หมอกลงขาวมัวไปทั้งวัด อาตมาสรงน้ำครองผ้าเสร็จ ท่านสุโภคะ ถึงได้ลุกขึ้นตีเกราะ นอกจากปลุกพระเณรเพื่อทำวัตรเช้าแล้ว ยังเป็นการ ปลุกชาวบ้านไปด้วย ถึงไม่ตื่นเพราะเสียงเกราะ ก็ต้องตื่นเพราะเสียงทำ วัตรเช้าอยู่ดี เนื่องจากครูบาน้อยแกหันลำโพงเข้าไปทางหมู่บ้านเลย..!
            ชาวบ้านที่เป็นเวรส่งอาหารพระ ทยอยกันนำอาหารมาส่งที่วัด ที่นี่ เขาจัดเวรเลี้ยงพระหมุนเวียนทั้งหมู่บ้าน วันละสิบห้าครอบครัว ทุกคนกลัว อาตมาฉันอาหารของเขาไม่ได้ เป็นเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ว่าอาหาร อะไรที่มนุษย์กลืนลงไปได้ อาตมาฉันทั้งนั้น...
            ชอบใจกล้วยของบ้านนี้เขา ขนาดเท่ากับกล้วยไข่ เปลือกคล้าย กล้วยน้ำว้า แต่รสชาติออกไปทางกล้วยหอม ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่ากล้วยอะไร อาตมาเรียกเองว่า กล้วยหอมน้ำว้าไข่...!


งานฉลองปราสาทกฐินในหมู่บ้านหนองบัว


            เดินตามเสียงฉลองปราสาทกฐินเข้าไปในหมู่บ้าน ครูบาน้อย บรรยายให้ฟังว่า บ้านใครเป็นใคร รู้สึกว่าทั้งหมู่บ้านจะเกี่ยวดองเป็น เครือญาติกันหมด มาถึงลานกว้างกลางหมู่บ้าน มีต้นจามจุรีใหญ่ร่มครึ้ม ปราสาทกฐินของชาวบ้านที่ประดับด้วยธนบัตรสารพัดราคา ตั้งเด่นอยู่ หลายต้น...
            ชาวบ้านหลายคนมาสนทนาด้วย บอกว่าปีนี้ลูกหลานกลับจาก การทำงานในไทยมากหน่อย จึงมีผู้จองปราสาทกฐินหลายต้น ตัวพวกเขา เองถ้าอยู่เฉพาะที่นี่ ทำมาหากินได้เท่าไร ต้องแบ่งให้ศึกให้เสือให้นาย จนแทบไม่พอกินครบปี จะให้ช่วยบำรุงวัดวาให้สวยงามเหมือนบ้านอื่น จึงเป็นไปไม่ได้...
            สรุปคือฝากภาระการบูรณะวัดหนองบัวให้แก่อาตมานั่นเอง ครูบาน้อยชี้ให้ดูต้นจามจุรีใหญ่ มีรอยฉีกของเปลือกแตกกระจาย จากโคนถึงยอด บอกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ร้อยวันพันปีจะเกิดขึ้นสักที เรียกว่าดินผ่าฟ้า หรือชาวบ้านเขาเรียกกันว่าอสูรยิงเทวดา
            ปรกติแล้วปรากฏการณ์ฟ้าผ่า เป็นเพราะอีเลคตรอนในบรรยากาศ รวมตัวกันมากพอ ก็จะวิ่งลงมาหาโปรตอนที่พื้นดิน แต่นี่เป็นตรงกันข้าม คือโปรตอนรวมตัวกันมากเข้า กลับเป็นฝ่ายวิ่งขึ้นไปหาอีเลคตรอนบนฟ้า ส่วนมากจะเกิดขึ้นในทะเล นี่เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้ยินว่าเกิดขึ้นบนบก...
            หนุ่มใหญ่ผิวคล้ำนายหนึ่งทักทายท่านนาวินอย่างสนิทสนม ซ้ำเคารพนบไหว้อาตมาเป็นอย่างดี ครูบาน้อยแนะนำว่าแกชื่อ “ปะไล” เป็นลูกเขยของป้าของท่านนาวินเอง เท่ากับว่าเป็นพี่เขยของครูบาน้อย นายปะไลคนนี้เขาระลึกชาติได้...


