|
บึงลับแล
"ผู้ช่วยฯ รู้จักบึงลับแลไหม..?" อาตมาถามคุณสมชาย อ่อนอาษา ผู้ช่วยหัวหน้าสถานีวิจัยเพื่อรักษาต้นน้ำแม่กลอง ในขณะที่ผู้ช่วยสมชายแวะไปบ้านแม่เบ็ญ (อาจารย์เบ็ญจา วิบูลย์พันธุ์) ที่อู่ทอง และอาตมาพอดีอยู่ที่นั่น ผู้ช่วยสมชายบอกว่าไม่รู้จัก...
อาตมาขอร้องผู้ช่วยสมชายให้สืบหาให้ด้วย จากข่าวที่อาตมาทราบนั้น บึงลับแลอยู่เหนือน้ำพุร้อนหินดาดขึ้นไปอีก น้ำพุร้อนหินดาดก็อยู่ใกล้ ๆ สถานีวิจัยนั่นเอง ผู้ช่วยสมชายรับปากว่าจะช่วยสืบหาให้ แต่ไม่รับรองผล เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน...
 หัวหน้าสถานีวิจัยเพื่อรักษาต้นน้ำแม่กลอง คนยืนขวามือคือหัวหน้าประเดิมชัย แสงคู่วงษ์
เมื่อได้พบคุณประเดิมชัย แสงคู่วงษ์ หัวหน้าสถานีวิจัย อาตมาก็ออกปากไหว้วานอีกผู้หนึ่ง หัวหน้าเดิมแม้จะอยู่มาหลายปีก็ตาม ก็ไม่เคยได้ยินมาเช่นกัน แต่ก็รับรองแข็งขันว่าจะจัดการให้ จากนั้นข่าวคราวก็หายเงียบเป็นคลื่นกระทบฝั่ง...
ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๓๓ อาตมาแวะไปพักที่อู่ทอง ก็ได้รับข่าวดีจากแม่เบ็ญว่า ทางคุณชาติชาย ลือพาณิชย์กุล หัวหน้าสถานีวิจัยไผ่ผาตาด ส่งข่าวมาว่า ทราบที่ตั้งของบึงลับแลแล้ว หนทางไปลำบากกันดารมาก แต่อย่างไรก็ตามจะไปสำรวจเส้นทางให้ก่อน...
ปกติโรงเรียนที่แม่เบ็ญสอนเด็กนั้น จะปิดเทอมกลางในต้นเดือนธันวาคม อาตมาจึงกำหนดวันไปพักผ่อนกันในต้นเดือนธันวาคม นัดแนะญาติโยมและแดง (มงคล จอมผา) มือซิ่งประจำตัวให้ทราบว่า วันนั้นเวลานั้นเราจะยกขบวนไปกัน...
ก่อนวันนัดเล็กน้อย อาตมาลงมาทำฟันกับหมอเพชร (ท.พ.เพชรไพฑูรย์ จันทร์ชูเชิด) ที่กรุงเทพฯ และแวะเยี่ยมคุณอ้อย (คุณพจน์ผจง แสงคู่วงษ์) ที่ป่วยอยู่ ได้พบกับแม่เบ็ญและหัวหน้าเดิมด้วย ทั้งสองท่านแจ้งว่า ตามกำหนดเวลานั้นท่านมีธุระ ไปด้วยไม่ได้...
ต่อมามีผู้สละสิทธิ์อีกสองรายคือ ลูกปุ๋ม (ชุติมา นฤภัย) ลูกสาวคนรองของอาตมา เพราะติดสอบกลางเทอม กับ เค็ง (มาลีวรรณ ตีรเลิศพานิช) เพราะพี่สาวคือ เกียง (มาลินี ตีรเลิศพานิช) กับลูกปุ๊ก (สุมาลี ตีรเลิศพานิช) ไปด้วยแล้ว ตัวเองต้องอยู่เฝ้าบ้าน...
เวลานัดตีห้าครึ่ง ทุกคนตรงเวลาดีมาก แดงใช้ความสามารถพิเศษในการขับรถ พาคณะไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านแม่เบ็ญ และรับจุ๋ม (เบญจรัตน์ วิบูลย์พันธุ์) กับ จุ๊บ (เบญจพร วิบูลย์พันธุ์) ไปด้วย ตกลงช่วงแรกนี้ทั้งคณะประกอบด้วย...
๑. อาตมา ๒. แดง ๓. พี่มุกดา (คุณมุกดา เพชรชื่นสกุล) ๔. เกียง ๕. ลูกปุ๊ก ๖. จุ๋ม ๗.จุ๊บ ๘. ลูกปลา (ปราณี ขวัญเพ็ญ) ๙. น้าเล็ก (อาจารย์จารุวรรณ ศรีแสงจันทร์) เป็นอันว่า ลงเลขมงคลพอดี แม่เบ็ญขนอาหารไปให้เต็มคันรถเลย...
จุดแรกที่แวะคือ วัดพระแท่นดงรัง กราบพระแท่นบรรทมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรอยพระพุทธบาทบนเขาถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ สวดมนต์บูชาและปิดทองโดยทั่วหน้ากัน แล้วตีระฆังกันสนั่นลั่นดอยไปเลย..
ความรู้สึกของอาตมานั้นคิดว่า สถานที่นี้ไม่ใช่ที่ซึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หากแต่เป็นที่ซึ่งพระองค์เคยเสด็จผ่านมาแรมคืน และบรรทมบนพระแท่นนั้น จะผิดถูกอย่างไรไม่ขอยืนยัน จะอย่างไรก็จัดเป็นพุทธานุสติเช่นกัน..
องค์สมเด็จพระภควันเสด็จเข้าสู่พระนิพพานไป ตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วผู้วิเศษปานฉะนี้ ยังก้าวพ้นความไม่เที่ยงของสังขารไปไม่ได้ หมู่เราไฉนเล่าจักล่วงพ้น..? ควรที่ทุกคนควรเร่งประกอบกรรมดีกันเถิด..
มุ่งหน้าต่อไปถึงสุสานฝรั่ง แผ่นป้ายจารึกชื่อทหารฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นพันๆ ชื่อ แต่พอขอพบกลับมีผู้มาแค่ ๔ - ๕ คน...อนาถหนอ... จิตใจที่เศร้าหมอง ย่อมพาไปสู่ทุคติ ท่านที่มารับส่วนกุศลทั้ง ๕ นี้ นับว่าโชคดีเป็นล้นพ้น ขอจงเป็นสุขโดยทั่วกันเถิด...
"สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ มรณนฺตํ หิ ชีวิตํ" สัตว์ทั้งหลายมีความตาย ณ เบื้องหน้า หาควรประมาทแก่ชีวิตไม่ ควรเร่งขวนขวายในทาน ศีล ภาวนา เพื่อเป็นเครื่องพาตนให้พ้นวัฏสงสาร เข้าสู่แดนแห่งเอกันตบรมสุข คือ พระนิพพานกันเถิด...
เข้าชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว ทั้งไทยทั้งฝรั่งมาชมกันมาก เด็กๆ แวะซื้อของที่ระลึกกัน ส่วนใหญ่จะสนใจเครื่องประดับจำพวกนิลตะโก ถามลูกปุ๊กลูกสาวคนโตนักขายของประเภทนี้เช่นกันว่า จะยอมให้กรรมสนอง โดยถูกเขาโขกเอาแพง ๆ บ้างหรือไม่..? เธอว่าไม่ยอมแน่นอน...
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ลูกเอ๋ย...ไม่มีใครหนีกฎของกรรมพ้น แต่เราสามารถพ้นได้ ถ้าตัดกิเลสเป็นสมุเฉทปหานเข้าสู่พระนิพพาน กรรมใด ๆ ก็มิอาจตามสนอง พยายามหน่อยนะลูกนะ.. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น...
"สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ" สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่อาจทรงอยู่ได้ ความคิดนี้แว่บขึ้นมาขณะเข้าสู่ปราสาทเมืองสิงห์ สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตเห็นปานนี้ยังทรงอยู่ไม่ได้ แล้วเราจะทรงอยู่ได้อย่างไร ?...
ทั้งหมดแวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ ยกเว้นอาตมากับแดงสองคน ที่เดินดูความใหญ่โตโอฬารของคูเมืองที่มีถึงสามชั้น แต่กีดกั้นความไม่เที่ยงแท้ไม่ได้ เห็นคนงานกำลังพยายามเรียงศิลาแลง ให้เป็นทางเดินแบบเก่าอย่างขะมักเขม้น...
เห็นแว่บๆ นึกว่าผู้ชาย พอเดินเข้าใกล้ กลายเป็นแหม่มสองคนนุ่งบิกินี่อาบน้ำตกกันอยู่ น้ำตกไทรโยคน้อยนี้เทลงมาเป็นสายเดียวเล็ก ๆ เพราะเป็นหน้าแล้ง มีสินค้าพื้นเมืองวางขายมากมาย ติดใจมะละกอแสงจันทร์ กับ พริกกะเหรี่ยง ที่นี่จัง...
แหม่มทั้งสองอัธยาศัยดีมาก ส่งภาษาสเปนให้คณะของเราไปอาบน้ำตกด้วยกัน เล่นเอาถอยกรูดกันเป็นแถว อาตมาโบกมือไล่ให้ไป คุณเธอกลับจะขอเช็คแฮนด์ด้วย เข้าใจไปคนละเรื่องเดียวกัน เลยหนีไปดูของที่ระลึกกันอีก ซื้อนิลกันไปจนได้...
พี่มุกดาทำกระเป๋าเงินหาย กำลังจะปลงใจได้ กลับพบว่าตกอยู่ในรถ เลยซื้อสร้อยนิลไปซะ ๑ เส้น คราวนี้ตกหายอีกก็คงไม่ว่า เพราะได้ของที่ต้องการแล้ว รอจุ๋มกับจุ๊บพักใหญ่ ไม่เห็นมาซักที เดินมาพบทั้งสองคนนั่งรออยู่ที่รถแล้ว มันน่า..นัก..!
"ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีทางได้อย่างใจ ถ้าคิดว่าทุกอย่างจะต้องได้อย่างใจ โทสะก็จะเกิด" คำสอนของหลวงปู่มหาอำพันก้องขึ้นในใจ ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยเมตตาปรากฏชัด ปฏิฆะที่เริ่มกรุ่นขึ้นมาหายไปทันที ช่างเถิด..เขาทำถูกแล้ว กราบขอบพระคุณครับหลวงปู่...
เลี้ยวเข้าพื้นที่ของปศุสัตว์ทหาร ริมทางด้านในเป็นช่องเขาขาด ซึ่งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นบังคับเชลยศึกให้เจาะภูเขา เพื่อสร้างทางรถไฟไปสู่พม่า ภูเขาทั้งสองเทือกมาสิ้นสุดลงใกล้ ๆ กัน ไม่ได้ติดพืดกันไปแบบที่อื่น มีเรือนพักที่ทำระเบียงยื่นไปให้ชมช่องเขาด้วย แต่บรรดาต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นบดบังสายตาเกือบหมด...
