​​​ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๘๗

 

              “กาลเวลาผ่านไป ชื่อบ้านนามเมืองเพี้ยนไปหมด เช่น
              โคกอีหอม กลายเป็น ดอนยายหอม
              คลองไอ้โส
กลายเป็น คลองตาโส
              ถือว่ายังพอรับได้ เพราะอยู่ไปนาน ๆ แล้วคนแก่ขึ้น จากอีหอมก็กลายเป็นยายหอม จากไอ้โสก็กลายเป็นตาโส
              แต่ประเภทเพี้ยนแล้วเสียความนี่เสียหายหลายแสนเลยนะ ตั้งแต่ สำเพ็ง แล้ว จริง ๆ คือ สามแพร่ง คราวนี้คนจีนออกเสียงไม่ชัด เขาเรียกได้แค่ ซำเพ่ง คนไทยก็ไปเรียกสำเพ็งตามเขา
              ทุ่งวัวลำพอง กลายเป็น หัวลำโพง ก็เพราะพวกคนจีนเรียก แล้วคนไทยก็ไปเรียกหัวลำโพงตามเขา ก็เลยไปกันใหญ่เลย
              กาญจนบุรีมี ห้วยกะบก คนจีนเรียกไม่ชัด กลายเป็น ห้วยกระบอก คนไทยก็เพี้ยนตามไป เรียกห้วยกระบอกมาจนทุกวันนี้
              หรือ สามแสน กลายเป็น สามเสน
              ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
              ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
              จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง
              เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
              นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน
              แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ”
*************************

      ถาม :  คำว่า “นิมิตร” ที่มี ร.เรือ ความหมายเป็นอย่างไรคะ ?
      ตอบ :  “นิมิตร” นี่จริง ๆ เขียนตามแบบสันสกฤต หรือไม่ก็ตามลิ้นคนไทย แต่คราวนี้เขาไปเน้นทางบาลี จึงเขียนเป็น “นิมิต” มาจากคำว่า “นิมิตตํ” ของบาลี
              ไทยเราก็เลยเหลือ ต.เต่าตัวเดียว เพราะว่า ๒ ตัวเมื่อไร เขาจะตัดออกตัวหนึ่ง
              อาตมาเคยไปนั่งเถียงกับพวกราชบัณฑิตยสถาน เขายืนยันว่าจะทำให้เป็นภาษาไทยแท้ ๆ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่าไม่มีภาษาไหนหรอกที่เป็นภาษาของตัวเอง จะต้องมีภาษาอื่นแทรกอยู่เสมอ อย่างเช่นคำว่า “วิบูลย์” เขาตัดเป็น “วิบูล” ล.ลิง เฉย ๆ ก็เลยมีคำศัพท์อุบาทว์ ๆ เยอะแยะไปหมด
              สมัยก่อนนี้ “อินทรีย์” มี ย.การันต์ เพราะอินทรีย์ในภาษาบาลีก็คือใหญ่ ความเป็นใหญ่ นกอินทรีย์ก็คือนกใหญ่ ไป ๆ มา ๆ เขาตัด “ย์” ออกไปเสียนี่ คงกลัวไม่มีงานทำกระมัง ?
*************************

              “น้ำท่วมทำให้เห็นส่วนที่งดงาม คือ น้ำใจของผู้คนที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน
              แล้วก็เห็นส่วนที่อัปลักษณ์ น่ารังเกียจมาก ๆ คือ ความประพฤติของคนที่กำลังใจต่ำ
              พวกเราแจกน้ำที่บ้านวิริยบารมี บางบ้านลูกเล็กเด็กแดงมีอยู่สิบกว่าคน ขนมากันทุกคนเลย ส่วนท่านที่เห็นแก่คนอื่นมากกว่าก็มารับคนเดีย วรับน้ำหนึ่งโหลได้ก็ไป
              ตอนแรกบอกว่าใครมีภาชนะอะไรเอามารับน้ำได้ ก็มีแค่ไม่กี่คน แต่พอน้ำที่จัดเป็นชุด ๆ หมดเข้า คราวนี้หม้อ ไห ถุงพลาสติกอะไร ก็เอามาขนน้ำกันหมด บางคนเอาถังร้อยลิตรมาเลย พูดง่าย ๆ ว่า เขาขอคนเดียวหมด อีก ๑๐ คนไม่ได้ แต่ก็ไม่ว่า มีปัญญามาก็แจกให้
              เราจะเห็นว่าการเสียสละไม่ใช่ของง่าย บุคคลที่ไม่ยอมเสียสละเลย กอบโกยเข้าหาตัวเองนั้นมีอยู่นับไม่ถ้วน
              บางคนสละได้เพียงเล็กน้อย บางคนสละได้ปานกาง บางคนสละได้มาก หลายคนสละได้แม้แต่ชีวิต ตามแต่ระดับกำลังใจที่ไม่เท่ากัน ก็ถือว่าเป็นโอกาสในการวัดบารมี ดูว่าเราเองทำไปถึงไหนแล้ว สละให้คนอื่นได้ไหม ?

              นี่เรายังไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่คับขันถึงขนาดเหลือน้ำขวดสุดท้าย หรือว่าข้าวจานสุดท้าย ถ้าหากว่าถึงขนาดนั้น แล้วจะรู้ว่าเราสละให้คนอื่นได้หรือไม่ ?”
*************************

      ถาม :  ทำไมเขาไม่นิยมปลูกต้นลั่นทมในบ้านครับ ?
      ตอบ :  ถ้าหากว่าเอาเหตุผทางไสยศาสตร์ ก็คือชื่อลั่นทมเขาว่าไม่ดี เขากลัวจะระทม
              แต่ถ้าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เขาบอกว่า น้ำมันหอมระเหยจากลั่นทมทำให้เซ็กส์เสื่อม นี่เขาทำวิจัยอย่างเป็นทางการเลย
              เขาบอกว่าที่ไปปลูกในวัดเพื่อไม่ให้พระเณรคึก เป็นความจริง ๑๐๐% เลยนะ เพราะต่างประเทศเขาทำวิจัยมาเรียบร้อยแล้ว ยืนยันผลว่าเป็นจริง
              ลั่นทมต่างประเทศเขาเรียก Plumeria เพราะฉะนั้น...จะเอาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ก็ไม่ควรอยู่ในบ้าน ยกเว้นแต่ว่ามีนโยบายจะคุมกำเนิด...!
*************************

