เมืองลับแล

            สถานที่นั้น... หลวงพ่อวัดท่าซุง หลวงปู่ธรรมชัย และ ท่านหญิงวิภาวดี เคยเข้าไปแล้ว ท่านมาเล่าให้คนอื่นฟังในนาม“บ้านนาสาร” แต่จริง ๆ แล้วชื่อ “บ้านแม่สาน” อาตมาเรียกเองว่า “เมืองลับแล”
            "ไม่มีใครรู้จักครับ ผมไปสอบถามที่จังหวัด เขาบอกว่าไม่มีในแผนที่จังหวัด ไปถามที่อำเภอก็ไม่มีใครรู้ซักคน บังเอิญครับ..บังเอิญพบคนที่ออกมาจากในนั้นจึงรู้ทางไป.."
            นั่นเป็นคำบอกเล่าของหลวงลุงสุนทร (พระสุนทร สุธมฺมสุเมโธ) อดีตนายทหารอากาศ ผู้ผันแปรชีวิตมาทำสวนที่จันทบุรี แล้วหาความสุขในบั้นปลายชีวิต ด้วยการบวชปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดท่าซุง
            วันนั้น...เราสนทนากันถึงเรื่องการผจญภัยในป่าว่า พระเราเวลาพบเหตุต่าง ๆ แล้วจะแก้ไขอย่างไร รวมไปถึงการที่ป่าร่อยหรอลงไปทุกวัน แทบไม่มีที่ให้พระได้เดินธุดงค์ ทดสอบกำลังใจกันอีกแล้ว...
            หลวงลุงสุนทรได้เล่าถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่มีความเร้นลับมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ท่านเรียกสถานที่นั้นว่า“เมืองลับแล” แล้วอธิบายถึงความแปลกของสถานที่ดังกล่าวมาข้างต้น
            "จากจุดนั้นซึ่งเป็นเขตจังหวัดสุโขทัย คนที่นั่นบอกว่า ถ้าหัวค่ำเริ่มเดิน จะไปสว่างที่วัด หลวงปู่ครูบาวงศ์ พอดี..." ถ้างั้น “ชาวลับแล” ที่ไปทำบุญกับหลวงปู่ครูบาวงศ์ ก็อาจจะไปจากที่นี่ก็เป็นได้...
            "มันเป็นที่ราบกลางหุบเขา มีภูเขาสูงสลับซับซ้อนล้อมรอบ พื้นที่ประมาณสองพันไร่ ปลูกอะไรก็งามหมด มีลิ้นจี่อยู่สองต้น ออกลูกเป็นหาบ ๆ เลยครับ..น่าเสียดาย เขาเอาออกมาขายไม่ไหว..."
            "มีถ้ำค้างคาวที่มีค้างคาวเป็นล้านๆ ตัว เดินห่างเป็นกิโล เสียงมันทะเลาะกัน กัดกันยังดังมาถึง ที่ถ้ำมีงูใหญ่ ชูหัวทีสูงท่วมหัวคนเลย พวกชาวบ้านเขากลัวกันมาก.."
            "ทั้งที่อยู่ในหุบเขา แต่น้ำไม่เคยท่วม เพราะมีรูขนาดตัวคนอยู่สี่ – ห้ารู ที่กลางหุบเขา ฝนตกลงมาเท่าไรน้ำจะไหลลงในรูนี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าน้ำมากขนาดนั้น ไหลไปไหนกันหมด.."
            "ในป่าไม่ไกลนักมีแหล่งต้นน้ำ ไหลออกจากภูเขา พวกเขาไม่ค่อยกล้าไปกัน เขาว่ามันเป็นที่อยู่ของ“ช้างน้ำ” “ ฮ้า..! ช้างน้ำอีกแล้ว เคยได้ยินเขาลือกัน มันมีจริงๆ นะเรอะ..?!
            "สารปากนกแก้วและแร่เพรียงไฟ ที่หลวงพ่อบอกว่า นำมาผสมกับทองแดง และตะกั่วแล้ว จะกลายเป็นทองคำ ที่นั่นมีเพียบเลยและ “เจ้าของ” เขาไม่หวงด้วย แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น..."
            "หลวงพี่รู้จัก “เขาพลอยแหวน” มั้ยครับ..? ลักษณะของภูเขาที่มีแร่รัตนชาติมากจะเป็นแบบนั้น แต่ที่ “แม่สาน” มันยิ่งกว่าเขาพลอยแหวนซักสิบเท่า ผมว่าพวกเพชรพลอยบานเบิกเลยครับ.."
            “ผาถล่ม” ก็แปลกมาก อยู่ ๆ มันก็ขาดแหลกราญลงมา อย่างกับถูกใครกระทืบอย่างนั้นแหละ..ตามหน้าผาใกล้ถ้ำค้างคาว มีพวกไม้แคระที่ขึ้นตามธรรมชาติ สวยจนบอกไม่ถูกเลยหลวงพี่เอ๋ย.."
            นั่นเป็นรายละเอียดเพียงส่วนเดียว ที่บรรยายจากหลวงลุงสุนทร ผู้ไปลุยหาส่วนผสมทองคำในนั้นซะหลายเดือน พระหลายรูปที่ร่วมวงฟังอยู่หูผึ่งไปตาม ๆ กัน พออาตมาถามรายละเอียดการเดินทางเท่านั้น...
            หลวงพี่-หลวงน้องขอตามกันเป็นแถว แต่พอใกล้วันเดินทาง ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด พากันถอนตัวทีละรูป – สองรูป ในที่สุดเหลือเพียงหัวหน้าทีม คือ อาตมาเองเพียงคนเดียวโด่เด่..!
            เป็นไรมี...ยิ่งน้อยยิ่งดีจะได้ไม่มีภาระ เตรียมพินัยกรรมฝากพี่มุกดา (คุณมุกดา เพชรชื่นสกุล) ไว้ เข้าป่าเขาไม่หวังรอดกลับมากันหรอก กราบลาหลวงพ่อเรียบร้อยก็ลุยเลย...
            เปลี่ยนเวลาไปอย่างกะทันหัน แดง(มงคล จอมผา) มือซิ่งประจำตัวมาเอง แบบนี้ ไปฉันเช้าที่พิษณุโลกดีกว่า เล่นเอาแม่เบ็ญ(อาจารย์เบ็ญจา วิบูลย์พันธุ์) ที่กำลังจะยำมะม่วงถวายเลยทำไม่ทัน...
            ออกจากประตูวัดเข็มไมล์ก็ขึ้นเกินร้อยแล้ว ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของอาตมาเป็นอย่างยิ่ง เพราะจับมรณานุสติได้แน่นกว่ายืนจ้องตากับไอ้โคร่งตัวเท่าม้ากลางป่าดงดิบซะอีก..!
            ทางโค้งป้ายบอกสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แดงเขาใจดีแถมให้อีกหนึ่งร้อย เป็นร้อยสามสิบ ทิ้งโค้งทีหายวับไปกับตา คงมีคนแช่งตามหลังบ้างเป็นแน่แท้ ดีที่เช้า ๆ แบบนี้ไม่ค่อยมีรถวิ่ง...
            เติมน้ำมันนอกตัวเมืองพิษณุโลก อาตมาจ่ายเอง เพิ่งจะเจ็ดโมงเช้า ตรงไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มาเช้าเกินไป คนแทบจะไม่มีเอาเลย...
            กราบอธิษฐาน "ลูกเข้าป่าคราวนี้ ขอให้ “เมตตาบารมี” ที่ลูกยังพร่องอยู่ จงเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ดังใจปรารถนาด้วยเถิด..สาธุ" พระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสว่างเรืองรองอยู่ในใจ...


หน้าพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (หลวงพ่อพระพุทธชินราช)จังหวัดพิษณุโลก


            ฉันเช้าที่ร้านค้าในวัด เป็นข้าวหมูแดงและข้าวมันไก่อย่างละจาน แทบไม่พอยาขี้ฟัน แล้วเอ้อระเหยลอยชายเข้ากรุงเก่าสุโขทัย ไปไหว้ แม่ย่าสุโขทัย ถวายพวงมาลัยและปิดทองด้วย...
            อธิษฐานขอบารมีท่านย่าช่วยสงเคราะห์ ให้เข้าถึงแม่สานก่อนค่ำ ท่านย่ารับปาก ขอหวยให้แดง ท่านให้ ๑๐ ปรากฏว่างวดนั้นออก ๐๑ แดงเล่นผิด แต่แม่ทองดี(คุณแม่ของแดง)ถูกเกือบหมื่น..!
            มาเส้นสวรรคโลก - ศรีสัชนาลัย ไปถามทางไป บ้านแก่ง ปรากฏว่าผ่านมาซะลิบโลกเลย ต้องย้อนกลับไปใหม่ แยกจากถนนใหญ่ปุ๊บ..ฮ่า..ทางฝุ่นทั้งนั้น..!
            หนทางคดเคี้ยววกวนไปตามไหล่เขา ข้างทางเป็นป่าอ้อป่าแขม สูงท่วมหัวท่วมหู บางตอนก็เป็นป่าทึบ แม้จะเป็นทางฝุ่นแต่สภาพก็ไม่แย่นัก พออาศัยได้ แต่ฝุ่นตลบอย่างกับเมืองในหมอกแน่ะ...
            จากศรีสัชนาลัยถึง บ้านแก่ง ๑๓ ก.ม. จากบ้านแก่งถึงปากคะยาง ๘ ก.ม. จากปากคะยางถึงท่าโป ๑๓ ก.ม. จากท่าโปถึงป่าคา ๙.๕ ก.ม. จากป่าคาถึงห้วยหยวก ๕ ก.ม. นั่งดูเข็มไมล์ไปตลอดทาง...

            เกือบห้าสิบกิโลเมตรเต็ม ๆ ที่รถวิ่งกระโดกกระเดกไปตามทางที่ฝุ่นตลบ หนทางอยู่ที่ปาก ถามเขาไปตลอดทาง วิ่งไปสุดทางที่ท้ายหมู่บ้านห้วยหยวก...ไม่มีทางไปอีกแล้ว และเพลพอดี...

