ช่วงแรกของเล่ม "มิงกะละบา เมียนมาร์"

สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนธันวาคม ๒๕๔๕(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

      ถาม:  แตะต้นไม้รู้สึกมีวิญญาณ...?
      ตอบ:   ถามว่ามีวิญญาณมั้ย ถ้าตามบาลีมีทุกต้น เพราะวิญญาณก็คือประสาทความรู้สึก แต่ถ้าถามว่ามีจิตมั้ย...ไม่มี พัฒนาการของมันมาได้แค่นั้น คือมีวิญญาณ คือประสาทรับความรู้สึก สามารถหาอาหารเลี้ยงตัวเองได้ รับรู้แสงสว่างหรือการกระทบได้ แต่ว่าไม่มีจิต คือตัวรู้ไม่มี มีแต่วิญญาณเท่านั้น วิญญาณในความหมายของบาลี หมายถึงประสาทรับความรู้สึก วิญญาณของเราส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเป็นจิต คือ ผีหลอก มันไม่ใช่หรอก ถ้ามันมีจิตเมื่อไหร่ มันจะไม่ใช่ต้นไม้แล้ว จะเป็นสัตว์หรือคน
      ถาม :  วิญญาณของต้นไม้บางต้นอ่อน บางต้นมาก
      ตอบ:   ใช่ ขึ้นอยู่กับประเภทของมัน อย่างพวกต้นไม้กินแมลง ความรู้สึกมันจะสัมผัสได้แล้วมันเคลื่อนไหวได้ด้วย ถ้าไปเจอเถาวัลย์งูเข้าล่ะ ยุ่งเลย มันรัดตาย เข้าไปบริเวณนั้นมันก็รัดไปเลย มีอยู่ประเภทหนึ่งเขาเรียกว่าว่านงูเห่า เคลื่อนไหวไม่ได้แต่มันมีละอองพิษของมันแผ่อยู่ ถ้าหากว่าสัตว์เล็ก ๆ เข้าไปในเขตนั้นก็ตาย กลายเป็นปุ๋ยของมัน บางคนถ้าไปเจอต้นใหญ่ ๆ เข้า หนีไม่ทันก็เสร็จเหมือนกัน รู้ตัวนี่รีบวิ่งให้สุดแรงเลย อยู่ในป่าลึก ๆ สังเกตง่าย ถ้าหากว่ามีพวกนี้อยู่นี่ กระดูกเกลื่อนพื้นเลยเพราะว่าจะตายกอง ๆ กันแถวนั้น
      ถาม :  ว่านที่เอามาสร้างพระมีเทวดาอยู่...?
      ตอบ:   จริง ๆ แล้วมีแค่บางประเภทเท่านั้น บางประเภทที่เป็นของสำคัญ จริง ๆ อย่างพวกไพลดำ อานุภาพสูงมาก ถ้าหากคนชั่วได้ไป ก็จะไปสร้างความเดือดร้อนกับคนอื่น ถ้าอย่างนั้นก็จะมีการที่เทวดาท่านรักษา อาจจะมีการปิดบังหวงห้าม ไม่ให้บ้าง แต่ว่าน้อยประเภทที่มันจะมี พวกที่อยากได้ไพลดำ ไม่ได้ต้องการอานุภาพอย่างอื่น มันจะไปดูไฮโลว์ เพราะถ้าหากว่าเอามาลงอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกตามพิธีกรรมของเขา เขาบอกว่าถ้าเอามาทาตานี่มองทะลุถ้วยได้ ควรจะไปเล่นไฮโลว์ แสวงหากันแทบเป็นแทบตาย ไม่ได้ต้องการอานุภาพอย่างอื่นหรอก มันต้องการแต่ไปเล่นไฮโลว์ จะเล่นถั่วเล่นโปก็เหอะ ซ่อนอยู่ข้างในมันเห็นหมด ยังไม่ได้ลองดู เพราะที่มาได้มานี่ ถูกขยันรดน้ำซะเน่าหมดเลย ที่รู้มาส่วนใหญ่ก็หัวดำ ไอ้เรานี่ต้นดำ ใบดำด้วย ก็สั่งกำชับบอกดูแลดี ๆ นะ เพราะว่าของมันหายาก ราคาเป็นแสน ๆ ขายเขาก็เอา แกก็ดูแลดีมากเลย รดน้ำเช้า รดน้ำเย็น แกไม่รู้ว่าพืชประเภทลงหัวนี่ถ้ารดน้ำมาก ๆ นี่มันเน่าตาย กว่าจะรู้ก็เยินไปเรียบร้อยแล้ว มีอยู่ ๒ อย่าง ที่ฝากแม่เบญไว้ คือ ว่านนาคราชกับไพลดำ ปรากฎว่าเดี้ยงทั้งคู่เลย
      ถาม :  (ไม่ชัด)