              “เราลองนึกดูว่าโลกใบเท่าเดิม ส่วนทรัพยากรน้อยลงไปเรื่อย ๆ พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นที่อยู่อาศัยไปก็มาก แต่ปากที่ใช้กินมีแต่เพิ่มขึ้น ๆ เพราะฉะนั้น...ใครมีที่ดินให้พยายามรักษาเอาไว้ ปลูกของที่กินได้ไว้ก่อน
              สมัยที่อาตมาอบรมการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.๙ รองรับวิถีชีวิตคนไทยได้จริง ๆ เขาจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๑๐ ส่วน ก็คือ
              ๓ ส่วน ให้เป็นแหล่งน้ำ
              ๑ ส่วน ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
              อีก ๓ ส่วน ทำนาข้าว
              อีก ๓ ส่วน เป็นวนเกษตร จะมีพวกสมุนไพรและผักที่ปลูกแล้วได้กินเร็ว มีพืชล้มลุกฤดูกาลเดียว อย่างเช่น กล้วย มะละกอ แล้วก็พืชยืนต้น จำพวกผลไม้หรือไม้ใช้สอย
              ในส่วนของแหล่งน้ำก็ยังสามารถเลี้ยงปลาได้ ถ้าหากไม่ใช่แหล่งน้ำใช้ แต่เป็นแหล่งน้ำการเกษตรอย่างเดียว เขาจะมีเลี้ยงไก่บนบ่อปลาด้วย
              แล้วที่ขำก็คือ พออาตมาพาคนไปฝึกฝนดูงานเสร็จเรียบร้อย เขาก็ให้แต่ละกลุ่มไปสรุปบรรยายว่าตัวเองไปดูอะไรมา
              มีคนหนึ่งเขาบรรยายเสียเต็มปากเต็มคำว่า ไปดูการเลี้ยงปลาบนบ่อไก่...! เขาเลี้ยงไก่บนบ่อปลา แต่นี่ดันไปดูการเลี้ยงปลาบนบ่อไก่ น่าจะเก่งมาก...เลี้ยงปลาบนบ่อไก่ได้
              เพราะฉะนั้น...ถ้ามีพื้นที่ ให้พยายามทำเกษตรผสมผสานอย่างที่ในหลวง ร.๙ บอก แล้วจะอยู่ได้
              พวกพืชผักสามารถนำมากิน หรือขายได้ในระยะเวลาไม่นาน พวกกล้วยพวกมะละกอนี่พอได้อายุ ก็สามารถที่จะทยอยตัดขายไปได้เรื่อย ๆ รอจนกระทั่ง ๓ - ๕ ปี ไม้ผลก็จะเริ่มให้ผล หลังจากนั้นก็จะให้ผลทุกปี
              ในส่วนข้าว ถ้าปลูกข้าวเบาก็ ๔ เดือนเกี่ยวทีหนึ่ง ถ้าปลูกข้าวหนัก (นาปี) ก็ปีละครั้ง แต่เท่าที่ได้รับการตักเตือนมาก็คือ อย่าทำเกิน ๓๐ ไร่ เพราะว่าต้องใช้แรงงานมากกินไป
              ถ้าทำอย่างนี้ เกษตรกรก็จะมีรายได้ทุกวันจากพืชผักสมุนไพร มีรายได้ทุกเดือนจากกล้วย มะละกอ มะพร้าว มีรายได้ทุกปีจากข้าวและผลไม้ ทำให้พึ่งพาตัวเองได้”
*************************

              “ปีหน้าวันที่ ๒๘ มกราคม ตรงกับวันเสาร์ ๕ มีงานเป่ายันต์แน่ ๆ ส่วนวันที่ ๒๓ มิถุนายน กับ ๒๐ ตุลาคม ยังไม่มีคำสั่งมา
              เพราะฉะนั้น...ปีหน้างานแรกคือ ๒๘ มกราคม หลังจากนั้นแล้วต้องรอ แต่ถ้ามีงานเป่ายันต์หลายครั้งนี่น่าหวาดเสียว แสดงว่าสถานการณ์ของประเทศชาติแย่มาก ๆ
              ตอนนี้ หลวงปู่จี๋ ความจริงท่านชื่อจีหรือจี่ เขาเรียกหลวงปู่จี๋กันจนชิน ก็คือ พระมหาโพธวงศาจารย์ วัดพระพุทธบาทมิ่งเมือง จังหวัดแพร่ ได้มรณภาพแล้ว ท่านเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุด พระดีเมืองเหนือร่วงไปอีกหนึ่งท่านแล้ว
              ช่วงรอยต่ออากาศ ฝนต่อหนาว หนาวต่อร้อน ร้อนต่อฝน ตอนช่วงอากาศเปลี่ยน คนแก่หรือคนป่วยที่ทนไม่ไหวมักจะตาย ให้สังเกตว่าคนมักจะตายช่วงอากาศเปลี่ยน
              ฉะนั้น...บ้านใครมีคนแก่อายุมาก หรือว่ามีคนป่วยอยู่ ดูแลให้ดี ๆ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอากาศ จะเป็นช่วงที่สภาพร่างกายของคนป่วยหรือคนแก่อ่อนแอ รับไม่ไหว แล้วจะไปเลย”
*************************

      ถาม :  ผมสวดคาถาเงินล้านเป็นประจำ แต่ถ้าวันไหนมีเวลา แล้วสวดคาถาเงินล้านเกิน ๑๐๘ จบ ถึง ๓๒๐ จบขึ้นไป มักจะได้ไปงานหล่อพระโดยบังเอิญ ?
      ตอบ :  ถือว่าบังเอิญ ยกเว้นว่าเป็นแบบนั้นทุกครั้ง แสดงว่าส่งผลให้ในด้านนั้นจริง ๆ
      ถาม :  เป็นทุกครั้งเลยครับ ได้ไปงานหล่อพระประธานตลอด ?
      ตอบ :  ไปลองใหม่ เอาให้แน่นอนไปเลย ประเภททำ ๑๐ ครั้ง แล้วได้ไปงานหล่อพระ ๑๐ ครั้ง ถ้าได้แบบนั้น ก็ควรจะทำบ่อย ๆ เอาให้แน่ใจเลย
      ถาม :  ผลของคาถาเงินล้านที่ได้ ก็ยอมรับไม่สงสัย แต่ได้ไปหล่อพระตลอดเลย ?
      ตอบ :  ถือว่าเป็นความบังเอิญในด้านดี เพราะว่าผลของคาถาเงินล้านจริง ๆ ก็คือให้ความคล่องตัวในทุกเรื่อง เราไปหล่อพระได้ก็ต้องมีเงินไปหล่อ นั่นก็แปลว่าดี มีลาภผลเข้ามาแน่นอน
*************************