จะชมช่องเขาจริงๆ คงต้องถากถางกันขนานใหญ่ การถางไม้ถางหญ้าเป็นเรื่องง่าย แต่จะถากถางกิเลสที่บดบังใจกลับยากยิ่ง เผลอเมื่อไรเป็นถูกบดบังมืดสนิท ต้องระมัดระวังกันอยู่ตลอดเวลา ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง...
น้ำตกไทรโยคใหญ่รออยู่ด้านหน้า ต้องข้ามสะพานแขวนผุ ๆ ไปอีกฝั่งของแม่น้ำ ตัวน้ำตกอยู่ ๆ ก็โผล่ออกมาตกจากเนินเตี้ย ๆ ลงสู่แม่น้ำเลยทีเดียว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จมาชมความงามของน้ำตกนี้ด้วย...
ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน แล้วย้อนกลับออกมาขึ้นรถ แดงชี้ให้ดูเขากระทิง เขากวาง เขาเลียงผา ที่ในร้านอาหารใกล้ที่จอดรถ นี่ขนาดติดที่ทำการอุทยานเลยนะเนี่ย...เกียงเก็บสมเด็จวัดระฆังได้ ๑ องค์ ดีใจจนกระโดดโลดเต้น บอกว่า "พระสังฆังนำมาซึ่งสิ่งของ" ฮ่า..ฮ่า..!
ลุยยาวรวดเดียวถึงสถานีวิจัย พบผู้ช่วยสมชายและพนักงานหลายคน กำลังปฏิบัติหน้าที่กันอยู่ ขอสรงน้ำก่อนแล้วไหว้พระสวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้าแม่เบิกไพร และบริวารทุกท่าน เห็นภาพเป็ดสีน้ำตาลตัวหนึ่ง ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร..?
ออกมาข้างนอกพบว่า ทุกคนอาบน้ำแล้ว กำลังรับประทานอาหารเย็นกัน โดยอุ่นอาหารที่แม่เบ็ญขนมาให้ นั่งโจ้กันน่าเอร็ดอร่อย ลูกปลาลูกสาวคนเล็กเสียงแหบกว่าเป็ดอีก เพราะสระผมด้วยน้ำที่มาจากน้ำตก ซึ่งเย็นยังกับน้ำแข็ง นี่กระมังเป็ดตัวนั้น..?
นัดหัวหน้าชาติชายไว้สี่โมงเย็น มาเอาเกือบห้าโมงครึ่ง มีพระอาจารย์เพ้งกุย แห่งวัดป่าผาตาดธารสวรรค์ ติดรถมาด้วย วัดนี้เป็นสายของวัดสังฆทาน ท่านจะขอติดขบวนไปบึงลับแลด้วย เป็นไรมี ถ้าชอบความลำบาก กระผมก็ยินดีต้อนรับเป็นที่ยิ่งครับ..!
ฟ้ามืดแล้ว...คณะของเราเดินทางไปยังสถานีวิจัยไผ่แปลงหก หมู่บ้านห้วยเขย่ง หนทางวกวนขึ้นลงคดโค้งไปตามไหล่เขา เห็นความสามารถของแดงชัด ๆ ตอนนี้เอง หนทางน่าหวาดเสียวขนาดนั้น เขาไปได้เกินร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง..อะไรจะเก่งกาจสามารถปานนั้น..!
ที่พักเป็นบ้านหลังใหญ่สองชั้น มีห้องพัก ๔ ห้อง พร้อมห้องน้ำ-ห้องครัว และที่ทำงานพร้อม ที่น่าทึ่งคือสร้างขึ้นจากไม้ไผ่ล้วน ๆ สวยงามเป็นที่ถูกใจยิ่งนัก ฝีมือออกแบบของหัวหน้าชาติชายเขาล่ะ..สถาปนิกมืออาชีพมาเห็นเข้าคงเลิกอาชีพไปเลย ที่พักน้ำ-ไฟพร้อม อาจารย์เพ้งกุยแยกไปกางกลดอีกที่หนึ่ง...
กำชับทุกคนให้สวดมนต์ไหว้พระ แล้วนอนภาวนาไปเลย ห้ามผลัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด เพราะพรุ่งนี้นั้นสถานที่ที่จะไปไม่ใช่ที่จะล้อเล่นได้ อาตมานั่งแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้าที่เจ้าทาง และเทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย ขอความสะดวกในการไปกลับด้วยเถิด...
เที่ยงคืนกว่า เดือนแรมหกค่ำแขวนอยู่กลางฟ้า ทันใดนั้นเอง..! อากาศที่หนาวจับขั้วหัวใจก็เปลี่ยนไป กลายเป็นความเย็นประหลาด มันชุ่มฉ่ำชื่นใจจนบอกไม่ถูก แสดงว่าเบื้องบนรับรู้คำอธิษฐานของเราแล้ว อาตมาให้สัญญากับท่านว่า จะไม่ไปทำสกปรกรอบ ๆ บึงลับแลเป็นอันขาด...
ใจคิดถึงคำบอกเล่าของหัวหน้าชาติชาย ที่แอบมากระซิบไว้เมื่อแรกมาถึงว่า "เป็นสถานที่ประหลาดมาก สงบเยือกเย็นบอกไม่ถูก น่าไปค้างคืนเพื่อปฏิบัติธรรมครับ..ผมลอง "สัมผัส" ดู เห็นแสงสีแดงประหลาด ม้วนเป็นเกลียวอยู่ข้างใต้บึง และมีวัตถุลักษณะเป็นบ้านแบบเรือนแพด้วย.."
"เคยมีคนเอาปลาไปปล่อยในบึง แต่ "เขา" คงจะไม่ยอมรับ น้ำในบึงแห้งจนปลาตายหมด พอบึงสะอาดดี น้ำจึงขึ้นมาใหม่ ลองวัดระดับขณะที่น้ำแห้ง ความลึก ๑๔ วาครับ อื้อฮือ..แปลกมาก เอาเถอะ..พรุ่งนี้ก็คงรู้กัน ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่...
เสียงพลิกตัวออดแอดพร้อมกับจุ๋มบอกว่า "นอนไม่หลับ" จิตที่ขาดการอบรม ทำให้แปลกที่แล้วหลับไม่ลง ให้จุ๋มออกมานอนภาวนาข้างนอก จะได้ไม่รบกวนคนอื่น ปรากฏว่าจุ๊บหอบผ้าห่มตามออกมาอีกคน แยกย้ายหาที่ซุกตัวตามอัธยาศัย...
ส่วนอาตมานั่งฟุ้งซ่านต่อ ถึงเจ้าพ่อแห่งทุ่งพลายงาม จระเข้ยักษ์ตัวมหึมา ที่รอยของมันให้คนยืนสองฟาก ส่งไรเฟิลให้กันยังรับกันไม่ถึง ถ้ามันเดินจากทุ่งพลายงาม มากบดานในบึงลับแลละก็..พรุ่งนี้ไม่ใครก็ใคร คงได้เป็นอาหารจานโปรดกันบ้างล่ะ..!
แบ่งใจหนึ่งคิด อีกใจหนึ่งภาวนา นึกถึงตำนานของต้นพืชศักดิ์สิทธิ์ ที่ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้ เรียกว่า "น้ำเต้าพระอินทร์" มีเฉพาะในบึงลี้ลับซะด้วย..พอเถอะ..ภาวนาดีกว่า ตียาวรวดเดียวกรรมฐานรอบเช้า กลางวัน เย็น หมดทีเดียวเลย แล้วตั้งใจอุทิศส่วนกุศล...
************************
ดูนาฬิกาเห็นเกือบตีสามแล้ว เก็บที่นอนจัดการล้างหน้าล้างตา ปลุกทุกคนขึ้นมาสวดมนต์ไหว้พระ หัวหน้าชาติชายเลี้ยงกาแฟและขนมปังแก่ทุกคน อาตมาอดเพราะยังไม่ได้อรุณ แม่ครัว - คนงานจัดเตรียมอาหารเช้า - กลางวัน ทุกอย่างเรียบร้อยก็ออกเดินทาง...
รถวิ่งตามทางฝุ่นประมาณครึ่งช.ม. ถึงบ้านลุงปาน พรานนำทาง ทิ้งรถตู้ไว้แค่นี้ ขึ้นปิ๊คอัพแทน วิ่งรถไปไม่นานก็ถึงต้นทาง ทุกคนลงเตรียมพร้อม หัวหน้าชาติชายนัดให้ปื๊ด(คนงานของสถานีวิจัย)นำรถมารับเวลาบ่ายสองโมง ขณะนี้ตีห้ากว่าแล้ว ท้องฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีแสงเงินขึ้นรางๆ...
อากาศขมุกขมัวขณะเดินทาง ตอนนี้คณะเดินทางเพิ่มเป็นสิบเจ็ดคน ที่เพิ่มมาก็คือ
๑๐. หัวหน้าชาติชาย ๑๑. พระอาจารย์เพ้งกุย ๑๒. ลุงปานพรานนำทาง ๑๓. ลูกชายลุงปาน ๑๔.-๑๕.-๑๖.-๑๗. คนงานแบกของ สิ่งที่ขนมาคืออาหารกล่อง แกลลอนน้ำ พร้าถางทางและเชือกไนล่อน...
อาวุธคู่มือลุงปานคือปืนลูกซอง เป็นไอ้โคนเหลี่ยม ตราเสือ รุ่นพระเจ้าเหา เก่าจนพานท้ายกร่อนเลย ส่วนหัวหน้าชาติชายใช้ปืนสั้นออโตเมติคของซีแซด เอ็ม.๘๕ อาตมาถือพร้าหวดเล่มหนึ่ง เอาไว้แทนไม้เท้า บอกทุกคนที่ยืนคางกระทบกันเพราะความหนาวว่า...
"เอ้า.. ขอให้ทุกคนนึกถึงความเหนื่อย ความหนาว และความง่วงที่ผ่านมาเมื่อวาน และกำลังจะพบอยู่ในวันนี้ ว่ามันทุกข์ขนาดไหน ขนาดเรามาเที่ยวหาความสนุก ยังทุกข์กันถึงเพียงนี้ ใครอยากจะเกิดมาทุกข์อย่างนี้อีกก็ตามใจ เอาละ..ลุงปานนำทางได้.."
ลุงปานนำเดินลัดตัดเข้าข้างทางขึ้นเขาโดยทันที ทุกคนเตรียมตัวมาดี คือนุ่งกางเกง ใส่รองเท้าผ้าใบ ยกเว้นน้าเล็กใส่รองเท้าพื้นหนา พรานนำทางและลูกหาบใช้รองเท้าแตะ อาจารย์เพ้งกุยก็รองเท้าแตะ ขณะที่อาตมาเล่นแบร์ฟุต คือเดินเท้าเปล่าตามความเคยชิน...