      ตอบ:   นาคราชนี่จะกันงูได้ทุกชนิด ถ้าโดนงูกัด สด ๆ นี่ก็เคี้ยวกินแล้วโปะแผลไปด้วย ถ้าแห้งนี่ให้ฝนน้ำทา ใช้ได้ทั้งสดทั้งแห้ง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่ากันงูได้แบบไหน กลิ่นมันคล้าย ๆ ดีดีที คลุ้งไปทั้งบาตร แสดงว่างูได้กลิ่นนี้มันจะกลัว มันจะไม่ใกล้ หนีเลย กลิ่นคล้าย ๆ เราฉีดพวกยาฆ่าแมลงไว้เต็มบาตรเลย ตลบไปหมด กลิ่นนี่ถ้าหากอยู่ในที่แจ้งเราคงรับไม่ได้ แต่พวกสัตว์ประสาทมันไวกว่าคงจะได้กลิ่นนี้ไม่เข้าใกล้เลย แบบเดียวกับที่ว่างูมันไม่ชอบมะนาว พอถึงเขาบอกเวลาเข้าป่าให้พกมะนาวไว้ก่อนนอนให้บีบมันช้ำ ๆ หน่อย ให้กลิ่นมันออกงูจะได้ไม่เข้าใกล้
      ถาม :  (เรื่องเจ้าที่)
      ตอบ:   ต้องดูด้วย บางทีไม่ใช่พระภูมิเจ้าที่ คือว่าเทวดาที่ท่านมีศีลมีธรรม บางทีท่านไม่มา แต่ว่าพวกเปรต อสุรกาย พวกสัมภเวสี สวมรอยแทนก็เยอะ แต่ที่แน่ ๆ คือพวกบ่อน ถ้าอย่างพวกมาเก๊า พวกฮ่องกง จะมีผีพนันของเขาอยู่ เขาจะไปผูกจิตของคนที่เสียการพนันหาทางออกไม่ได้ ไปฆ่าตัวตาย กระโดดตึกตายมั่ง ให้รถชนตายบ้าง กินยาพิษ ยิงตัวตาย อะไรพวกนี้ พอเขารู้ข่าวปุ๊บ เขาจะไปติดต่อทางญาติพี่น้อง บอกว่าขอจัดงานศพให้อย่างใหญ่โตเต็มที่เลย คล้าย ๆ กับว่าชดเชยความผิดที่เขามาเสียในบ่อนจนหมด พูดอะไรก็สารพัดล้วนแต่เพราะ ๆ น่าเชื่อ ถือว่าเขาเป็นลูกค้าที่ดี อุดหนุนบ่อนมาเยอะแล้ว ตอนนี้ตายไปทางบ่อนก็อยากจะตอบแทนบุญคุณบ้างก็ว่าไป แต่จริง ๆ มันต้องการตรงที่ให้หมอผี ไปสะกดวิญญาณเอาไปไว้ที่บ่อน พอถึงเวลาพวกนี้จะดึงคนเข้าบ่อน แล้วใครไปก็โงหัวไม่ขึ้นเพราะผีมันคุม
      ถาม :  (ไม่ชัด)
      ตอบ:   พวกนั้นไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าพวกผีพนันมีจริง ๆ ลักษณะเหมือนกับสัมภเวสี พวกตายโหงจิตผูกอยู่กับอย่างนั้นอย่างหนึ่ง อีกพวกหนึ่งก็เป็นมหิทธิกาเปรต และกาลกัญจิกอสุรกาย พวกนี้ต้องบอกว่าแรงกรรมมันชอบยังไง ก็วนเวียนอยู่แถวนั้น พอถึงเวลาอาศัย คนเพื่อเอามันได้ก็เอาเลย กว่าคนจะรู้ตัวก็หมดตูดไปแล้ว ไปต่างประเทศระวังไว้ด้วยนะ เข้าบ่อนส่งเดชซวยไม่รู้ตัว ยังไงก่อนไปก็ปลุกพระให้ดี เข้าไปดูเฉย ๆ พอ การเล่นการพนัน พระพุทธเจ้าท่านบอกเป็นอบายมุข อบายคืออะไร อบายภูมิ มุขขะ ปากทาง อบายมุข ปากทางแห่งอบาย เสร็จแหง ๆ เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านไม่ทำงาน
      ถาม :  ซื้อสลากล็อตเตอรี่ เป็นรึเปล่า ?
      ตอบ:   มีส่วนของมันอยู่ ไม่ผิดศีลก็จริง แต่ส่วนของธรรมะหมองเพราะอย่างน้อย ๆ ต้องประกอบไปด้วยจิตโลภ ไม่โลภจะซื้อไปทำเกลืออะไร เพียงแต่ว่าโลภแบบมีข้ออ้าง มีข้ออ้างที่เรายอมรับซะด้วย ในเมื่ออ้างด้วยความโลภก็เออออห่อหมกไปด้วยกันเลย
      ถาม :  หวย (Lotto) ?
      ตอบ:   ล็อตโต ประเภทเบิกก้อนใหญ่ทีเดียว เขาคงไม่ให้หรอกนะ อย่างต่างประเทศผ่อนเป็นสิบปปีเลย แต่ว่าล็อตโตขายได้เท่าไรก็รับรางวัลไปตามเปอร์เซ็นต์
      ถาม :  ที่นิวซีแลนด์ขายเป็นแผง คนได้ไปขึ้นเงิน ได้ไม่กี่ตัวเอง ?