ปรากฏการณ์ดินผ่าฟ้า หรืออสูรยิงเทวดา


            ชาติก่อนแกเกิดอยู่บ้านป่าหวาย ซึ่งอยู่ไปทางท้ายบ้านหนองบัว นี่เอง รักใคร่ชอบพอกับป้าของครูบาน้อย แต่ป้าแกไม่เล่นด้วย ฝ่ายนี้ถือคติ ตื๊อเท่านั้นจึงจะครองโลก ตามเฝ้าเช้าเฝ้าเย็น คุณป้าทีเด็ดแก้ปัญหาได้ เฉียบขาดมาก นัดให้ไปพบกันในป่า ให้แฟนใหม่ฆ่าหมกป่าไปเลย..!
            คิดว่าสาวให้ท่า กลับหลอกไปฆ่าซะนี่ นายปะไลคงนอนตาย ตาไม่หลับ จึงมาเกิดใหม่อยู่บ้านหนองบัว ระลึกชาติได้แต่คราวนี้ฉลาดขึ้น ไม่เอะอะให้ใครรู้ รอจนลูกสาวของป้า(พี่สาวท่านนาวิน) โตเป็นสาว ก็ส่ง ผู้ใหญ่ไปขอ ตกแต่งอยู่กินกันเรียบร้อยแล้ว ลูกเขยทีเด็ดจึงไปหาแม่ยาย อดีตคนรัก ถามว่าจำแกได้ไหม..?
            ไม่ถูกแม่ยายถีบเอานับว่าบุญหัว แม่ยายที่ไหนวะจำลูกเขยตัวเอง ไม่ได้ ปะไลจึงต้องทวนความเดิมให้ฟัง เล่นเอาแม่ยายเกือบลมจับ เรื่องนี้ เป็นความลับที่รู้กันแค่สองคนผัวเมีย ถ้าไม่ใช่เพราะระลึกชาติได้จริงๆ ไม่มีทางที่จะมีใครมารู้เห็นได้เลย..!
            ปะไลยิ้มฟันขาวเมื่อครูบาน้อยเปิดพุงแกให้อาตมาดู รอยแผลเป็นจากการถูกมีดแทงของชาติที่แล้วยังปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน หนุ่มใหญ่บอกว่าได้เปิดเผยเรื่องราวกับคนรักเก่าก็สะใจพอแล้ว เพราะได้ลูกสาวมาย่อมดีกว่าแม่แน่นอน จึงไม่คิดไม่แค้นอะไรอีก...
            เท่านี้ยังไม่พอ นายคนนี้แกยังมีความสามารถคุยกับผีคุยกับ เทวดาได้เป็นปกติ ตอนแรกแกหัดนั่งภาวนา เห็นพระบ้าง เห็นฤๅษีบ้าง มาหา แต่ไม่สามารถติดต่อพูดคุยได้ มาถามวิธีการจากครูบาน้อย คราวนี้ คล่องตัวขนาดพระเจ้าองค์ไหนดีไม่ดีแกรู้หมด ใครแอบทำอะไรที่ไหนก็รู้..! แต่มันทำให้แกนิสัยไม่ดี เพราะดันเลือกไหว้พระสงฆ์เป็นบางรูปเท่านั้น...
            คนที่มีความสามารถพิเศษมักมีทางเลือกอยู่สองทาง ถึงไม่เลือก มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นคือ คนเชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์ แห่กันไปหาจนไม่ได้ พักผ่อนนอนหลับกันละ อีกอย่างคือ คนเขาไม่เชื่อและหาว่าบ้า นายปะไล แกเจออย่างหลังเข้า จึงถูกชาวบ้านเรียกว่า “ผีบ้า” ฮะ..ฮะ..ฮ่า..!
            แยกทางกันตรงกลางหมู่บ้าน อาตมาทั้งสองกลับวัด ครูบาน้อย จัดการซ่อมเครื่องตัดหญ้า อยู่เมืองพม่าข้าวของทุกอย่างถ้าไม่ใช่ หายากก็แพงขนาดหนัก ดังนั้น เก่งหรือไม่เก่งก็จำต้องซ่อมข้าวของ เครื่องใช้เป็น นี่พระคุณท่านเล่นแกะสองเครื่องมายุบรวมเป็นของดีเครื่อง เดียว บริษัทญี่ปุ่นน่าจะส่งคนมาดูงานที่นี่ จะได้เก่งแบบนี้บ้าง...
            เห็นทุกอย่างไม่ว่าเครื่องเสียง เครื่องตัดหญ้า ล้วนแต่เก่าแก่รุ่น คุณปู่แก้ผ้าวิ่งทั้งนั้น อาตมาบอกกับครูบาน้อยว่า คราวหน้าไปหาที่เกาะ พระฤๅษี อาตมาจะถวายเครื่องเสียงยี่ห้อมาร้านซ์กับเครื่องตัดหญ้า ของมิตซูบิชิให้ จะได้ไม่ต้องมาใช้ทีซ่อมทีแบบนี้ เห็นแล้วเหนื่อยแทนว่ะ..!
            มีเสียงเอะอะกันอยู่ที่ท่าน้ำ สักครู่มีโยมวิ่งมาตามครูบาน้อยลงไปดู เห็นท่านสุโภคะกำลังปั๊มหัวใจหนุ่มน้อยคนหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ บอกว่านายนี่สลบอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ มาเอะใจตรงที่เรียกแล้ว แกยังนั่งคอพับคออ่อนอยู่ พอจับตัวเข้า ก็รูดลงไปกองกับพื้นเลย..!
            อาตมาจับชีพจรดูเห็นเต้นเป็นปกติดี ครูบาน้อยบอกว่าให้หาม ไปไว้ที่บ้านก่อน หลังเพลจะตามไปช่วย อาตมาให้สงสัยเป็นกำลัง ช่วยคน แทนที่จะรีบช่วยตอนนี้ ดันไปรอจนหลังเพล แบบนั้นคงจะได้ช่วยบังสุกุล ละมั้งพ่อคุณ..? ครูบาน้อยหัวเราะเฉยเสีย อาตมาจึงต้องปล่อยตามสบาย ของท่าน...
            หลังเพลท่านนาวินเดินหาหญ้าขัดมอญ บอกว่าต้องเอาชนิด ใบกลมเท่านั้น สำหรับคนที่เป็นลมชักสลบแบบนี้ ให้กลั้นใจรูดใบมา ๑ กำมือ ขยำกับน้ำหยอดหู จมูก ปาก และทาฝ่ามือฝ่าเท้า ถ้าไม่เกิน สามชั่วโมงรับรองว่าหายเป็นปกติทุกราย มิน่าล่ะ...ถึงทำเป็นไม่ทุกข์ ไม่ร้อนอะไรเล้ย...
            ได้ยามาอีกหลายขนาน ใครเป็นโรคภัยอะไรตามนี้โปรดทดลองดู ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ถ้าไม่ดีจริงคงไม่มีเชื้อสาย สืบมาถึงพวกเราเป็นแน่ บางอย่างชาวต่างชาติจดลิขสิทธิ์เอาของเราไป แบบหน้าด้านๆ จนเราต้องไปซื้อเขาแพงๆ อย่างน่าเจ็บใจ...