เพราะต้องขึ้นเขาโดยทันที ทำให้ทุกคนเกิดอาการหายใจทางปากโดยทั่วหน้า ปีนไปพักใหญ่ความหนาวก็หายไปหมด อาตมาร้องบอกเด็กๆ ให้ระมัดระวังไม้ทุกกิ่ง หินทุกก้อนต้องแน่ใจว่าแน่นหนาจริง ๆ จึงค่อยยึดค่อยปีน อย่าประมาทจนทำให้เจ็บตัว...
รุดหน้าไปเรื่อยๆ อาตมาเดินข้างหน้าบ้าง ตรงกลางบ้าง ลงไปปิดท้ายบ้าง กระตุ้นทุกคนให้พยายามเกาะกลุ่มกัน อย่าให้แถวขาดจนต่อไม่ติด จะทำให้ขบวนเสียเวลา เพราะต้องหยุดคอยกัน ท้องฟ้าสว่างขึ้นทุกที จนพอมองเห็นทางถนัด อาตมาก็เอะใจ...
ก็ไหนว่าลุงปานเพิ่งมาสำรวจทางกับหัวหน้าชาติชายเมื่อสี่ - ห้าวันก่อน ทำไมไม่มีร่องรอยใครผ่านมาก่อนเลย มัคคุเทศก์ร่างบางตาคมเป็นเหยี่ยวหัวเราะแหะๆ บอกว่ามาคนละด้านกัน ทางนี้จะไปดูต้นไม้ยักษ์กันก่อน เอาเถอะ..เดี๋ยวจะนำตัดเข้าทางเดินให้...
ว่าอย่างไรว่าตามกัน แล้วแต่พรานจะพาไป ไม่นานเท่าไร เริ่มพบไม้ไผ่ที่คนตัดมากองรวมกัน มัดเป็นแพ เตรียมขนจากป่า ถามดูได้ความว่าต้องใช้ควายลาก ตลอดทางที่ผ่าน หานกหนูทำยาไม่ได้เลย ก็ขบวนเบ้อเร่อ ลุยป่ากันดังสนั่น ใครจะมาอยู่ให้ดูหน้าเล่า..?
ทางเดินที่ลุงปานว่า เป็นทางเล็กแค่ฝ่ามือ ที่ชาวบ้านใช้เดินทางเข้ามาหาของป่า ตัดไม้ และล่าสัตว์ เดินได้ไม่เท่าไรก็หมดทาง ต้องบุกป่ากันต่อไป แดงชี้ให้ดูพวกกล้วยไม้ป่า สไบสีดา เฟิร์นแปลกๆ ที่ปรากฏขึ้นประปราย พร้อมกับอธิบายว่าขายได้ราคาเท่าไรบ้าง...
ต้นไผ่เริ่มบางตาพร้อมกับไม้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ลุงปานร้องขอคนงานขึ้นไปถางทางสองคน อาตมาส่งพร้าไปให้เขา หักกิ่งไม้แห้งมาแทน ช่วงล่างของทุกคนเปียกน้ำค้างโชกเลย แต่เครื่องร้อนขึ้นมาแล้วเลยไม่หนาว เด็กๆ บางคนทิ้งเปลือกลูกอมไว้ ต้องคอยเตือนคอยเก็บกันเรื่อย...
มันชักจะไม่เข้าท่าแล้ว ป่านนี้ยังไม่ถึงต้นไม้ยักษ์ซะที ข้ามเขามาหลายลูกแล้วนะ..พอจะลงหุบเขาอีกที เสียงลุงปานที่เหลียวดูภูมิประเทศร้องบอกว่า "เดี๋ยว..เดี๋ยว..ผิดทาง ย้อนกลับก่อน" ทุกคนแม้จะเหนื่อยก็โห่กันเกรียว พรานป่าก็หลงป่าได้เหมือนกัน..!
นี่แหละ..ท่านผู้อ่านทั้งหลาย สรรพสิ่งในใต้หล้ามันไม่เที่ยงแท้ ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอไม่เป็นไปตามนั้น เราก็ทุกข์ใจ กลุ้มใจ ก็ทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราซักอย่าง บังคับบัญชามันให้เป็นไปตามใจเราได้ซะเมื่อไรกัน...
ย้อนกลับทางเดิมได้ไม่นาน ลุงปานก็พาลัดลงทางขวา อาตมาสังเกตว่าลุงแกมุ่งตะวันตกตลอด เข้าเขตป่าทึบหาต้นไม้ใบหญ้าเล็ก ๆ ไม่ได้เลย แต่ละต้นสูงชะลูด มีใบแต่บนยอด ข้างล่างเป็นใบไม้แห้งล้วน ๆ ผุพังทับถมกันจนหยุ่นเท้า นิ่มอย่างกับเดินบนพรมแน่ะ...
อาตมาเดินเหยียบชายสบง เลยต้องหลบเข้าข้างก้อนหินใหญ่ แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้รัดกุม มีแดงยืนคอย ขณะที่ทั้งหมดล่วงหน้าไปก่อน พอเรียบร้อยก็สาวรอยตามไป ทางช่วงนี้เดินง่ายจริงๆ...จนพบกับขบวนตรงที่ไม้ใหญ่เริ่มบางตา มีว่านยา เฟิร์น หญ้า ขึ้นแซมมาบ้าง...
ตรงหน้าตามมือลุงปานชี้... พญาไม้ขมิ้นดำขนาดมหึมาสูงทะยานเยี่ยมเมฆ ข่มไม้ใหญ่ทั้งป่าจนดูเล็กกระจ้อยร่อย..ราชินีแห่งพงไพรอย่างแท้จริง เด็กๆ ไชโยโห่ร้อง วิ่งเข้าไปลองกางแขนโอบดู อย่างกับหนูพยายามวัดขนาดของช้าง อาตมาแผ่เมตตาต่อพญาไม้ พลางครองจีวร...
ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันทั้งที่แสงไม่พอ เอาเชือกมาวัดขนาดเส้นรอบวง แล้วใช้ตลับเมตรทาบดู ๑๒ เมตร ๕๒ เซนติเมตร..! อีกต้นที่อยู่ใกล้ ๆ ๑๑ เมตร ๖๒ เซนติเมตร เถ้าแก่โรงเลื่อยมาพบเข้าก็คงหมดปัญญา เพราะโค่นได้ก็ขนไปไม่ไหว..!
 พญาไม้ขมิ้นดำ
พี่มุกดาโวยวายลั่น พร้อมกับคนอื่นเต้นเหย็งๆ... ทาก นะซิ...ดอดเข้าไปดูดเลือดในถุงเท้า พอดึงเข้าก็เลือดไหลเป็นทาง ทุกคนเผ่นกันจ้าละหวั่น หัวหน้าชาติชายล้วงน้ำยากันแมลงขึ้นมา พอสำรวจว่าปลดออกหมดแล้วก็ทาให้ แล้วรีบเดินหนีโดยด่วน...
แน่ใจว่าพ้นทากแล้วก็หยุดพัก ลูกหาบถางพื้นให้ปูผ้าลงนั่ง นำอาหารมาถวายพระ ลุงปานเป็นคนประเคน หัวหน้าชาติชายล้อลุงปานว่า "คราวนี้พวกลิงพวกค่างหลายตัว คงจะได้รับส่วนบุญจากลุงซะที อุทิศให้มันบ้างนะลุง.." จอมพรานยิ้มอาย ๆ...
เอากล่องข้าวขึ้นมาแจกจ่ายกัน บรรดาลูกหาบและพรานกินกันมากหน่อย อาตมาและคนอื่นคนละกล่อง อาหารถึงจะเย็นชืด แต่ความเหนื่อยความหิวทำให้อร่อย เลยกวาดกันหมดเกลี้ยงในมื้อเดียว..ก็ดี..ได้ไม่ต้องแบกอีก พอหยุดเดินแบบนี้มันเริ่มหนาวสะท้านอีกแล้ว...
อาตมาให้เก็บขยะทั้งหมดเผาทิ้งเสีย ขณะที่รอบรรดาสาวๆ หาที่ "เด็ดดอกไม้"กันอยู่ แดงก็คุยกับลุงปานเรื่องเคยยิงสัตว์อะไรที่ใหญ่ที่สุด เสียงแว่วๆ ว่าช้างกับกระทิง สำหรับกระทิงนั้นโคนเขาใหญ่กว่าโคนขาอีก ขณะนั้นเอง หัวหน้าชาติชายก็เลี่ยงเข้ามาหาอาตมา พลางถามว่า...
"หลวงพี่ครับ..ผมขอ "เลือดผา" ได้มั้ย..?" อาตมาได้ยินก็ยืนเซ่อ "อะไรกัน...เลือดผา..?" "มันเป็นของเหลวสีแดงเหมือนเลือดครับ มักไหลออกมาตามหน้าผาสูง มีกลิ่นคาวเหมือนเลือด พวกลิง ค่างและเลียงผา จะมารอกินเวลามันหยดลงมา เขาว่าบำรุงร่างกายดีมากเลยครับ.."
เจริญล่ะโยม..เล่นขอกันอย่างกับอาตมาเป็นเจ้าของซะเอง น่าจะบอกซะแต่เมื่อคืน จะได้ขอกับ "จ้าวป่า" ให้ แต่จะเอาไปให้ใครล่ะ..? "ผมจะเอาไปทำยาครับ..แม่ผมไม่ค่อยแข็งแรง อยากจะได้ไปให้แม่ซักหน่อย.." ดี..มีความกตัญญูดี ว่าแต่ว่ามันมีอยู่ตรงไหนกัน..?
"ที่หน้าผาริมบึงลับแลครับ" "แล้วจะเอาอย่างไร..?" "คงต้องโรยเชือก ปีนไปเอาบนหน้าผาครับ ข้างล่างพวกลิงพวกเลียงผามารอกิน คงไม่มีเหลือแน่.." "ขอให้ไปถึงที่ก่อนนะ..จะถาม "เขา" ว่าให้หรือเปล่า..เพราะก่อนมาขอน้ำในบึงของเขาอย่างเดียว.." "ครับผม"
ต่างคนต่างแยกย้ายไป "ปลดทุกข์" ถ้าทุกข์หนักทุกข์เบาอื่น ๆ ปลดง่ายแบบนี้คงจะดี อาตมาถ่ายรูปต้นไม้ยักษ์ไว้ดูเล่น แต่พญาไม้ไม่ยอมเล่นด้วย ต้องบอกกล่าวกันใหม่จึงถ่ายติด แล้วสั่งรวมพลเตรียมเดินต่อ ลูกหาบสองคนถือพร้าหวด ถางทางนำหน้าไปก่อน พวกเราเดินทับรอยกันไป...
