัติของเราเอง”
*************************

      ถาม :  รู้จักพี่คนหนึ่งขายวัตถุไสยศาสตร์ วันหนึ่งสวดมนต์นั่งสมาธิตอนเช้าแล้วกำลังใจไม่รวมตัว รู้สึกแปลก ๆ จึงอาราธนาพระเข้ามาไว้ในกาย ขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป วันนั้นก็ไปเจอคนที่ยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ เขาเข้ามาทำทีเล่นทีจริงว่า “นี่ฉันป้ายเสน่ห์เธอนะ” แล้วก็เอาบางอย่างมาป้ายแขน รู้สึกว่าเขาตั้งใจทำจริง ๆ ตอนโดนรู้สึกเย็น ๆ แบบโดนยาหม่อง มีวิชาอย่างนี้ด้วยหรือคะ ?
      ตอบ :  มีเยอะแยะไป ถ้าเขาจะทำเรา เขาก็ต้องนึกถึงเราก่อน กำลังก็ส่งมาถึง
              เราภาวนา เมสัมมุกขา สัพพาหะระติ เตสัมมุกขา เอาไว้ก็สิ้นเรื่อง
      ถาม :  ถ้าเราภาวนาไปเรื่อย ๆ พวกนี้จะทำอันตรายเราได้ไหมครับ ?
      ตอบ :  ไม่ได้...ถ้ากำลังใจเราทรงตัว ไสยศาสตร์ขนาดไหนก็เข้าไม่ได้ จะได้ก็ตอนที่เราเผลอ เพราะฉะนั้น...พวกนี้เขาจะชอบทำให้เราตกใจ ถ้ากำลังใจเคลื่อนนี่เสร็จเขาเลย
              ลองสังเกตพวกสะกดจิต เขาจะพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเราจิตนิ่งอยู่กับที่ เขาก็จะสะกดเราไม่ได้หรอก ถ้าหากว่าเราไปคิดตามนี่เสร็จเลย
              ลักษณะเดียวกับไสยศาสตร์ เขาจะทำให้เราเสียสมาธิ คลายออกจากจุดที่เรายึดมั่น แล้วเขาก็จะครอบงำเราได้
*************************

              “มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งโดนน้ำมันพราย ลักษณะที่ป้ายตัวแบบนี้แหละ แต่โยมผู้หญิงท่านนั้นดวงดีสุด ๆ เลย คือเขาเข้ามาถึงแล้วจับข้อมือถามว่า “น้อง...เวลาเท่าไรแล้ว ?” แต่จริง ๆ แล้วเขาป้ายน้ำมันพราย
              โยมผู้หญิงเขาก้มลงดู ปรากฎว่าโยมเขาแขวนพระรอดอยู่ พระแปะลงบนรอยป้ายพอดี แล้วมีควันขึ้นกลิ่นเหมือนผีตาย เขารู้ตัวทันทีเลยว่าโดน อันนี้ต้องบอกว่าคนดีพระคุ้มจริง ๆ วันนั้นถ้าเขาไม่ห้อยพระนอกเสื้อก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เวลาหลวงพ่อวัดท่าซุงเป่ายันต์เกราะเพชร ท่านจะแนะนำไว้ว่า เพื่อความปลอดภัยให้ปลุกยันต์ทุกวัน
              ดังนั้น...เรื่องของวัตถุมงคลให้อาราธนาเอาไว้ทุกวัน ถ้าหากว่ากัวพลาด ก็อาราธนาเช้าเย็นไปเลย
              คาถาอาราธนาของสายหลวงพ่อวัดท่าซุง หลัก ๆ ก็
              อิทธิฤทธิ พุทธนิมิตตัง ขอเดชะเดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่มะอะอุนี้เถิด