      ตอบ:   ถ้าหากว่าออกแบบนั้นมา คนไทยฉิบหายขายตัวอีกเยอะ จำรุ่นที่สร้างอาคารคุ้มเกล้าได้มั้ย หวยขูดที่มาครั้งแรก ๙ เอ จะมี ๙ อื่นหมดเลย แต่ ๙ เอ จะมีแค่ ๑๓ ใบ รางวัลไม่มากหรอก ๒๐ ล้านเท่านั้น ถึงขนาดมีคนประกาศขอซื้อเลย ใครมี ๙ เอ แล้วตัวอื่นยังไม่มีขอซื้อเลย แล้วใครจะไปขาย มันก็ซื้อไปเรื่อย ตัวอื่นหาง่าย ขาดแต่ ๙ เอ นั่นแหละฝีมือ หมอประสพ รัตนากร หาทุนสร้างอาคารคุ้มเกล้า โรงพยาบาลภูมิพล หวยขูดน่ะ คนไทยของเราวิสัยการพนันอยู่แล้ว ยิ่งเห็นผลเดี๋ยวนั้นก็ลุ้นกันอุตลุตเลย ใบละ ๒๐ บาทขูดกันไปเหอะ ไม่น่าเชื่อว่าอาคารเป็นพันล้านสร้างขึ้นมาจากหวย
              ตอนนั้นอาภาพร กรทิพย์ เป็นพรีเซนเตอร์หวยคุ้มเกล้า เขาก็เลยเรียกนางงามคุ้มเกล้า แกใส่งอบอยู่ใบหนึ่งโชว์ ๙ เอหน้าใส ตอนหลังไปเป็นนางเอกเล่นหนังอยู่หลายเรื่อง ตอนนี้กลายเป็นคุณย่าคุณยายไปแล้วมั้ง น่าจะถึง ๒๐ ปีแล้วนะ หวยคุ้มเกล้า น่าจะราว ๆ ปี ๒๔ เพราะตอนนั้นแสงชัยยังเป็นครูฝึกทหารอากาศอยู่ ที่รู้เพราะว่าเขาได้เหรียญในหลวงคุ้มเกล้ามา ที่บริจาคเงินแล้วก็จะได้เหรียญ ถ้าใครไม่บริจาคเอาเหรียญ ก็ไปขูดหวยเอาถือว่าบริจาคเหมือนกัน เขาคงไม่อยากจะบริจาคหรอก แต่ว่าทหารมี ๒ อย่าง คือ เขาบีบคตอเอาอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ว่าคุณไม่บริจาค เขาก็หักไปอยู่แล้ว ก็ต้องรับไปโดยปริยายว่าถึงเวลาเงินเดือน อ้าวหายไป จ่ากองร้อยจะชี้แจงว่างานนี้หายไปเพราะอะไร ? หักไปงานอะไร ?
      ถาม :  อรูปฌาน มีผลดีมากกว่าผลเสีย ?
      ตอบ:   ถ้าหากว่าไปติดอยู่กับมัน ก็เสียมากกว่าดี แต่ถ้าอาศัยกำลังของมันเพื่อพิจารณาวิปัสสนาญาณ ก็ดีมากกว่าเสีย เพราะว่าอรูปฌานลักษณะคล้าย ๆ วิปัสสนาญาณ เพียงแต่เขาไม่มีนิพพานให้เกาะเท่านั้นเอง
              วันก่อนไปกราบหลวงพ่อสมเด็จที่วัดสระเกศ แล้วก็นั่งคุยกับท่านปิงเรื่องนี้ ก็สอนเขา พอทำวัตรกับหลวงพ่อสมเด็จเสร็จเรียบร้อยก็ออกมา ๔ ทุ่ม ก็เดินออกมาด้วยกันมารอแท็กซี่ บอกเขาตอนนี้รู้สึกยังไงล่ะ เราเดินกันได้ทั้งคืนเลยมั้ยล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ ไม่มีอะไร เราต้องการให้มีมันถึงมี พ่อเจ้าประคุณก็ไปทำต่อ ฟาดซะอีกคืนหนึ่ง บอกรุ่งเช้ามันค้าง ฌานค้าง คนไม่มีประสบการณ์ไม่รู้หรอกมันเป็นยังไง ป้าเชิญแกแก้ฌานค้างด้วยการเปิดเพลงแล้วเต้นแร็พ ไม่งั้นมันไม่หลุด คนที่ต้องทำงาน มันต้องมีอารมณ์ร่วมด้วยไม่งั้นคนอื่นจะว่า กลายเป็นสัตว์ประหลาดไป
              อาตมาสมัยนั้นมันค้าง ๒ เดือนกว่าเกือบ ๓ เดือนต่อเนื่องกันทั้งหลับทั้งตื่นทั้งยืนทั้งนั่ง มันอารมณ์เดียวตลอดเลย จนกระทั่งบรรดาคนที่เคยอยู่รอบข้างสมัยนั้นจะแปลกใจว่าเป็นอะไร คือประเภทไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว เสียงจะระดับเดียวกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ใจมันนิ่งจริง ๆ แต่ของเราไม่จำเป็น ต้องเขย่าให้หลุด เราต้องการอย่างนั้นอยู่แล้ว อยากจะรู้ว่านานเท่าไร ปรากฎว่าเผลอหน่อยเดียวหลุดปุ๊บเลย
      ถาม :  จะบังคับให้นอน ?