พ้นชายดงเข้าสู่หุบเขา แสงแดดจัดจ้าจนตาลาย ที่แท้สายมากแล้ว แต่ตอนอยู่ในดง อย่างกับเพิ่งหกโมงเช้า น้ำค้างยังเปียกโชก ทำให้เดินทางลำบาก อาตมารั้งท้ายอยู่คอยช่วยเหลือน้าเล็ก เพราะน้าเล็กเพิ่งโดนมอเตอร์ไซค์ทำหล่นมา ทำให้เดินไม่ถนัดเหมือนคนอื่นเขา...
หนามไหน่ชักจะมากขึ้น ลุงปานชี้ให้ดูต้นไม้ลักษณะดูคล้ายผักโขมหนาม แต่ต้นสูงท่วมหัว บอกให้ระวัง "มันคัน" ลุงบอกสั้นๆ แต่พออาตมาเห็นช่อดอก ที่คล้ายหญ้าหางกระรอกสีเขียว แต่ปลายม้วนเข้าคล้ายงวงช้างก็ใจหายวาบ... "ระวังให้ดีนะ..นี่มัน ตะรังตังช้าง..!"
ตะรังตังช้างหรือตำแยดงนั้น ใครเคยโดนมาก่อนคงจะซาบซึ้งว่า มันปวดแสบปวดร้อนขนาดไหน เขาเล่าว่าขนาดช้างโดนเข้ายังร้องลั่น ลุงนะลุง..บอกมาได้ว่าคัน แล้วนี่พาลุยมากลางดงของมันเลย ซ้ายขวาหน้าหลังมีแต่งวงเขียว ๆ เต็มไปหมด ตัวใครตัวมันหลบกันเอาเอง...
เห็นจุ๊บคว้ากล่องข้าวที่เหลือสองกล่องมาครองยังไม่คิด พอมาถึงตรงเชิงเขา เห็นเกียงส่งกระติกน้ำให้ลูกหาบอีกคน อาตมาเลยขอหิ้วซะเอง ป่ามันมีอาถรรพ์แบบนี้แหละ พอบุกบั่นไปมันจะค่อย ๆ บอกเราว่า ธาตุแท้ของคนเราเป็นอย่างไร เหนื่อยเข้าหิวเข้ามักคิดถึงแต่ตัวเอง..!
มองไปข้างหน้าเห็นลูกปุ๊ก มุกดา ลูกปลา ก้มหน้าก้มตาเดินตามกัน โดยเฉพาะลูกปุ๊กทรงสมาบัติเต็มอัตรา แยกจิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน ร่างกายจะลำบากแค่ไหนก็ช่างมัน จิตใจเป็นสุขกับการภาวนา.. ลูกเอ๋ย..นี่แหละที่พ่อต้องการ..!
ใช้เงินสงฆ์เกือบหมื่นเช่ารถ ดูเผิน ๆ ก็เป็นการมาเที่ยวกัน แต่ใครจะทราบบ้างว่า สิ่งที่พ่อต้องการแฝงอยู่ตรงไหน พ่อดีใจที่ลูกไม่ทำให้พ่อผิดหวัง ถึงต้องทุ่มเททรัพย์สินเงินทองมากกว่านี้ หากมีญาติโยมแม้เพียงคนเดียว ทรงอารมณ์นี้ได้ พ่อก็ถือว่าคุ้มค่าเหลือแสน...
เพราะอะไรหรือ..? ก็เพราะการทรงอารมณ์แบบนี้ จิตกับกายมันแยกจากกัน เราจะมองเห็นชัดว่า ร่างกายมันไม่ใช่ของเราจริงๆ มันเป็นเพียงหุ่นที่เรา คือจิตคอยบังคับมันอยู่ ดังนั้น..ถ้าสามารถทรงได้คล่องตัว เราก็จะเริ่มปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเราเขาลงได้...
ถ้าเราคลายการยึดเกาะในร่างกายนี้ลงได้ สังโยชน์ตัวแรกที่ร้อยรัดมัดเราให้ติดกับวัฏสงสาร ก็จะค่อยๆ คลายตัวลง อารมณ์วางเฉยในร่างกาย เพราะมีปัญญามองเห็นตามความเป็นจริง ก็จะเกิดมากขึ้น สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งเป็นวิปัสสนาญาณตัวสูงสุด ก็จะทรงแน่นกับจิตตลอดไป...
ลูกเอ๋ย..เมื่อถึงจุดนี้ ความเป็นพระอริยเจ้าในระดับโสดาบัน ก็เป็นของที่เห็นอยู่แค่เอื้อม เพียงระมัดระวังศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ให้ทรงตัว เราก็สามารถปิดทางสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ลงได้ การไปนิพพานในชาตินี้ตามที่หวัง ก็ไม่ใช่ของยากเลยลูก..!
ดวงตะวันหายไปหลังแมกไม้ หนทางชันขึ้นเรื่อย ๆ ต้องช่วยกันฉุดช่วยกันลาก ทางขึ้นเขาแบบนี้ ถ้ามีไม้เท้าช่วย จะคล่องตัวมากขึ้น แต่ส่งไป ๒ - ๓ อัน น้าเล็กทิ้งหมด เพราะใช้ไม่เป็น "ไหวไหมลูก..? พยายามหน่อยนะ" เมล็ดหญ้าติดตามสบงเต็มไปหมด ปลดทิ้งกันไม่หวาดไม่ไหว...
ในที่สุดก็ขึ้นไปนั่งหอบบนสันเขา แดงตาไว ชี้ให้ดูดอกไม้แสนสวยบนโขดหินสูงชัน สีชมพูสดใส คล้ายรองเท้านารี แต่ดอกเล็กจิ๋วแค่ปลายนิ้ว เลยปีนขึ้นไปดูใกล้ ๆ ช่อดอกเป็นพวงคล้ายพวงมาลัย หัวหน้าชาติชายตามมาถ่ายรูปให้ อาตมาไพล่ไปคิดถึงกลอนของ "ธรรมโฆษ" ในหนังสือนิยายธรรมะเรื่อง ลีลาวดี ที่ว่า...
นารีจะดูงาม ต่อเมื่อยามที่ยังเยาว์
แก่แล้วก็เหี่ยวเฉา บ่มีส่วนจะพึงชม
ดุจดวงบุปผชาติ งามพิลาศน่าเด็ดดม
แรกบานก็งามสม แต่บ่นานก็โรยรา
ไม่ทราบว่าใครเคยกล่าวไว้ว่า "ความงามไม่คงที่ ความดีสิคงทน" เป็นความจริงโดยแท้ ดังนั้น ควรตั้งหน้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้ากันเถิด การเริ่มต้นที่ดี ไม่มีคำว่าสาย เริ่มเสียตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย..!
พอเริ่มเคลื่อนขบวน อาตมาก็เอะใจ นี่เราย้อนมาทางตะวันออกอีกแล้ว จะผิดทิศซะแล้วละมั้ง..? เสียงเด็กๆ ร้องอุทานเมื่อโดนหนาม ส่วนอาตมาไม่ต้องพูดถึง เท้าเปล่าทั้งสองข้าง ป่านนี้มีหนามฝังอยู่ครบร้อยแล้วมั้ง..? บาดแผลขีดข่วนอีกต่างหาก ไม่เป็นไร..ทนเอา..!
ไม้ป่าแปลกๆ พวกเฟิร์น จันทร์ผา รางจืด เริ่มมีมากขึ้น หัวหน้าชาติชายชี้ให้ดูกอไผ่ โอ้โฮเฮะ..ลำมันใหญ่กว่าศีรษะอาตมาซะอีก "เขาเรียก "ไผ่มันหมู" ครับ..มีเฉพาะตามยอดเขาสูงๆ เท่านั้น ทางไปหม่องกะลา ลำใหญ่ขนาดลำตัวผมแน่ะ" หัวหน้าชาติชายอธิบาย...
เห็นเจ้าไผ่ยักษ์ขึ้นกระจัดกระจายห่างๆ กัน แต่ละกอมีแค่เจ็ด-แปดลำเป็นอย่างมาก ไม่มีหนาม ใบเลี้ยงที่เป็นกาบหุ้มปล้องแผ่นเท่ากระด้ง หล่นเกลื่อนพื้นไปหมด "ทางไต้หวันเอาไปวิจัย แล้วบอกว่าใช้ทำตะเกียบได้ดีที่สุดในโลก น่าเสียดายครับ..เอาออกไปไม่ได้.."
พอขบวนลงจากสันเขา จะเข้าสู่หุบเขาตรงหน้า ลุงปานก็หยุดชะงัก "รู้สึกว่าจะมาผิดทางครับ" เด็กๆ เข่าอ่อนกันเป็นแถว เหลียวดูหน้าซีดๆ บางคนอมเขียว เพราะความเหนื่อย เห็นแล้วสงสารจับใจ "เอาน่า..เดินป่าถ้าไม่หลงก็ไม่สนุกซิ.." อาตมาปลอบใจ แต่หารอยยิ้มยากเต็มที..!
ต้องย้อนกลับมาทางเดิม สาวๆ ทั้งหลายเลยได้โอกาสไปถ่ายรูปกับกล้วยไม้แสนสวยกลุ่มนั้น อาตมาเห็นลุงปานออกขวาอีกทีก็ใจหาย จะไปกันไหวหรือ..? หน้าผามันสูงชันออกปานนั้น... "หนูเอ้ย..ไหวไหมลูก..?" ดูหน้าเกียง จุ๋ม จุ๊บ น้าเล็ก แล้วให้หนักใจ แต่ต้องพาไปให้ได้..!
"เอ้า..จับไม้นี่ไว้..มา..จะลากไปทั้งขบวนเลย..ไป.." ได้ยินได้เห็นท่าทีสบายๆ ของอาตมา ทุกคนคงเกิดกำลังใจ ขบวนจึงเคลื่อนต่อไปได้ กู่หาลุงปานและพวกที่ล่วงหน้าไป เสียงกู่ตอบมาแว่ว ๆ ไปพวกเรา..เขาไปได้ เราก็ต้องไปได้ ขบวนการหาทุกข์ใส่ตัวทั้งหมด..หน้าเดิน..!
ตะเกียกตะกาย ลากกันถูลู่ถูกัง อาตมามัวแต่ยื่นไม้ไปฉุดคนอื่น ตัวเองพลัดเข้าไปกลางต้นตะรังตังช้าง เจ้าประคุณเอ๋ย..อย่างกับมีใครเอาไฟมารุมจี้ ปวดแสบปวดร้อนไปหมด ได้แต่กัดฟันทนทั้งที่อยากร้องให้ลั่นป่า ของพรรค์นี้มันต้องยิ้มได้เมื่อภัยมา ไม่งั้นจะพาคนอื่นหมดกำลังใจไปด้วย...