      ถาม :  มีหนังสือของหลวงพ่อท่านหนึ่งบอกว่า เป่ายันต์เกราะเพชรแล้วก็เชือด ?
      ตอบ :  ไปลองดูได้...!
      ถาม :  ไม่แน่ใจว่ามีการเชือดด้วยหรือครับ ?
      ตอบ :  จำไว้ว่าใครที่ประกาศว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ปาน ถ้าหากว่าเกิดหลังปี ๒๔๘๑ ก็ไม่ใช่
              ฉะนั้น...เขาจะประกาศจะอะไรก็ช่างเขาเถอะ ให้รู้เอาไว้ว่าความจริงเป็นอย่างไร หลวงปู่มรณภาพปี ๒๔๘๑ ต่อให้อยู่ในท้องแม่ไปฝากเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ ก็ไม่ทันเรียนวิชาหรอก
              ส่วนใหญ่แล้วพอเขาบอกว่า เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ปาน เราก็ไปเชื่อกัน คนที่เกิดปี ๒๔๘๑ อายุปัจจุบันนี่ต้อง ๗๓ ปีแล้วนะ แล้วจะไปเรียนวิชาของหลวงปู่ได้อย่างไร เพราะเพิ่งจะเกิด...!
*************************

      ถาม :  ยันต์มหาสะท้อน ถ้ามีคนว่าจ้างมา แล้วคนที่ว่าจ้างโดนด้วยไหมครับ ?
      ตอบ :  ส่วนใหญ๋ไปซวยที่คนทำก่อน คนว่าจ้างกลายเป็นอันดับรองลงไป
      ถาม :  ก็โดนเหมือนกันใช่ไหมครับ ?
      ตอบ :  เหมือนกัน แต่ไม่หนักเท่าคนทำ เรามีหน้าที่ภาวนาไปเรื่อย ๆ อย่าไปคิดร้ายใคร
      ถาม :  เราไม่คิดร้ายครับ แต่มีญาติพี่น้อง ?
      ตอบ :  ใครทำก็โดนเอง เราไม่ได้ทำอะไรเขาหรอก เหมือนกับการขว้างลูกเทนนิสใส่ผนัง ยิ่งขว้างใส่แรง ก็ยิ่งกระเด้งกลับแรง
      ถาม :  เราจะเดินลอดอะไร ก็ไม่เป็นไรใช่ไหม ?
      ตอบ :  ลอดไปเถอะ เขาให้แขวนเอวด้วย
*************************

      ถาม :  ตอนนั่งสมาธิแล้วท่านไม่ได้นำ รู้สึกตัวเองไม่ค่อยเคร่งเท่าไร ?
      ตอบ :  คอยแต่จะให้ป้อนให้ แล้วเมื่อไรจะทำเป็นเสียทีล่ะ เอะอะก็จะให้นำตลอด ถ้าอยู่ ๆ อาตมาล้มหายตายจากไป ก็ไม่ต้องฝึกกันสิ
      ถาม :  ต้องเอารูปท่านมาตั้งข้าง ๆ แล้วนั่งดูเวลาปฏิบัติ ?
      ตอบ :  อ๋อ…ถ้าวันไหนมีเสียงด่ามาด้วย ก็จะใช่จริง ๆ...!
              สมัยก่อนเวลาอาตมาได้ต้นไม้ที่ออกจากเรือนเพาะชำ อาตมาก็จะให้นำ้ ให้ปุ๋ย ให้ฮอร์โมนไประยะหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งท้ายสุดก็ไม่ให้อะไรเลย อยากได้ปุ๋ยใช่ไหม ? ...อยู่ในห้องเก็บของ...อยากได้น้ำ ก็อยู่ในห้วย...ไปกินเอง ...นั่นต้นไม้นะ...!
              ถ้าเป็นคน มัวแต่รอให้นำการปฏิบัติแล้วถึงจะทำได้ดี โอกาสที่ได้ดีก็จะยาก เพราะฉะนั้น...ถ้าอาตมาไม่ได้นำ พวกเราก็ต้องไปเองเป็นบ้าง ไม่ใช่พอถึงเวลาแล้วหลวงพ่อไม่นำ หนูไปไม่เป็น จะสมน้ำหน้าให้เลย...!
              ถ้าหากว่าใครที่เคยอยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุงมาจะเห็นตรงนี้ชัดเจน ท่านปล่อยให้ลูก ๆ ขวนขวายกันเอง ดังนั้น...ใครรู้จักไขว่คว้า ก็จะได้อะไรมากกว่าคนอื่นเขา
              โดยเฉพาะอาตมา ไม่เคยไว้ใจว่าหลวงพ่อท่านจะมีอายุเกินวันนี้ เพราะว่าการป่วยของท่านหนักมาก คนที่ไม่รู้ก็จะไม่รุ้ว่าหนักขนาดไหน ถึงเวลาวันไหนฝนฟ้าผิดปกติ อาตมาจะลุกขึ้นนั่งกรรมฐานดู ว่าหลวงพ่อไปหรือยัง ...?
              ในเมื่อเป็นดังนั้น ทุกวันของอาตมาคือวันสุดท้ายที่มีค่าที่สุด จึงต้องกอบโกยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
              แต่อย่างพวกเรานี่ โอ๊ย...หลวงพ่ออายุยังน้อย เพิ่ง ๕๐ กว่าปีเอง ระวังไว้เถอะ...ตูออกไปรถเกิดอุบัติเหตุตาย จะอยู่ไม่ถึงอายุขัย...! เพราะว่าเคยสร้างกรรมเอาไว้มาก อุปฆาตกรรมจะมาตัดตอนไหนก็ไม่รู้ ?
*************************