            ฉันเพลด้วยขนมสาลี่และมะม่วงดิบที่แม่เบ็ญถวายมา แฮ่..เปรี้ยวซะไม่มี..ชาย ๓ คน แต่งชุดเขียวแบบทหาร ถือลูกซองห้านัดตรงเข้ามา แดงค่อย ๆ เลี่ยงไปอย่างไม่ไว้ใจ ส่วนอาตมานั้น ด้ามกลดเข้ามาอยู่ในมือตั้งแต่แรกแล้ว..!
            ระวังตัวไว้ก่อนเป็นดี ภาษิตจีนเขาว่า “จิตใจทำร้ายคนไม่ควรมี แต่จิตใจระวังคนไม่อาจจะละเลย..” ปรากฏว่าทั้งสามพระหน่อเป็นพนักงานพิทักษ์ป่า จากหน่วยพิทักษ์ป่าบ้านป่าคาออกมาตรวจพื้นที่กัน...
            ถามทางไปแม่สาน เขาชี้ไปในป่าทึบข้างหน้า บอกว่าระยะทางประมาณ ๑๒ ก.ม. ให้เดินเกาะลำธารไปเรื่อย จะไปถึงแม่สานเอง อาตมาขอบใจในคำแนะนำของเขา แล้วเหวี่ยงบริขารขึ้นบ่า...
            นัดวันเวลาให้แดงเอารถมารับ จากนั้นย่ำต๊อกเข้าป่า โดยมีสายตาชาวกะเหรี่ยงนับร้อยคู่ มองตามด้วยความพิศวง คงคิดว่าอาตมาจะหาที่ตายทั้งที ทำไมไม่หาไอ้ที่ดีกว่านี้..!
            พ้นรั้วบ้านก็เป็นภูเขาทันที มีแต่ต้นอ้อล้มระเนนระนาด “มองอ้อล้อลมเล่น ดูดั่งเช่นจะสุขสม มิทุกข์ระทมตรม เฉกเช่นนั้นนิรันดร์กาล..” แต่อาตมาตอนนี้มันสุดจะทุกข์เลยล่ะ...
            ก็ไอ้รองเท้าที่ใส่อยู่นี่นะซิ มันสวยมันน่าใส่เฉพาะในเมือง เข้าป่าไม่กี่ก้าวมันจะไปไม่รอดซะแล้ว ยิ่งเหยียบไปบนต้นอ้อที่ล้มอยู่บนลาดเขา แหม..มันลื่นยิ่งกว่าสะเก๊ตน้ำแข็ง..!
            ล้มลุกคลุกคลานไปตลอดทาง ใบอ้อบาดมือบาดเท้าซะยับเยิน โอ๊ย..ใบอ้อที่อาศัยดึงตัวขึ้นไปขาดติดมือ อาตมาหงายหลังร่วงลงไปในซอกเขาข้างล่าง “โครม..!” วัดความกว้างยาวของพื้นอย่างถนัดถนี่..!
            ตั้งเกือบสามสิบเมตร ดีที่มันไถลไปตามลาดเขา ไม่อย่างนั้นมีหวังเละแน่..! ขนาดนั้นขาซ้ายยังเป๋ไปเลย..มองดูข้าวของรองเท้า กระเด็นไปคนละทิศละทาง กว่าจะเก็บได้ครบ ก็ตะกายต้นอ้อลื่น ๆ จนหอบเป็นหมาหอบแดด..!
            มันไม่มีทางไปเลยนี่หว่า..? พยายามปีนขึ้นไปจนถึงยอดเนิน มองหารอยเดินซักนิดก็ไม่มี ไหนหลวงลุงบอกว่าเป็นทางเดินประจำของเขา หาทางไปต่อไม่ได้ กลับไปถามเขาใหม่ดีกว่า...
            อาตมาพูดไทยกลาง ชาวบ้านกะเหรี่ยงคงจับหางเสียงได้เฉพาะคำว่า“แม่สาน”เลยให้เด็ก ๆ ๓ - ๔ คนไปชี้ทางให้ พอเด็กชี้ให้ข้ามหนองน้ำ ที่เกิดจากการถล่มของชายห้วย อาตมาก็ถึงบางอ้อ...
            ป่าไม้เขาบอกทางถูกแล้ว เราดันเป็นโรคกลัวน้ำ เดินอ้อมหนองน้ำไป มันก็ไม่มีทางนะซิ..ลุยลงน้ำสูงเลยเข่าข้ามไปอีกฝั่ง มีทางเดินจริง ๆ ด้วย..แหม..แผลสด ๆ โดนน้ำมันแสบอย่าบอกใครเชียว..!
            ต้องสละรองเท้าผูกติดย่ามแทน เพราะยังไม่ถึงร้อยเมตร ข้ามห้วยสามหนแล้ว รองเท้าคู่นี้เป็นหนัง ขืนลุยน้ำก็พังป่นปี้เท่านั้นเอง ที่ริมห้วยมีรอยเท้าสารพัดสัตว์เป็นเทือกเลย..อะไรจะมากมายขนาดนั้น..!
            ต้นไม้แต่ละต้นสูงลิบลิ่ว..นี่มันป่าดงดิบชัด ๆ ลุยข้ามลำห้วยครั้งแล้วครั้งเล่า แบบนี้หน้าฝนหมดสิทธิ์มาแน่ ๆ บางตอนเป็นโตรกผาแคบ ๆ แต่ลึกน่าดู ถ้าน้ำป่ามามีหวังตายลูกเดียว..!
            บางตอนลุยยาวไปตามลำธาร เสียวเหมือนกันกลัวไอ้เข้จะโผล่มาจ๊ะเอ๋ด้วย ไม้ใหญ่ล้มขอนแห้งตาย ถูกน้ำพัดมาขวางลำธารเยอะแยะ บางท่อนเดินไต่ไปเหมือนไม่รู้จักสุด มุดบ้างข้ามบ้างน่าสนุก...
            แมลงผิวน้ำบินว่อน ปลาเล็กปลาน้อยเป็นฝูง ๆ ว่ายหนีกันปรูดปราด ลูกอ๊อดตัวเกือบเท่าหัวแม่เท้า คงเป็นพวกกบภูเขาที่หลวงพ่อเรียกว่า “กบท่านหญิง” ซึ่งแต่ละตัวโตอย่างกับเด็ก..!
            อากาศอับชื้นชวนเป็นไข้ บนยอดไม้สูงเยี่ยมเมฆเต็มไปด้วยกล้วยไม้ มอสส์ เฟิร์น ตะไคร่น้ำ นกร้องระงมทั้งป่าแต่อยู่สูงเกินไป จึงมองไม่เห็นซักตัว พรรณไม้ไม่รู้จักชื่อมากมาย ลำเจียกป่ากอมหึมาสูงเป็นสิบเมตร..!
            เลาะไปตามลำห้วยบ้าง ข้ามห้วยไปบ้าง บางตอนเป็นน้ำตกขนาดจิ๋วน่าดูยิ่งนัก บางตอนเป็นดงกล้วยตานีสูง ๔ - ๕ เมตรทั้งดง เสียงสัตว์ป่าวิ่งอยู่ในความรกทึบ ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร..?
            สองข้างลำธารมีแต่รอยเท้าสัตว์ มีรอยหมูป่าขุดหาอาหารเต็มไปหมด คงฝูงใหญ่น่าดู..ทิ้งภูเขาไว้ข้างหลัง ข้ามห้วยครั้งที่สามสิบกว่าเป็นทางแยก จะไปทางไหนดีนะ..? นึกถึงคาถาเทวดาชี้ทางขึ้นมาทันที...
            เอาด้ามกลดตั้งกับพื้น ตั้งใจขอให้เทวดาสงเคราะห์บอกทาง ว่าคาถาแล้วปล่อยมือ ปลายชี้ทางไหนไปทางนั้น จากป่าทึบเป็นป่าไผ่ เสียงไก่ป่ากะต๊ากด้วยความตกใจ พอเดินเฉียดใกล้ก็บินหนีกันพึ่บพั่บ..!
            จากป่าไผ่เป็นที่ว่างกลางหุบเขา มีต้นอ้อสูงท่วมหัวขึ้นอยู่แน่นขนัด มีรอยเดินเก่า ๆ พรุนไปหมด..ไปทางไหนหว่า..? ซ้ายมือแล้วกันทางกว้างมุดง่ายหน่อย เอาไม้กลดแหวกใบอ้อลุยหายเข้าไปเลย...
            รู้สึกตัวว่าเล็กนิดเดียว ป่าอ้อช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ถ้าหลงทางในนี้ละก้อ..ทหารทั้งกองร้อยก็ตามหาไม่เจอ..มุดไปเรื่อย ๆ เห็นมีรอยโคลนติดอยู่ตามต้นอ้อระดับศีรษะ..นี่มันด่านสัตว์นี่หว่า..!
            พวกป่าไม้บอกให้เลียบลำห้วยไปเรื่อย ๆ นี่ลำห้วยมันหายไปทางไหนวะ..? เจอทางแยกเป็นมุดซ้ายลูกเดียว ทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย จนในที่สุดก็หลุดจากดงอ้อมาอยู่บนเนินเตี้ยๆ รอบข้างมีแต่ป่าและเขา...
            บนเนินนี้มีร่องรอยว่าเป็นไร่ซากที่ถูกทิ้งร้าง เดินขึ้นบนยอดเนิน พบกระท่อมเก่า แก่พังกองกับดิน มองดูรอบตัวมีแต่ป่ากับป่า ไม่เห็นมีทางไปไหนเลย หลงทางซะแล้วมั้ง..?
            ตามหลักการง่าย ๆ บอกว่า น้ำย่อมอยู่ที่ต่ำ เล็งขอบเนินด้านหนึ่งว่าน่าจะมีน้ำมากที่สุด เดินแหวกใบไม้ใบหญ้าลงไป..ใช้ได้..พบลำห้วยอีกครั้ง มีรอยเท้าย่ำอยู่บนโคลนด้วย แม้จะรอยเก่าก็แสดงว่ามีคนผ่านทางนี้...
            ควักนาฬิกาออกมาดู บ่ายโมงครึ่ง..ลุยป่ามาสองชั่วโมงแล้ว เดินสาวรอยเท้าไป ในลำห้วยมีแต่รอยเท้าควาย รอยเกลือกปลัก เจอไม้ไผ่ถูกตัดกองกับพื้น มีรอยก่อไฟด้วย คงมีคนทำอาหารกินกันตรงนี้แน่ ๆ...
            ตามรอยเข้าไปอีก ชักไม่เข้าท่าซะแล้ว รอยเท้าคนหายหมด เหลือแต่รอยเท้าควาย รอยหมูป่า กลิ่นสาบของสัตว์ป่าตลบไปหมด น้ำในห้วยน้อยลงทุกที บางช่วงลูกอ๊อดของกบภูเขาตัวเบ้อเริ่ม ยั้วเยี้ยแน่นไปทั้งลำห้วย..!
            ไม่มีรอยคนให้ตามก็ตามรอยควายแทน ฝูงควายแยกออกจากลำห้วย ตัดขึ้นซอกเขาแคบ ๆ แถมชันเอาเรื่อง ควายไปได้คนก็ไปได้ละน่า จ้ำอ้าวแบบที่เขาเรียกว่าตามควายนั่นแหละ เพราะเรากำลังตามควายอยู่จริง ๆ..!
            ทางลัดตัดลงในหุบ แล้วตรงขึ้นเขาอีกที ป่าก็ทึบแทบจะไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เสียงนกเสียงสัตว์ร้องชวนสยองขวัญ บางตัวมันร้องดัง “โว้ย..! โว้ย..!” เหมือนเสียงคนไม่มีผิด ผีป่าหลอกแล้วละมั้ง..?
            ขืนคิดมากคงจับไข้หัวโกร๋นแน่..ตะกายขึ้นเขาไปเรื่อย พอข้ามสันเขาไปก็พบกล้วยตานีเป็นดง เครือสุกเหลืองอร่าม มีรอยสัตว์แทะกินจนแทบหมดทั้งเครือ เขาว่าผีนางตานีชอบหลอกหนุ่ม ๆ ไปเป็นผัว..แฮ่..!
            รีบเดินให้พ้นจากการถูกสาวตานีล้อมกรอบ ถ้าโผล่มาตอนนี้พ่อหวดด้วยด้ามกลดกลิ้งโคโร่แน่ ๆ เสียงนกบินหนีด้วยความตกใจ ถ้าคนขวัญอ่อนหน่อยได้ยินเข้า คงวิ่งป่าราบไปนานแล้ว...
            พ้นดงกล้วยก็เป็นป่าอ้อป่าแฝก บรรยากาศแบบนี้งูจงอางชอบนัก ก้มหน้าก้มตาเดินงุด ๆ ไม่อยากคิดให้เสียวสันหลัง แดดบ่ายส่องลงมา ทำให้ทั้งร้อนทั้งคัน กูหนอกู..หาทุกข์ใส่ตัวเองแท้ ๆ...
            มัวแต่ปลงอริยสัจ ลืมสังเกตรหัสป่าไปซะฉิบ มารู้ตัวเอาตอนที่ได้ยินลมหายใจของตัวเอง ทำไมป่ามันเงียบกริบอย่างนี้..? ผิดท่าแล้ว..บรรยากาศแบบนี้ต้องมีสัตว์ใหญ่ทรงอำนาจอยู่ในบริเวณนี้อย่างแน่นอน..!
            พบลำห้วยขวางหน้า คงจะมาถูกทางแล้ว..ลุยข้ามห้วยไปฝั่งตรงข้าม เป็นดงไม้ใกล้น้ำประเภทไผ่กวนอิม หนาทึบร่มครึ้มไปหมด ยังไม่ทันจะคิดจะทำอะไรต่อไป ป่ารอบข้างก็ไหวโครมครืนสะเทือนเลื่อนลั่น..!
            “มหิงสา..!” ซ้ายขวาหน้าหลังมีแต่ภูเขาสีดำทะมึน แต่ละตัวใหญ่โตมหึมา นับได้สิบสองตัวพอดี ที่แหกป่าโครม ๆ ไปอีกไม่รู้เท่าไร ไอ้ที่เหลือโหลหนึ่งนี้ ทุกตัวเบิ่งเข้าใส่อาตมาเป็นตาเดียว..!
            “ตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านหัวใจ..” แฮ่..มันเย็นตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าเลย “ต๊ายแหน่..! ต๊ายแหน่..!” จะไม่จับมรณานุสติได้อย่างไรเล่า..? ก็อาตมาดันห่มจีวรสีเหลืองอ๋อยเชียว..!
            เรื่องจีวรนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้พระในวัดห่มสีเหลือง พอเข้าป่าค่อยใช้สีกรัก แต่อาตมาไม่อยากรบกวนญาติโยม และขี้เกียจยุ่งยากกับการมีผ้าเกินสามผืน เลยลุยป่ามันทั้งเหลือง ๆ นี่แหละ หากินมาหลายป่าแล้ว...
            บางวัดท่านไม่ชอบพระห่มเหลือง อาตมาก็แปลกใจ “กาสาวพัสตร” แปลว่า “ผ้าย้อมน้ำฝาด” น้ำขมิ้นก็ไม่ได้หวานซักหน่อย ทำไมท่านตั้งข้อรังเกียจก็ไม่รู้..? ช่างเถอะ..ขอว่าเรื่องของตัวเองต่อดีกว่า...
            ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน การภาวนาทำให้มีสติ ไม่ตกใจอะไรง่าย ๆ อาตมาแม้จะตัวเย็นเฉียบ นั่นเป็นเพียงปฏิกิริยาทางร่างกาย ส่วนใจยังคงเกาะคำภาวนา และลมหายใจเข้าออกมั่นคงเช่นเดิม...
            ตั้งใจกำหนดจิตแผ่เมตตาไปยังจ้าวทุ่งเขาโง้งว่า "เราไม่มีอันตรายใด ๆ กับเธอทั้งสิ้น ไม่ได้มาเพื่อเบียดเบียนแก่เธอทั้งหลาย ขอโทษด้วยที่ทำให้เธอตกใจ ขอให้หากินกันไปตามปกติเถิด.."
            แล้วเดินผ่ากลางวงไปอย่างหน้าตาเฉย ภาพพระพุทธเจ้าลอยเด่นอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้า ถ้ามันฮือกันเข้าใส่ตอนนี้ก็ยอมตายละ..ตายแล้วขอไปอยู่บนนิพพานกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเถิด..สาธุ...
            ยังไม่ถึงอายุขัย จ้าวทุ่งทั้งฝูงปล่อยอาตมาผ่านไปแต่โดยดี พวกเขาทั้งหมดเดินหายเข้าไปในดงอันรกทึบ อาตมาค่อยหายใจโล่งอกหน่อย เดินแหวกป่าอ้อไปเรื่อย จนโผล่มาเจอทาง..ไปทางไหนดีเอ่ย..?
            จะเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายก็ไม่แน่ใจ ขอเทวดาเป็นที่พึ่งตามเคย ความจริงเขาว่าคาถาเทวดาชี้ทาง ต้องหันหลังพิงต้นไม้ใหญ่ อาตมาประเภทหัวรั้นนอกครูเสมอ ตั้งด้ามกลดลงพื้นแล้วว่าคาถาเลย..ง่ายดี...
            “วิวี พุทโธ อิติ” ไม้ล้มชี้ข้ามเขาไปทางที่เพิ่งผ่านมา เหลวซะละมั้ง..? เทวดาไม่เคยพูดคำสอง แต่ขอลองอีกทีเถอะน่า..ผลปรากฏว่าชี้ไปทางเดิม ปวดกบาลเลยตู...ก็เราเพิ่งผ่านมา ไม่เห็นจะมีบ้านใครเลย...
            ขอเป็นคอมมูนิสต์ซักวันเถอะ ไหน ๆ ก็เลี้ยวซ้ายมาตลอด ขอซ้ายตกขอบอีกครั้งน่า เอ้า..เดิน..เดิน..เดิน..ถ้าหวังก้าวหน้าจงพากันเดิน..ขืนไม่เดินก็ค้างคืนกลางป่าเท่านั้นเอง...
            ทางเส้นนี้ก็เลาะลำห้วยไปเช่นกัน มันเป็นสูตรแทบจะตายตัวเลยว่า ทางในป่าต้องไปกับน้ำ..ลำห้วยพาห่างจากป่าไปเรื่อย จนพบไร่ร้าง แล้วในที่สุดก็เป็นไร่ผักเขียวขจี คงจะถึงซักทีนะแม่สานนะ...