ลุงปานตัดไม้แจกให้เป็นไม้เท้า แดงอธิบายถึงประโยชน์ของมันยามปีนเขา นั่นแหละ..ทุกคนถึงจะยอมแก่ ถือไม้เท้ากันเป็นแถว จุ๋มเลิกกุมขมับแล้ว "เป็นไงจุ๋ม..? คืนนี้หนูจะนอนไม่หลับอีกมั้ย..?" "คิดว่าคงนอนไม่ตื่นมากกว่าค่ะ" "นี่แหละ..ผลดีของการได้ออกกำลังกายล่ะ.."
มุกดา ลูกปลา ลูกปุ๊ก ตามลุงปานติดๆ อาตมา แดง หัวหน้าชาติชาย คอยช่วยน้าเล็ก เกียง จุ๋ม จุ๊บ ขึ้นไปทีละช่วง..ทีละช่วง ด้านหลังเป็นอาจารย์เพ้งกุย และลูกหาบแบกของเดินปิดท้ายมา และแล้วทั้งหมดก็ไปนั่งหอบอยู่บนสันเขาอีกลูกหนึ่ง ร้องหาน้ำกันจ้าละหวั่น...
"อย่าดื่มน้ำมากนะลูก..คนละอึกสองอึกก็พอ ไม่อย่างนั้นเท้าจะพอง เดินไม่ไหว.." อาตมาเตือนเด็กๆ ด้วยความเป็นห่วง พอหายเหนื่อย เสียงแหบๆ ของลูกปลาก็เปิดคอนเสิร์ตกลางป่า ลูกคู่ช่วยกันกระทุ้งรับ "พูดด้วยก็ไม่พูดด้วย.." อะไรทำนองนี้แหละ ลูกสาวฉันมันต้องอย่างนี้ซิ..!
"ลุงปาน..อย่าทำเสียชื่อนา ผมอุตส่าห์โม้ความเก่งของลุงให้เขาฟังเป็นกระบุงโกย ความจริงมันน่าจะถึงแล้วนะ.." หัวหน้าชาติชายต่อว่า ขณะที่ยอดมัคคุเทศก์ตอบแบบสงวนท่าทีว่า "ไม่ได้มาทางนี้ตั้งสามปีแล้ว.." โดยมีเจ้าตัวเล็กลูกชายลุงปานนั่งฟังคำตอบของพ่อตาปริบ ๆ...
ขบวนการพิสูจน์อริยสัจเดินทางต่อ เสียงน้าเล็กบอกว่า อยู่กับบ้านก็เห็นทุกข์แล้ว เถอะน่า..มันไม่ชัดเจนแบบนี้หรอก มันต้องเห็นแบบนี้แหละ ถึงจะเป็นที่ยอมรับ ไม่เช่นนั้นกิเลสมันชอบเถียงอยู่เรื่อย ข้ามเขาไปอีกสองลูก ทุกลูกสูงชันปีนยากขึ้นตามลำดับ ก็หอบหิ้วกันไป...
ทางเดินลงสู่หุบเหวลึกล้ำ มืดครึ้มไปหมด เพราะแสงแดดส่องไม่ถึง ต้องค่อยๆ อาศัยต้นไม้ ก้อนหิน ลงไปทีละคืบทีละศอก พอถึงก้นหุบ เดินสบายได้พักเดียว ก็ดิ่งขึ้นอีกแล้ว "เห็นทุกข์ชัดไหมลูก..? อดทนหน่อยนะจ๊ะ จวนเที่ยงแล้ว เดี๋ยวค่ำ ๆ ก็ถึง.." อาตมาพูดเล่น...
จอมพรานนำดิ่งลงอีกที ก้อนหินทุกก้อนคล้ายหินลาวาภูเขาไฟ คมกริบเป็นใบมีดโกนเลย อาตมาโดนบาดเข้าหลายแผล รู้สึกเท้าเหนียวเหนอะด้วยเลือด ดีที่พอจากต้นไม้ยักษ์มาจนป่านนี้ ไม่มีทากรบกวน ไม่อย่างนั้นกลิ่นเลือดคงนำมันมารุมเป็นฝูง..!
"ถึงแล้ว.." เสียงข้างหน้าโห่ร้องป้องปีก อาตมาเลยปล่อยน้าเล็กให้ไปเอง ตัวเองออกไปดูบ้าง พอพ้นต้นไม้ก็พบแสงแดดจัดจ้า ข้างหน้าเป็นพื้นที่โล่งปราศจากไม้ใหญ่ มีแต่วัชพืชขึ้นหนาแน่น มีเนื้อที่ประมาณร้อยกว่าไร่ อยู่กลางหุบเขาสูงเสียดฟ้าทุกด้านเป็นผาสูงชัน...
หัวหน้าชาติชายชี้ให้ดูบนผาสูง เห็น "เลือดผา" หยาดหยดลงมาเป็นทางสีแดงคล้ำ ทางขวามือของทางลงมีอีกจุดหนึ่ง เตี้ยกว่าด้านซ้าย แต่ถ้าจะเอาก็ต้องปีนขึ้นบนยอดผา แล้วหย่อนตัวลงมาด้วยเชือก กะด้วยตาแล้วประมาณสามวาจากยอดผาลงมา...
จุ๊บนั่งโจ้ข้าวตุ้ยๆ อยู่คนเดียว หัวหน้าชาติชายล้วงเอาช็อคโกแล็ตจากย่ามมาถวาย "เหลืออีก ๕ นาทีก่อนเที่ยงครับ.." อาตมารับมาหักแจกทุกคนเท่าๆ กัน ถ้ามีช็อคโกแล็ตแบบนี้ ๑ แท่ง อาตมาไปได้สองวันสองคืน โดยไม่ต้องฉันอะไรเลย คนอื่นไปได้หรือเปล่าไม่รู้..?
ทุกคนนั่งพังพาบขาถ่างไปตามๆ กัน หัวหน้าชาติชายบอกว่า "บึงนี้เป็นบึงแห้งครับ ต้องหน้าฝนถึงมีน้ำ ตัวบึงลับแลต้องข้ามเขาไปอีกลูกหนึ่ง.." เสียงคนฟังถอนหายใจเฮือก ขณะที่ลุงปานชมเชยว่า "คณะนี้เก่งครับ มาถึงจนได้ คณะอื่นส่วนใหญ่ขอกลับกลางทางกันหมด.."
บรรดาคนเก่งเลยเต๊ะท่าถ่ายรูปกันใหญ่ โดยเฉพาะน้าเล็กประทับใจหน้าผามาก ดูแล้วตัวเองยังไม่ทราบว่าข้ามมาได้อย่างไร..? ขอถ่ายรูปไปอวดเพื่อนฝูง ในฐานะวีรสตรีผู้พิชิต หัวหน้าชาติชายสละสิทธิ์การไปเอาเลือดผา เพราะจะเสียเวลามาก ขอให้ทุกคนเดินทางต่อไป...
เก็บขยะใส่เป้ของลูกปุ๊กและจุ๊บ แล้วเดินลัดเลาะไปตามรอยเก่า ที่หัวหน้าชาติชายมาย่ำไว้เมื่อหลายวันก่อน อาตมาเห็นมูลสัตว์อยู่หลายแห่ง แสดงว่าสัตว์ป่าแถวนี้ชุกชุมมาก แต่คณะของเราแหกป่ามาจนสัตว์ป่าเตลิดหนีกันหมด "ไม่เก้งก็เลียงผาครับ.." หัวหน้าชาติชายว่า...
อาจจะเป็นเพราะได้พักให้น้ำให้ท่ามาแล้ว ประกอบกับได้ยินว่า ข้ามเขาอีกลูกเดียว ทุกคนเลยปีนป่ายมุดลอดกันอย่างคล่องแคล่ว ถึงกระนั้นก็ตาม จากใบหน้าซีดเซียวของจุ๋มกับจุ๊บ บอกให้ทราบว่า ถ้าไม่ใช่ทุกคนขึ้นหน้าท่าเดียวแล้ว ทั้งคู่คงขอกลับกลางทางนานแล้ว...
"ถึงแล้ว.." "ใครว่า..นั่นมันแสงแดดกระทบยอดไม้ ไม่ใช่น้ำสักหน่อย.." แดงร้องค้าน เรียกเสียงหัวเราะเกรียวกราว แต่ก็ถึงจริงๆ นั่นแหละ พอมุดดงทึบมาสู่ที่โล่ง ก็เป็นที่เหมือนบึงแห้งที่ผ่านมา "บึงอยู่ทางโน้นครับ" ลุงปานชี้พลางออกเดินนำไปก่อน...
ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า และหน้าผาสูงลิบลิ่ว บึงน้ำสีดำสนิทแทรกตัวอยู่ ผืนน้ำนิ่งสนิทเรียบเป็นกระจกของมัน สะกดทุกคนนิ่งเงียบลืมหายใจไปครู่หนึ่ง อาตมาคะเนความกว้างของมัน คงร่วมร้อยไร่ แต่พื้นที่หลอกตาพิกล จนดูเหมือนเล็กนิดเดียว...
 Hidden Lagoon 1
ทุกคนลัดเลาะไปตามขอบบึง ลุงปานบอกว่า ถ้าน้ำขึ้นมากจะท่วมหมด มีเวิ้งถ้ำตื้นๆ ที่มีรอยก่อไฟประกอบอาหาร มีขวดเปล่าและกระป๋องอาหารกลิ้งโคโร่อยู่ ในถ้ำยังซุกข้าวสารไว้อีกลิตร "ถ้าน้ำขึ้นมาก ถ้ำนี้ก็ท่วมด้วยครับ.." หัวหน้าชาติชายชี้แจง...
"ค้างคืนไหมครับหลวงพี่..? ผมมาคราวก่อนค้างคืน สงบดีเหลือเกิน มีสิ่งรบกวนแปลกๆ ด้วย.." ป่าไม้จอมเฮี้ยบแอบกระซิบ อาตมาไม่เห็นด้วย อดข้าววันสองวันพวกเราไม่เป็นไร แต่เด็ก ๆ ทั้งหลายจะตายซะก่อน ยิ่งกลางคืนหนาวมากซะด้วย...
"ถ้าอย่างนั้นข้ามบึงไปฝั่งโน้น แล้วกลับกันเถอะครับ ผมให้ลุงปานทำแพไว้แล้ว.." แพที่ว่าเป็นไม้ไผ่สองลำมัดติดกัน มีไม้ขวางกลาง ถ้ายืนกางขาจะเหยียบพอดีๆ แต่ดูไม่แน่นหนาเอาซะเลย ต้องเอาเชือกไนล่อนที่ลูกหาบแบกมามัดซะใหม่...