              “นึกถึงประวัติพระสีวลี พระนางสุปปวาสา พระราชมารดาของพระสีวลีตั้งท้องอยู่ ๗ ปี กับ ๗ วัน ช่วงเวลา ๗ ปี นั้นคือช่วงระยะเวลาตั้งท้อง ส่วน ๗ วันนั้นปวดท้องจะคลอด
              พระนางสุปปวาสาท่านยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ปวดขนาดไหนก็ดำรงอยู่ในอนุสตินั้นว่า
              โอหนอ...พระพุทธเจ้าของเราเกิดมา เพื่อแนะนำให้เราพ้นทุกข์เห็นปานนี้หนอ คือความทุกข์จากการปวดท้องคลอดขนาดนี้นี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกให้รีบหนีไปให้พน
              โอหนอ...พระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติไปเพื่อนำเราพ้นจากความทุกข์เห็นปานนี้หนอ
              โอหนอ...พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า สั่งสอนเราเพื่อให้พ้นจากความทุกข์เห็นปานนี้หนอ
              ปวดท้องอยู่ได้ ๗ วัน ก็พิจารณาคุณพระรัตนตรัยอยู่ตอดเวลา พอครบ ๗ วัน ก็คลอดพระสีวลีออกมา ลูกชายอายุ ๗ ขวบกว่า เพราะอยู่ในท้องแม่มา ๗ ปี
              บุพกรรมของท่านก็คือ ในอดีตชาติหนึ่งท่านเป็นกษัตริย์ แล้วไปล้อมบ้านล้อมเมืองเขาเอาไว้ ล้อมอยู่ ๗ ปี ข้าศึกก็ยังไม่ยอมแพ้
              พระสีวลีท่านเป็นพระราชา พระนางสุปปวาสาท่านเป็นพระราชมารดา พอถามสถานการณ์เสร็จ คุณแม่บัญชาการเอง ให้ล้อมประตูเล็กไว้ด้วย เพราะล้อมแต่ประตูใหญ่ คนก็เข้าออกประตูเล็ก เอาน้ำเอาเสบียงเข้าไปได้ จึงไม่ยออมแพ้สักที
              คราวนี้ปิดประตูทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ฝ่ายตรงข้ามออกไม่ได้ หาอาหารกินไม่ได้ ๗ วันผ่านไปก็ยอมแพ้ ตกลงไปล้อมเขาอยู่ ๗ ปีกับ ๗ วันนี่เอง ที่ทำให้ต้องเดือดร้อนอยู่ ๗ ปี กับ ๗ วัน
              คราวนี้นึกถึงกรุงเทพฯ เพราะว่าปกติก็มีเส้นเพชรเกษมเข้าได้...ใช่ไหม ? น้ำก็จัดการล้อมเสีย ให้พวกเราหาทางเล็ดลอดเอาเอง
              ตอนนี้เขาปิดถนนบรมราชชนนี เพราะว่าถนนต่างระดับสิรินธรท่วม พุทธมณฑลสาย ๔ ท่วม สาย ๒ ท่วม ก็ยังเข้าออกทางเพชรเกษมได้ วันที่มาแจกน้ำที่นี่ก็เข้ามาทางเพชรเกษม
              แต่ปรากฎว่าวันที่จะมารับสังฆทาน แทบจะเข้าไม่ได้แล้ว ชั่วคืนเดียวเท่านั้นเอง น้ำขึ้นมา ๗๐ กว่าเซนติเมตร
              ฉะนั้น...เวลาไปล้อมบ้านล้อมเมืองเขา ก็เปิดทางให้เขาบ้างนะ ถึงเวลากรรมสนอง จะได้ไม่ลำบากมากนัก...!”
*************************

              “วันนี้ก็เพิ้งมีคนหนีน้ำ หอบหมาไปทองผาภูมิ แต่ที่วัดไม่เหมาะสมที่จะเอาหมาไป ถ้าเอาไปต้องขังไว้ต่างหาก ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยเมื่อไร จะโดนหมาวัดกัดตาย
              หมาที่วัดมีเป็นร้อยตัวเลย เวลาอาตมาตื่นขึ้นมา ตึ ๑ - ๒ เดินมาหมาไม่เห่าสักแอะ แต่คนอื่นขยับเดิน หมาเห่าสนั่นไปทั้งวัด แสดงว่าหมาจำคนได้จริง ๆ
              ภาพที่งดงามในสายตาของชาวต่างประเทศก็คือ คนไทยเราหนีน้ำถึงเข่าบ้าง ถึงเอวบ้าง ถึงคอบ้างแต่หอบหมาไปด้วย เป็นภาพที่พวกเขาชื่นชมกันมาก บางรายก็ใส่กะละมังลอยไป บางรายก็ใส่ถังน้ำแข็งแล้ว ก็สะพายลากไป ลอยตุ๊บป่อง ๆ มีอยู่รายหนึ่งเอาภรรยาใส่กะละมังลอยไป ถ้าเป็นอาตมาคงจะเผลอทำหลุดมือ ไม่รู้ว่ากะละมังอะไร น่าจะเป็นสระน้ำเด็กเล่น เพราะดูเหมือนกะละมังพลาสติก แต่ว่าใหญ่มาก ผู้ใหญ่นั่งนี่มิดหัวพอดี ดูแล้วเป็นพาหนะที่ใช้ได้เลย ส่วนคุณสามีก็มีหน้าที่เดินลุยน้ำเกือบถึงคอ คอยเข็นกะละมังไป
              รัฐบาลแนะนำว่าให้เก็บของมีค่าขึ้นที่สูง มีชายคนหนึ่งมานั่งคิดว่าเก็บนั่นก็แล้ว เก็บนี่ก็แล้ว ท้ายสุด...ยกเมียขึ้นหิ้งดีกว่า...นั่นเก็บของที่มีค่าสูงที่สุด...!
              แต่มีภาพหนึ่งที่สื่อมวลชนเขาถ่ายออกมาเห็นแล้วใจหาย คือที่ห้างสรรพสินค้ามีแต่ชั้นโล่ง ๆ ไม่มีสินค้าวางอยู่เลย”
*************************