            สอดส่ายสายตาหาไปเรื่อย เห็นมีกะเหรี่ยงหนุ่มทำไร่อยู่หนึ่งคน ตรงเข้าไปด้วยความดีใจ พยายามส่งภาษาให้เขาเข้าใจว่า เรากำลังจะไปยังแม่สาน ที่นี่ใช่แม่สานมั้ย..? หนุ่มกะเหรี่ยงสั่นหัว...
            ถามว่าแม่สานอยู่ทางไหน..? เขาชี้ข้ามเขาไปทางที่เพิ่งผ่านมา อะไรกันวะ..? ทั้งเทวดาทั้งคนยืนยันเป็นเสียงเดียว แล้วไอ้ที่อาตมายืนอยู่ตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร..? คราวนี้มีคำตอบ เขาบอกสั้น ๆ ว่า “ห้วยตอง”
            เออ..ดี..ห้วยหยวก..ห้วยตอง.. ต่อไปข้างหน้ามันคงมีห้วยเครือ..ห้วยปลี..จะได้ครบกล้วยทั้งต้นเลย พยายามบอกเขาว่าทางที่ผ่านมาไม่มีแม่สาน ถ้าจะไปแม่สานจะไปทางไหน..? เขาชี้ให้ตรงไปข้างหน้า...
            อวยพรให้เขาแล้วย่ำต๊อกต่อไปตามระเบียบ ผ่านนาข้าวเขียวสดใส ไร่ถั่วเหลืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เขารู้จักวิธีทำนาแบบขั้นบันไดตามเนินเขาด้วย ดูไกล ๆ สวยดีเหมือนกัน...
            มีบ้านประปรายไม่กี่หลัง ชาวบ้านไปดูแลไร่นากันหมด บางคนเอาลูกตัวเล็ก ๆ มัดติดหลัง ก้มหน้าก้มตาขุดดิน ลูกก็หลับคอพับคออ่อนให้แดดเผาอยู่นั่นแหละ ส่วนใหญ่คนทำงานเป็นผู้หญิงแทบทั้งนั้น...
            ห่างบ้านห้วยตองออกไปทุกที เหลือแต่ไร่นาสุดลูกหูลูกตา ทางเดินเริ่มกว้างขึ้น จนกระทั่งมีรอยรถวิ่ง เริ่มมีบ้านอีกแล้ว จากห่างๆ จะมีหลังหนึ่งก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่...
            พอโผล่เข้ากลางหมู่บ้านอาตมาก็เข่าอ่อน..นี่มันห้วยหยวกนี่หว่า..! ชาวบ้านเห็นเข้าก็แปลกใจ มารุมดูกันใหญ่ พอทราบว่าหลงทางก็หัวเราะ บางคนพอพูดไทยได้ยืนยันว่า ทางไปแม่สานต้องไปทางเดียวกับที่เราเดินตอนเที่ยง...
            เป็นอันว่าเหนื่อยฟรี..คิดจะค้างคืนที่นี่ เพราะจวนจะบ่ายสองครึ่งแล้ว ระยะทางนั้นเทวดาช่วยสงเคราะห์ ท่านหญิงวิภาวดีเดินสองชั่วโมงเศษ ชาวบ้านและหลวงลุงสุนทรเดินหกชั่วโมง ขืนไปก็ค้างคืนกลางป่าเท่านั้นเอง...
            เดี๋ยว..ท่านย่าสุโขทัยบอกว่า อาตมาจะเข้าถึงแม่สานก่อนค่ำ เทวดาท่านไม่โกหก ลองเสี่ยงถามหาคนนำทาง มีแต่คนสั่นหัวปฏิเสธ เสียงท่านย่าบอกว่า “จ้างมันซิ” หลานไม่มีเงินจ้ะย่าจ๋า..!
            ท่านยืนยันว่าให้จ้าง อาตมาเลยออกปากว่า ถ้าใครช่วยนำทางจะให้ค่าแรง ๕๐ บาท แหม..มันแย่งกันไป อย่างนี้นี่เองเล่า ใครสั่งใครสอนมันให้เป็นแบบนี้หนอ..? แล้วเงินละครับย่า..? “ไปเถอะ..เดี๋ยวมี..”
            ได้กะเหรี่ยงชราคนหนึ่งนำทางให้ ชื่อเรียงเสียงไรไม่ได้ถาม แกนุ่งกางเกงขาสามส่วนตัวเดียว มีย่ามใบจิ๋วใส่ยาสูบสะพายไหล่ กับมีดเหน็บขัดหลังไปอีกอัน เท่านี้เองจริง ๆ..!
            อาตมาละ..บาตรในย่ามอัดแน่นด้วยบริขาร ไหนจะกลด ไหนจะกระติกน้ำ คิดว่าพระมีสมบัติน้อยแล้วเชียว มาเจอชาวบ้านที่มีสมบัติน้อยกว่าพระเข้าไปอีก เห็นแล้วแทบบรรลุอยู่ตรงนั้นเลย..!
            อย่าคิดว่ากะเหรี่ยงแก่นะ แกไปอย่างกับเหาะ อาตมาก็ต้องเหาะตาม เดินมาสามชั่วโมงเหนื่อยเต็มที มาเจอกะเหรี่ยงเดินอย่างกับติดปีกเข้าไปอีก เหนื่อยแทบขาดใจ แกจะไปตามควายที่ไหนวะ..? หรือว่ากำลังถูกควายตาม..แฮ่..!
            เห็นโทษของการสะสมวัตถุชัด ๆ เลย ตาเฒ่ากระทั่งเสื้อก็ไม่มี ไปปร๋ออย่างกับจะเหาะจะบิน อาตมาแบกซะเพียบ โซซัดโซเซตาม เหงื่อโชกไปทั้งตัว แทบจะโยนของทิ้งไปก็หลายครั้ง...
            เดินทับทางเดิมที่อาตมาเคยผ่านทุกฝีก้าวเลย แต่พอถึงป่าอ้อที่พรุนเป็นใยแมงมุม กะเหรี่ยงเฒ่าเลี้ยวขวา มิน่าล่ะ..อาตมาไปเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดเข้า มันถึงได้วนเป็นวงกลมกลับที่เดิม..!
            ผ่านดงต้นนุ่นก็เดินตามลำห้วยต่อ รอบข้างเป็นป่าทึบ อากาศอับชื้น มืดครึ้มไปหมด พื้นเป็นดินสีอรุณเหลืองจัดมาก หลวงพ่อบอกว่า ที่ใดเป็นดินสีอรุณ ที่นั่นขุดลงไปไม่ลึกนักจะพบทองคำ..!
            ทุกฝีก้าวเดินไปบนดินสีอรุณทั้งนั้น ถ้าข้างล่างเป็นทองคำอย่างหลวงพ่อว่า บริเวณนี้ต้องเป็นเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความจริงดินในป่ามักจะดำสนิท แต่ที่นี่กลับเหลืองอมแดงไปซะหมด...
            ผ่านป่าทึบลงป่าโปร่ง ขึ้นเขา ข้ามห้วย ลงหุบ เลาะเหว สัตว์ที่พบบ่อยที่สุดคือ นกป่าสารพัดชนิด ไก่ป่าก็พบบ่อย ตัวผู้เหมือนไก่แจ้ แต่เล็กกว่ามาก ตัวเมียสีเหลืองฟาง ตัวเล็กเท่ากำปั้นเอง บินเก่งอย่างกับนกเลย...
            ลุยเข้าไปในดงกล้วยตานี ต้นผอมสูงโย่งเย่งอย่างกับถ่อ ตาเฒ่าหยุดมวนยาเส้น แกมองฟ้าแล้วชวนกลับเอาดื้อ ๆ.."เฮ้ย..ยังไปไม่ถึงแม่สานเลย จะกลับได้ยังไงวะ..?" อาตมาโวยวาย..!
            ตาเฒ่าพยายามอธิบายเป็นภาษากะเหรี่ยงปนไทย แถมภาษาใบ้อีกต่างหาก จับได้ความว่าตะวันจะลับเหลี่ยมเขาแล้ว ถ้าไปต่อจะมืดก่อนถึงแม่สาน การค้างคืนในป่านี่ มีแต่ตายกับตายเท่านั้น..!
            อาตมาไม่ยอมท่าเดียว ตาเฒ่าเลยขอกลับก่อน แบมือขอค่านำทาง อาตมาล้วงย่ามได้ซองจดหมายยับยู่ยี่ซองหนึ่ง ลองแกะดูมีเงินอยู่สามร้อยบาท..! มาได้อย่างไรก็ช่าง ขอจ่ายก่อนละครับ...
            นับให้ไปห้าสิบบาท ตาเฒ่าตีใบ้จะขออีกสิบ เดี๋ยวก็เจอลูกถีบเท่านั้นตานี่..!ระยะทางเดินหกชั่วโมง เอ็งพามาแค่นี้ยังจะขอเพิ่มอีก เคยโดนพระเตะมั้ย..? กะเหรี่ยงเฒ่าเจ้าเล่ห์บ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะขอตัวกลับไปทางเดิม...
            เหลือตัวคนเดียวละซิ..อย่างดีก็แค่ตายวะไปตายข้างหน้าอย่างคนกล้า ดีกว่าถอยกลับแล้วตายอย่างคนขลาด.. ลูกหลวงพ่อซะอย่าง ขืนถอยหลังรู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น..สำรวมจิตมั่นตั้งบทชุมนุมเทวดา...
            ขอความอนุเคราะห์สงเคราะห์จากบรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นใหญ่ในที่นี้ จะเป็นอากาศเทวดา รุกขเทวดา ภุมมเทวดา ก็ดี ขอได้โปรดช่วยให้ลูกเข้าถึงแม่สานก่อนค่ำด้วยเถิด ลูกเข้าตาจนแล้ว จำเป็นต้องใช้วิธีนี้...
            เทวดาผู้เป็นใหญ่กว่าใครทั้งหมดในที่นี้ ชื่อ “ท่านทรงเดช” อาตมาเลยภาวนาว่า “ทรงเดช สรณัง คัจฉามิ” ท่านหัวเราะก๊ากเลย บอกว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ให้ภาวนาตามปกติ ท่านจะช่วยเอง..!
            ติดเทอร์โบแล้วนี่ ลุยไปอย่างกับพายุเลย ปวดขาซ้ายเหมือนเอ็นจะขาด แต่เท้ามันกลับก้าวตะลุยไปไม่ยอมหยุด ลำห้วยบางตอนไปไม่ได้ เพราะไม้ใหญ่โค่นล้มบังจนมิด ต้องหาทางอ้อมออกทางด้านข้างแทน...
            อาศัยวิชาสะกดรอย กับวิชาสังเกตและจำของทหารให้เป็นประโยชน์ ใบไม้ทุกใบ ก้อนหินทุกก้อน สามารถบอกทางได้ทั้งนั้น เสียงสัตว์ป่าแปลกๆ หู ร้องระงมไปหมด ฟ้าก็มืดมัวลงไปทุกที...
            พอฟ้ามืดก็รู้ว่าถูกเหลี่ยมเขาบัง พอสว่างก็แปลว่าข้ามเขาไปอีกหนึ่งลูก หนทางช่างยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด ช่วงนี้ไปกับลำห้วยตลอดทาง มีแต่ป่าและเขา บรรยากาศมืดครึ้มน่าหวาดหวั่น..!
            เสียงสัตว์ป่าตกใจมุดดงหนีดังแกรกกราก รากไม้คดงอขึ้นราเป็นดวง ๆ ดูคล้ายกับงูเหลือมขนาดยักษ์ขดซุ่มรอเหยื่อ ในความมืดสลัวมองไม่ถนัด ชวนให้ขนหัวลุก...
            ลำห้วยบางช่วงแห้งหายไปเฉย ๆ พอไปได้ไม่นานก็มีน้ำไหลมาอีก คล้ายกับว่าป่าทั้งป่าสามารถคายน้ำออกมา ไม่ว่าตรงไหนก็เป็นต้นน้ำได้ มีรอยก่อไฟ กระดูกสัตว์ ขนสัตว์ ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าจากฝีมือพรานกะเหรี่ยงด้วย...
            บางช่วงมีต้นไม้ขนาดมหึมา กลายเป็นหินทั้งต้น ล้มจมอยู่ในกรวดหินดินทราย โผล่ขึ้นมาเพียงบางส่วน หินแปลก ๆ คล้ายหินภูเขาไฟ เกลื่อนกลาดไปหมด ดูอย่างกับโลกยุคบรรพกาล...
            ในเวิ้งน้ำดำสนิทข้างหน้า..พญางูยักษ์ชูหัวขึ้นมาจ้องเขม็ง..! หัวใจของอาตมาหดเหลือแค่ปลายนิ้วก้อย หยุดจ้องอยู่เป็นนาน อพิโธ่..ตอไม้ที่จมอยู่ในน้ำ ดูคล้ายกับอสรพิษขนาดยักษ์จ้องเขมือบเหยื่อ..!
            บางตอนน้ำห้วยไหลแรง แยกเป็นสามแพร่งด้วย หาร่องรอยไปต่อไม่ได้ เห็นเงาคนกวักมือเรียก พอตรงเข้าไปกลายเป็นตอไม้บ้าง ก้อนหินบ้าง..ขอบคุณมากที่กรุณาบอกทาง ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญเถิด...
            อย่างแช่มช้า..ตัวเมตตาหายไปสิ้น เหลือเพียงสังขารุเปกขาญาณอย่างเดียว ตายก็ช่างยังก็ไปต่อ ร่างกายเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างกับหุ่นยนต์ รู้สึกราง ๆ เหมือนกับฝันว่า ปวดขาจะขาดใจ แต่ก็ช่างมัน...
            ข้ามเขามากี่ลูกก็เหลือที่จะนับ จนกระทั่งมองเห็นยอดตาลสูงทะยานเยี่ยมเมฆ เดินใกล้เข้าไปเรื่อย โอ้โฮ..มันสูงตั้ง ๗๐ – ๘๐ เมตรเห็นจะได้ มีดงไม้ขวางอยู่ พอมุดเข้าไปก็ชะงัก กลิ่นหอมคุ้น ๆ จมูก...
            พอเห็นดอกที่ตกอยู่เกลื่อนพื้น อาตมาก็แหงนคอตั้งบ่า มองต้นของมันอย่างไม่แน่ใจ.. ต้นมะม่วง..! ใช่จริง ๆ ด้วย.. นี่มันขึ้นมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าสร้างโลกหรืออย่างไร..? ถึงได้สูงอย่างกับจะแทงทะลุฟ้า...
            ลำห้วยถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พอพ้นยอดเขาเห็นทางเข้าก็แทบหมดแรง..ข้างทางเป็นเหวลึกหายไปใต้บาดาล มีทางแคบ ๆ ขนาดฝ่ามือเลาะขอบไป อีแบบนี้มันประตูนรกชัด ๆ พลาดเมื่อไรแมลงวันบินตามได้เลย ตายแน่ ๆ..!
            ไอ้ขาซ้ายระยำมันพึ่งไม่ได้เอาซะเลย แตะพื้นนิดก็ปวดแทบน้ำตาเล็ด มัวแต่เก้ๆ กังๆอยู่ หัวทิ่มลงเหวไปเลย..! มือซ้ายค้ำติดรับน้ำหนักตัวได้ ยันกายขึ้นมาบนขอบเหวอีกครั้ง...
            พอมองสิ่งที่มือยันเอาไว้..ยอดอ่อนของเถาวัลย์..! ขนาดเล็กขนาดเส้นลวด ทำไมมันแน่นเหมือนกับยันภูเขาทั้งลูก ลองเอามือแตะดูใหม่ มันเอนไปตามมือเลย..! ขอบคุณปู่ย่าตาทวดเทวดาทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง..!
            ไปสองขาไม่ได้ก็ไปสี่ขา คลานไปซิครับ..! คงเกิดเป็นหมาบ่อย เลยคลานได้คล่องกว่าเดินตั้งแยะ..เดี๋ยวเหวอยู่ซ้าย เดี๋ยวย้ายไปทางขวา ยิ่งกว่าทางปราบเซียนซะอีก...
            มองลงไปในเหวมีแต่ไม้ใหญ่เขียวครึ้ม ช่วงนี้อากาศแจ่มใสทัศนวิสัยดี เพราะอยู่บนยอดเขาไม่มีอะไรบัง สามารถมองเห็นต้นไม้มหึมา ที่เหลือเล็กเท่าผักเท่าหญ้าในหุบเหวอย่างชัดเจน...
            ภาพประทับใจ..อีกฝั่งหนึ่งของเหว พญาไม้ขนาดยักษ์งอกจากก้นเหว สูงละลิ่วเกือบเสมอยอดเขา มันจะมโหฬารเพียงใดสุดจะประมาณได้ กะด้วยสายตาของอาตมา ขี้หมูขี้หมาก็ต้องสูงถึง ๘๐ – ๙๐ เมตร..!
            ความใหญ่โตของมันไม่สามารถคำนวณได้ ถ้าเทียบกับไม้ใหญ่รอบข้าง อย่างกับเอาตะเกียบไปเทียบกับลำไม้ไผ่ มันน่ายกไปปลูกไว้ที่สนามหลวง ให้คนกรุงเทพฯ เขาได้ดูกันบ้าง...
            คลานยงโย่ยงหยกไปตามทางคดเคี้ยว คิดถึงการ์ตูนที่เคยดูแล้วอดขำไม่ได้ นี่ถ้ามากันหลายคน คงได้คลานเรียงแถวเหมือนช้างในการ์ตูน พอมีคนร้อง “แถว..หยุด..!” ก็หัวชนก้นตัวหน้า หกคะเมนไปทั้งแถว..!
            มีช่องว่างระหว่างซอกเขา มองเห็นพืชพรรณเขียวขจีสุดสายตา ไชโย..! แม่สานอยู่นี่เอง..ทางค่อย ๆ ลาดลงจนคลานไม่ได้ ต้องเอาเท้าลงค่อย ๆ ขยับลงไปทีละหน่อย ขยับขาทีก็ปวดแทบน้ำตาร่วงที..!