              อันนี้หลัก ๆ แต่วัตถุมงคลบางชนิดมีคาถากำกับต่างหาก เราก็ว่าต่อไป
              ถ้าหากว่าเราปลุกอย่างนี้ไว้ทุกวัน ก็ปลอดภัยค่อนข้างแน่ แต่อย่าเผลอนะ บางทีเราเผลอถอดออกตอนอาบน้ำ สมัยอาตมาเป็นฆราวาสใส่สร้อยสเตนเลส จะใส่อาบน้ำไปเลย
              สมัยหลงปู่ปานท่านยังเคยโดนเลย ท่านเอาพระใส่กระเป๋าอังสะไว้ ตอนนั้นเป็นช่วงของวาระกรรมเปิดพอดี ท่านถอดอังสะแขวนไว้ข้างฝาเพื่อที่จะสรงน้ำ โดนเข้าตอนนั้นหงายท้องเลย องค์ปรมาจารย์ยังโดน แล้วเราจะรอดไหม ? จึงต้องระมัดระวัง อาราธนาพระเอาไว้ทุกวัน
              อาตมาเองรับยันต์เกราะเพชรใหม่ ๆ มองวันไหนก็เห็นยันต์เกราะเพชรสว่างใสอยู่ในท้อง ไปไหนก็ไปตัวเปล่า ลุยกระจาย จนกระทั่งหลวงพ่อท่านบอกไม่ให้ประมาท พกพระเอาไว้บ้าง
              หลวงพ่อท่านเมตตาบอกว่า “ถ้าแกไม่เผลอ กำลังใจทรงตัวอยู่ก็รอด แต่ถ้าวันไหนเผลอแกจะโดน ยันต์เกราะเพชรไม่ได้กันไสยศาสตร์ไม่ให้ทำอันตรายอย่างสิ้นเชิง ถ้าวาระกรรมหนักมา จะกันไม่ให้ตายจากไสยศาสตร์เท่านั้น ต้องโดนบ้างเหมือนกัน”
              ท่านเปรียบว่าเหมือนกับคนเขาก่อกองไฟใหญ่เอาไว้ มีวัสดุมากั้นระหว่างเรากับกองไฟ วัสดุนั้นคือยันต์เกราะเพชร ถ้ากองไฟนั้นใหญ่มาก ความร้อนก็ยังผ่านวัสดุมาถึงเราได้ แต่ว่าเปลวไฟไม่สามารถที่จะทำอันตราายเราได้ ดังนั้น...วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ ภาวนาไว้ทั้งวัน...!”
*************************

              “ใครเคยดูวีดีโอคลิปเรื่องของน้องกัน (ทรงเสถียร ท้าวทัญ)บ้าง ที่เขาป่วยไม่สามารถเดินไปไหนได้ แม่ต้องอุ้มไปวัด น้องกันมักจะนอนฟังเสียงธรรมะ
              แกบอกว่า ที่อยากให้แม่พามาวัดเพื่อจะได้พบพระรัตนตรัย มาวัดแล้วได้ไหวะพระพุทธรูป ได้ฟังพระเทศน์ ได้เห็นพระสงฆ์ ครบพระรัตนตรัยพอดี นั่นเด็กพูดนะ...พูดจารู้เรื่องเป็นผู้ใหญ่มาก
              คนถามว่าอิจฉาน้องกี้ไหม ? พราะว่าน้องวิ่งเล่นได้ ไปเล่นกับเพื่อน ๆ ได้
              น้องกันตอบว่า แรก ๆ ก็เป็น แต่พอฟังธรรมแล้วเข้าใจว่า คนเราสร้างกรรมาไม่เหมือนกัน เราทำกรรมหนักมาก็ต้องรับกรรมอย่างนี้ไป ถ้าเกิดใหม่ก็ไม่อยากจะเป็นอย่างนี้อีก
              เขาถามว่า เกิดใหม่อยากเป็นอะไร น้องเขาตอบว่า เกิดใหม่อยากจะเป็นพระพุทธเจ้า ตั้งเป้าไว้สูงมากเลย...!”