              “ความจริงอาตมาไม่ได้คิดจะสร้าง พระพุทธรูปนาคปรก ๒,๖๐๐ ปีพุทธชยันตีเลย
              เริ่มมากจาก พระมหาสันติ (พระมหาสันติ โชติกโร ป.ธ.๘ รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ประชุมชนาราม) ท่านสร้างพระท่ากระดานน้อยฉลอง ๒,๖๐๐ ปีพุทธชยันตี แล้วส่งไปพุทธาภิเษกที่วัดท่าขนุน
              พออาตมาเห็นก็รู้สึกว่าเข้าท่า พุทธชยันตี (วันแห่งชัยชนะของพระพุทธเจ้า) เป็นวาระสำคัญ แล้วจะทำอะไรเป็นที่ระลึกดี ?
              ก็เห็นเป็นภาพพระนาคปรก ที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ท่านประทานให้ไว้หลายปีแล้ว ตอนที่ประทานให้หลวงพ่อสมเด็จท่านบอกว่า พระแบบนี้เหมาะกับคนที่อยู่ป่าอยู่ดงอย่างคุณ
              ก็เลยกำหนดจิตนึกถึงพระพุทธเจ้า พระท่านว่าทำแบบนี้ก็ดี เพราะว่านาคปรกเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องพระพุทธศาสนาด้วย พระที่หลวงพ่อสมเด็จท่านประทานมาให้เป็นทรงขอม ก็เลยคิดทำออกมาลักษณะนี้ แล้วก็โชคดีว่าได้ช่างออกแบบฝีมือดี แม้ว่าจะคิดค่าแบบไปเกือบแสนบาทก็คุ้ม
              เชื่อไหมว่าค่าแกะแบบพระนาคปรกองค์จิ๋ว องค์เท่านิ้วก้อยเองราคา ๕๐,๐๐๐ บาท...! เป็นพระนาคปรกแกะด้วยหินอ่อน แต่ยอมทำ เพราะว่าแบบหินอ่อนเวลาถอดแบบแล้วจะชัดเจน
              ถ้าหากเป็นอย่างอื่น อย่างขี้ผึ้ง เวลาถอดทีหนึ่งลายล้มบ้างอะไรบ้าง ก็เลยยอมจ่ายค่าแกะแบบเขา ตกลงแบบว่าเก้านิ้วนั่นราคา ๘๕,๐๐๐ บาท แต่แบบองค์เล็กแค่นิ้วก้อย ๕๐,๐๐๐ บาท ใช้เวลาแกะอยู่เกือบ ๓ เดือน”
*************************

              “ตอนนี้งูเขียวที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ กรีนแมมบ้า งูชนิดนี้ร้ายกว่างูจงอางอีก งูแมมบ้าจะมีสีดำกับสีเขียว พิษร้ายกว่าจงอาง กัดทีเดียวร่วงเลย ของอันตรายอย่างนี้บ้านเราดันทะลึ่งเอามาเลี้ยงได้
              แล้วหน้าตาก็ดูไม่น่ากลัว ไม่มีการชูหัวขึ้นมาแผ่แม่เบี้ขู่แบบงูเห่า งูจงอางของเรา หน้าตาดูแล้วเหมือนงูสิง ตัวเขียว ๆ เขาคงเห็นว่าเขียวสวยดีเลยเอามาเลี้ยง สมควรตายจริง ๆ ...!”
              “ถ้าเป็นงูงวงช้างที่มากับน้ำท่วมก็ไม่น่ากลัว แค่หน้าตาดูน่าเกลียดเท่านั้นเอง ผิวจะเป็นปุ่ม ๆ สาก ๆ
              เมื่อตอนอาตมายังเด็ก เวลาไปงมปลา ถ้าวันไหนเจองูงวงช้างแล้วอยากเล่น ก็อุ้มขึ้นมาบนบก งูชนิดนี้ไม่ค่อยไปไหนหรอก เลี้อยช้า เป็นงูที่เชื่องสุด ๆ หน้าตาเหมือนงวงช้าง เด็กบ้านนอกไม่มีใครกลัวงูงวงช้างกันหรอก นอกจากจะเอามาเล่น
              ส่วนงูเขียวปากจิ้งจกจะเกลียดขี้ควายแฉะ ๆ พอจับมาได้ก็นัดเพื่อน ๔ - ๕ คน เอาหัวงูไปทิ่มขี้ควายแล้วก็ปล่อย โอ้โห...คราวนี้งูไล่กัดกระจายเลย
              แต่งูเขียวปากจิ้งจกกัดอย่างไรก็ไม่เจ็บหรอก เพราะมีฟันอยู่นิดเดียว บางทีถ้ารัดได้ กัดไป ๗ - ๘ ที ไม่ยอมปล่อย แต่ก็แค่เจ็บ ๆ คัน ๆ
              ถ้าพวกเราจะเล่นเอาสนุกบ้าง ก็เอาหัวงูเขียวปากจิ้งจกไปจี้ขี้ควาย ต้องเป็นขี้ควายแฉะ ๆ ด้วยนะ ถ้าหากว่าขี้ควายแห้ง ๆ งูจะไม่โกรธ เรื่องพวกี้เด็กบ้านนอกรู้วิธีกันแทบทุกคน ไม่มีอะไรจะเล่นก็เล่นของพวกนี้กัน”
*************************

              “สมัยที่อาตมาอายุ ๔ -๕ ขบ พวกนกแร้งยังมีเยอะอยู่ อีแร้งจะมากินหมาเน่า พวกเราไม่มีอะไรจะเล่น จึงเอาไม้มาตีอีแร้ง
              แอบไปซุ่มดูอยู่ก่อน พออีแร้งลง ก่อนจะบินขึ้นได้ จะต้องมีระยะวิ่งสำหรับออกตัวไกลมาก จะต้องวิ่งโหย่ง ๆ กระพือปีกไปเรื่อยจนกว่าจะลอยตัวได้ พวกเราก็เอาไม้ไล่ตีไปเรื่อย
              บางคนร้ายกาจกว่านั้นอีก ไปขุดหัวกลอยมาเอาไปตำคั้นน้ำ แล้วก็ไปราดพวกหมาแมวที่ตาย พอแร้งมากินก็จะเมากลอย บินไปไม่ได้ เราก็จะช่วยกันตี บาปกรรมจริง ๆ นกก็กำลังกินอยู่แท้ ๆ ไปกลั่นไปแกล้งเขาได้
              มิน่าเล่า...ชาตินี้อาตมาเมากลอยไป ๒ รอบแล้ว เมาอาเจียนเป็นถังเลย
              ครั้งแรกเจอพร้อมกับทิดตู่ ตอนนั้นทิดตู่ยังเป็นเณรอยู่ อ้วกเป็นถังจริง ๆ เขาทำถั่วทอดกลอยใหม่ ๆ แล้วเขาทำไม่เป็น กินเข้าไปแล้วเมา
              ส่วนอีกครั้งหนึ่งรู้ทัน เพราะระแวงอยู่แล้ว จึงเมาหน่อยเดียว
              ถึงว่าเวรกรรมพวกนี้ตามทันจริง ๆ ยังดีว่าระยะหลังนี่พวกอีแร้งไม่มีแล้ว ส่วนใหญ่หนีเข้าไปในป่าลึก ๆ เพราะว่าในเมืองไม่มีซากสัตว์ให้กิน
              สมัยก่อนนี่ถ้าอีแร้งจับหลังคาบ้านใคร เขาถือว่าซวยมาก ต้องทำบุญไล่ซวยกันเลย นิมนต์พระ ๙ รูปมาเจริญพุทธมนต์ คนพม่าคนแก่ท่านจะไปจุดธูป ปูผ้าขาวกราบขอร้อง
              “พ่อพญาหงส์ทอง พ่อมาจากไหนก็กลับไปทางนั้นเถิด”
      ถาม :  เขาเรียกอีแร้งว่า หงส์ทองหรือครับ ?
      ตอบ :  ต้องเรียกให้ไพเราะ เป็นการแก้เคล็ด เหมือนที่เขาเรียกเหี้ยว่าตัวเงินตัวทอง
*************************