ปากทางเข้าเมืองลับแลแม่สาน


            ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตร กว่าจะลงไปถึงก็แทบขาดใจ ปวดซะจนเหงื่อท่วมตัว ถึงเชิงเขาเป็นลำห้วยขวางหน้า เดินหาทางข้ามไปฝั่งตรงข้าม พอขึ้นพ้นชายตลิ่งก็เหมือนสวรรค์ทรงโปรด..มีห้างสำหรับเฝ้านาอยู่ใกล้ ๆ..!
            หอบบริขารขึ้นไปบนห้างนา รอบด้านเป็นไร่ถั่วเหลือง สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย จัดการปูผ้า กางกลด เตรียมที่นอน เสร็จแล้วสรงน้ำ ซักผ้า กำลังนำผ้าไปตากอยู่ เสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปิ๊บ..ปิ๊บ..”
            หยิบนาฬิกามาดูเวลา..ห้าโมงเย็น..! เป็นไปได้หรือนี่..? ทั้งหลวงพ่อทั้งหลวงลุงยืนยัน ระยะทางต้องเดินหกชั่วโมง..นี่เราเดินบ่ายสองครึ่ง มาถึงจัดที่หลับที่นอน สรงน้ำ – ซักผ้าเสร็จ เพิ่งจะห้าโมงเย็น..!
            นี่แหละเทวานุภาพละ..ถ้าท่านสงเคราะห์ละก้อ..เป็นไปได้ทุกอย่าง.."กราบขอบ พระคุณท่านย่า..กราบขอบพระคุณพี่ทรงเดชและทุกองค์.." ดูฟ้ายังขาวอยู่เลย แต่ดวงตะวันลับเหลี่ยมเขาไปนานแล้ว...
            สำรวจเท้าตัวเอง มีแต่บาดแผลยับเยินอย่างกับโดนซอยด้วยมีดโกน ส่วนใหญ่ถูกใบอ้อบาดจากการเดินทางช่วงแรก นอกนั้นก็เตะหินบ้าง ถูกกิ่งไม้ขีดข่วนเอาบ้าง ถึงตอนนี้บาดแผลทั้งหมดเริ่มระบมพร้อม ๆ กัน..!
            เฮ้อ..ร่างกายนี้หนอ ช่างหาความดีไม่ได้ซะเลย เราไม่ต้องการให้มันเจ็บ มันก็เจ็บ เราไม่ต้องการให้มันป่วย มันก็ป่วย มันไม่ใช่ของเราจริงๆ บังคับบัญชาไม่ได้เอาเลย...
            เข้ากลด สวดมนต์ – ไหว้พระ ตั้งใจแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั่วหล้า เราไม่เป็นศัตรูกับใคร ยินดีเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั่วโลก ขอเธอทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรมีกรรมและเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย...
            ร่างกายมันเพลียจัด หิวจนท้องร้องจ๊อก ๆ นั่งภาวนาจนถึงทุ่มครึ่งก็เอนตัวลงนอน อยมฺปิ โข กาโย ร่างกายนี้หนอ เวลานอนเหยียดยาวลง ก็เหมือนกับศพนี่เอง จะได้ลุกขึ้นมาเห็นวันใหม่หรือไม่ก็ไม่แน่...
            เราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย..คนที่รักก็ไม่มี ของที่รักก็ไม่มี ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี กระทั่งร่างกายนี้ก็ไม่มี ทุกอย่างเป็นสมบัติของโลก เรายืมมาใช้เพียงชั่วคราว ถ้าตายตอนนี้ ทุกอย่างก็คืนให้กับโลกไป...

            จิตใจอาจหาญไม่กลัวเกรงแม้ความตาย ตายลงไปตอนนี้สิยิ่งดี เรากำลังภาวนาอยู่ จิตกำลังเกาะนิพพานอยู่ ตายตอนนี้เราก็ไปนิพพาน ไม่ต้องมาทนทุกข์ยากกับร่างกายนี้อีก นิพพานํ สุขํ...
            อารมณ์ภาวนาทรงตัวโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับมันเลย จิตใจโปร่ง เบาสบาย สรรพสำเนียงของหมู่สัตว์ดังระงมไปทั้งป่า ขอเธอทั้งหลายจงหากินได้อิ่มปากอิ่มท้อง มีความปลอดภัยโดยถ้วนหน้ากันเถิด...
            สี่ทุ่มกว่ารู้สึกมีคนอยู่ทางปลายเท้า ค่อย ๆ ดึงตัวขึ้นมาอย่างเงียบกริบ เงาตะคุ่ม ๆ เป็นคนจริง ๆ กลางป่ากลางดงแบบนี้ แถมค่ำมืดดึกดื่นจนขนาดนี้ จะไปหาคนมาจากไหน นอกจาก..ผี..!?!
            หนอยแน่ะ..บังอาจหลอกกันแบบนี้ก็สวยซิ หยิบไฟฉายขึ้นมากระชับมั่น ขอฟาดกบาลผีให้จั๋งหนับซักทีเถอะ..เดี๋ยวก่อน..ขอดูหน้ามันซะหน่อย อยากรู้ว่าผีหน้าตาเป็นอย่างไร..?
            แสงไฟสว่างโร่ขึ้นมา พอเห็นหน้า “ผี” อาตมาก็หลุดปากออกมาด้วยความงงงัน “อ้าว..ลูกปลา หนูมาอย่างไรกันลูก..?” ก็ในแสงไฟนั้น ปรานี ขวัญเพ็ญ ลูกสาวคนกลางของอาตมาเองแท้ ๆ...
            แม่หนูขยี้ตาเพราะถูกแสงไฟเข้าเต็มที่ ตอบแบบกลัวๆ ว่า.."หนูเป็นห่วงหลวงพ่อ เลย “ตาม” มาด้วยค่ะ.." ขอบใจมากนะลูกนะ อุตส่าห์ตามมาถึงที่นี่ เก่งจริง ๆ แม่คุณเอ๋ย..!
            ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า อาตมาบุกป่าแทบล้มประดาตาย แล้วลูกสาวเขามาอย่างไร..? ขอเฉลยว่าเขามาด้วย “กายทิพย์” เป็นการมาด้วย “จิต” ซึ่งเป็น “กายใน” ตามแบบของวิชา “มโนมยิทธิ”...
            ลูกสาวคนนี้เรียนอยู่ที่ “โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อตั้งขึ้น ใครจะเข้าเรียนที่นี่ ต่อให้สอบข้อเขียนผ่าน ถ้าตกกรรมฐานก็แปลว่า “สอบตก” หมดสิทธิ์เรียน...
            กรรมฐานที่นักเรียนทุกคนต้องผ่าน คือวิชา “มโนมยิทธิ” เป็นวิชาการถอดกายทิพย์ไปเที่ยวนรก – สวรรค์ ดูความดี – ความชั่วของคนที่ได้รับผลการกระทำของตน ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่...
            ก็ขนาดนรก – สวรรค์ – พรหม – นิพพาน ยังไปมาแล้ว กับไอ้ป่าแค่นี้ทำไมจะมาไม่ได้..กายทิพย์ของลูกปรากฏชัดจนตีหนึ่งกว่าก็เลือนหายไป กายเนื้อคงหลับขาดการบังคับ กายทิพย์เลยกลับไปเอง...
            ลุกขึ้นนั่งภาวนาต่อ อากาศหนาวจับใจ แสงจันทร์สว่างไสวไปทั้งป่า เสียงหมาเห่าแว่วมาไกล ๆ นกกลางคืนสองตัวทะเลาะกันบนยอดไม้ สักครู่ก็วางมวยกันอุตลุด ตกพลั่กมาข้างห้างนา แล้วบินไล่กันหายไปทางริมห้วย...
            นี่แหละสัตว์โลก..จะเกิดเป็นคนเป็นนก ไม่ว่ารูปกายอย่างไร จิตก็ถูกย้อมด้วยราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ด้วยกันทั้งสิ้น เวียนว่ายตายเกิดเปลี่ยนรูปเปลี่ยนขันธ์ไปตามกรรม จนกว่าจะถึงที่สุดคือนิพพานจึงจบ...