เที่ยวแรกคือลุงปาน อาตมา และแดง ทั้งสองคนพายหน้าหลังด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก ขณะที่อาตมายืนสำรวมจิตนิ่งอยู่ตรงกลาง เพื่อขออนุญาต "เจ้าของ" บึง ขอยกขบวนข้ามฝั่งซักหน่อย พอถึงเกือบจะกลางบึง อาตมาก็นั่งลง ใช้ทัฟเปอร์แวร์ตักน้ำจนเต็ม...
ในบึงมีแต่ตะไคร่น้ำยาวเหยียดเป็นวาๆ แบบที่ชาวบ้านเรียกว่า "ผมนางเงือก" และไม้น้ำเขียวขจีที่ไม่ทราบชื่อเต็มไปหมด น้ำที่ดำสนิทปราศจากระลอกนั้น ความจริงใสเป็นตาตั๊กแตน เย็นเฉียบอย่างกับน้ำแข็ง ชิมดูแล้วจืดสนิท จืดจนไม่มีอะไรจืดไปกว่านี้แล้ว..!
ไปได้ค่อนทางลุงปานก็วาดพาย เลี้ยวเข้าหาผนังถ้ำ ตรงนี้พอจะมีทางขึ้นจากบึงได้ ทุลักทุเลกันครู่ใหญ่กว่าจะขึ้นฝั่ง เพราะแพเข้าเทียบลำบาก แดงย้อนกลับไปรับหมู่คณะที่รออยู่ ลุงปานชักมีดเหน็บฟันต้นไม้และเถาวัลย์ เปิดทางให้ปีนลัดเลาะผนังผาขึ้นไป...
กลิ่นสาบสัตว์ฉุนกึกลอยมาตามลม "วัวหรือลุง..?" "บ่แม่น..เลียงผาน่ะ.." ขนาดมีเลียงผานี่ ภูเขาสูงขนาดไหนก็รู้ ๆ กันอยู่ พออ้อมบึงมาฝั่งตรงข้ามได้ มีหินก้อนหนึ่งยื่นชะโงกไปปริ่มน้ำ อาตมานึกขออนุญาต "เจ้าของบึง" แล้ววักน้ำทำความสะอาดร่างกายเป็นการใหญ่...
ลุงปานยุให้โดดน้ำเลย..จ้างให้ยังไม่เอาเลยลุ้ง..! ทั้งหมดทยอยข้ามมาทีละเที่ยว เด็กๆ ตัวเล็กมากันได้เที่ยวละ ๔ - ๕ คน พอรวมพลที่ก้อนหินก้อนนี้ ก็ล้างหน้าล้างตา ดื่มน้ำบึงกันโดยถ้วนหน้า ถ้าเกิดงอกปีกงอกหางจะได้เป็นกันทุกคน แดงมาถึงก็โดดน้ำตูมเลย..!
แดงนั้นเคยว่ายข้ามแม่น้ำโขง ไปคุยกับทหารลาวมาแล้ว แต่ลงไปดำผุดดำว่ายในบึงได้ไม่ถึง ๒ นาที ก็ตะกายขึ้นมาหอบฮัก ๆ "ไม่ไหวหลวงพี่..น้ำมันแปลกมาก ไม่ต้องว่ายก็ไม่จม แต่มันเย็นบอกไม่ถูก ทำให้หมดแรงทันทีเลย.." ยอดโชเฟอร์รายงานทั้งกำลังอ้าปากหายใจพะงาบๆ อย่างกับปลาติดแห้ง...
"หน้าฝนมีน้ำมากมั้ยลุง..?" อาตมาถาม "บ่..เดือนเจ็ดเดือนแปดน้ำแห้งครับ ต้องหน้าแล้งอย่างตอนนี้ถึงมีน้ำ.." อือ..ม์ ปริศนาที่คิดว่าจะไขออกเมื่อมาถึงบึง กลายเป็นความลับดำมืดหนักเข้าไปอีก "มีแต่คนหาหน่อไม้ที่หลงมาเท่านั้น คนอื่นเขาไม่มากันหรอก ผมเอาปลามาปล่อยก็ตายเรียบ" ลุงปานว่า...
ทุกคนล้างหน้าหวีผมหน้าตาผ่องใสดีแล้ว หัวหน้าชาติชายก็ถ่ายรูปหมู่ให้ คราวก่อนไปห้วยตาทะ ได้รูปทำนาฬิกาให้หัวหน้าประเดิมชัย ๑ เรือน ดูท่าหัวหน้าชาติชายจะได้นาฬิกาบึงลับแลละมั้ง..? สั่งทุกคนเก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษขยะต้องเก็บให้หมด...
 ถ่ายรูปหมู่หน้าบึงลับแล
ควักเอาลูกอมขึ้นมาแจก ยามเหนื่อยและเพลียแบบนี้ ได้ของหวานๆ บ้าง เรี่ยวแรงมันมาอย่างกับติดเทอร์โบ มัคคุเทศก์ร่างผอมนำทางตัดขึ้นเขาทันที ทางชันมากจนต้องโรยเชือกลงมา แล้วอาศัยเชือกฉุดตัวขึ้นไป ขนาดนั้นยังบ่นกันเป็นหมีกินผึ้ง เพราะขึ้นยากสาหัสจริงๆ...
กว่าจะขึ้นถึงสันเขาต้องสละไม้เท้ากันหลายคน อาตมาปิดท้ายคอยม้วนเชือกตามมา ตัวเองร่ำๆ จะตกเขาไปหลายหน แต่ก็ขึ้นไปจนได้ แดงส่งเปลือกหอยให้ดูกำหนึ่ง มันเป็นเปลือกหอยทะเลจำพวกหอยนอติลุสชัดๆ แสดงว่าในยุคบรรพกาล ยอดเขานี้คงอยู่ใต้ทะเลมาก่อนเป็นแน่...
ต้นไผ่ยักษ์บนนี้ลำใหญ่กว่าฟากโน้นอีก อาตมารีบรุดไปดักหน้า คอยรับส่งคนทีละช่วง ทางลงด้านนี้พลาดเป็นเละทันที ต้องลงไปดักเป็นระยะๆ พอไถลลงมาจะได้มีคนคอยรับ ขนาดนั้นจุ๊บก็ยังเกือบไป ถ้าคว้าไว้ไม่ทันคงจะได้ห่อกลับบ้านกันบ้าง ลูกปุ๊กสบายกว่าเพื่อน ลุงปานจูงมือนำลิ่วหายไปเลย...
 แม่เบ็ญกับต้นไผ่ยักษ์
กว่าจะถึงพื้นราบในหุบก็ใจหายใจคว่ำ พอลงหุบได้คราวนี้เดินสบาย ที่ตรงนี้มืดครึ้ม ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน เกียงบอกว่าน่าจะค้างคืนที่นี่ อาตมาเลยชี้ให้ดูต้นไม้ขนาดยักษ์หลายต้น ที่รากโผล่พ้นพื้นมากๆ บอกว่าต้นไม้แบบนี้ชาวบ้านเขาไม่ยอมค้างคืนใกล้ๆ หรอก เขาว่า "ผีดุ" ฮ่า..ฮ่า..!
เรียงแถวตามกันเป็นงูกินหาง ลุงปานมองพญากระรอกตัวเท่าแมวขนาดใหญ่แล้วถอนใจ ถ้าแกมาคนเดียวคง "สอย" ลงมาแกงแล้ว นี่คงจะเกรงใจพระมาด้วย..แดงสะกิดให้ดูต้นไม้ต้นหนึ่ง ใหญ่มหึมาตรงแน่วเลย พอเห็นรากและใบของมันชัดตา อาตมาก็ครางอ๋อย..นี่มันอะไรกัน..?
ต้นทองหลางครับ..ทองหลางธรรมดานี่แหละ แต่ทำไมมันใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้น..! "เส้นรอบวงไม่ต่ำกว่าเก้าเมตรแน่ๆ" แดงว่า พอดีฟิล์มหมดตั้งแต่ยอดเขา เลยไม่มีรูปถ่ายมาเป็นหลักฐาน คราวหน้าต้องขนมาหลายๆ ม้วนหน่อย ติดกล้องมาม้วนเดียว เลยอดรูปดีๆ ไปเยอะเลย...
ทางมันค่อยๆ ลาดขึ้นไม่รู้ตัว มารู้เอาตอนกำลังลงจากเนินอีกด้านหนึ่งแล้ว มีร่องรอยตัดไม้ทำลายป่าตลอดทาง ลูกปลาก้มเก็บวัตถุชนิดหนึ่งชูให้ดู..กุญแจปากตายเบอร์ ๑๐ - ๑๑..ไอ้พวกเลื่อยโซ่แน่ๆ พวกนี้เข้าถึงที่ไหนป่าก็บรรลัยถึงนั่น น่าจะให้ผีหักคอตายคาป่าซะบ้างจะได้เข็ด..
ในที่สุดก็ลงมาสู่ทางที่รถเข้ามาชักลากไม้ ทุกคนป้อแป้ปวกเปียกไปตามๆ กัน จุ๋มบอกว่า "ขาหนูมันจะหลับก่อนแล้ว"..เอ้า..กัดฟันทนหน่อย เดี๋ยวก็ถึงที่ที่นัดให้ปื๊ดเอารถมารับแล้ว..ถ้าขึ้นด้านนี้ แค่ข้ามเนินกับผาชันนั่นก็ถึงบึงลับแลแล้ว ดันนำข้ามเขาไปได้ ๑๑- ๑๒ ลูก..!
พ้นเหลี่ยมเขาก็เจอแดดบ่ายแผดเปรี้ยง ร่างกายที่ล้าเต็มทีเจอแดดเข้าทำท่าจะไปไม่ไหว จุ๋มทำท่าจะขาอ่อนลงไปกองกับพื้น น้าเล็กกับแดงถือไม้เท้าอันเดียวกัน ไม่รู้ว่าใครจูงใครลากใครกันแน่ พอหลุดโค้งก็พบเทวดามาโปรด..ปื้ดนั่นเอง..เอารถบุกมาจนสุดทางเลย...
ขึ้นไปอัดรวมกันบนรถ วิ่งขโยกขเยกไปตามทางที่สุดจะโทรม ในที่สุดก็ถึงบ้านลุงปาน เด็กๆ ถลาเข้าหานมกล่อง แจกจ่ายกันจนทั่ว แล้วทำพิธีบรรจุลงท้องกันแบบไม่หายใจหายคอ หมดไปคนละกล่องสองกล่อง คราวนี้หน้าชักมีสีเลือดขึ้น อาตมาฉันนมไม่เป็นได้แต่นั่งมอง...