              บ้านเรามีแต่แร้งไก่งวง ส่วนฝรั่งจะมีราชาแร้ง (King Vulture) เป็นแร้งที่หน้าตาเท่มาก
              แต่ถ้าจะเอาแร้งที่สวยจริง ๆ ลักษณะเหมือนนกอินทรี ต้องเป็นแร้ง Griffon จะมีทั้ง Egyptian Griffon กับ Ribetan Griffon
              ถ้า Tibetan Griffon จะกินซากศพของคนตายที่เขาเอาไปเลี้ยงนกแร้ง คนทิเบตเขาถือว่า การเอาซากศพไปเลี้ยงแร้ง คือการสละร่างกายเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเป็นอาหารของสัตว์โลก ทำให้คนตายได้บุญมาก
              สัปเหร่อจะเชือดเนื้อให้นกแร้งกินจนเหลือแต่กระดูก จากนั้นก็ทุบกระดูกจนป่นผสมแป้งให้แร้งกิน แร้งจะกินจนเกลี้ยง พอก่อไฟควันไฟขึ้นเมื่อไร แร้งจะมากันเป็นฝูงทันที เพราะรู้ว่ามีให้กินแล้ว
              แร้งชนิดนี้เป็นแร้งที่หน้าตาดูดีมาก เพราะว่าหัวไม่ล้านจนเหลือแต่หนัง ดูเหมือนนกอินทรี เพียงแต่ว่าจงอยปากเป็นแบบแร้งเท่านั้น
              อาชีพของสัปเหร่อ เขาเรียกว่า “ผู้ต้องมลทิน”
              คนยิ่งมีความดีมากเท่าไร เขาถือว่าถึงเวลาตายแล้ว ก็มีความชั่วร้ายติดกับศพมากทเ่านั้น ฟังดูปรัชญาเขาแล้วงงไหม ?
              เขาบอกว่า ความชั่วร้ายที่จะกลบกลืนคนดีจนตายได้ ต้องใช้ความชั่วมหาศาลมาก แต่ถ้าสำหรับคนชั่วแล้ว ใช้แค่ไม่เท่าไรก็สามารถทำให้ตายได้ เพราะฉะนั้น...เวลาตาย คนดี ๆ จะมีความชั่วร้ายติดกับตัวมากเป็นพิเศษ
              ดังนั้น...สัปเหร่อที่ทำศพ เขาเรียกว่าผู้ต้องมลทิน ไปไหนก็ต้องพกกระดิ่งสั่นกริ๊ง ๆ ให้คนเขารู้ จะได้หลีกไปไกล ๆ ถ้าเป็นบ้านเราคนขายไอศกรีมก็คงซวย เสียงกระดิ่งดังกริ๊ง ๆ ก็ไม่ต้องขายแล้ว คนหนีกันหมด
*************************

      ถาม :  การที่เราเจอสถานการณ์น้ำท่วม เป็นเพราะกรรมใช่ไหมคะ แล้วทำกรรมมามากขนาดนี้เลยหรือ หมายถึงหลาย ๆ คนค่ะ ?
      ตอบ :  ตอนไปปล้นบ้านตีเมืองเขา ไม่เห็นพูดอย่างนี้นี่...!
      ถาม :  โดนน้ำท่วม เพราะเคยทำกรรมผิดศีลข้อ ๒ ?
      ตอบ :  ก็มีส่วน เพราะการที่เราไปปล้นบ้นตีเมืองเขา ก็ต้องขนทรัพย์สมบัติกวาดต้อนผู้คนและสัตว์เลี้ยงของเขามา ย่อมผิดศีลข้อ ๒ แน่ ๆ แต่เป็นการผิดศีลหมู่ ในเมื่อช่วยกันทำ ก็ต้องช่วยกันโดน
      ถาม :  เราต้องทำอย่างไรต่อไปคะ ?
      ตอบ :  รอให้น้ำแห้งแล้วล้างบ้าน ...!
*************************

              “จากประสบการณ์ผจญกับน้ำท่วมที่เคยผ่านมา ยาแก้น้ำกัดเท้าที่ดีที่สุดก็คือ ขี้ผึ้งเบอร์ ๒๘ ตราม้าคู่ แต่ทาแล้วเหม็นนานหน่อย เพราะว่าผสมกำมะถันมาก
              ถ้าหากว่าต้องลุยน้ำทุกวัน แล้วมีบาดแผลตามแข้งตามขาจะทำให้ติดเชื้อ บาดแผลจะหายยาก
              ให้เอาขี้ผึ้งโปะตรงปากแผลไว้ แล้วเอาพลาสเตอร์แผ่นใหญ่ปิดตายไปเลย ๓ - ๕ วัน ไม่ต้องไปแกะ พอเชื้อโรคไม่มีอากาศหายใจก็จะตาย แผลจะสมานไปเอง นี่จากประสบการณ์คนที่บ้านแช่น้ำมา ๘ เดือน เมื่อปี ๒๕๒๖
              โบราณแก้น้ำกัดเท้า โดยใช้เปลือกมังคุดแห้ง ฝนกับน้ำปูนใสแล้วก็ทา ได้ผลเด็ดขาดดีเหมือนกัน แต่ว่าลุยน้ำไม่ได้ เพระาว่าละลายหมด ขี้ผึ้งเบอร์ ๒๘ นี่ถ้าทามาก ๆ กันน้ำได้ ไม่ได้ค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้แล้วได้ผลเลยบอกต่อ มีทั้งสีขาว สีน้ำตาล จะสีอะไรก็ใช้ไปเถอะ”
*************************