*************************

              “ถ้าเราอ้วน สิ่งที่จะเสียเร็วที่สุดคือหัวเข่า เพราะฉะนั้น...ใครไม่อยากใช้ไม้เท้าตั้งแต่สาว ๆ ให้รีบลดน้ำหนัก รู้ไหมว่ามียาลดความอ้วนราคาแค่ไม่กี่สตางค์เอง ก็คือไปซื้อพลาสเตอร์มาปิดปาก ถ้ายังไม่ถึงมื้ออย่างไรก็ไม่กิน รับรองไม่กี่วันก็เห็นผล
              ถ้าจะลดความอ้วนนี่อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด จะต้องกินให้เต็มที่ มื้อกลางวันลดลงครึ่งหนึ่ง มื้อเย็นไม่กินเลยก็ได้
              ตอนอาตมาถือศีล ๘ ใหม่ ๆ เดือนเดียวน้ำหนักหายไป ๙ กิโลกรัมครึ่ง นั่นลดแค่มื้อเย็นนะ ส่วนใหญ่พวกเราไปกินหนักมื้อเย็น มื้อเช้าเรากินได้ใช้พลังงานไปถึงกลางวัน มื้อกลางวันเรากินได้ใช้พลังงานไปถึงเย็น มื้อเย็นเรากินแล้วร่างกายเก็บไว้ ไม่ได้ใช้ ทำให้บางคนทำอย่างไรก็อ้วน เพราะไปกินหนักที่มื้อเย็น
              ส่วนบางคนสงสัยว่ากินแต่นมทำไมถึงอ้วน เพราะนมมีพวกไขมันเยอะ เนยที่เป็นไขมันเข้มข้นก็ทำมาจากขนม”
*************************

              “คนที่อยู่ในท่าเดียวเป็นชั่วโมงจะรู้สึกเมื่อย ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อแก้อาการทุกขเวทนา เรียกว่า อริยาบถปิดบังทุกข์
              เมื่อครู่ที่บอกไปว่า สันติปิดบังอนิจจัง เซลล์เก่าตาย เซลล์ใหม่เกิดต่อเนื่องไปเรื่อย
              การต่อเนื่องเขาเรียกว่า สันตติ
              การเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ทำให้คนไม่เห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยง
              ส่วนอริยาบถปิดบังความทุกข์ คือเราเมื่อย เราก็ขยับเดิน ยืน นั่ง นอน แต่ถ้าอยู่ท่าเดียวตลอดก็ไม่ไหว
              สมัยอาตมาเป็นทหาร มีครูฝึกคนหนึ่งคือ จ.ส.อ.สัจจะ ฤทธิ์ขจร เป็นครูฝึกที่ไม่แตะต้องตัวทหารเลย ครูบอกว่า “กูเป็สุภาพบุรุษ กูไม่ทำร้ายร่างกายพวกมึงหรอก..” แต่จ่าสัจจะเวลาสั่งลงโทษทหาร แค่สั่งว่า “มึงไปกอดเสาไฟอยู่ตรงนั้น จนกว่ากูจะบอกให้เลิก”
              ลองคิดดู ไปยืนกอดเสาไฟนิ่ง ๆ ชั่วโมงหนึ่งแทบจะตายเสียให้ได้ เพราะฉะนั้น...จ่าสัจจะเป็นสุภาพบุรุษ แต่ทหารกลัวฉิบหายเลย คราวนี้เห็นหรือยังว่า ถ้าไม่ได้เปลี่ยนอริยาบถนี่เราจะทุกข์ขนาดไหน ยืนกอดเสาไฟนิ่ง ๆ เท่านั้น พอเลิกก็ระบมไปทั้งตัวเลย
              ฆนะปิดบังอนัตตา
              ฆนะ คือ ความจับกันเป็นแท่ง เป็ก้อน ฆนะปิดบัง จึงไม่เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างประกอบขึ้นมาจากส่วนเล็ก ๆ ทั้งหมด
              เหมือนกับกำแพง เราเห็นว่าเป็นกำแพง แต่ถ้าเราถอดออกมาจริง ๆ ก็เป็นอิฐทีละก้อน ๆ มาประกอบกัน ถ้าถอดเป็นอิฐทีละก้อนก็จะเป็นอนัตตา ไม่เป็นตัวตนของกำแพง แต่คราวนี้พอรวมกันเข้าไปเป็นก้อนเป็นแท่ง เป็นแผ่น เป็นผืน ก็เลยปิดบังสภาพอนัตตาไว้ได้ คือบังความไม่มีตัวตน
              เหมือนกับร่างกายของเราที่ประกอบไปด้วยอวัยวะภายใน อวัยวะภายนอก เป็นอาการ ๓๒ ปิดบัง ทำให้เราเห็นว่าเป็นเรา เป็นของเรา แต่ถ้าเราแยกออกเป็นชิ้น ๆ ก็หมดเลย ถ้าเราเห็นว่าสาวคนนี้สวยจังเลย หนุ่มคนนี้หล่อจังเลย ลองถอดออกมาเป็นช้ิน ๆ ดูสิว่าสวยตรงไหน ? หล่อตรงไหน ?