รายการนี้เป็นความเมตตาของหลวงพี่มนตรี (พระมนตรี สุมนฺตี) แห่งวัดเทพ ศิรินทราวาส พอทราบว่าอาตมาจะพาญาติโยมไปเที่ยวป่า ห้าทุ่มกว่าท่านยังมาจัดนมจัดขนมใส่ถุงให้ พวกเราก็เหลือเกินนึกว่าขนลงที่ห้วยเขย่งหมดแล้ว ที่ไหนได้..ตุนไว้เพียบเลย..!
หัวหน้าชาติชายจ่ายค่านำทางให้ลุงปาน อาตมาเพิ่มให้อีกหนึ่งร้อย พี่มุกดาให้นมกล่องไปครึ่งโหล กับน้ำพริกเผากระป๋องใหญ่ ลุงปานดีอกดีใจกับน้ำพริกเผามากกว่าอะไรทั้งหมด เสียงป่าไม้จอมเฮี้ยบกำชับพรานตัวฉกาจว่า "เงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นบ้างนะลุง อย่าเอาไปเล่นหวยจนหมดล่ะ.."
เก็บรวบรวมขยะให้ลุงปานจัดการ แล้วขึ้นรถตู้กลับมาที่พักที่แปลง ๖ หมู่บ้านห้วยเขย่ง หัวหน้าชาติชายสั่งการสั่งงานเรียบร้อย แล้วขนข้าวของขึ้นรถ ตรงไปที่สถานีวิจัยไผ่ผาตาด แวะสั่งร้านค้าตรงทางเข้า ให้ทำอาหารเย็นให้ แล้วเข้าที่พักเอาโพล้เพล้พอดี...
ที่พักหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จก่อนคณะเรามาแค่วันเดียว หัวหน้าชาติชายกลัวจะเสร็จไม่ทันต้อนรับพวกเรา เร่งงานทั้งกลางวันกลางคืน คนงานร้องอู้ไปตามๆ กัน ทั้งหลังเป็นไม้ไผ่ล้วนๆ มีสองห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคา ห้องนี้โตเท่าตัวอาคารเลย...
อาตมาพักชั้นบน ญาติโยมทั้งหมดพักชั้นล่าง อาบน้ำอาบท่ากันเป็นการใหญ่ให้คุ้มกับที่ลุยมาทั้งวัน อาตมาซักผ้าด้วย แต่มันเปื้อนเข้าเนื้อ ขยี้อย่างไรก็ไม่ออก คงต้องรอกลับวัดแล้วลงแปรงกันอย่างหนัก น้ำที่ใช้ต่อมาจากน้ำตก ความแรงของน้ำแทบจะปิดก๊อกไม่อยู่เอาทีเดียว...
แล้วมาทำความสะอาดแผล ตัดหนังที่เปิดทิ้ง เช็ดดินที่อุดแผลออก บ่งหนามทิ้ง เจ็บปวดระบมไปทั้งแข้งขา ธรรมดา..ไปลุยมาจนขนาดนี้ ถ้าไม่เจ็บก็แปลกไปล่ะ..อาจารย์เพ้งกุยขอแยกไปปักกลดต่างหากอีกตามเคย ดูท่าจะไม่ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ..ดีครับ...
ป่าไม้นักวิจัยที่กลายเป็นมือปราบโดยไม่เจตนา บอกว่าเดี๋ยวทานอาหารกันแล้ว จะพาไปแช่น้ำพุร้อนให้หายระบม พออาหารมาก็รุมกันแบบไม่ต้องยั้ง เอาให้คุ้มกับที่อดมาทั้งวัน ยกเว้นน้าเล็ก หัวหน้าชาติชายและแดง ที่ถือศีลแปด ไปคอยเชียร์เด็ก ๆ ให้กินแทน...
อาตมาหลบขึ้นไปนอนภาวนาข้างบน แผ่เมตตาต่อเจ้าที่และสรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วจับวิปัสสนาญาณ ร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์แบบนี้ เราไม่ต้องการเกิดมามีมันอีกแล้ว เทวโลก พรหมโลกก็ไม่ต้องการ ตายเมื่อไรขอไปเพียงที่เดียว คือ "พระนิพพาน" เท่านั้น..!
************************
ความหนาวเย็นและเสียงสนั่นหวั่นไหวของน้ำตก ปลุกอาตมาขึ้นมาตอนตีสองครึ่ง ด้วยความเป็นห่วงเด็กๆ จะไม่กล้าเข้าห้องน้ำกัน อาตมาเลยจุดเทียนทิ้งไว้ในห้องน้ำ พอมีแสงสว่างคราวนี้คนโน้นก็ลุกคนนี้ก็ลุก อาตมานั่งภาวนาตามความเคยชิน รอจนทุกคนทำธุระส่วนตัวเสร็จ...
คราวนี้ยกพหลพลโยธาไปน้ำพุร้อนหินดาด เมื่อคืนทุกคนเพลียเลยหลับกันหมด มาแช่กันตอนตีสี่ก็ดีเหมือนกัน ไม่มีคนอื่นมาพลุกพล่านรบกวน เนื่องจากเป็นน้ำร้อน อาตมาจึงบอกให้ทุกคนสระผมได้ แต่ไม่วายกำชับให้เช็ดผมให้แห้งสนิทจริง ๆ ไม่เช่นนั้นหวัดมันจะถามหา...
ไฟสูงของรถปิ๊คอัพสองคัน ส่องสว่างโร่แบบไม่เกรงใจใครเลย วนอยู่พักหนึ่งก็กลับ ทีแรกคิดว่าเป็นคนที่จะมาแช่น้ำร้อน แต่ป่าไม้จอมเฮี้ยบบอกว่า เป็นมือเท้าของพวกนายทุนโค่นป่า ที่คอยสะกดรอย และรายงานความเคลื่อนไหวของตนให้เจ้านายเขาทราบ...
เฮอะ..ถ้าเป็นนิสัยสมัยฆราวาสของอาตมา เจ้าพวกนี้ไม่มีทางถอยกลับโดยปลอดภัยอย่างเด็ดขาด มีเยี่ยงอย่างที่ไหน ตัวเองมีหน้าที่รักษาป่า มือไม่พายยังพอทน นี่คนอื่นพายกลับเอาเท้าราน้ำซะนี่ เพราะเหตุนี้กระมัง..? คุณสืบ นาคะเสถียร จึงต้องมาตาย..!
พอทุกคนขึ้นจากน้ำ อาตมาเตือนให้หายใจยาวๆ เป็นการระบายความร้อนที่คั่งค้างในกายให้หมด จะได้ไม่อึดอัดจนหายใจไม่สะดวก พอโดนน้ำร้อนเข้าเส้นสายคลาย ทุกคนก็อยากหลับกันอีกหน เลยกลับที่พัก ปล่อยเขานอนคุยกันไป ส่วนอาตมานอนภาวนาต่อ...
มีการทำบุญเลี้ยงพระเช้า เป็นการเปิดอาคารใหม่หลังนี้ พระจากวัดป่าผาตาดธารสวรรค์มาอีกสามองค์ รวมอาจารย์เพ้งกุยกับอาตมาเป็นห้าองค์ ท่านสวดมนต์แปลและฉันในบาตร จริยานุ่มนวลน่าเลื่อมใสมาก เด็กๆ ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน เลยคิดเปรียบเทียบไปต่างๆ นาๆ...
คนมาร่วมงานประมาณ ๒๐ คน พอกินเลี้ยงเสร็จก็ต่างคนต่างไป พบพยาบาลสองคนจากสถานีอนามัยดงโคร่ง เคยไปเป่ายันต์เกราะเพชรที่วัดท่าซุง ต่อว่าเป็นการใหญ่ว่า มาทั้งทีไม่เห็นบอกกันบ้าง โธ่..โยมจ๋า..ก็อาตมารู้ซะเมื่อไหร่ว่าโยมอยู่แถวนี้ ถึงรู้ก็ไม่บอกอยู่แล้ว..ฮิ..ฮิ...
ไปเที่ยวน้ำตกกัน..ช่างสมชื่อ"น้ำตกผาตาดธารสวรรค์" ซะจริง สวยงามประทับใจมาก น้ำตกเอราวัณและน้ำตกไทรโยคใหญ่ สวยไม่ถึงครึ่งของที่นี่ ผู้คนมาเที่ยวกันมากเหมือนกัน อาตมาอยากถ่ายรูปน้ำตกล้วนๆ เลยแอบทำ "พิธีไล่คน" พักเดียวก็ได้อย่างใจ...
น้าเล็กกับแดงสละสิทธิ์กลับที่พัก ขณะที่หัวหน้าชาติชายพาอาตมาและเด็กๆ ปีนสวนน้ำตกขึ้นไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะเมื่อกี้อยากไล่คนดีนัก อาตมาเลยถูกมือลึกลับ "ไล่" ลงน้ำไปบ้าง เสียงตูมเบ้อเร่อ ทั้งกล้องทั้งฟิล์มม้วนใหม่ที่เพิ่งถ่ายได้ ๗ - ๘ รูป เปียกน้ำวายวอดหมดเลย..!
พักทำความสะอาดกล้อง หัวหน้าชาติชายแอบถามว่า "เจ้าที่ของที่นี่เป็นอย่างไรครับ..?" "ก็เพิ่งตกน้ำมานี่ไงล่ะ.." อาตมาตอบยังไม่ทันขาดคำ ร่างของป่าไม้มือปราบก็ร่อนลงน้ำดังตูม..! อยากรู้ดีนัก..สม..! ดีที่กล้องไม่เปียกน้ำไปด้วย สั่งสอนแค่เบาะ ๆ นะเนี่ย..!
ตอนบนของน้ำตกเป็นลำธาร มีฝายขนาดใหญ่กั้นน้ำ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ที่หน่วย งบประมาณเป็นสิบล้าน แต่ฝายกำลังทะลุรั่วอยู่พลั่งๆ ที่ไหนไม่มีการคอรัปชั่น ที่นั่นย่อมไม่ใช่ประเทศไทย ของพรรค์นี้รับรู้ไปก็ปวดหัว พาให้เสียอารมณ์ภาวนาไปด้วย ปล่อยไปตามกรรมดีกว่า...
นึกว่าพาขึ้นมาดูน้ำตก ที่แท้หัวหน้าชาติชายพามาดูที่ ว่าตรงไหนเหมาะที่จะตั้ง ที่ทำการใหม่ของหน่วย จากบทเรียนที่เพิ่งรับมาจนตัวเปียกโชก ทำให้อาตมาต้องดูแล้วดูอีก ขืนตอบส่งเดชเดี๋ยวซวย จากนั้นก็ขึ้นไปดูที่ทำการเดิมกับแปลงวิจัยไผ่ มีศาลเจ้าพ่อยางใหญ่ ที่หัวหน้าชาติชายตั้งเองด้วย...