              “สัตว์ต่างถิ่นที่เอาเข้ามาเลี้ยงแล้ว สร้างความลำบากเดือดร้อนให้กับคนไทย ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ หอยเชอรี่
              บ้านเรามีแต่หอยโข่ง หอยโข่งมีสีดำ ดูแล้วไม่สวย ส่วนหอยเชอรี่สีออกส้ม ๆ สวยดี จึงสั่นนำเข้ามาเลี้ยงกัน เลี้ยงไปเลี้ยงมาก็เบื่อ ทิ้งลงแหล่งน้ำ คราวนี้หอยเชอรี่ระบาด กินต้นข้าวล้มเป็นแถบ ๆ ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้
              ถ้าภาคกลายของเราไม่ได้นกปากห่าง ของสวนนกท่าเสด็จมาช่วยไว้ นาข้าวจะบรรลัยมากกว่านี้อีกเยอะ
              แต่นกปากห่างก็ตายไปมาก ไข่ฟักไม่ค่อยเป็นตัว เพราะว่าเขาไปฉีดยาฆ่าแมลง พอฉีดยาแล้วหอยก็สะสมยาไปด้วย แล้วนกปากห่างกินหอยวันละเป็นร้อย ๆ ตัว จึงตายกันเยอะ
              อีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวก็คือนากหญ้า ถ้าระบาดนี่พวกนี้กินกระจายเลย พืชผักอะไรนี่กินได้โดนกินหมด
              มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาทำลักษณะเหมือนขายตรง รับไปเลี้ยง แล้วก็ขายต่อกันไปเป็นทอด ๆ ราคาสุดท้ายนี่ไม่มีใครซื้อได้หรอก นั่นเป็นการแหกตากันตรง ๆ แต่คนก็เชื่อ เพราะเขาว่ามีตลาดรับซื้อหนังนากหญ้า ให้ราคาสูงมาก แล้วก็เจ๊งไปตาม ๆ กัน...!
              แล้วที่เห็นว่าน่ากลัวอีกอย่างคือ หนูแฮมสเตอร์ แต่หนูแฮมสเตอร์ดีอยู่ตรงที่ว่าค่อนข้างอ่อนแอ ถ้าไม่เลี้ยงก็ตายง่าย
              แต่ขอโทษเถอะ...สถิติเลี้ยงหนูแฮมเตอร์ ๑ คู่ ๔ ปีมีลูกล้านกว่าตัว...! เพราะว่าอุ้มท้องแค่อาทิตย์กว่าเอง พักเดียวตัวที่คลอดออกมาก็เริ่มโตเป็นพ่อเป็นแม่ได้แล้ว ก็กระจายพันธุ์ไปเรื่อย
              ยังโชคดีที่หน้าตาน่ารัก และรสชาติอร่อย...แมวชอบ เพราะฉะนั้น...ระบาดไปเถอะ เดี๋ยแมวจัดการเอง ตัวละคำพอดี...!
              ปัจจุบันปัญหาหนักที่สุดก็คือ ปลากดเกราะ เขาเรียกว่าปลา Sucker เลี้ยงไปเลี้ยงมาแล้วเขาทิ้งลงแหล่งน้ำ ระบาดไปทั่ว
              ไปดูสวนสาธารณะเมืองย่าโม ระบาดถึงขนาดว่าเบียดกันอยู่ จนต้องตะกายขึ้นบกมาแห้งตาย พวกนี้อดทนต่อน้ำเน่ามาก แล้วกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ดูดไปเรื่อย ปลาพื้นบ้านของเราามักจะวางไข่ตามแอ่ง โดนปลากดเกราะกินเสียเกลี้ยง แล้วพวกนี้ก็ระบาดแทน”
*************************

              “ลำตะคองที่เขาใหญ่ ความจริงมาจากคำว่า “ลำตะกอง” ตะกองก็คือกิ้งก่ายักษ์ ตัวประมาณท่อนแขน ยาวเมตรกว่า ๆ บางที่เรียกว่า “รั้ง”
              ตะกองหรือรั้งเป็นสัตว์พื้นถิ่น พวกดูนกไปเจอตะกองยักษ์เข้าก็ถ่ายรูปมา ส่งไปถึงนักสัตววิทยา เขามึนมาก บอกว่าเป็นอีกัวน่า เพราะว่าอีกัวน่าเป็นกิ้งก่าสีเขียว ๆ คล้าย ๆ ตะกองเหมือนกัน
              สรุปแล้วชาวบ้านเลี้ยงจนเบื่อ จึงเอาไปปล่อยป่า อีกัวน่าก็เลยไปอยู่ที่ลำตะกองแทน...! สัตว์ที่กินได้คือตะกวด ตัวที่สวย ๆ เอามาเลี้ยงเล่นได้คือตะกอง”
              “การเลี้ยงสัตว์อันตรายไม่ควรเลี้ยงอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะบ้านเราไม่มีงูหางกระดิ่งแน่นอน เพราะว่าเป็นคนละพื้นที่กัน แต่ถ้าใครบ้าเอามาเลี้ยงให้ระบาดได้ ก็ให้เขารู้รสชาติของชีวิตไป...!
              งูแมมบ้า มี ๒ สี สีดำเรียกว่า แบล็กแมมบ้า กับสีเขียวเรียกว่ากรีนแมมบ้า เป็นงูที่เลื้อยเร็วกว่าจงอางอีก
              เขาบอกว่า จงอางเลี้อยเร็วขนาดไล่ม้าได้ทัน แต่งูแมมบ้าเลื้อยเร็วกว่าจงอาง และพิษร้ายแรงกว่าจงอาง ถ้าโดนกัดแล้วไม่ได้เป่ายันต์ไปนี่นอนสวด “อนิจฺจา วต สงฺขารา...” อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องไปไหนหรอก เสียเวลาเคลื่อนย้าย ย้ายไปก็ไม่มีเซรุ่ม...!”
*************************

              “พวกสัตว์ป่าต่าง ๆ พอเลี้ยงไปถึงระยะหนึ่ง เขาจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จะมีการติดสัดหรือตกมัน พวกนี้จะอันตรายทั้งนั้น ขนาดลิงลมตัวเล็ก ๆ น่ารัก ถึงเวลาอาละวาดขึ้นมา ยังกัดเจ้าของถลอกปอกเปิกเลย
              ปัจจุบันนี้เห็นหลายคนเลี้ยงกระรอกบินกันเต็มไหมด จตุจักรของเรามีสัตว์สารพัด เผลอ ๆ สัตว์สงวนก็หลุดออกมา สัตว์ป่าคุ้มครองก็หลุดออกมา”
*************************