              ถอดเอาจมูกออกมาวาง เอาตาออกมาวาง เอาหูออกมาวาง แต่ละอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่ทำไมพอถอดเป็นช้ิน ๆ แล้วกลับดูไม่ได้เลย พอประกอบกันเข้าไป กลับปิดบังอนัตตาไปแล้ว กลายเป็นตัวเป็นตนไปแล้ว เพราะฉะนั้น...ต้องใช้ปัญญามากพอสมควร ถึงจะถอดประกอบออกมาได้
              อย่างที่สมัยก่อนอาตมาสอนพวกเราให้ถอดเป็นช้ิน ๆ ระยะหลังที่ไม่สอน เพราะปล่อยให้ใช้ความพยายามกันเองบ้าง สอนมาเยอะแล้ว ลองปล่อยให้ไปหากินเองบ้าง”
*************************

      ถาม :  คนศาสนาอื่นที่มาฝึกมโนมยิทธิ แล้วต้องจับภาพพระ จะถือว่าเขาผิดหลักศาสนาของเขาไหมครับ ?
      ตอบ :  คนศาสนาอื่นมาฝึกมโนมยิทธิแล้วใช้การจับภาพพระ ถือว่าผิดหลักศาสนาของเขา แต่ถูกวิธีของเรา อยู่ที่ว่าเขาจะทำอีกไหม ? ถ้าคิดว่าผิดหลักศาสนาของเขา ก็ผิดตั้งแต่เขามีฝึกแล้ว
*************************

      ถาม :  เงินที่เราหยอดกระปุกทำบุญทุกวัน ตั้งเจตนาทำบุญชำระหนี้สงฆ์ แต่เป็นเหรียญ แล้วเราแลกเป็นธนบัตร แบบนี้ไม่เกิดโทษกับเราใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  ไม่เกิดโทษ สะดวกดีด้วย พระท่านก็ไม่ต้องแบกหนักมาก
      ถาม :  ตั้งเจตนาชำระหนี้สงฆ์ ถ้าหากว่าเราตายไปก่อน ยังมีอานิสงส์ไหมครับ ?
      ตอบ :  มีอานิสงส์ตั้งแต่ตั้งเจตนาแล้ว
      ถาม :  ถ้าคนอื่นเอาไปครับ ?
      ตอบ :  เขาก็ติดหนี้สงฆ์ ความซวยเป็นของเขา เพราะฉะนั้น...เราก็เขียนติดป้ายไว้ว่าชำระหนี้สงฆ์ จะได้ช่วยเตือนสติเขาหน่อย
      ถาม :  ถ้าเป็นเงินเหรียญที่คนอื่นทำบุญชำระหนี้สงฆ์มา เขาตั้งเจตนาชำระหนี้สงฆ์ เห็นว่าเหรียญเยอะ เราแลกเป็นธนบัตรมาทำบุญแทนได้ไหมครับ ?
      ตอบ :  ได้…แลกเป็นธนบัตรมาก็ใช้ได้ ถือว่าทำบุญแบบคนฉลาด อานิสงส์นี้ต่อไปเวลาได้อะไรก็จะได้แบบสบาย ๆ
*************************

              “อาตมาจะจารวัตถุมงคลแจกพวกที่ไปนราธวาส จะได้รู้ว่าเหนียวจริงหรือเปล่า ? ปกติแล้ววัตถุมงคลทางสายหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านห้ามเหนียว
              หลวงพ่อท่านบอกว่า ลูกศิษย์ท่านส่วนใหญ่มาทางสายพุทธภูมิ พวกนี้มาแรงเป็นปกติ ถ้าหากว่าเหนียวเดี๋ยวจะไม่มีใครเอาอยู่ ท่านก็เลยห้ามทำวัตถุมงคลที่เหนียว ถ้าจะทำวัตถุมงคลที่เหนียว ให้เว้นข้อมือกับข้อเท้าไว้ เพื่อให้มีจุดอ่อน
              แต่จริง ๆ แล้ววัตถุมงคลที่เหนียวจะเสกง่ายกว่า วัตถุมงคลที่เสกยากก็คือ ทางด้านเมตตา ทางด้านลาภ อาตมานี่เล่นของยากมาตลอด แต่คนเขาคิดว่าง่าย
              วัตถุมงคลทางด้านเมตตามหานิยม ต้องออกจากใจคนเสกจริง ๆ ถ้าคนเสกไม่มีเมตตาจริง ๆ ทำขึ้นไม่เต็มที่หรอก
              ส่วนวัตถุมงคลทางด้านลาภผลนั้น คนเสกต้องมีพื้นฐานของทานบารมีมาแต่อดีต ไม่อย่างนั้นเท่ากับตัดของตัวเองให้เขาหมด เดี๋ยวตัวเองได้จนตายชัก...!