      ตอบ:   มันไม่ไปหรอก มันโพลงอยู่อย่างนั้น จะหลับจะตื่นจะยืนจะนั่ง มันอารมณ์เดียว มันรู้อยู่ตลอด เรานอนเหมือนกับตัวได้นอนแล้ว แต่จิตมันไม่หลับ ในเมื่อจิตมันไม่หลับ มันก็คิดว่าตัวไม่หลับด้วย แต่ความจริงไอ้ตัวกรนคร่อกไปแล้ว ไม่หลับก็ช่างมัน นอนลงแล้วก็กำหนดใจจับภาพพระ จับคำภาวนาของเราไปตามปกติ คอยระมัดระวังอย่าให้รัก โลภ โกรธ หลง เข้ามาในใจของเราได้ อะไรที่จิตประหวัดไปแล้วจะเป็นสาเหตุของรัก โลภ โกรธ หลง ให้รีบตัดมันลงเสียตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนั้นสภาพจิตมันแหลมคมมาก มันรู้ทันกิเลสหมด มันอยากเป็นไงก็ช่างมัน ตัวมันได้พักอยู่แล้ว เขาต้องกาจริง ๆ คือจุดนี้แหละว่า หลับและตื่นให้อารมณ์ใจเท่ากันกว่าจะทำได้อาตมาปล้ำอยู่เป็นปี ๆ เผลอเมื่อไหร่สติขาดตัดหลับสติขาดตัดหลับ
              มีอยู่เที่ยวหนึ่งตลกที่สุดตอนนั้นนอนเฝ้าไข้หลวงปู่มหาอำพันอยู่ ตี ๒ โทรศัพท์กริ๊งสนั่นเลย แล้วมันอยู่หน้าประตู เราพอได้ยินก็ตายละวา! เดี๋ยวหลวงปู่จะตื่น ก็พรวดเดียวถึงโทรศัพท์ หยิบขึ้นมาใครโทรรู้ไหม ? ตารุ่งเรือง เรายกขึ้นมาอ้าว! นี่กูหลับอยู่นี่หว่า คือสมาธิจิตทรงแน่นเปรี๊ยะ ทรงชนิดขยับตัวไม่ได้เลย แต่ความที่กลัวหลวงปู่จะตื่นวิ่งไปถึงโทรศัพท์ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้ว แต่จิตมันยังดิ่งลึกมากเลยแคะไม่ออก ไอ้ฝ่ายโน้นก็ฮัลโหล ฮัลโหล ก็โหลไปเถอะแคะไม่ออกนี่หว่าเขย่าอยู่ตั้งนาน กว่าจะหลุดออกมาพูดกับมันได้ ปรากฏว่าอาม่าตาย โทรมาถามว่าอาม่าอยู่ที่ไหน ? บอกก็อยู่โรงพยาบาลข้าง ๆ มึงนั่นแหละ แล้วก็วางหู โทรฯ มาไม่ได้ดูเลย ลองคิดดู มันน่าเตะมั้ยล่ะ หลวงปู่ก็ทั้งป่วยอยู่อย่างนั้น แล้วมันโทรมาตอนตี ๒ ถ้าเกิดเราขี้เซาหน่อยก็แย่... หลวงปู่ท่านก็ตื่นเลย
              ปัจจุบันนี้ อาตมาก็ประเภทตื่นแล้วตื่นเลย ไม่หลับ บางทีก็โดนกวนอยู่ประจำ หลังเป่ายันต์เกราะเพชร ตอนเย็นก็ไปพักอยู่ มีญาติโยมผู้หวังดีเข้าไป ผลัดกันขึ้น ผลัดกันลง แต่ละคนก็บอกว่าให้หลวงพี่พักผ่อนมาก ๆ แล้วก็ไม่ยอมไปซะที ไอ้เราเอง เอ้อ...วันนี้ไม่นอนก็ได้วะ ไหน ๆ ก็สละเวลาตัดชีวิตให้มันไปเลย พอรุ่งขึ้นจะนอน ปรากฏว่าฉันเช้าเสร็จจะนอน โน่น...ตาน้อย หลวงตาน้อย จันทวังโส แกขับรถมาเก็บขยะประเภทใกล้ไม่ไป ไกลไม่ไป มันจอดหน้ากุฏิเลย แล้วก็ปล่อยเครื่องมันคาอยู่ เหตุผลทีหลังก็คือ ถ้าดับแล้วมันติดยาก แล้วก็บึ้ม ๆ อยู่ตรงหน้า แล้วก็เดินไปเก็บถังขยะทีละใบ ๆ กว่าจะครบประมาณครึ่งชั่วโมง เออ...