************************


            นั่งภาวนา – พิจารณาเพลิน ลมภูเขาหนาวเฉียบกรรโชกมา จึงรู้ตัวว่าใกล้รุ่งแล้ว ลุกไปล้างหน้า – เช็ดตัวที่ริมห้วย เจ้าประคุณเอ๋ย..ขาสองข้างมันปวดระบมจนไม่อยากแตะพื้น น้ำก็เย็นจนหน้าชาไปหมด...
            ครองผ้า สวดมนต์-ไหว้พระ อุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย..เสียงรถแว่วมาไกลๆ คิดว่าคงหูฝาดมากกว่า กลางป่าแบบนี้รถจะเข้ามาทางไหน กราบพระ เก็บบริขารให้เรียบร้อย นำบาตรออกมาเตรียมออกบิณฑบาต...
            อธิษฐานขอทานบารมีที่ทำมาแต่ต้นจงสำแดงอานิสงส์ มันหิวจนไส้กิ่วเลยต้องใช้วิธีนี้ ไม่อยากจะอดอีกวันนะซิ..พอออกเดินก็แทบจะน้ำตาร่วง เท้าเปล่ามีแผลสด ๆ กระทบพื้น รสชาติสุดจะบรรยายเลยเชียว...
            ชิฆจฺฉา ปรม โรคา ความหิวเป็นสุดยอดของโรคภัย สงฺขารา ปรม ทุกฺขา สังขารเป็นสุดยอดของความทุกข์ ตรงกับอาตมาในขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งหิวทั้งเจ็บ นี่แหละทุกขสัจจ์แท้ ๆ เลยละ...
            เดินกระย่องกระแย่งไปตามไร่ถั่วเหลือง นึกถึงคำโบราณที่ท่านว่า “คุดทะราดเหยียบกรวด” มันคงทั้งเจ็บทั้งปวดแบบอาตมาตอนนี้แหละ เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ ทุกรูปทุกนาม ต้องพบแต่ความทุกข์ทั้งสิ้น...
            ลัดเลาะไปเป็นนานก็พบถนนดินฝุ่น มีรอยรถวิ่งจริงๆ ด้วย ตอนใกล้รุ่งเสียงหมาเห่าอยู่ทางซ้าย ตัดสินใจเลี้ยวซ้าย เดินไปซักครึ่งก.ม.ก็มีลำห้วยขวางหน้า มีกระดานปีกไม้แผ่นเบ้อเร่อ วางเรียงเป็นสะพานข้ามห้วย...
            ควาย ๔ – ๕ ตัวขึ้นจากห้วยมายืนเบิ่งอย่างแปลกใจ พวกเขามีกระดึงผูกคอทุกตัว อาตมาแผ่เมตตาต่อเขา บอกพวกเขาว่า "เราเป็นพระ..ไม่มีอันตรายกับพวกเธอหรอกจ้ะ หากินกันตามสบายเถิด..."
            เลี่ยงจากฝูงควายไปต่ออีกหน่อย พบบ้าน ๓ – ๔ หลังอยู่บนเนิน อาตมาตรงเข้าไป พบชาวกะเหรี่ยงจับกลุ่มกันผิงไฟ ปล่อยให้หมาสองตัวทำหน้าที่เห่าต้อนรับอาตมาแทน...
            ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเห็นไม่มีใครสนใจ อาตมาก็เดินจากมา พบบ้านห่าง ๆ กันเจ็ด – แปดหลัง มีแต่เด็กๆ วิ่งมาดู ไม่มีใครใส่บาตรตามเคย บ้านหนึ่งกำลังดงข้าวอยู่กลางลานดิน หม้อข้าวบุบบิบบู้บี้ดำปี๋เลยเชียว...
            ไปได้ซักหนึ่งก.ม.พบอาคารไม้ชั้นเดียว สภาพมันดีและใหญ่เกินกว่าจะเป็นบ้าน พอดีเห็นป้าย “ร.ร.บ้านแม่สาน” ก็ถึงบางอ้อ นี่เขาเจริญขนาดมีโรงเรียนแล้ว สมัยหลวงพ่อมากับท่านหญิงวิภาวดีคงสร้างไว้...
            ผ่านโรงเรียนไปเป็นหมู่บ้านหนาแน่น มีหญิงกะเหรี่ยงใส่ข้าวเหนียวปั้นหนึ่ง ไปได้อีกหน่อยมีเสียงภาษากะเหรี่ยงตะโกนเรียก แล้วมีหญิงชราชาวกะเหรี่ยงใส่ข้าวเหนียวให้อีกหนึ่งปั้น...
            เอาละ..วันนี้ไม่อดแล้ว ข้าวเหนียวสองปั้นถึงจะเป็นข้าวเปล่า ก็คงหนักท้องพอ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ แต่ขอเดินดูสักหน่อยว่า หมู่บ้านนี้มีความใหญ่โตขนาดไหนกันแน่...
            เลี้ยวโค้งนิดเดียวสีเหลืองของจีวรก็สะดุดตา เห็นป้าย “อาศรมพระธรรมจาริกบ้านแม่สาน” เอ๊ะ..มีวัดด้วย เลยตรงเข้าไป ต้องข้ามห้วยไปก่อน ตัววัดเป็นศาลาไม้เล็ก ๆ สภาพไม่สู้จะเรียบร้อยนัก...
            กราบปฏิสันถารกับเจ้าถิ่น เป็นพระ ๑ องค์ เณร ๒ องค์ พระท่านบอกว่า ท่านคือ พระจำนงค์ ฐิติญาโณ บวชก่อนอาตมา ๑ พรรษา มาจาก วัดคูหาสวรรค์ ในตัวจังหวัดสุโขทัย มาอยู่ที่นี่ได้ ๓ ปีแล้ว...
            เณรทั้งสองเป็นกะเหรี่ยงที่นี่ เณรเสาร์มา บวชมา ๕ ปี เณรเกียงดา บวชมา ๒ ปี อายุ ๑๘ ปีทั้งคู่ กำลังเตรียมตัวออกบิณฑบาต เณรเกียงดาตีฆ้องให้สัญญาณชาวบ้าน ว่าพระจะออกบิณฑบาตแล้วจ้า..!
            ทั้งวัดมีบาตรแค่ ๒ ใบกับปิ่นโต ๑ เถา อาตมาเลยตามอาจารย์จำนงค์ออกบิณฑบาต เณรเสาร์มาเดินถัดไป เณรเกียงดาไม่มีบาตรหิ้วปิ่นโตตามมา เตรียมถ่ายกับข้าวจากโยมที่ใส่บาตร...
            ที่แท้เขาบิณฑบาตกันแค่ตรงหมู่บ้านข้างโรงเรียนเท่านั้น และออกบิณฑบาตตั้งเจ็ดโมงครึ่ง มิน่าล่ะ..อาตมาบิณฑบาตผิดที่ผิดเวลา มีคนใส่ให้ก็นับว่าบุญโขแล้ว...
            ได้ข้าวล้นบาตรเลย ส่วนใหญ่เป็นข้าวเหนียวสีชาทั้งนั้น พอใส่บาตรเสร็จเขาก็นั่งกันเรียบร้อย พนมมือรับพรจากพระ หลายรายตะโกนคุยกับเณรเกียงดาเป็นภาษากะเหรี่ยง คงถามว่าอาตมาเป็นใคร..? มาจากไหน..?
            กลับวัดมาฉันเกือบเก้าโมง ได้กับข้าวมา ๒ อย่าง เป็นน้ำปลาผสมพริกป่นดำ ๆ เผ็ดอย่างกับอมภูเขาไฟไว้ในปาก กับผัดเผ็ดนกอะไรก็ไม่รู้ เหนียวเหมือนกับเคี้ยวยางรถยนต์ เด้งดึ๋ง ๆ ดีพิลึก..!
            เรียบร้อยก็นั่งคุยกันต่อ อาจารย์จำนงค์พอทราบว่า อาตมามาจากวัดท่าซุง ท่านรีบไปค้นหนังสือ “ประวัติหลวงปู่ปาน” มาอวด ทั้งวัดมีเล่มเดียว ห่อปกไว้อย่างดีเลย ลืมไปแล้วว่าใครบริจาคมา...
            อาตมาขอชื่อ – ที่อยู่ของท่านไว้ เพื่อว่าเวลากลับวัดจะได้ส่งหนังสือมาให้ แต่ต้องลำบากไปคอยถามไปรษณีย์ที่ตัวอำเภอ ซึ่งห่างออกไปตั้ง ๕๐ ก.ม. อยากได้ของดีก็ต้องทนเอาหน่อย...
            อาจารย์จำนงค์บอกว่า ท่านต้องพานักศึกษากลุ่มหนึ่ง ไปทัศนศึกษาที่ บ้านเย้า ต้องเดินเท้าไป ๑๒ ก.ม. กลับวันเดียวไม่ทัน ขอให้อาตมาออกบิณฑบาตเองพรุ่งนี้ แล้วท่านก็ขอตัวไป...
            อาตมาสะพายบาตรเดินกลับห้างนา คิดว่าเย็นนี้จะย้ายไปปักกลดใกล้ ๆ วัด จะได้สะดวกในทุก ๆ ด้าน เดินไปได้ไม่ไกลปวดท้องอั้นไม่อยู่ ต้องวิ่งไปปลดทุกข์ในป่าข้างทาง ขายหน้าชะมัดเลย..!
            ถึงที่พักเกือบเพล นอนภาวนาจนบ่ายโมง ลุกขึ้นมาจดบันทึก สมุดบันทึกเล่มนี้ น้าเล็ก (อาจารย์จารุวรรณ ศรีแสงจันทร์) ถวายเป็นของขวัญปีใหม่ อาตมาเห็นว่าเล่มเล็กพกสะดวกดีเลยติดย่ามมาด้วย...
            มีหนุ่มกะเหรี่ยงพูดไทยได้บ้างเข้ามาคุยด้วย อาตมาเลยได้ความรู้ว่า ถนนนี้ออกไปยังหาดเสี้ยว หน้าแล้งประมาณ ๓ เดือนรถจะวิ่งเข้า – ออกได้ หน้าฝนถนนเละหมด ต้องปีนเขาออกทางห้วยหยวก...
            ทั้งหมู่บ้านมีรถโปเกอยู่ ๑ คัน คือคันที่อาตมาได้ยินเสียงตอนเช้ามืดนั่นแหละ ใครจะไปหาดเสี้ยวหน้านี้ก็รวมพลมา ได้เต็มคันก็ออกรถ ค่ารถคนละ ๕๐ บาท แพงฉิบ..!
            ตอนเย็นไปสรงน้ำในห้วย กำลังถูสบู่อะไรก็ไม่รู้กัดเจ็บแปล๊บ..! ตรวจดูก็ไม่มีแผล พอนั่งนิ่ง ๆ ก็โดนอีก ตรงโน้นที ตรงนี้ที บ๊ะ..เล่นแบบนี้ก็รบกันหน่อยซิ..ตั้งใจจะจับมนุษย์ล่องหนให้ได้...
            จึ๊ก..! เฉย.. จึ๊ก..! เฉย..ทนเจ็บไม่ยอมขยับ ในที่สุดผู้ร้ายก็ปรากฏโฉม..จุดดำ ๆ เล็ก ๆ สองจุด ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากซอกหิน พอถึงโคนขาก็.. จึ๊ก..! ใช่แล้วเจ้านี่เอง...
            กุ้งฝอย.. ตัวใสแจ๋วสีเดียวกับน้ำ เห็นแต่ตาเป็นจุดดำ ๆ คงคิดว่าเราเป็นอาหาร เลยย่อง ๆ มาเอากรีทิ่มดู พอเราสะดุ้ง มันก็คงจะตกใจ เลยหลบเข้าซอกหิน มีชุมซะด้วย..!
            เลิกรบกับกุ้ง เก็บบริขารขึ้นบ่า บอกลาเจ้าที่เจ้าทาง ออกเดินทางไปวัด เณรเกียงดาชี้ที่ให้ไปปักกลดหลังวัด เป็นเนินรกๆ หาที่เหมาะไม่ได้ รู้อย่างนี้ไม่มาหรอก เดินหาจนอ่อนใจ ก็พบที่ถูกใจ...
            เป็นเนินดินเล็ก ๆ ลาดเอียงกำลังเหมาะ มีต้นไม้ขนาดขาอ่อนสองต้นขึ้นขนาบข้าง ผูกเชือกแขวนกลดได้พอดี จัดแจงกางกลด เตรียมที่นอนให้เรียบร้อย แล้วครองผ้า สวดมนต์ไหว้พระ...


ระหว่างทางไปรอยพระพุทธบาทขุนห้วยแห้ง


            เรียบร้อยแล้วนั่งนวดขา แผลเริ่มแห้งแต่ยังปวดระบม นวดด้วยยาหม่องน้ำที่พี่มุกดาให้มา ค่อยหายระบมหน่อย เอากระติกไปขอน้ำที่วัด เณรเสาร์มากับเณรเกียงดาเลยชวนคุยด้วย...
            เณรเสาร์มาพูดไทยไม่ค่อยได้ แต่ท่าทางกระล่อนน่าดู เณรเกียงดาหน้าตาซื่อ ๆ บอกว่าเรียนจบป.๖ จากที่นี่เอง พูดไทยเก่ง ทั้งคู่บอกว่าอีกครึ่งเดือนจะสึกแล้ว...
            เลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเรื่องถ้ำค้างคาว ช้างน้ำ และอื่น ๆ เณรเกียงดาอาสาว่า ถ้าอาตมากล้าพอ พรุ่งนี้เขาจะนำทางให้ ส่วนเณรเสาร์มาบอกข่าวที่ทำให้หูผึ่ง คือ...
            ลึกเข้าไปในเทือกเขามีรอยพระพุทธบาท..! เณรเสาร์มาเคยไปดูมาแล้ว พออาตมาขอให้พาไป ไอ้เณรกระล่อนบอกว่า “จำทางไม่ได้” มันน่าถีบซักพลั่ก อีแบบนี้จริงหรือโกหกกันแน่วะ..?
            เณรเสาร์มาแก้ตัวว่า ลุงสีคำรู้จักทาง แต่ตอนนี้ลุงสีคำไปเฝ้าไร่ที่ปางแม่หละ ห่างไป ๖ ก.ม. อาตมาเลยสั่งว่า พรุ่งนี้ช่วยไปตามลุงสีคำให้ที บอกว่ามีคนจะจ้างให้นำทาง...
            มืดมากแล้ว..อาตมางมทางกลับกลด ไฟฉายไม่ได้เอาไป เพราะตอนไปยังไม่ค่ำ..ภาวนาจนเต็มอิ่มก็นอน มดชุมจริง ๆ ทั้งตอม ทั้งกัดน่ารำคาญ ต้องใช้คาถาหลวงปู่ครูบาไชยวงศ์ คือ “ทนเอา”
            ตั้งใจแผ่เมตตาบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง พลัน..ก็ “เห็น” เงาร่างดำทะมึนย่างสามขุมมาทางหัวนอน จิตรายงานทันทีว่า “ผี” โอ้โฮเฮะ..ตั้งหกตัว ท่าทางบอกว่าเอาตายทั้งนั้น..!
            ยังไม่ทันขยับตัว ก็ “เห็น” ทางปลายเท้ามีคนวิ่งเข้ามากลุ่มใหญ่ จิตรายงานว่า “เทวดา” ที่นำหน้าสิบสององค์ ตามมาอีกไม่รู้เท่าไร..ไอ้ผีหกตัววิ่งกระเจิงหายวับไปกับตา..!
            สบายเรา.. มีผู้คุ้มกันชั้นยอดแบบนี้ยังจะไปกลัวอะไร อุทิศส่วนกุศลให้เขาแล้ว อาตมาก็นอนแบบสบายใจ ใครมาร้ายรับรอง ถูกปิยสหายทั้งหลายบ้อมอานแน่ ๆ..!