              แต่อาตมาชอบพวกแคล้วคลาดมากกว่า โดยเฉพาะพวกแคล้วคลาดปืน แค้วคลาดระเบิด เสียงดัง ๆ อร่อยหูดี ถึงเวลาพวกเราก็เฮพร้อม ๆ กันบอกว่า “เอาอีก ๆ” พวกวางระเบิดคงยืนเกาหัวว่า ไอ้พวกนี้บ้าหรือเปล่า ?
              สมัยก่อนทหารออกรบ ๑ กองร้อย พระไปอย่างน้อยประมาณ ๑ กองพล มากกว่าประมาณ ๑๐ เท่า พวกเราลงได้ไปกัน ๘๐ คน พระน่าจะไปประมาณ ๘๐๐ องค์ นี่ถือว่าเกินโควตามากแล้ว
              สมัยที่ท่านพ่อขุนแผนตีเชียงใหม่ ไปกันแค่ ๓๗ คนเอง มีขุนแผน มีพลายงาม และเพื่อนนักโทษอีก ๓๕ คน ตีเชียงใหม่ซะเละเป็นโจ๊กเลย”
*************************

      ถาม :  เมื่อวานมีคนโทรมาถามเรื่องการปฏิบัติ สักพักก็ตัวสั่น เหมือนกับมีกำลังส่งมา หลังจากนั้นแล้วคนนั้นก็โทรมา คนนี้ก็โทรมา ก็สั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่อย่างนั้นค่ะ ?
      ตอบ :  บอกท่านว่าไม่ต้องเข้า แค่ช่วยเฉย ๆ ก็พอ ถ้าหากว่าขืนเข้า เดี๋ยวหนูจะอาละวาดด่าไม่หยุด...!
      ถาม :  เป็นอย่างนี้บางครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง ?
      ตอบ :  บางคนอาจจะเนื่องกับท่านมา ท่านก็ส่งกำลังมาช่วย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตอบคำถามไม่ถูกใจคนถาม แต่ขอโทษเถอะ...ถ้าตอบคำถามถูกใจเดี๋ยวเขาก็มากวนเราเรื่อย
      ถาม :  บางทีรู้ว่าต้องตอบอย่างนี้ แต่ก็พลิกไปใช้อีกคำพูดหนึ่งให้เหมาะกับคน ๆ นี้ ?
      ตอบ :  ระวังไว้...เดี๋ยวจะเดือดร้อนขึ้นมา คนเราถ้าเขาหมายมั่นปั้นมือว่าคุณคือที่พึ่งแล้ว เขาจะเกาะหนับเป็นตุ๊กแกเลย
              ถ้าตอนนั้นเรามีวัตถุมงคลกี่ชิ้นฉวยขึ้นมาเลย ถือโอกาสปลุกไปในตัว อยากส่งกำลังมาดีนัก ดูดให้หมด...!
      ถาม :  ค้างอยู่นานหลายชั่วโมงเลยค่ะ ?
      ตอบ :  ก็ดีอยู่นะ...ตอนนั้นกิเลสกินเราไม่ได้ แต่ว่าทำให้หัวใจเราเต้นผิดจังหวะ เราจะเหนื่อย อาตมาถึงได้ไม่เอาเลย ถ้าจะมาก็มาปกติ อย่าทำให้ผิดปกติเดี๋ยวตูตายเร็ว ไม่ได้กลัวตายหรอก แต่เหนื่อยเลยไม่เอา
      ถาม :  ถ้าท่านส่งกำลังมาอีก แล้วเราไม่ต้องการรับ จะปฏิเสธอย่างไร ?
      ตอบ :  ก็ไม่รับแค่นั้นเอง เอาแค่เฉพาะการใช้งานของพระศาสนา นอกเหนือจากนั้นไมเ่อา ไม่อย่างนั้นนาน ๆ ไปจะกลายเป็นร่างทรง
      ถาม :  บางทีเป็นนานแล้วเหนื่อย ?
      ตอบ :  ที่วัดท่าขนุนห้ามทรง ถ้าไปทรงสั่นแหง็ก ๆ ที่นั่น จะรู้ว่าเจ้าอาวาสมือหนักแค่ไหน ผัวะเดียวร่วงมาเยอะแล้ว...!
      ถาม :  ถ้าปฏิเสธแล้วเขายังไม่ไป ?
      ตอบ :  บอกท่านว่าถ้าอยากจะใช้อย่ามาแรง ถ้ามาแรงแล้วทางวัดเขาไม่รับนี่เราดันจะมาขลังเอาตอนนี้
*************************

              “ตะกรุดมหาสะท้อนนี่ห้ามเด็กใช้ ถ้าเราเผลอไปตีดเด็กแล้วเราจะโดนซะเอง ตะกรุดมหาสะท้อนไม่ได้คืนเท่าเดียวนะ คืนไปหลายเท่า ...!