กูไม่นอนก็ได้วะ เดี๋ยวนอนตอนบ่าย ตกลงก็ไปทำงานของเราต่อ พอหลังฉันเพล เราก็เตรียมตัวนอน คราวนี้รถอีกเหมือนกัน สตาร์ทไม่ติด ก็จะให้ติดอยู่นั่นแหละ เราก็โผล่ออกมาใครวะ ? ปรากฏว่าลูกน้องที่มูลนิธิฯรถเสีย เอามาถึงเต้นท์ที่กางอยู่หน้าศาลาอันริมสุด ซึ่งจะใกล้กุฏิเรามากเลย ไปต่อไม่ได้ มันก็ทิ้งเอาไว้จนกระทั่งมันกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็จัดแจงมาสตาร์ท เออ...กูไม่นอนก็ได้วะ ตกลงจะนอนเมื่อไหร่มีแต่คนกวน
              พวกเราเป็นนักปฏิบัติ ก็ให้ระวังเอาไว้ตรงจุดนี้ เพราะว่าเวลาหิวมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ เจ็บไข้ได้ป่วย ง่วงนอน ไม่ได้พักผ่อนกำลังใจของเราถ้าไม่ทรงตัวจริง ๆ จะหลุดได้ง่าย แล้วพอหลุดได้ง่าย อารมณ์ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ จะแทรกได้ง่าย มันก็รู้อยู่นะว่ามันลองเราไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ยังลองอยู่ทุกวัน เอาของมันจนได้ ลากเราจนกระทั่งเป็นอาทิตย์ ๆ ไม่ต้องนอน ไม่นอนก็ได้วะ! ก็ทำงานมันไปเรื่อย รอไว้ทำวัตรค่ำเสร็จแล้วค่อยนอน เช้า-บ่าย วันนั้นไม่ได้นอนแล้วนะ รุ่งขึ้นเอาใหม่ พอถึงเวลาฉันเช้าเสร็จก็เฮ้ย...ใครอย่ากวนนะ กูจะนอน ว่าแล้วก็ขึ้นไปเสร็จเรียบร้อย สักประมาณครึ่งชั่วโมง กำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับ กริ๊ง... พี่มุกดา ร้อยวันพันปีมันไม่โทรฯ หรอก โทรฯมาตอนนั้นน่ะ โทรฯ ทำไมรู้มั้ย จะเอาหนังสือพิมพ์มั้ย? เออ ๆ ซื้อมาเหอะ ยังไม่พอ อีกสักพักกำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับ เสียงเขย่าประตูตึง ๆ ทำไมไขประตูหลวงพ่อไม่ออก แม่ชีขยันขึ้นมา จะมาทำความสะอาด กูไม่นอนก็ได้วะ ไปต่อ เขาจะลองลักษณะอย่างนี้ ถ้าสติเราไม่ทัน เสร็จเลย ถ้าเป็นหลวงตาแสงคงบีบคอตายไปแล้ว ไม่ได้นอนมา ๓ วันแล้ว
              เพราะฉะนั้นระวังให้ดี เขาลองเราทุกเวลาเลย ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะไหน ในสภาพไหน สู้ได้ สู้ไม่ได้เผลอเมื่อไหร่มันเอา เป็นเราเป็นไง โกรธไฟแลบ ลองดูเถอะ...แล้วจะรู้ว่าเป็นยังไง ฝีมือมารซะอย่าง อย่าไปหวังว่าเขาจะปรานีเรา มันเฆี่ยนตายจริง ๆ ฝีมือมารมันทดสอบได้แสบสะเด็ดยาดจริง ๆ ทุกคนมาด้วยความหวังดี ด้วยความปลาบปลื้มใจ มาแล้วก็บอกให้พักผ่อนมาก ๆ แล้วมันก็ผลัดกันเข้าผลัดกันออกทั้งวัน แล้วจะให้เราพักผ่อน น่าปลื้มใจนะ เขาหวังดีกับเรานั่นแหละ ถ้าอยากดังอย่าไปหวังความสงบ
      ถาม :  ฌานค้างก่อนนอนเกิดจากการภาวนาหรือการเพ่ง ?