              “อาตมาเคยเลี้ยงเม่นแคระ อยู่ ๒ ตัว เป็นพันธุ์ Normal Pinto กับ Apricot
              พันธุ์ Apricot ขนจะเป็นสีเหลือง ๆ ขาว ๆ ลูกเจนนี่ตั้งชื่อว่าทุเรียน
              ส่วน Normal Pinto ขนขาวสลับม่วง ลูกเจนนี่ตั้งชื่อว่ามังคุด
              ตอนแรกให้อยู่ร่วมกัน เดี๋ยวก็ไล่กันไปไล่กันมา ไปเปิดตำราศึกษาดู เขาบอกว่าเม่นแคระเป็นสัตว์สันโดษ ไม่ยอมพักร่วมกัน ไล่ฟัดกันเอง แล้วที่ทองผาภูมิอากาศหนาว ถ้าวันไหน ๒ ตัวนี้ฉีกกระดาษหนังสือพิมพ์ไปกรุรัง ก็แปลว่าหนาวแล้ว อาตมาต้องยัดกระดาษชำระให้เป็นม้วน ๆ ทั้งสองตัวจะได้เอาไปกรุรัง ไม่อย่างนั้นกระดาษหนังสือพิมพ์ที่รองพื้นกรง จะโดนฉีกเอาไปกรุรังหมด
              ตอนแรก ๆ เลี้ยงอาหารเม็ด แล้วอาตมาก็ดัดแปลงไปเรื่อย ท้ายสุดจึงรู้ว่าเม่นแคระชอบกินถั่วมากกว่า อะไรที่เขารู้สึกอร่อย ต้องให้ทีละนิด อย่าไปให้เยอะทีเดียว เพราะว่าบางอย่างเขาก็ไม่กิน บางอย่างกินเข้าไปอาจจะเป็นอันตราย
              อย่างลูกค่างเกิดใหม่ ๆ ตัวจะเป็นสีทอง ๆ หางยาว ๆ น่ารักมากเลย แต่คนที่ไม่รู้นี่เลี้ยงลูกค่างตายมาเยอะแล้ว ค่างเป็นสัตว์ที่ท้องเสียง่ายมากทีสุด แต่คนที่ไม่รู้นี่เลี้ยงลูกค่างตายมาเยอะแล้ว ค่างเป็นสัตว์ที่ท้องเสียง่ายมากที่สุด เวลากินก๋วยเตี๋ยวอยู่ เขาอยากกินเราก็ให้ได้ แต่ให้แค่เส้นเดียวก็พอ ถ้ากิน ๒ - ๓ เส้น เดี๋ยวถ่ายท้องไม่เลิก ถ่ายขนาดต้องให้น้ำเกลือเลย
              เลี้ยงสัตว์ต้องระมัดระวังด้วย ใครเลี้ยงพวกสัตว์ตระกูลนกแก้ว นกกระตั้ว ต้องหาที่อุดหูไว้ด้วย ถ้าไม่พอใจ พวกนี้จะแผดเสียงแว้ดลั่นบ้าน แล้วเสียงนกแก้วร้องนี่ ประเภทขี้หูเต้นระบำเลย
              ถ้าหากว่าเรารักสตว์เฉพาะตัวเล็ก ๆ นี่อย่าไปเลี้ยงเลย ลูกหมาเล็ก ๆ ก็น่ารัก พอโตมาแล้วเปลี่ยนไป ไม่น่ารักเหมือนเด็ก ๆ เราก็เลิกรัก แต่หมานั้นฝังใจ รักใครเขารักคนเดียว
              คราวนี้หมารักเราเท่าเดิม แต่เราไม่รักเขาแล้ว ถ้าเป็นคนก็ไปโดดตึกตายแล้ว ดีที่เป็นหมา กำลังใจดีกว่าคน จึงไม่ไปโดดตึก...!”
*************************

              “ภาพคนไทยหนีน้ำท่วม แล้วหอบหมาไปด้วย นักข่าวต่างชาติพิตีพมิพ์ไปทั่วโลกเลย บอกว่าปลาบปลื้มแทนคนไทยที่รักสัตว์เลี้ยง แต่คงจะรักมากถึงขนาดบรรจุไว้ในท้อง ส่งไปท่าแร่บ้าง ส่งไปเวียดนามบ้าง
              คนจำนวนหนึ่งก็รักหมาเหมือนลูก อีกจำนวนหนึ่งก็รักจนน้ำลายหก ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ถึงเวลาก็ไปไล่จับเอา เพราะในเขตอาเซียนด้วยกัน บ้านเรามีหมาจรจัดมากที่สุด เพราะว่าอยู่ที่ไหนก็มีอาหารกิน
              ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีหมาอยู่เกือบ ๒,๐๐๐ ตัว มีคุณยายอยู่คนหนึ่งมีหมา ๕๐๐ กว่าตัว แล้วก็ไม่ใช่หมาของคุณยายหรอก เป็นหมาจรจัดนั่นแหละ คุณยายเอารถสามล้อส่งอาหารให้กินอยู่ทุกวัน พอน้ำท่วมก็ต้องพาอพยพไป
              ปรากฎว่าบรรดานักการฯ นักศึกษา คณาจารย์ วิตกมาก เพราะหมา ๕๐๐ กว่าตัว ไม่ใช่ของคุณยาย คุณยายก็ไม่ได้ดูแลอะไร
              แล้วพอถึงที่นั่น แกก็ไม่มีอาหารจะเลี้ยง วัน ๆ คุณยายก็เอาแต่นั่งคุยโทรศัพท์กับพื่อน หน้าที่เลี้ยงหมากับเก็บขี้หมา ก็เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่ว่ามานั่นแหละ จบด็อกเตอร์มาเก็บขี้หมา ดีเหมือนกัน ลดมานะให้ตัวเองได้
              เพราะฉะนั้นบางคนถึงเมตตา แต่เขาก็อุเบกขา ปล่อยวางได้ พอถึงเวลาไปแล้ว ตัวกูยังไม่มีกิน เอ็งก็อดไปแล้วกัน...!”
*************************