              แล้วอีกอย่างก็คือ อย่าเผลอเข้าไปในที่ ๆ คนหรือสัตว์ที่จะคลอด เพราะว่าจะทำให้เขาคลอดไม่ออก
              ช่วงที่ผ่านมาหมาวัดกำลังจะคลอด แล้วดันไปติดใจหลังกุฏิของพระรูปหนึ่งในวัด ก็คือ ท่านคอม (พระพิทยา ติกฺขญาโณ) ก็เลยไปทำรังเตรียมจะคลอด ปรากฎว่าร้องครางอยู่เป็นวันเลย คลอดไม่ได้สักที
              จนท่านคอมนึกได้ว่า หัวนอนท่านเก็บตะกรุดมหาสะท้อนไว้ ๗ - ๘ ดอก และหมาก็อยู่ตรงนั้นพอดี ท่านคิดว่าต้องเป็นสาเหตุนี้แน่ จึงรีบคว้าตะกรุดแล้วออกมาข้างนอก พอแม่หมายืนขึ้น ลูกก็หล่นออกมา ๕ ตัว เพราะอั้นมาเป็นวัน...!
              ท่านคอมบอกว่าใจหายวาบเลย ถ้าหากว่ารู้ช้านี่แม่หมาอาจจะตาย ท่านบอกว่าท่านไม่ได้เข้าไป แต่แม่หมาเข้ามาเอง
              เพราะฉะนั้น...ตะกรุดมหาสะท้อนถ้าใช้ผิดก็อันตรายมาก แล้วอาตมาก็เขลาไปหน่อย สร้างพระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้าน ดันใส่ตะกรุดมหาสะท้อนลงไปด้วย ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าพกพระรุ่นนั้นไว้ ก็อาจจะคลอดไม่ได้ไปด้วย ไม่ได้เจตนา คิดแต่ว่าจะใส่ชนวนสำคัญเลยลืมไป”
*************************

              “เมื่อครู่นี้นั่งทำงานอยู่ข้างบน ก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เรื่องที่มีชาวตะวันตกหลายรายบอกว่า การทำความดีตามหลักพระศาสนาก็เพื่อความสุข แต่ทำไมพระพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทุกข์ ?
              แสดงว่าฝรั่งเขาไม่เข้าใจว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นความสุขนั้น จริง ๆ แล้วก็คือความทุกข์ที่น้อยลงเท่านั้น
              ความจริงแล้วเรื่องของทุกข์ไม่มีใครอยากได้ก็เลยพลอยผลักไสปฏิเสธไปด้วย แต่ว่าหลักของพระพุทธศาสนานั้นเป็นการย้อนทวนกระแส
              ความสุขทำให้คนหลงยึดติดได้ง่าย เพราะเห็นว่าสุข จึงรับเอาไว้ด้วยความยินดี หารู้ไม่ว่ามีโทษยิ่งกว่าความทุกข์อีก โดยเฉพาะบุคคลถ้าหวังควาหลุดพ้น ไม่ว่าจะติดสุขหรือว่าติดทุกข์ก็ไปรอดทั้งคู่
              ในเรื่องของความทุกข์นั้น ความจริงแล้วเป็นของที่มีค่ามหาศาล พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมาอย่างน้อย ๔ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เกิดจนนับชาติไม่ถ้วน ถ้าเราคำนวณว่า แต่ละชาติใช้ทรัพยากรไปเป็นจำนวนเงินเท่าไร บอกลบคูณหารออกแล้ว รับรองว่าจะได้ตัวเลขมหัศจรรย์ที่อ่านออกมาไม่ได้เพราะมหาศาลจริง ๆ
              ทั้งหมดที่พระองค์ท่านเวียนว่ายอยู่ในวัฎสงสาร ใช้ทรัพยากรไปจนประมาณเป็นตัวเลขไม่ได้ ก็เพื่อตรัสรู้ในเรื่องของความทุกข์นี่เอง เพื่อการรู้เห็นทุกข์อย่างชัดแจ้ง รู้ว่าทุกข์เกิดจากสาเหตุอะไร แล้วสามารถที่จะออกจากทุกข์อย่างไร
              ในเมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าความทุกข์นั้นมีค่ามหาศาลที่ประมาณเป็นตัวเลขไม่ได้ เงินทองตลอดชีวิตที่เราทำมาได้ก็ไม่พอซื้อ