      ตอบ:   อย่าลืมว่าเพ่งก็เป็นสมาธิ ถ้าสมาธิทรงตัวเมื่อไหร่ แล้วถ้าหากว่าไม่เผลอไปรับเอานิวรณ์เข้ามา มันก็จะคาอยู่ ยิ่งถ้าประเภทเคยทำได้เป็นปกติอยู่แล้ว ถ้ามันจับของมันแน่นเข้าล่ะเสร็จเลย เขย่าไม่ค่อยอยากจะออก ระวังไว้ให้ดีนะ อาตมาเกือบจะโดนเขายำตายไป ๒ ครั้ง ก็เพราะอย่างนี้
              ครั้งแรกโน่น สมัยฆราวาส ๒๐ กว่าปีแล้ว เกือบ ๆ ๓๐ ปี พี่น้องจะหามไปเผาแล้ว คุณแสงชัยกับ คุณประสิทธิ์ เขาประกบหัว ประกบท้ายแล้ว ไอ้เราเห็นท่ามันเอาจริงแน่ก็เลยต้องลืมตา บอกมึงวางกูลงได้ กูไม่ได้ตายห่า คือมันเห็นแข็งไปเฉย ๆ หายใจก็ไม่หายใจ จะเผาท่าเดียว อีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้แหละ พวกแม่ชีเขายำอาตมาซะเละ ตื่นขึ้นมาแสบไปทั้งตัวเลย เราเองเป็นมาเลเรีย ป่วยหนัก ๆ มันทนเวทนาไม่ไหว ก็ต้องหลบใช่มั้ย พอหลบเขากลัวเราตาย ไม่เคยเห็น ทำวัตรเย็นอยู่แท้ ๆ มันไม่ทำหรอก โผล่เข้าไปดู พอเห็นเข้า โอ้โห...ช่วยกันใหญ่ เอาผ้าชุบน้ำร้อนช่วยกันถู อากาศก็หนาว ๆ คนโดนถูด้วยน้ำร้อน แค่อาบน้ำร้อนก็ตัวแห้งจะแย่อยู่แล้ว เขาบอกว่าเห็นแข็งไปทั้งตัว ก็จะถูให้ตัวอุ่นขึ้นมา...มันเย็น พอตื่นขึ้นมาประมาณตี ๒ แสบไปหมดทั้งตัว จนกระทั่งทุกวันนี้ยังต้องทาครีมนีเวียอยู่เป็นประจำ เพราะยังไม่หายซะที พอโดนอากาศแห้งหน่อยมันจะคัน ไม่รู้ว่าถูจนหนังเราถลอกไปเท่าไร คือเขาต้องการให้ตัวเราอุ่นขึ้นมา เราเองก็เฮ่ย ! แย่แน่งานนี้
              เห็นท่านเอทำวัตรอยู่ เฮ้ย...เอไปบอกมันทีซิ เดี๋ยวมันยำกูตายแน่เลย ท่านเอพอเลิกทำวัตร เขาไปถึงประเภทเกรงใจโยม พูดเพราะจัง “ผมว่านะ ถ้าพวกเราไม่ยุ่งกับท่าน เดี๋ยวท่านก็ฟื้นเองแหละ” เป็นเราก็ด่ากระจายแล้ว มัวแต่พูดเพราะ ๆ อยู่นั่น จะไปบอกคนอื่น พวกนั้นก็เฮงซวยมันรับเราไม่ได้ ก็ต้องบอกท่านเอ เขาไปเอง เขาพยายามปรุงแต่งภาษาให้กระทบกระเทือนใจโยมให้น้อยที่สุด ประสบการณ์ลำเค็ญ จะเป็นครูบาอาจารย์เขาไม่ใช่ของง่ายเลยเนอะ จะตายยังไม่ยอมให้ตายเลย ตอนเราฟังสนุก คนเจอหัวเราะไม่ออก เขาว่า “หัวเราะมิได้ ร่ำไห้ไม่ออก”
      ถาม :  เรื่องลดค่าเงินบาท ?
      ตอบ:   ไม่ต้องถามจ้ะ เอาคาถาเงินล้านไปตั้งใจท่องอย่างจริง ๆ จัง ๆ มันฟื้นเร็ว
      ถาม :  ท่องวันละ ๙ จบ ?
      ตอบ:   รู้มั้ย ? อาตมาเคยท่องวันละ ๑,๒๐๐ จบ จำไว้ว่าถ้าอยากรวยทำแค่นั้นนะเหรอ ? เยอะ ๆ หน่อย ๓๐๐,๕๐๐ จบไปเลยก็ได้ ท่องไปเลย ๓ วัน ๓ คืนก็ได้ คาถาเงินล้านมีเคล็ดลับอยู่ตรงที่ว่าอย่าทำเพราะอยากได้ให้ทำ เพราะว่าเป็นเป็นของดีที่สุดครูบาอาจารย์ให้ไว้ หน้าที่ของเราก็คือรักษาสมบัติครูบาอาจารย์ด้วยการท่องบ่นภาวนาเป็นปกติ อีกข้อหนึ่ง อย่าทำเพราะอยาก ว่าไปเยอะ ๆ อาตมาเริ่มต้นขึ้นมา ๓๐ ต่อไป ก็ ๓๐๐ มีแต่มากขึ้น ไม่มีน้อยลง ปัจจุบันนี้นึกได้เมื่อไรว่าเมื่อนั้น
      ถาม :  จะดีขึ้นมั้ยครับ ?
      ตอบ:   ถ้าหากว่าเอาคาถาเงินล้านไปทำ ทุกอย่างมันจะดี เพราะคาถานี้เป็นเรื่องของลาภผลโดยตรง แล้วห้ามบ่นว่าเหนื่อย ถ้าหากว่าเกี่ยวกับเรื่องการงานมันมาชนิดทำกันตายไปข้างหนึ่งเลย
      ถาม :  หนักไปทางสวดมนต์
      ตอบ:   อันไหนก็ได้ ขอให้เป็นการทำความดีเท่านั้น ในเมื่อเราสวดมนต์เก่ง ก็สวดคาถาเงินล้านแทนไปเลย
      ถาม :  ๙ จบน้อยไป ?