พระเจดีย์วัดหนองบัว สูงตั้ง ๙ ฟุตแน่ะ..!


            ยาแก้หมาเลีย เอ๊ย... มาเลเรีย ใช้ใบกระเพรา ใบบัวบก พริกไทย น้ำหนักเท่ากัน (ถ้าเป็นมากล่อซะอย่างละตันก็ได้) ตำคั้นเอา น้ำแยกไว้ ตำกากยาต่อไปจนละเอียด เอาน้ำลงผสมปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่านิ้วก้อย ตากแห้ง กินสองเวลาเช้า – เย็น ครั้งละสามเม็ด...
            ถ้าใช้ใบมะรุมสดตำกับเกลือเล็กน้อย คั้นเอาน้ำมาหยอดตา ให้น้ำตาไหล จะหายเร็วขึ้น ครูบาน้อยแกย้ำว่า ไข้ทุกชนิดถ้าหยอดด้วย ยานี้ให้น้ำตาไหล จะหายเร็วขึ้นทั้งนั้น คงเป็นเพราะทนแสบตาไม่ไหว ไม่หายก็ต้องรีบหายกันละ ปัดโธ่...แค่เกลืออย่างเดียวก็แสบจะแย่อยู่แล้ว...
            ยาแก้ไอ เอาบอระเพ็ด เปลือกต้นกุ่ม ใบมะขามเปรี้ยว แต่ละชนิดแยกตำ คั้นน้ำทิ้ง เอากากยาไปตากแห้ง แล้วนำผงยา แต่ละชนิดน้ำหนักเท่าๆ กัน มาผสมกันเข้า กินครั้งละช้อนชาเวลาไอ ใครเป็นโรคไอเรื้อรังทดลองดูได้ ถ้าไม่หายก็ตายแล
            ยาแก้ความดันสูงทุรังสูง เอ๊ย...แก้ความดันสูงอย่างเดียว ใช้ฝักอ่อนมะขามเปรี้ยว(ส้มมะขาม) กินสดๆ วันละ ๒ – ๓ ฝักทุกวัน จะช่วยแก้ความดันสูงได้ มัวแต่ซักถามรายละเอียดของยาแต่ละตำรา เล่นเอาได้เวลาทำวัตรเย็นพอดี ตกลงว่าได้นอนแต่หัวค่ำอีกวัน...

๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏


            เสียงหนูแทะดังกุกกักอยู่ในตู้เก็บใบลานสำหรับเทศน์ กลายเป็น เสียงปลุกอาตมาขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ทันตีสองดี เปิดตู้หาเจ้าตัวต้นเหตุ มันมองตาใสทำหนวดยุกยิกอยู่กลางแสงไฟฉาย มีลูกอ่อนตัวแดงๆ สาม สี่ตัวดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในรัง รังของมันทำจากเศษกระดาษและเศษใบลาน เทศน์ซะด้วย ตายเมื่อไหร่มีหวังลงนรกแน่เอ็งเอ๋ย..!
            ไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไรดี นอกจากปล่อยเอาไว้อย่างนั้น คงต้องรอจนกว่าลูกของมันจะโตพอหากินเองได้ แล้วจึงค่อยมาขับไล่กัน อีกที ภาวนาจนได้ยินเสียงตีเกราะจึงลุกไปสรงน้ำ กลับขึ้นมาครองผ้า รอจนได้เวลาก็ทำวัตรเช้าพร้อมกันตามระเบียบ...
            หลังทำวัตรนั่งคุยกับครูบาน้อยรอเวลาฉัน ท่านเห็นอาตมาเก็บ ข้าวของใส่ย่ามเรียบร้อยทุกครั้งหลังจากตื่นนอน อาตมาจึงอธิบายให้ทราบ ว่า หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านอบรมมาแบบนี้ ท่านให้ล็อคประตูทุกครั้งที่ออก จากห้อง หากพักรวมกับผู้อื่น ให้เก็บข้าวของให้เรียบร้อยและเอาย่าม ติดตัวไปด้วย...
            ท่านบอกว่าขโมยจะเอาของของเราต่อเมื่อมีโอกาส ถ้าประตู เปิดทิ้งไว้ หรือวางข้าวของล่อตาล่อใจ เท่ากับเปิดโอกาสให้เขาทำความผิด เราต้องป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงค่อยไป แก้ไข ซึ่งบางทีก็ไม่ทันการณ์ หรือถึงทันก็เสียเวลาโดยใช่เหตุ...
            ท่านนาวินบอกว่า กล้องถ่ายรูปตัวเก่งของท่าน หายไปเมื่องาน อุปสมบทหมู่ประจำปีที่ผ่านมา ใครเป็นผู้เอาไปก็พอรู้ แต่ในเมื่อเขา ไม่ละอายชั่วกลัวบาป ก็ต้องปล่อยให้เขาต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความ เป็นพระไปเอง เพราะศีลระบุเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
            การตีความพระวินัยคือศีลของพระระหว่างพระไทย กับพม่า มีหลายข้อที่ลักลั่นกันจนน่าเป็นห่วง อย่างเช่นการขโมยของ ผู้อื่น ราคาตั้งแต่ห้ามาสกขึ้นไปต้องอาบัติปาราชิก ของไทยตีความว่า ห้ามาสกเท่ากับหนึ่งบาท แต่ของพม่าตีความว่า ห้ามาสกเท่ากับ ทองคำน้ำหนักหนึ่งสลึง..!
            มาตราโบราณเทียบไว้ว่า ๔ เมล็ดข้าวเปลือกเท่ากับ ๑ กุญชา และ ๒ กุญชาเท่ากับ ๑ มาสก ดังนั้น ๕ มาสกย่อมเท่ากับ ๔๐ เมล็ด ข้าวเปลือก ของไทยตีราคาเท่ากับ ๑ บาท ดูจะราคาสูงไปนิด แต่พม่า เล่นเอา ๔๐ เมล็ดข้าวเปลือกไปชั่งเทียบเท่ากับน้ำหนักทอง ๑ สลึง แพงหนักเข้าไปอีก...
            หลังอาหารเช้าอาตมาคว้าสมุดไปเดินรอบวัด จัดการทำแผนที่ วัดหนองบัวแบบคร่าวๆ ว่าอาคารแต่ละหลังอยู่ตรงไหนบ้าง ขณะที่ พระเณรช่วยกันจัดสถานที่พัก ที่นอน ที่ฉันอาหารของพระอาคันตุกะ ท่านนาวินบอกว่านิมนต์มา ๓๐ วัด ใครๆ ก็รองานกฐินวัดหนองบัว เพราะ ถวายเงินมากกว่าวัดอื่น ตกลงว่ามาเพราะเงินใช่ไหม..? แฮ่...


โบสถ์อายุสี่ร้อยปีเศษของวัดหนองบัว เก่าจนหมดสภาพ

(อ่านต่อฉบับหน้า)