              แต่ก็เป็นเรื่องแลกที่ว่า พอทุกข์อยู่ตรงหน้าแล้ว พวกเราดันเผ่นหนีกัน แล้วเมื่อเราจะรู้เสียทีว่าความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้ก็จะไม่เบื่อ ไม่เข็ด ไม่กลัว ก็ต้องทนอยู่กับทุกข์ต่อไป
              แต่หากว่ารู้แล้ว ถ้าเรามีสติ สมาธิ ปัญญาเพียงพอ ก็จะเกิดอาการเบื่อ อาการเข็ด อาการกลัว แล้วก็เร่งหาทางพ้นจากความทุกข์
              ดังนั้น...ที่ฝรั่งเขาถามว่า หลักการของพระศาสนาต่าง ๆ เขาปฏิบัติเพื่อความสุข แต่ทำไมศาสนาพุทธพูดถึงแต่ทุกข์ทั้งนั้น ก็เพราะว่าความสุขที่ฝรั่งว่านั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นโลกียสุข เป็นความสุขที่เนื่องด้วยโลกียะ ไม่ใช่ความสุขที่เป็นโลกุตระ คือหลุดพ้นออกจากกองทุกข์ทั้งปวง
              ความสุขของโลกียะนั้นไม่ยั่งยืน พอขาดตัวกระตุ้น ขาดตัวหนุนเสริม ความสุขนั้นก็หายไป
              แต่ความสุขที่เป็นโลกุตรสุขนั้น เมื่อเข้าถึงแล้วคงตัวอยู่ไม่ไปไหน สิ่งที่เราวิ่งหากันอยู่ทุกวัน คือความสุขในการหลุดพ้น

              แต่จะเข้าถึงความสุขในการหลุดพ้นได้ เราต้องย้อนทวนความทุกข์ไปก่อน ก้าวทะลุกำแพงทุกข์เมือ่ไร ก็แปลว่าพบความสุขที่ยั่งยืนและแท้จริง”
*************************

              “อาตมาไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา อะไรที่ยากลำบากนี่จะวิ่งไล่เลย ถือเป็นความมันในชีวิต คิดไม่เหมือนชาวบ้านเขา คิดว่าเราสร้างบารมีมาจนป่านนี้แล้ว ถ้าทำอะไรง่าย ๆ แล้วเสียศักดิ์ศรี
              เพราะฉะนั้น...อะไรที่ยากเท่าไรก็มันเท่านั้น ใครจะเลียนแบบก็ได้นะ แต่ต้องอึดพอ ถ้าหน้าไม่ด้านพอ เผ่นไปตั้งแต่แรกแล้ว..!
              มีดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าเรากระโดดเข้าหาความทุกข์ เราก็จะไม่ต้องโดนบังคับให้ทุกข์ ตรงนี้เคยพูดหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่คาดว่าญาติโยมทั้งหลายจะลืมไป
              บุคคลที่ตั้งใจจะไปพระนิพพาน ต้องเห็นทุกข์อย่างชัดแจ้ง เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เข็ดกลัว แล้วหาทางหลีกหนีให้พ้นจากความทุกข์นั้น ถ้าตราบใดที่ไม่เห็นความทุกข์อย่างชัดแจ้ง ก็จะหลุดพ้นไม่ได้
              แล้วพวกเราก็อธิษฐานกัน ขอถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ ไม่พูความทุกข์สักที แล้วเมื่อไรจะถึงพระนิพพาน
              พวกเราส่วนใหญ่ลงมาก่อนเวลา ในเมื่อลงมาก่อนเวลา ก็ต้องไปขออนุญาตเทวดาชั้นผู้ใหญ่ ให้ท่านช่วยรับรองให้ เทวดาที่ท่านรับรองให้ก็ต้องเป็นเจ้านายใหญ่ ก็คือท่านปู่พระอินทร์ แล้วก็รวมท่านย่าไปด้วย
              ท่านย่าเคยบอกว่า ถ้าใครไม่ยอมพิจารณาให้เห็นทุกข์ แล้วอยากจะไปพระนิพพาน ก็จะต้องโดนบังคับให้ทุกข์ เพราะฉะนั้น...ใครที่รู้สึกว่าชีวิตกูลำบากฉิบหายเลย ถ้าอยากจะสบายข้นให้รีบพิจารณาทุกข์ให้ชัดเจน ท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาบังคับ
              ลองนึกดูว่าถ้าเราเลี้ยงวัว วัวตัวไหนที่น่ารัก เดินอยู่ในทาง จะไปโดนดีโดนเฆี่ยนได้อย่างไร ?