************************


            ตีสองกว่า..เสียงฟ้าร้องครืนครัน ทำท่าเหมือนฝนจะตก เพื่อความไม่ประมาท อาตมาจึงเก็บบริขารอื่นๆใส่ไว้ในบาตร ถ้าฝนตกแรงจนกลดทานไม่ได้ ข้าวของจะได้ไม่เปียก...
            อากาศหนาวน่าดู นั่งภาวนาไปพักใหญ่กว่าจะหายหนาว จัดแจงครองผ้า สวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตา แล้วภาวนาต่อจนครบชุดตามความเคยชิน เสียงนก – เสียงไก่ ขันรับอรุณกันระงมไปหมด...
            ฝนไม่ตก..ลุกไปล้างหน้า – ล้างตัวในลำห้วย แล้วเก็บของเดินมายังวัด พบคนนอนเกลื่อนเลย ถามดูได้ความว่าเป็นพวกครูมาเที่ยวป่ากัน คนหนึ่งมี ซีแซด เอ็ม.๒ ขนาด .๒๒ L.R. มาด้วย...
            ได้เวลาออกบิณฑบาต เณรเสาร์มาคอยบอกทาง วันนี้ได้กับข้าว ๒ อย่าง เป็นมะเขือต้มคลุกกับพริก และต้มผักเละ ๆ ใส่พริก ครูคนหนึ่งใส่บาตรด้วยกล้วยฉาบถุงจิ๋วและเนื้อไก่กระป๋อง...
            ฉันแทบไม่ต้องพิจารณา เพราะหาความอร่อยไม่ได้เลย สรุปแล้ว พวกกะเหรี่ยงเขากินอาหารแค่สองรส คือเค็มกับเผ็ด ดูแล้วพวกเขากินเพื่ออยู่จริง ๆ ปล่อยวางเรื่องอาหารได้ยิ่งกว่าพระซะอีก...
            เณรเสาร์มากับเณรเกียงดา เปิดไก่กระป๋องด้วยอีโต้..! แล้วล้อมวงฉันกัน อาตมานวดขาที่ปวดระบมด้วยยาหม่องน้ำ ถึงมันไม่หายก็คงพอจะใช้การได้ละน่า..เติมน้ำเต็มกระติก หยิบด้ามกลดเตรียมเดินทาง...
            เณรเกียงดาเห็นบริขารของอาตมาเก็บเรียบร้อย ก็ถามว่า "เมื่อคืนหลวงพี่นอนไหน..?” อาตมาชี้ให้ดูเขาทำหน้าพิกล "ทางนั้นเป็นป่าช้าครับ..! นอนเข้าไปได้ยังไง..?” ป่าช้าเรอะ..มิน่าล่ะ..!
            งั้นไอ้เนินลาดเมื่อคืนก็หลุมฝังศพนะซิ..! เล่นไปนอนบนบ้านเขาเลยนี่เล่า พวกถึงแห่มาเป็นฝูง เดือดร้อนเทวดาต้องมาช่วย ไม่เป็นไร..จะอย่างไรก็ตั้งใจย้ายที่นอนอยู่แล้ว...
            ออกเดินทางกับเณรเกียงดา เลี้ยวซ้ายไปจนสุดทาง ลงจากเนินก็เป็นนาข้าวที่เกี่ยวหมดแล้ว เห็นภูมิประเทศเป็นภูเขาตระหง่านเงื้อม สลับซับซ้อนเป็นชั้น ๆ อย่างกับลูกคลื่น หมอกมัวสลัวตาเลือนรางไปทั่ว...
            ตัดทุ่งนาตรงเข้าชายป่า ต้องลุยไปตามลำห้วยเช่นเคย ขาเจ็บ ๆ โดนน้ำเย็นจัด กลายเป็นชาเลยหายปวดไปเยอะ ทิ้งรองเท้าไว้ข้างห้วย ลงน้ำก็ไม่ได้ ปีนเขาก็ไม่ได้ อย่างนั้นนอนคอยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน...
            ลุยน้ำไปตลอดทาง ลึกบ้างตื้นบ้าง น้ำใสเป็นตาตั๊กแตน เห็นกรวดท้องน้ำและฝูงปลาอย่างชัดเจน นาน ๆ จะมีปลาตัวโตหนีพรวดพราดให้เห็น สองข้างห้วยมีแต่รอยหมูป่าขุดหารากไม้กิน รอยใหม่ทั้งนั้น ๆ เลย...
            เดินไกล ๆ ค่อยอุ่นขึ้นบ้าง ไม่หนาวสั่นงั่ก ๆ อย่างทีแรก บางช่วงกิ่งไม้ตีโค้งคลุมทั้งลำธาร อย่างกับเดินอยู่ในอุโมงค์ เณรเกียงดาเอามีดฟันกิ่งไม้ไปตลอดทาง ไว้เป็นเครื่องหมายตอนกลับจะได้ไม่หลง...
            ไปถึงห้วยสามแพร่ง เณรพาไปทางซ้ายก่อน บอกว่าจะพาไปดูช่องน้ำไหลที่มีช้างน้ำ ปกติพวกเขาไม่กล้ามาแถวนั้น เณรคงเห็นว่าอาตมานอนในป่าช้ามาทั้งคืนคงจะเก่ง เลยกล้าพามา "ฮ่า..คิดผิดแล้วอิ๊กคิว..!"
            ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยเรื่องช้างน้ำ อาตมาก็ขอเล่าแจ้งแถลงไข ตามคำบอกเล่าสืบ ๆ กันมาของคนแก่คนเฒ่านั้น ช้างน้ำก็คือ ช้างตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำ ไม่ใช่ฮิปโปโปเตมัส ไอ้เจ้านั่นควรจะเป็น “แรดน้ำ”
            หน้าตาของเขาเหมือนช้างบกทั่วไป เพียงแต่ตัวเล็กและอยู่ในน้ำ คนเราสมัยก่อนตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำทั้งนั้น เลยมีโอกาสพบเห็นและบอกกันต่อ ๆ มา เป็นตำนานลึกลับเช่นเดียวกับม้าน้ำ นางเงือก พญานาค เป็นต้น...
            ตามคำเล่าขาน ช้างน้ำมีอาถรรพ์ข่มสัตว์ป่าทั้งมวล เรียกว่า เป็นจ้าวแห่งสัตว์ป่าก็ได้ "เขาเล่าว่า" งาของมันซึ่งมีขนาดแค่ผลกล้วย ถ้าเอาไปวางขวางด่านช้าง ช้างทั้งโขลงยังไม่กล้าข้าม ต้องเปลี่ยนทางใหม่...
            อาตมาพบบันทึกเกี่ยวกับช้างน้ำ ๒ – ๓ เรื่อง เรื่องแรกเป็นช้างน้ำขึ้นมาผสมพันธุ์กับช้างบก (คงทุลักทุเลพิลึกอย่างกับแมวแต่งงานกับเสือ) ลูกที่ออกมาทั้งเก่งกล้าทั้งฉลาด เรื่องนี้เกิดที่ริมแม่น้ำน่าน...
            เรื่องต่อไปเป็นนายทหารอากาศจาก บ.น.๔ ตาคลี ไปตกปลาในบึงบอระเพ็ด เห็นน้ำปั่นป่วนนึกว่าจระเข้ กลายเป็นช้างตัวเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมา เขานึกว่าตัวเองตาฝาดไป ก็ช้างอะไรไปอยู่ในน้ำอย่างกับปลา...
            เรื่องที่สาม อยู่ในบันทึก “โลกเร้นลับ” ของนักเขียนเรื่องลึกลับตัวยงของฝรั่ง คือ อาเธอร์ ซี. คล้าก เขาบันทึกเอาไว้ว่า ร้อยเอกฟรานเซ่น ชาวสเปน ไปเที่ยวป่าดงดิบ ประเทศเคนยา...
            ผู้กองแกหายไปตั้งสองปี กลับออกมาเป็นไข้ป่างอมเลย บอกกับญาติและเพื่อนฝูงว่า ที่แกหายไปนาน เพราะไปพบช้างพันธุ์ใหม่ เลยเฝ้าตามศึกษาอย่างสนอกสนใจ ช้างพันธุ์ใหม่ของผู้กองฟรานเซ่น คือ ช้างน้ำ...
            เขาเล่าว่า เขาพบ ช้างแคระประหลาดฝูงหนึ่ง อาศัยอยู่ในน้ำ นาน ๆ จะยอมขึ้นบกซะที..คนฟังลงความเห็นว่า ผู้กองแกเพ้อคลั่งเพราะไข้ป่า นายร้อยเอกของเราเลยงัดหลักฐานออกมาให้ดู...
            เป็นหนังช้างที่วัดแล้วได้แค่ ๕ ฟุต ซึ่งถ้าไม่ถูกถลกออกมาจากตัว ต้องเล็กกว่านั้นอีก ไอ้ที่พิสดารคือตัวเล็กเท่านั้นดันมีงา ขนาดเกือบสองฟุตติดมาด้วย เรียกว่าแก่แทบเขี้ยวลากดินเลย...
            ร้อยเอกชาวสเปนยืนยันว่า เจ้าตัวนี้เป็นจ่าโขลงและมีตัวโตที่สุด น่าเสียดายที่ผู้กองไม่ทันให้รายละเอียดมากกว่านี้ ไข้ป่าดันกำเริบม่องตี่ไปซะก่อน ทำอย่างกับหนังกำลังภายในแน่ะ..ทิ้งให้คนหลังปวดหัวเล่น...
            ทีนี้มันประหลาดตรงว่า ไทยกับเคนยาห่างกันลิบโลก ดันมามีตำนานเรื่องช้างน้ำตรงกันได้ เรื่องนี้ต้องยกย่องคนที่บันทึกเรื่องไว้ ไม่งั้นมีแต่คำบอกเล่ามันก็เชื่อกันยาก...
            มัวแต่เล่าเพลินเณรแกพาหลงซะแล้ว คงเป็นเพราะไม่ได้มาเอาเลยนั่นเอง เห็นมองซ้ายมองขวาจำแนกทิศทาง แล้วก็พาเดินต่อ อาตมาเองเห็นแต่ป่ากับป่าทึบไปหมด จำแนกไม่ออกว่าทางไหนเป็นทางไหน...
            สละลำห้วยลุยไปในป่า ดินชุ่มน้ำเดินทียุบที มีป่าก็มีน้ำ แต่บรรดาคนเห็นแก่ตัวก็โค่นป่ากันอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง มันน่าส่งไปขังไว้ในทะเลทรายซะให้เข็ด จะได้รู้คุณค่าของป่ากันซะบ้าง...
            มุดตามเณรไป จนกระทั่งเดินบนไม้ตายซากจะข้ามห้วย เณรแกหยุดบนสะพานธรรมชาติ เอามีดชี้บอกว่า "ถึงแล้วครับ..รูน้ำออก.." อย่าไปยึดติดกับไวยากรณ์เลย แกพูดไทยได้ขนาดนี้ก็เยี่ยมแล้ว...
            เห็นตรงช่วงนั้นเป็นเนินผา มีน้ำไหลพรั่ง ๆ ออกมาจากผา เป็นต้นของลำห้วยสายนี้ อาตมาปีนลงไปจนถึง ยืนพิจารณาลักษณะของต้นน้ำ เณรเห็นอาตมาไม่กลัว เลยย่องตามลงมาด้วย...
            มันเป็นช่องสองช่อง ทะลุออกมาจากเนินเฉย ๆ ช่องซ้ายโตกว่าบาตรนิดหน่อย อาตมาแหย่ไม้ด้ามกลดเข้าไปจนสุดแขน รวมความยาวตกวากว่า ๆ ไม่กระทบอะไรเลย นอก จากน้ำกับน้ำ...
            ช่องขวาโตขนาดคนมุดเข้าไปได้ แต่มีหินใหญ่ก้อนเกือบเท่าตัวคน หล่นไปปิดไว้เกือบมิด เปิดทางรอบข้างขนาดฝ่ามือให้น้ำไหล เล่นปิดประตูไม่ยอมรับแขกกันเลยนะ...
            ถ้ามีช้างน้ำจริง ตัวมันต้องสูงไม่เกินสองฟุตเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะเข้าออกลำบาก น้ำนี้คงเป็นลำธารใต้ดิน ไหลทะลุมาโผล่ออกตรงนี้ น้ำอุ่นผิดกับที่อื่น เอ๊ะ..นั่นอะไร..?
            เป็นวงกลมคล้ายแหวน สีขาวอมเหลือง อาตมาใช้ไม้กลดสอดแล้วงัดขึ้นมาจากน้ำ สวยจริงๆ..ทดลองสวมดู ขนาดนิ้วหัวแม่มือยังหลวมเลย จะเป็นงาช้างน้ำหรือเปล่าหนอ..?
            ถ้าเป็นงาช้างน้ำก็แสดงว่า แม้เขาไม่ต้อนรับแขก แต่ก็ไม่ปล่อยให้แขกมาเก้อ แต่อาตมาขอแค่มาดูเท่านั้น ไม่คิดจะเอาอะไรไป เลยโยนกลับไปตามเดิม ขอบใจมากที่ให้ดู..!
            สำรวจจนพอใจก็เดินต่อ เณรพาเดินไปพักใหญ่ทางเริ่มชันขึ้น พื้นดินเป็นสีอรุณจัดมาก เกือบจะเป็นสีแบบจีวรของอาตมาเลย ถ้ามีทองละก็ตรงนี้แทบติดผิวดินเลยล่ะ..!
            เณรชี้ให้ดูผาใหญ่ มันมหึมาตระหง่านเงื้อม ข่มอาตมาจนเหลือตัวนิดเดียว ช่วงที่เราสองคนยืนอยู่เป็นช่วงที่ขาดถล่มลงมา บนหน้าผาเป็นไม้แคระแกร็นเพราะอดน้ำ เหมือน กับใครเอาบอนไซไปประดับเอาไว้...
            ตรงนี้เห็นท้องฟ้าเลยคำนวณทิศทางได้ พอกะระยะถูกอาตมาก็ขนลุก ถ้าไม่ผิดพลาด บริเวณนี้เป็นแหล่งแร่เพรียงไฟที่หลวงพ่อบอก ขุดลงไปเมตรเดียวก็เจอ น่าเสียดายที่ไม่มีเครื่องมือมาด้วย...
            ย้อนกลับลงมา..เจ้าประคุณเอ๋ย..ไอ้ขาซ้ายที่เป๋ตั้งแต่วันแรกมันไม่เล่นด้วย เดินที่ราบหรือขึ้นเนินยังลากมันไปได้ ขาลงอาศัยมันยันรับน้ำหนักแต่ละที ปวดจนเห็นดาวเห็นเดือนเลย..!
            ลงถึงลำห้วยต้นน้ำ เณรเกียงดาชี้ให้ดูบนยอดไม้ ผึ้งหลวงรังใหญ่กว่ากระด้งจับคอนอยู่ กิ่งที่มันจับคอนใหญ่กว่าขาอ่อนอาตมาตั้งเยอะ เณรเดินวนดูรอบ ๆ ต้นแล้วบอกว่า "ไม่มีเจ้าของ..."
            อาตมาถามว่ารู้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าของ เณรอธิบายว่า ถ้ามีเจ้าของเขาจะทำเครื่องหมายไว้ ว่าพลางเณรก็สับเปลือกไม้พลาง แล้วตัดกิ่งไม้เล็ก ๆ เสียบไว้ในช่องบาก เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ...
            "แล้วคนอื่นมาเขาไม่เอาไปเรอะ..?" อาตมาถามแล้วก็หน้าแตกเปรี๊ยะ เมื่อเณรตอบว่า "เขาไม่ขโมยกันหรอกครับ..!" ถามว่าต้องใช้คาถาอะไรเวลาทำเครื่องหมายหรือเปล่า..? เณรบอกว่า "บ่" คือไม่ต้องมี...
            เสียงกู่โหวกเหวกบนยอดเขา เณรบอกว่าพรานเขามาไล่ราว เลียงผา วิธีไล่ราวคือให้พรานซุ่มตามทางผ่านประจำของเลียงผา แล้วให้ลูกไล่ตะโกนเอ็ดตะโร ให้เลียงผาตกใจหนีไปเข้าทางปืน...
            เณรกู่ให้สัญญาณว่าทางนี้มีคนอยู่ อย่าเผลอคิดว่าเลียงผา แล้วส่องเปรี้ยงเข้าซะละ แล้วรีบแจวอ้าวน้ำกระจาย โธ่..มีใครไม่กลัวลูกปืนบ้าง ที่ราบแบบนี้อาตมาก็ไปได้เร็วเหมือนกัน..!
            ลุยตามลำห้วยไปจนถึงห้วยสามแพร่ง เณรถามว่าจะไปถ้ำค้างคาวหรือเปล่า..? พลางมองขาเป๋ ๆ ของอาตมาอย่างเป็นห่วง มีเรอะที่จะไม่ไป เจ็บแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก ยังห่างหัวใจตั้งเยอะ..!
            อาศัยเกาะลำห้วยไปไม่นาน ก็แยกเข้าป่าอีกแล้ว เดินไปไม่ไกลนักก็ลงในห้วยแห้ง แผลใต้เท้าถูกกรวดทรายยัดเข้าไป ปวดซะเนื้อเต้น บางจังหวะย่ำลงบนหนาม ต้องเต้นจังหวะ “คุดทะราดเหยียบกรวด” ไปด้วย...
            ทางขึ้นสูงไปเรื่อย ๆ พอห่างจากที่ไล่ราวจนไม่ได้ยินเสียง ก็ชักมีนกมีหนูมากขึ้น เณรชี้บรรดาต้นไม้ใบหญ้าประเภทเป็นอาหารได้ พลางอธิบายว่า ชื่อมันเรียกว่าอะไร ทำอะไรกินได้บ้าง อาตมาได้แต่พยักหน้า...
            ข้ามเขาไปลูกหนึ่ง พอพ้นเหลี่ยมเขาก็มีผาใหญ่อยู่ข้างหน้า แม้จะอยู่ห่างขนาดนี้ ยังได้กลิ่นฉุนของบรรดาของเสีย ที่นกมีหูหนูมีปีกทั้งหลายถ่ายทิ้งไว้ เสียงทะเลาะกันของมันดังเจี๊ยวจ๊าวไปหมด...
            ปีนหินใหญ่ข้ามไปทีละก้อน ไก่ป่าวิ่งหายเข้าไปในกอไผ่ กระรอกดงตัวเท่าแมว กระโจนจากยอดไม้โครมลงบนพื้น โกยแน่บหายวับไปกับตา พออ้อมหินใหญ่ไปอีกก้อนก็พบปากถ้ำ...
            เป็นเวิ้งถ้ำมหึมา ลึกต่ำลงไป บรรดาหินงอกหินย้อยมีขี้ค้างคาวทับถมจนแทบมิด จะหนาเท่าไรก็ไม่อาจรู้ได้ กลิ่นฉุนแทบสำลัก ตอนหลวงพ่อมาท่านนั่งรอแถวปากถ้ำนี่แหละ.. หลวงปู่ธรรมชัยเข้าไปในถ้ำองค์เดียว...
            เห็นไอแก๊สขึ้นขาวมัวไปหมด ลองจุดเทียนดูก่อน ถ้ามันไม่ระเบิดตูมเป็นไฟบรรลัยกัลป์ค่อยเข้าถ้ำไป ไม่อย่างนั้นถ้าไปจุดข้างใน อาจจะทำการฌาปนกิจตัวเองอย่างไม่ตั้งใจ ยิ่งกรรมเก่าเยอะอยู่ด้วย...
            ล้วงผ้าอาบจากย่ามมาคลุมหัว มัดให้รัดกุม มือขวาถือไฟฉาย (กระบอกนี้หลวงปู่มหาอำพันมอบให้) มือซ้ายถือด้ามกลดกับเทียน เดินแกมวิ่งลงไปในถ้ำ ที่เป็นทางลาดประมาณหกสิบองศา...
            พื้นนุ่มยวบยาบอย่างกับพรม แต่เป็นพรมที่เหม็นมหาวายร้าย ขี้ค้างคาวยัดเข้าไปในแผล ปวดแสบปวดร้อนจนบอกไม่ถูก..พอพรวดพราดเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำ พายุสลาตันก็พุ่งออกมาอย่างกับฟ้าถล่มดินทลาย..!
            ค้างคาวนับหมื่นนับแสนบินสวนออกมาด้วยความตกใจ เสียงร้องแซ่ส่ำจนปวดหู ปัสสาวะรดลงมาอย่างกับฝนตก เทียนดับวูบไปทันที อาตมากับเณรวิ่งหาเวิ้งหินเป็นที่กำบังกันอุตลุด..!
            เหม็นหึ่งไปทั้งตัว ลองฉายไฟขึ้นบนเพดานถ้ำ..โอ้โฮ..สีดำเป็นก้อน ๆ แน่นครึ่ดไปหมด พอกระทบแสงไฟยิ่งบินกันใหญ่ เสียงลมปีกดังสนั่นก้องไปทั้งถ้ำ จำนวนของมันมากมายมหาศาลจนประมาณไม่ถูก..!
            หายใจไม่ค่อยออก หลวงปู่ธรรมชัยท่านเอาพระไปไว้ที่มุมไหนหนอ..? จุดเทียนขึ้นใหม่ เดินเลาะผนังถ้ำไปทางขวาก่อน เณรเกียงดาเดินตามมาติด ๆ ตามผนังถ้ำมี แมงคาเรือง เกาะเป็นกระจุกน่าสยอง...
            มีช่องแตกขนาดตัวคนลึกเข้าไป อาตมาปักเทียนไว้ปากทางเข้า ล้วงย่ามหยิบเทียนขึ้นมาทั้งกำ ต่อไฟแล้วมุดเข้าไป เลี้ยวตรงไหนก็ปักไว้หนึ่งต้น ขากลับจะได้ไม่หลง ทางนี้ไม่ค่อยมีค้างคาว...
            ลดเลี้ยวปักเทียนไปสามสี่ต้น พอจะมุดต่อ ก็มีแสงแพรวพราวสะท้อนแสงไฟกลับมา พอส่องด้วยไฟฉาย..สวยจริงๆ..หินงอกสูงประมาณเมตรครึ่ง เป็นจีบรอบ ๆ มีแก้วพวกซิลิก้าฝังอยู่ อย่างกับโรยด้วยกากเพชร..!
            ใกล้ ๆ กันยังมีอีกหนึ่งต้น สูงประมาณสองเมตร สวยงามแพรวพราวไม่แพ้กัน ตรงนี้เป็นเวิ้งคูหากว้างซัก ๔ – ๕ ตารางเมตร ความยาวมากกว่านิดหน่อย แทบไม่มีค้างคาวมาแผ้วพานเลย...