เกียงทำรองเท้าฟองน้ำหลุดขณะข้ามลำธาร อาตมาเอาใจช่วยลุ้นไม่ให้รองเท้าไหลตามน้ำ ลูกปลาหันขวับมาถามว่า "หลวงพ่อทำอะไรคะ..?" ไอ้เด็กปากสว่าง..! เมื่อเช้าก็บอกคนอื่นว่า กลางคืน "เห็น"อาตมาไปคุยกับ "ใคร" ก็ไม่รู้บนยอดเขา พูดส่งเดชแบบนี้พ่อเสียหายนะเว้ย..!
ขากลับเลาะมาตามทางเล็กๆ ข้างน้ำตก อาตมาถูกหินบาดเลือดนองเลย ขึ้นไปเจิมอาคารใหม่เขาจนเปรอะจึงรู้ตัว ทำความสะอาดแผล ตากผ้า ขณะที่ทุกคนกินข้าวกลางวัน เผลอแผล็บเดียวเกือบจะเที่ยงซะแล้ว อาจารย์เพ้งกุย น้าเล็ก กับแดง คงรอจนหงุดหงิดเต็มที...
เก็บผ้าที่แห้งดีแล้วพับลงย่าม ทุกคนรวบรวมข้าวของขึ้นรถ ตรงไปยังนิคมสหกรณ์ทองผาภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าวัดเขาถ้ำ วัดนี้เป็นสาขาของวัดหนองป่าพง (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) เงียบสงบ สะอาดสะอ้าน มีกุฏิเล็กๆ แอบอยู่ในดงไผ่ บรรยากาศน่าอยู่มากๆ อาจารย์เพ้งกุยไปดูแล้วบอกว่า "พระท่านไปธุระกันหมด"....
ถ้าอย่างนั้นเราก็ลุยกันเอง อาจารย์เพ้งกุยนำไปดูถ้ำ เป็นเนินหินเตี้ยๆ แต่มีถ้ำพรุนเป็นใยแมงมุม อากาศโปร่งเย็นสบาย เหมาะที่จะอยู่ปฏิบัติธรรม เห็นแล้วอยากจะขอค้างซักคืน แต่เวลาไม่อำนวยเลยต้องกลับ หัวหน้าชาติชายจะพาไปดูต้นกล้วยโทน บอกว่าแปลกมาก อยากให้ได้เห็นเป็นขวัญตา...
ทางเข้าแย่จริงๆ ขนาดใต้ท้องรถกระแทกหินดังโครมคราม ข้างรถก็ถูกกิ่งไม้ขีดลายพร้อยเลย เอารถจอดทิ้งไว้แล้วเดินไปดูกัน..นั่นไง..กล้วยประหลาด รูปทรงคล้ายปาล์มขวด ขนาดลำต้นใหญ่จนโอบไม่รอบ ขึ้นอยู่ต้นเดียวโดดๆ ไม่เป็นกอแบบกล้วยทั่วไป ตรงโน้นต้น ตรงนี้ต้น จำนวนหลายต้นทีเดียว...
ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แล้วย้อนกลับไปวัดป่าผาตาด เพราะหัวหน้าชาติชายจะไปเอาเสื้อผ้าที่ฝากไว้ และจะรับพระอีกสององค์ไปหม่องกะลาด้วยกัน..รถน้ำมันเกลี้ยงถังไปนานแล้ว ต้องประคับประคองไปก่อน ถึงปั๊มหลอดจัดการเติมซะสิบลิตร ต่อชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง...
เข้าทางพุถ่องกัน รถวิ่งเลยที่หมายลิบเลย ต้องย้อนกลับมา ที่หมายอยู่ในหุบเขารูปเกือกม้า ชื่อเต็มๆ คือ "เขาถ้ำหม่องกะลาคีรีวง" น้าเล็กไปไม่ไหว ขออาสาเฝ้ารถ จุ๊บก็จะไม่ไปด้วย ต้องบังคับให้ไปด้วยกัน ไปดูถ้ำหม่องกะลา ถ้ำดาวเรือง ถ้ำวารี เหลียวมาอีกที..จุ๊บหายไปแล้ว..!
โน่น..หนีไปรอที่รถ ปล่อยพวกเราไปดูถ้ำอุโบสถและถ้ำนกกัน หนูเอ๋ย..ความเหนื่อยความทุกข์ทางกายแค่นี้ยังไม่ยอมทน แล้วความทุกข์ทางใจที่ทนได้ยาก หนูจะทนได้ละหรือ..? ขึ้นไปกราบสนทนากับท่านเจ้าของถิ่นครู่หนึ่งก็ลากลับ ออกมาถึงปั๊มปากทางเข้าสถานีวิจัย จัดการเติมน้ำมันจนเต็มอัตรา...
ส่งอาจารย์เพ้งกุยขึ้นรถเมล์ ท่านจะไปธุระที่นครปฐม แล้วเข้าไปสถานีวิจัยต้นน้ำ ผู้ช่วยสมชายขึ้นไปวางแปลงเก็บตัวอย่างดินที่นิคุฮุซะนี่ เลยขอให้ปื้ดไปส่งพระที่ผาตาดให้ที เรียบร้อยแล้วหัวหน้าชาติชายก็พาเด็กๆ ไปหาสถานที่ที่จะทำเสียงดังกัน..หัดให้ยิงปืนกันนะซิ..!
ภาคทฤษฎีกล่าวถึงวิธีใช้ และความปลอดภัยในการใช้อาวุธปืน การฝึกลั่นไกปืนเปล่า การเล็งปืน ฯลฯ แค่จับปืนเปล่าๆ ก็มือสั่นจะลมจับอยู่แล้ว พอถึงคิวยิงจริงก็แทบช็อคตายคาปืน หัวใจแต่ละคนแทบกระดอนออกจากปาก มันตื่นเต้นบวกตกใจ ทำให้ออกท่าทางแปลกๆ ให้หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง...
ถึงคราวยิงฉับพลันเป็นชุดๆ จุ๊บก็ทำเอาแดงที่คอยถ่ายรูป ต้องมุดดินหนีเป็นแย้ลงรูเลย เพราะแม่เจ้าประคุณเล่นกระชากไก ปืนมันทิ่มลงดินก็ยังหลับหูหลับตาซัดเปรี้ยงๆ ลูกปุ๊กเก่งกว่าเพื่อน ควบคุมสติได้ดีมาก ไม่ตื่นเต้นแบบคนอื่น เวลายิงเป็นชุดอย่างกับมือปืนอาชีพแน่ะ..!
หัวหน้าชาติชายแจกปลอกกระสุนให้เป็นที่ระลึก เอ๊ะ..ไม่ครบคน กลับมาถึงรถจึงพบน้าเล็กกับลูกปลามาแอบหลับอยู่..บอกแม่ครัวให้ยกเลิกการเลี้ยงข้าวเย็นที่นี่ ฝากลาและขอบคุณผู้ช่วยสมชายแทนให้ด้วย แล้วแดงก็บึ่งรถพาเด็กๆ ไปทานอาหารเย็นในตัวเมืองกาญจนบุรี...
ไปส่งจุ๋มกับจุ๊บที่บ้านแม่เบ็ญที่อู่ทอง แม่เบ็ญก็เพิ่งกลับถึงบ้านพอดี นัดแม่เบ็ญว่าตีสี่จะมารับไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลก รายการนี้แดงแถมให้ เพราะปกติหลังออกพรรษาทุกปี แดงจะมารับอาตมาไปกราบท่านเป็นประจำ ไหนๆ ก็ยังพอมีเวลา ก็เลยไปกันซะทีเดียว ก็ดี..นั่งรถซะให้เข็ด..!
************************
มานอนบ้านน้าเล็กที่สระยายโสม บอกกรรมฐานให้หัวหน้าชาติชายหัดภาวนาต่อ สรงน้ำ สวดมนต์-ไหว้พระ แล้วนอนภาวนา ตีสามกว่าตื่นพร้อมกัน จัดการธุระส่วนตัว เก็บข้าวของให้เรียบร้อย แล้วควักตัวหัวหน้าชาติชายกับแดงขึ้นมาจากห้องใต้ดิน มีที่นอนสบายแล้วไม่อยาก จะลุกกันเลย...
จะไปกราบพระต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย ห่มดองพาดสังฆาฏิ ยืมผ้าพันคอลูกปุ๊กมาเป็นผ้ารัดอก ตั้งใจออกรถตีสี่ แต่เกิดอุบัติเหตุยางแบนแต๋ ต้องเสียเวลาเปลี่ยนกันอีก น้าเล็กเกิดความจำเป็นจะไม่ยอมไปด้วย เบี้ยวมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วันนี้ไม่ได้ปีนเขาซักหน่อยเลยลากตัวไปจนได้...
แวะรับแม่เบ็ญที่อู่ทอง จุ๋มกับจุ๊บยอมแพ้ขออยู่เฝ้าบ้าน ผ่านวัดหลวงปู่บุดดา แวะเข้าไปกราบ แต่หลวงปู่ไปกิจนิมนต์ที่กรุงเทพฯ เช่าพระของหลวงปู่ไปเป็นอนุสติ หยุดฉันเช้าที่หน้า สวนนกชัยนาท พบเพื่อนน้าเล็กมาเปิดร้านอาหารที่นี่ด้วย แล้วตียาวรวดเดียวถึงพิษณุโลกเพลพอดี...
ฉันเพลแล้วกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช อธิษฐานกันตามอัธยาศัย แดงเอารถไป ปะยาง - เปลี่ยนน็อต หัวหน้าชาติชายเอาฟิล์มทั้งหมดไปทิ้งไว้ให้ร้านเขาล้าง แล้วเลยไปกราบแม่ย่าสุโขทัย บริวารแม่ย่าที่เป็นเพื่อนเก่าทักทายกันเจี๊ยวจ๊าวไปหมด หัวหน้าชาติชายกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมไปเลย...
ซื้อข้าวตอกพระร่วง แจกแทนเหรียญชัยสมรภูมิ ย้อนกลับมาเอารูปที่พิษณุโลก แล้วกลับวัดท่าซุง ถึงวัดห้าโมงเย็นพอดี ทั้งหมดลงไหว้พระแล้วลากลับบ้าน แดงบอกว่าจะไปให้ทันทำบุญกับหลวงพ่อที่บ้านสายลมด้วย เอาซิ..ขอให้ทุกคนเดินทางโดยปลอดภัยนะจ๊ะ...
บันทึกการเดินทางแสนทรหดก็จบลงแค่นี้ หลวงพ่อบอกว่า พวกเราเป็นเด็กอภิญญา คิดดูก็เห็นจริง เพราะแต่ละวันเดินทางจนไม่มีใครเชื่อว่าทำได้..มีเรื่องตลกคือ กลับถึงกุฏิพบจดหมายของหัวหน้าชาติชาย พร้อมแผนที่ไปบึงลับแลรออยู่ ไปจนกลับมาแล้วเพิ่งได้รับ..โธ่เอ๊ย..!
๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
|