      ตอบ:   น้อยไป น้อยมาก อาตมาเองเล่นทีหลาย ๆ ร้อยจบมาหลายปีแล้ว มีอยู่ ๓ ปีเต็ม ๆ ที่ภาวนาคาถาเงินล้านวันละ ๓๐๐ จบเป็นอย่างน้อย ภาวนาไป ชักลูกประคำไปจน ๒ ข้างด้านเป็นเม็ดเบ้อเร่อเลย ลูกประคำเส้นนั้น โดนเขาปล้นไปแล้ว เพราะว่าชักมันจนเป็นแก้วไปเลย คิดดูแล้วกัน มือถูกับไม้จนกระทั่งไม้ใสเป็นแก้วไปเลย เป็นยังไงล่ะ ? ถ้าไม่ทำจริง ๆ ขนาดนั้นไปไม่รอดหรอก
              ทำเพราะว่าอาตมาเชื่อครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่าอะไรก็เป็นอย่างนั้น ตลอดเวลาที่เริ่มต้น ตั้งแต่รู้จักศึกษาวิชาการที่สอนให้ ทุกอย่างเป็นไปตามนั้นหมด ในเมื่อท่านบอกว่าคาถาเงินล้านทำแล้วรวย
              สมัยหลวงปู่ปาน ก็มีนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ ท่านทำแล้วรวยเป็นหลักเป็นฐาน มาถึงรุ่นหลวงพ่อ ไม่มีใครทำจริง ๆ อาตมาก็เลย...กูทำเองก็ได้ อาตมาใช้เวลาสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเกาะพระฤๅษี เวลา ๑๓ เดือน สร้างครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่างจากพื้นดินเปล่า ๆ ปัจจุบันนี้ทำที ๔-๕ วัดพร้อม ๆ กันโดยไม่กลัวไม่มีสตางค์ เพราะว่าคาถาบทนี้บทเดียว ไปทำเถอะ
      ถาม :  งานขาดทุน สับสน?
      ตอบ:   ไม่ต้องสับสนอะไรทั้งนั้น ถ้าเรามาถึงจุดนี้แล้ว โยมมีสมเด็จคำข้าวหรือสมเด็จหางหมาก สมัยหลวงพ่อไหม ? ถ้าหากว่าไม่มีไปหามาแล้วใช้ควบคาถาเงินล้าน ทุกอย่างจะคล่องหมด ขอให้ทำจริง ๆ เท่านั้น ทุกอย่างจะคล่องตัวหมด
              เคยภาวนาแล้วอยากจะรู้ว่า ในแต่ละวัน ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาภาวนาคาถาเงินล้าน ภาวนาช้า ๆ สติจับตามอยู่ตลอดทุกคำ ประเภทที่เรียกว่าเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ จะดูว่าได้เท่าไร ปรากฏว่าตั้งแต่ตี ๓ ยัน ๑ ทุ่มของแต่ละวัน จะได้ประมาณ ๑,๒๐๐ จบ จะมีเวลาหยุดกินข้าว ตีซะว่า ๒ มื้อ ๑ ชั่วโมงแล้วกัน ตี ๓ ถึง ๑ ทุ่มทำอยู่ทุกวัน ทำอยู่ประมาณ ๓ เดือนเต็ม ๆ ทำจนกระทั่งคำนวณได้ว่าแต่ละวันจะได้ประมาณ แต่ถ้าท่องเร่ง ๆ ได้เยอะกว่านั้นเยอะ แต่นี่ประเภทเอาคุณภาพกันเลย ทำให้มันจริง ๆ ซะที อาตมาเอาต้นทุน ๓๐๐ นี่ล่อซะ ๓ ปีเต็ม ๆ เสร็จแล้ว ๑,๒๐๐ จบนี่เล่นอยู่ประมาณ ๓ เดือน แล้วหลังจากนั้นมาเปลี่ยนเป็นนึกได้เมื่อไรก็ว่าเมื่อนั้น ไอ้เรื่องนับจบเลิกนับแล้ว
      ถาม :  .........................................