            บนพื้นมีคราบงูขนาดใหญ่ยาวหลายเมตร เสียวว่าเจ้าของคราบจะนอนอมยิ้มรออยู่ ยังโชคดีที่ไม่เจอกัน ในสุดของถ้ำมีโพรงเล็ก ๆ ในโพรงนั้นปรากฏพระพุทธรูปตั้งเด่นอยู่...
            หลวงปู่ธรรมชัยท่านเข้ามาถึงที่นี่ อาตมาปักเทียนตรงหน้าพระพุทธรูปเป็นพุทธบูชา ขนาดหน้าตักของพระประมาณ ๕ นิ้ว ตอนหลวงพ่อบอกนึกว่าองค์ใหญ่ ลืมไปว่าถ้าองค์ใหญ่ ใครจะแบกมาถึงนี่...
            กราบพระแล้วส่องไฟสำรวจจนทั่ว คูหาที่เก็บสมบัติสมัย พระเจ้าพังคราช อยู่ไหนกันหนอ..? สมัยนั้นกว่าจะกู้ชาติได้เลือดตาแทบกระเด็น ซาบซึ้งในความทุกข์ยากเลยล่ะ...
            คิดแล้วสังเวชตัวเอง เกิดแต่ละชาติสุดแสนจะลำบากลำบน แต่ก็ไม่มีเข็ดเสียล่ะ..หลวงพ่อขยับเกิดใหม่เป็นไม่ได้ โดดตามทันที นี่แหละหนอ..อธิษฐานบารมี...
            มาชาตินี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อตัดเข้านิพพานแล้ว อาตมายังเอ้อระเหยลอย ชายอยู่นี่ ยังทุกข์ไม่พอละมั้ง..? เจ้าหนี้เก่ารออยู่บานตะเกียง ถ้าพลาดก็หลายกัปเชียวล่ะ..!
            ทางซ้ายมือมีซอกแคบ ๆ พอมุดเข้าไปได้ เข้าไปไม่กี่เมตรก็กลายเป็นเวิ้งถ้ำอีก กึ่งกลางเวิ้งถ้ำเป็นรูกลมดิก ขนาดหย่อนโอ่งมังกรลงไปได้ทั้งใบ ส่องไฟดูเห็นชอนหายไปใต้บาดาลเลย...
            ลักษณะเป็นช่องทางที่ขุมทรัพย์เคลื่อนตัว ถ้าเป็นดังนั้นจริงก็แปลว่า ขณะนี้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปรวมกันที่วัดแล้ว ไหนๆ ก็มาทั้งที ขอลงไปดูซักหน่อย พอขยับจะลงเณรก็ฉุดเอาไว้...
            มองหน้าเณรเห็นแต่ตาขาวล่อกแล่ก อาตมาก็ลืมไปว่ากะเหรี่ยงทุกคนกลัวผี กลัวจ้าวป่าจ้าวเขา เณรแกกล้าตามมาจนถึงนี่ ก็นับว่าใจถึงใช้ได้แล้ว ถ้าจะลงรูอีกก็คงไม่ไหว..!
            อาตมาบอกเณรว่าขอลงไปหน่อยเดียวเท่านั้น แล้วหย่อนตัวลงไป กางแขนกางขายันผนังรูเอาไว้ ส่องไฟดูรูมันค่อย ๆ ชอนโค้งไปจนสุดแสงไฟ ลึกเท่าไรก็กะไม่ถูก มืดตื๋อเลย
            ขอบรูเป็นดินไม่ได้หนาแน่นอะไร พร้อมจะพังครืนลงไปได้ทุกเมื่อ ลองเขี่ยหินก้อนไม่โตนัก หลุดจากผนังลงไป เสียงมันกระทบก้องเป็นชั้น ๆ หายไปถึงดาวดวงไหนก็ไม่รู้..?
            แบบนี้ถ้าไม่มีเชือกขนาดหัวแม่เท้า ยาวซัก ๕๐ วา ก็มิบังควรเสี่ยงลงไปเป็นอันขาด แม้ว่ามันอาจจะไปโผล่ที่วัด แต่อาตมากว่าจะเดินไปถึง คงอดตายไปซะสามตลบแล้ว..!
            ปีนกลับขึ้นมาท่ามกลางความโล่งใจของเณร ย้อนกลับทางเดิม อารามดีใจที่ได้ออกจากที่อันน่ากลัวซะที ทำให้เณรแกลืมมีดหัวตัดคู่มือซะแล้ว ต้องเป็นเพื่อนแกย้อนกลับไปเอามีดอีก...
            เก็บเทียนกลับมาตลอดทาง ยกเว้นดวงที่ปักบูชาพระ กราบลาพระแล้วมุดกลับออกมา ดมกลิ่นขี้ค้างคาวกันต่อ อาตมาพาเณรเดินสำรวจถ้ำ ท่ามกลางเสียงประท้วงสนั่นหวั่นไหวของค้างคาว...
            มาทั้งทีต้องดูให้ทั่ว เวิ้งถ้ำตรงนี้มีขนาดกว้างเป็นไร่ มีทางออกขนาดใหญ่สองทาง แต่เดิมพื้นถ้ำคงลึกมาก มาบัดนี้ถูกขี้ค้างคาวท่วมทับแทบเสมอพื้นข้างนอก หินงอกหินย้อยโผล่พ้นขึ้นมานิดเดียว...
            มีซากค้างคาวตายหลายตัว แมงคาเรืองเกาะกลุ่มกันอยู่ตามผนังถ้ำ ถ้ามันเข้าหูได้ ก็นอนดิ้นไปเลย มีขี้งูขนาดใหญ่หลายก้อน เห็นขนาดของขี้เกือบคืบแล้ว ไม่อยากนึกถึงตัวมันเลย..สยอง..!
            ออกทางปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง คงเป็นแถวนี้ที่หลวงพ่อนั่งคอยหลวงปู่ธรรมชัยและถ่ายรูปไว้ อาตมาอุตส่าห์ยืมกล้องของ โส่ย(จันทกานต์ ตรีอุดมสิน) ไว้ แต่ไม่ได้ติดมาด้วย...
            เหตุเพราะสังหรณ์ใจว่า ถ้าเอามากล้องก็พัง เมื่อดูกระติกน้ำที่บุบบิบบู้บี้แล้ว ถ้าเอากล้องมาคงแหลกไปแล้ว แสดงว่าลางสังหรณ์ของอาตมายังใช้ได้อยู่ ไม่อยากคุย..ฮ่า..!
            ปากถ้ำมีคราบงูใหญ่ยาวเป็นวา ดูลักษณะของเกล็ด ถ้าไม่ใช่งูเห่าก็เป็นจงอาง ขนาดใหญ่อย่างนี้ควรจะเป็นงูจงอางมากกว่า ขอบใจดวงแคล้วคลาดของตัวเอง ที่ทำให้เจ้าของคราบพอดีไม่อยู่ซักตัว...
            นั่งพักเหนื่อยข้างคราบงูนั่นแหละ เณรเกียงดาขูด ๆ ถู ๆ ต้นไม้หน้าถ้ำเป็นการใหญ่ ถามว่าทำอะไร เณรแกยิ้มหวาน "หาหวยครับ" น่าน..เอาให้พอ แล้วกลางป่ากลางดงแบบนี้ เอ็งจะไปซื้อหวยที่ไหนวะ..?
            "ฝากครูไปซื้อในเมืองครับ..!" เจริญล่ะ..เป็นครูแทนที่จะสอนชาวบ้านให้เลิกอบายมุข กลับเป็นตัวเดินโพยหวยซะเอง ขนาดในป่าในเขาแบบนี้ยังระบาดมาถึง เก่งจริง ๆ ให้ดิ้นตาย..!
            กลับดีกว่า..เกือบจะได้ดิ้นตายจริง ๆ ซะแล้ว เพราะขาเจ้ากรรมมันรับน้ำหนักไม่ได้ แล้วมันเป็นขาลงพอดี ปวดจะตายชัก..เณรเลยให้อาตมาเดินนำ ถ้าแกนำเองมีหวังทิ้งไปเป็นกิโล...
            กัดฟันทนกระย่องกระแย่งไปเรื่อย เสือกหาทุกข์ใส่ตัวเองห้ามบ่น เณรชี้ชวนให้ดูต้นไม้ในป่า ไอ้โน่นก็กินดี ไอ้นี่ก็อร่อย เออ..วิชายังชีพในป่าข้าเรียนมาแท้ๆ แต่ยอมแพ้เอ็งว่ะ..!
            ถึงลำธารล้างขี้ค้างคาวออกจากแผลซะหน่อย ถ้าไม่เป็นบาดทะยักตายซะก่อน คราวหน้ามาจะหามีดสวย ๆ มาฝาก ไอ้เณรกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ บอกว่าจะออกไปรับถึงห้วยหยวกเลย...
            เดินไปคุยไปเที่ยงกว่าก็ถึงวัด บาดแผลระบมจนต้องถามหายา ปรากฏว่าโบ๋เบ๋ ของอาตมามีแต่ยากันมาเลเรีย เณรเสาร์มาบอกว่า "หลวงพี่ลองไปผ่อ(ดู)ที่ร้านค้าเต๊อะ" บ๊ะ..มีร้านค้าด้วยเรอะ..!
            ร้านค้าเป็นเรือนไม้จริงขนาดใหญ่ ใต้ถุนตุนเกลือไว้หลายกระสอบ พวกเขาขาดเกลือไม่ได้เลย บนบ้านมีพวกผงซักฟอก บะหมี่แห้ง ปลากระป๋อง และของใช้จุกจิกไม่กี่อย่างเท่านั้น...
            ซื้อได้พลาสเตอร์ยา ๕ บาท กับยาหม่อง ๑ ตลับ กลับมาสรงน้ำ ซักสบง – อังสะ ทำความสะอาดแผลที่เกลื่อนไปทั้งเท้า แล้วควักยาหม่องทีเดียวหมดตลับ นวด..นวด..นวด...
            ถามหา ศาลาวิภาวดีที่พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต ทรงสร้างไว้สมัยมากับหลวงพ่อ-หลวงปู่ เณรเกียงดาชี้ให้ดูอยู่เยื้อง ๆ กับวัดนิดเดียว ไปดูซะหน่อย...
            ติดกับวัด (ที่มีศาลาหลังเดียว) เป็นบ้านพักครูเก่า ๆ อยู่สองหลัง ศาลาวิภาวดีอยู่หน้าบ้านพักครู ติดกับริมห้วย เป็นศาลาไม้เล็ก ๆ ขนาดกว้างประมาณสองเมตรครึ่ง ยาวสี่เมตร ยกพื้นสูงประมาณหนึ่งเมตร...
            หลังคาเป็นจั่วสองชั้น มุงด้วยกระเบื้องไม้แบบภาคเหนือ แต่ผุพังไปมากแล้ว มีครูพักอยู่ ๑ คน บอกว่าที่น้ำตกป่าคามีอีก ๑ หลัง ด้านตะวันตกมีฝายน้ำล้นที่ท่านหญิงมาสร้างให้ด้วย...
            จากจุดนี้มองไปทางเหนือเยื้องตะวันตกนิดหน่อย จะเห็นยอดเขาที่มีสารปากนกแก้ว ส่วนด้านตะวันตกที่เป็นแหล่งแร่เพรียงไฟ ก็คงเป็นบริเวณผาถล่มที่เพิ่งไปดูกันมานั่นเอง...
            กลับมาเก็บข้าวของลงบาตร เตรียมตัวหาที่นอนใหม่ เสร็จแล้วภาวนากรรมฐานรอบบ่ายในท่านอน เผลอวูบไปนานเท่าไรไม่รู้ มารู้สึกตัวตอนมีกลิ่นอาหารหอมฉุยเข้าจมูก...
            หรี่ตาดูเห็นเณรเสาร์มากับเณรเกียงดา ต้มบะหมี่แล้วนั่งโจ้กับข้าวอย่างเอร็ด อร่อย เจริญล่ะไอ้เณร..! นี่มันจวนจะค่ำอยู่แล้ว ช่างเถอะ..ไม่ขัดคอกัน ใครทำใครได้..!
            รอเณรอิ่มล้างภาชนะเรียบร้อย อาตมาก็ทำเป็นเพิ่งตื่น บอกเณรว่าจะไปนอนชายป่า แล้วสะพายบาตรแบกกลด เดินข้ามห้วยไปทางตะวันตก สวนทางกับควายทั้งฝูง ต่างคนต่างไป...
            พบที่ถูกใจเป็นห้างเฝ้านา อยู่ใต้ฝายลงมานิดหนึ่ง จัดแจงแขวนกลด จัดที่นอนให้เรียบร้อย มีพนักงานรักษาป่าเจ็ด – แปดคน ยกขบวนมาพักอยู่เยื้องกันหน่อยเดียว คงมาจับไม้เถื่อน...
            ไปสรงน้ำที่ฝาย แล้วมาครองผ้า สวดมนต์ – ภาวนาไป ตามแบบฉบับของศากยบุตรพุทธชิโนรส เสียงฟ้าร้องครืนใหญ่ แล้วฝนก็เทลงมา อาตมาไม่สนใจต่อสายฝน ภาวนาต่อไปเรื่อย ๆ...
            ฝนตกไม่หนักนัก ซักสิบกว่านาทีก็ขาดเม็ด ท้องฟ้ายามเย็นเปิดขาวโล่ง เห็นขุนเขาเขียวขจีสลับซับซ้อน อาตมาส่งจิตถึงเทวดาผู้รักษารอยพระพุทธบาท ตั้งใจอธิษฐานว่า...
            “ถ้าความปรารถนาเข้าสู่พระนิพพานในชาตินี้ของข้าพเจ้า สมดังมโนรถปรารถนาแล้วไซร้ ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปกราบถวายบูชา ต่อรอยบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเถิด..”
            อธิษฐานแบบนี้ค่อนข้างเสี่ยง เพราะไม่แน่ใจว่าที่เณรเสาร์มาเล่าให้ฟังนั้น จริงหรือโกหก..? แล้ว ถ้าเกิดไม่ได้ไปกำลังใจจะตกหรือเปล่า..? แต่อาตมาชอบเสี่ยงดวงแบบนี้แหละ ชีวิตถึงมีรสชาติ..!
            ท้องฟ้ายังไม่มืด อาตมาเลยลุกจากที่ภาวนา สวมรองเท้าออกเดินเล่น พวกป่าไม้หายไปหมดแล้ว มีแต่สัมภาระกองอยู่ เดินไปเรื่อย ๆ ถึงห้างนาชายป่า มีกะเหรี่ยงกลางคนนั่งสูบยาใบจากอยู่...
            สอบถามดูแกบอกเป็นภาษาไทยแปร่ง ๆ พอเข้าใจว่า พวกป่าไม้มาจับไม้เถื่อน ปืนเถื่อน แกมาดักบอกพรรคพวกที่ออกจากป่า ให้คอยหลบพวกป่าไม้ ถ้าถูกจับต้องเสียค่าไถ่กันอีกมาก...
            ถามว่าเขาเอาเงินหรือ..? แกบอกว่า ได้เงินเอาเงิน ได้เหล้าเอาเหล้า ไม่ได้อะไรหมูหรือไก่ก็เอา พลางบ่นว่าอยู่ยากขึ้นทุกวัน อาตมาชวนคุยไปสารพัด พอได้จังหวะก็ถามว่า...
            "ได้ยินว่าบนภูเขานี้มีรอยพระพุทธบาทหรือ..?" แกคาบบุหรี่ใบจากค้าง ทำหน้างงๆ แบบไม่เข้าใจ อาตมาต้องอธิบายว่า "รอยตีนใหญ่ๆ ที่อยู่บนหินน่ะ ที่นี่มีมั้ย..?" พลางทำท่าให้ดูว่าขนาดไหน...
            "โฮ้ย..บ่..มีอยู่ปู๊น.. ขุนห้วยแห้ง ก๊า.." ได้การล่ะ..ถามว่าขุนห้วยแห้งอยู่ที่ไหน..? แกชี้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ บอกว่าอยู่เขตลำปาง ถ้าจะไปต้องเดินกันเป็นวัน อาตมาขอให้แกช่วยพาไป...
            กะเหรี่ยงวัยกลางคนบอกว่าไม่รู้จักทาง ได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่เล่ากันต่อ ๆ มา แต่อาตมาเห็นแววตาของแกแล้วสงสัย มันดูหลุกหลิกเจ้าเล่ห์พิกล ตานี่อมไต๋ไว้แหงเลย..!
            เหลี่ยมมาก็ต้องเหลี่ยมไป อาตมาทำไม่รู้ไม่ชี้ ถามแบบไม่ใส่ใจว่า "พอจะรู้จักใครที่นำทางได้บ้าง จะจ้างให้พาไป ถ้าไม่เอาค่าจ้าง คราวหน้ามาจะเอามีดดี ๆ มาฝาก" ได้ยินว่ามีดดี ๆ แกตาลุกวาวทันที...
            กะเหรี่ยงพวกนี้มีมีดเหน็บติดตัวทุกคน ต่างประดิษฐ์ประดอยฝักมีดให้สวยงามแข่งกัน อาตมาสังเกตเห็นตรงนี้ เลยเดาว่าพวกเขาต้องรักมีดรักปืนดังชีวิต จึงจี้ใจดำของแกเข้าให้ ย้ำให้อีกว่า "มีดทหารด้วยนะ..ทั้งสวยทั้งคม หายากจะตายไป..!"
            ตากะเหรี่ยงตกหลุมพรางโครมเบ้อเร่อ..รีบถามอาตมาว่าจะไปเมื่อไร..? แกขออาสาพาไปเอง "ก็บอกว่าไม่รู้จักทางไงล่ะ แล้วจะหารอยพระพุทธบาทเจอหรือ..? เอาคนอื่นดีกว่ามั้ง..? ลุงสีคำก็ได้" อาตมาแกล้งยักท่า...
            "เจอ..ถ้าบ่เจอบ่เอาค่าจ้างก้ะ.." เออ..ให้มันได้อย่างนี้ซิ ครูบาอาจารย์คนไหนเขาสอนนะ อยู่กลางป่ากลางดงแท้ ๆ แสบสะเด็ดยาดเลย ลวดลายแพรวพราวยิ่งกว่าพวกสิบแปดมงกุฎซะอีก..ฮ่วย..!
            ตกลงค่าจ้างหนึ่งร้อยบาท และสัญญาอย่างหนักแน่นว่า คราวหน้าจะเอามีดมาให้ (เรื่องนี้พอกลับถึงวัด อาตมาก็สั่งมีดโบวี่ ขนาดใบมีดแปดนิ้ว ๑ เล่ม ห้านิ้ว ๒ เล่ม ส่งไปทางพัสดุไปรษณีย์ ป่านนี้คงได้รับแล้ว)
            เห็นมีต้นส้มมะขามขึ้นอยู่ใกล้ ๆ อาตมาเลยขอให้แกเก็บให้กำมือหนึ่ง จะเอาไว้เป็นยาถ่าย ฉันมื้อเดียวท้องไม่ยอมถ่ายเอาเลย แล้วนัดเวลาเดินทางพรุ่งนี้เป็นมั่นเหมาะ ห้ามผิดเวลาเด็ดขาด...
            เดินกลับเข้าหมู่บ้าน เพื่อไปบอกเณรเกียงดาว่า ไม่ต้องไปตามลุงสีคำแล้ว ตากะเหรี่ยงเดินตามมาตอนไหนไม่รู้ เดินแซงหายไปอย่างกับเงาผี "ตายแน่เลยเรา..!" อาตมาอุทานในใจ ทำไมนะหรือ..?
            ก็ถ้าพรุ่งนี้แกเดินแบบนี้ ไอ้เป๋อย่างอาตมาก็ตายเท่านั้น แกคงเห็นอาตมาตามไม่ทัน เลยหยุดรอ พอตามทันถามชื่อ ถึงรู้ว่าแกชื่อ “ทอน” เป็นเจ้าของร้านค้าร้านเดียวของที่นี่ พ่อค้านี่เล่าถึงได้แสบนัก..!
            ตอนเที่ยงมาซื้อยาหม่องไม่พบแก เพราะแกออกป่านี่เอง ถามเข้าเรื่องสำคัญว่า คราวหน้าถ้าพาญาติโยมมาด้วย ให้โยมมาทำอาหารที่บ้านแกได้หรือเปล่า..? แกบอกว่า กินก็ได้ นอนก็ได้ ยินดีต้อนรับ...
            บอกเณรเกียงดาเรียบร้อยก็กลับห้างนา พวกป่าไม้กลับมากันแล้ว เห็นแสงไฟวูบวาบในความมืด เสียงเอะอะดังลั่นป่า กำลังเมาได้ที่ เขาก็มีความสุขไปตามแบบของเขา...
            ฉันมะขามไปสามฝัก เปรี้ยวจนเหงื่อหยดเลย จุดเทียนเขียนบันทึก แล้วนอนภาวนา ฟังการเล่นรอบกองไฟของพวกป่าไม้ จิตดิ่งเข้าสู่อารมณ์ฌาน นานเท่าไรไม่รู้ เสียงคนตกน้ำตูม..!
            แปลกมั้ยล่ะ..? ห้างนามีข้างฝามิดชิดแท้ ๆ แถมมืดตื๋ออย่างกับเข้าถ้ำ อาตมากลับเห็น เด็กอายุประมาณ ๕ – ๖ ขวบ ตกน้ำคว่ำหน้าลอยตุ๊บป่องอยู่ในห้วยอย่างชัดเจน วิ่งตะกายลงไปช่วยแทบไม่ทัน...
            คว้าคอเสื้อดึงขึ้นจากน้ำ พอเห็นหน้าชัด ๆ อาตมาก็เย็นวาบไปทั้งตัว มันมีแต่ตากับจมูกเท่านั้น ส่วนอื่นที่ควรจะเป็นองคาพยพทั่วไป มันโล้นเลี่ยนไม่มีอะไรเลย นี่มันผีชัดๆ..!
            อาตมาเป็นคนแปลก ถ้ากลัวมักจะกลายเป็นบ้าดีเดือด มันลองของแบบนี้ก็ได้เลย.. อาตมากำหนดจิตถึงยันต์เกราะเพชรในกาย พุ่งออกทางฝ่ามือ ครอบคลุมไปทั่วร่างไอ้ผีเด็กทันที..!
            มันดิ้นพราด ๆ เป็นปลาถูกทุบหัว ร่างกายหดเล็กลงเหลือนิดเดียว อาตมามองซ้ายมองขวา ตั้งใจจับมันยัดใส่รู หรือกะโหลกกะลาอะไรก็ได้ แล้วจะสะกดมันไว้ซักร้อยสองร้อยปี..!
            ดวงมันยังดี มองหาพักใหญ่ก็หาอะไรไม่ได้ อาตมาเลยทุ่มมันลงน้ำตูมใหญ่ พอร่างกระทบน้ำ มันก็หายวับไปกับตา รอบบริเวณที่มองเห็นได้ชัดเจน กลายเป็นมืดสนิทอย่างเดิม..!