              ส่วนประเภทที่แวะเกะกะข้างทางไม่พอ แล้วยังไปกินข้าวชาวบ้านเขาอีก ก็ต้องโดนไม้ คราวนี้พอเจ็บ พอลำบากขึ้นมาก็โวยวาย หารู้ไม่ว่าตัวเองไม่ยอมเดินไปดี ๆ เอง
              ฉะนั้น...รีบกลับไปพิจารณาเห็นทุกข์ให้ชัด จะได้ไม่ต้องถูกบังคับให้ทุกข์ วิธีบังคับให้ทุกข์ที่อาตมาเห็นมาส่วนใหญ่จะเป็นโรคมะเร็ง เจ็บปวดสาหัสดีนักแล อยากหายจากโรคมะเร็ง ให้รีบพิจารณาทุกข์ให้ชัด
              แต่อาตมาไม่ยืนยันว่าจะหายจากโรคมะเร็ง เพียงแต่บอกให้รู้ว่า ถ้าตั้งใจไปพระนิพพาน ต้องเห็นทุกข์จนเบื่อร่างกายนี้ก่อน
              อาตมาวิ่งใส่งานทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่างวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วิ่งรถ ๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ออกตีสามกลับาถึงที่นี่เที่ยงคืน แล้วต้องมารับสังฆทานต่อ
              ยอมเหนื่อยเพราะรู้ว่า แค่นี้ตัวเองยังรับได้ พอทนได้กับความเหนื่อยแค่นี้ แต่ถ้าให้เขามาเองนี่ ไม่รู้ว่าเขาจะมาหนักเบาเท่าไร เพราะฉะนั้น..วิ่งใส่งานดีกว่า ดีกว่าให้ความทุกข์เข้ามาบังคับเราเอง สรุปแล้วเมื่อครู่ขึ้นไปนั่งทำงาน เลยคิดอะไรได้ตั้งเยอะแยะ”
              “คุณล่อร่าที่เขียนหนังสือเรื่อง บ้านเล็กในป่าใหญ่ ในช่วงก่อนนั้นเขาเขียนเรียงความเพื่อที่จะสอบบรรจุครู ได้รับหัวข้อว่าความมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่บอกด้วยว่าให้เขียนในทางด้านดีหรือเลว ตั้งหัวข้อมาเฉย ๆ
              ลอร่าเขาเขียนว่า ความมักใหญ่ใฝ่สูงเป็นผู้ตามที่ดี แต่เป็นผู้นำที่เลว เพราะฉะนั้น...ถ้ามีความมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องควบคุมเอาไว้ให้เป็นผู้ตามจะได้สนับสนุนให้เรากระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่ถ้าเป็นผู้นำเมื่อไรก็พาเละเมื่อนั้น
              พวกประเภทอยากดี อยากเด่น อากดัง บางทีก็เห็นหลายคนที่ทำลักษณะอย่างนั้น เห็นแล้วก็สลดใจ บางท่านที่เราอยู่ในฐานะที่ตักเตือนได้ก็ตักเตือน แต่บางท่านเขาก็มองคนละแง่ พอตักเตือนไปเขาก็บอกว่า “อ้าว..ก็อาจารย์มีครบแล้วก็พูดได้สิ ผมยังไม่มีก็ต้องดิ้นรนหามา” ถ้าประเภทนี้เหนื่อย เป็นผู้มากด้วยบทบาท โปรดได้ยาก...!
              จะว่าไปแล้วความมักใหญ่ใฝ่สูง ความทะเยอทะยานทั้งหลายเหล่านี้ เกิดจาก “ตัวกู ของกู” ก็คือสักกายทิฐิบกอติมานะ ต้องการให้คนเห็นความสำคัญของเรา ต้องการให้คนยกย่องเรา ต้องการให้เขาสรรเสริญเยินยอเรา เป็นต้น
              ถ้าสิ่งเหล่านี้นำหน้าเมื่อไร ก็จะเป็นอย่างที่คุณลอร่าบอกไว้ ก็คือเป็นผู้นำที่เลว มีแต่จะพาเราไปทางเสียอย่างเดียว แต่ว่าจะเป็นผู้ตามที่ดี ถ้าเราควบคุมเอาไว้ได้ ก็คือทำอย่างไรให้เป็นไปโดยถูกต้องตามศีลตามธรรม
*************************