      ตอบ:   ...............เขาบอกเอาไว้ ของไทยก็บอกเอาไว้ ภาษิตจีนเขาบอกว่า ชาติก่อนระบุเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างไร ของไทยบอกว่าพรหมลิขิตไว้ แต่จะเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มไม่ได้ เพราะว่าเป็นกรรมเก่า เป็นอดีตกรรม มันจะต้องบวกกับปัจจุบันกรรม คือในชาติปัจจุบันด้วยว่าตัวเองได้ทำอะไรที่เป็นบุญใหญ่อยู่ อย่าลืมว่าวินาทีเป็นปัจจุบัน วินาทีหน้ามันก็เป็นอดีตแล้ว อดีตจะส่งผลถึงปัจจุบันอยู่เสมอ ถ้าเราได้กระทำกรรมดีสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเรื่องของกรรมที่เป็นกุศลใหญ่อย่าง ทาน ศีล ภาวนา ต่อเนื่องไป อนาคตจะเปลี่ยนไป ต่อให้ประเภทอิทธิพลดวงดาว ก็ส่งผลได้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่ถ้าหากเราปล่อยลอยเท้งเต้งไปละก็ มันจะเป็นของมันเต็ม ๆ
      ถาม :  เฉียงหลงฮ่องเต้เก่งยิงธนู มีโอกาสจะได้เป็นรัชทายาท พี่น้องต่อให้ออกไปอีก ๒๐ หลา...(ไม่ชัด)
      ตอบ:   คือลักษณะของอธิษฐานบารมีชัด ๆ เลย เพราะว่าโอกาสที่จะร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างนั้นก็ยาก ตัวอย่างอีกอันหนึ่ง มเหสีพระเจ้าอโศกมหาราช พวกบรรดานางสนมอิจฉา พระเจ้าอโศกมหาราชตั้งเป็นมเหสีเอก ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้สวยกว่าตัวเองเลย แต่ไม่ได้ดูบุญเก่าเขา พระเจ้าอโศกมหาราชต้องการที่จะประกาศบุญของมเหสีเอก ก็เลยให้ทำขนมมา ๕,๐๐๐ ชิ้น คือเท่าจำนวนของมเหสีและสนมทั้งหมด เสร็จแล้วก็ถอดพระธำมรงค์ใส่ไว้ในชิ้นหนึ่ง ให้ปั้นคืนลักษณะเดิม แล้วเอาไปนึ่งให้สุก เสร็จแล้วก็ประกาศว่าให้ทุกคนหยิบไปคนละชิ้น ถ้าธำมรงค์อยู่กับคนไหนจะตั้งเป็นมเหสีเอก คนอื่นแย่งกันคนละหนุบคนละหนับ มเหสีนั่งยิ้มรออยู่ เหลือชิ้นสุดท้ายหยิบขึ้นมาก็อยู่ในนั้นแหละ
              เรื่องบุญเรื่องบารมีมันแข่งกันไม่ได้ เขาทำมาเยอะกว่า ตัวอย่างชัด ๆ ของเราก็คือเขาค้อกับเขาทราย ฝาแฝดเลย นั่นน่ะ แล้วคิดดู คนหนึ่งโด่งดังชนิดกลายเป็นนักมวยยอดเยี่ยมของโลก ๒ ปีซ้อน อีกคนหนึ่งเป็นแชมป์แป๊บเดียว หกคะเมนตกเก้าอี้ไปแล้ว มันต่างกันขนาดไหน? คนหนึ่งประคับประคองตำแหน่งอยู่เกือบ ๑๐ ปี ป้องกันได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุดของเอเชีย แล้วก็เป็นอันดับสองของโลก แต่อีกคนหนึ่งได้แป๊บเดียว
      ถาม :  ดูช่วงเวลา?
      ตอบ:   มันอาจจะประเภทเขาทำไว้นิดเดียว คือดูว่ากรรมเก่าเขาทำอะไรมา ? มันต่างกัน อย่างเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะกับพระสุภัททะ ปริพาชก ในอดีตกาล สองท่านนี่เป็นพี่น้องกัน คราวนี้ก็แบ่งที่นาคนละครึ่งแล้วต่างคนต่างทำ ท่านโกณฑัญญะตั้งแต่เริ่มไถนาก็ทำบุญ หว่ายกล้าก็ทำบุญ ข้าวตกรวงก็ทำบุญ เกี่ยวข้าวก็ทำบุญ ขนข้าวขึ้นยุ้งก็ทำบุญ ท่านสุภัททะไปฟาดเอาขนข้าวขึ้นยุ้งครั้งเดียว แล้วพอกรรมในอดีตส่งผลในชาติปัจจุบัน พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระอรหันต์องค์แรกของโลก
              พระสุททะเกือบจะไม่ทัน อยู่รั้งท้ายสุดเลย พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานแล้ว เพิ่งจะได้รับประทานโอวาท เสร็จแล้วก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจท่านจริง ๆ พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ไปรอบวช เพราะว่าต้องอยู่ติตถิยปริวาส คืออยู่ศึกษาธรรมะเพื่อจะได้รู้ระเบียบวินัย รอบวชอยู่ ๔ เดือน แล้วท่านสุภัททะบอกว่าท่านยอมอยู่ติตถิยะปริวาส ๔ ปี ขอให้ได้บวชแล้วกัน พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้ากำลังใจแบบนี้ก็ขอให้พระอานนท์พาไปให้อุปัชฌาย์ บวชให้เดี๋ยวนั้นเลย คือประเภทของแค่ ๔ เดือน ๔ ปีก็ได้ครับ ท่านก็เลยได้บวชแล้วก็พิจารณาธรรมกลายเป็นพระอรหันต์ กลายเป็นปัจฉิมสาวก คือพระสาวกที่เป็นอรหันต์ทันพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมในพระพุทธเจ้า ปฏิบัติแล้วเป็นพระอรหันต์ ทันเห็นพระพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย ก็คิดดูว่าสิ่งที่ทำต่างกันแค่ไหน พี่น้องกันแท้ ๆ คนหนึ่งแรกสุด คนหนึ่งท้ายสุดเลย