            ความซวยมาเยือนซิครับ..! อารามรีบร้อนตอนวิ่งไปช่วยมัน ทำให้ลืมกำหนดทิศทาง ไฟฉายก็ไม่ได้คว้ามา ลืมไปว่ากลางป่าลึกดึกดำ ทำไมมันสว่างเหมือนกลางวัน พอผีมันไปแล้วกลับมืดตื๋อเป็นเข้าถ้ำอย่างเดิม..!
            มะงุมมะงาหราเป็นตาบอดขาดไม้เท้า นึกภาพว่าตัวเองกางกลดไว้ที่ไหน ? แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน ? คลำเปะปะกลับไป ไอ้ผีระยำมันหัวเราะหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? กว่าจะเจอกลดเล่นเอางมโข่งอยู่ตั้งนาน..!
            พวกป่าไม้คงหลับกันหมด อากาศหนาวจัด อุณหภูมิคงจะประมาณ ๑๑ – ๑๒ องศา นั่งภาวนาสั่นเป็นเจ้าเข้าเลย ทั้งจีวรทั้งสังฆาฏิโปะลงไปจนหมดก็ไม่หายหนาว ดูนาฬิกาเพิ่งจะห้าทุ่มกว่าเอง...

************************


            ตีหนึ่งกว่า เดินสั่นงั่ก ๆ ไปถ่ายท้อง เห็นดวงแสงประหลาดลอยอยู่เหนือเขา ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสีทองสว่างจ้า ขึ้นอยู่ซักยี่สิบนาทีก็หายไปเฉย ๆ น้ำค้างตกพราวเป็นสายฝนเลย...
            กลับกลดภาวนาจนสว่าง อุทิศส่วนกุศลแล้ว ขอบารมีเทวดาผู้เป็นเจ้าของที่ มี “ท่านทรงเดช” เป็นที่สุด วันนี้ขอให้ช่วยสงเคราะห์ ให้อาตมาไปกราบรอยพระพุทธบาทได้โดยสะดวกด้วยเถิด...
            ลุกไปล้างหน้า – แปรงฟัน พวกป่าไม้หายไปหมดแล้ว มีแต่กองไฟควันยังกรุ่นอยู่ แสงไฟฉายว่อบแว่บมา อาตมาฉายไฟตอบไป พวกชาวบ้านนั่นเอง เพิ่งกลับจากป่า เมื่อคืนคงหนาวแย่ไปเลย...
            อาจารย์จำนงค์กลับมาจากบ้านเย้าแล้ว แต่ยังสลบไม่ตื่น อาตมาออกบิณฑบาตกับเณรตามเคย วันนี้มีคนใส่บาตรเพิ่มอีก ๔ บ้าน คงจะไปบอกกล่าวกันว่า มีพระมาจากที่อื่น เลยพากันมาทำบุญ...
            กับข้าวเป็นหวายอ่อนต้มใส่พริก กับผัดเผ็ดนกใส่พริก มีปากนกพร้อมตีนและเล็บมาด้วย ฉันไปสูดจมูกไป เจอฤทธิ์เดชพริกกะเหรี่ยง เผ็ดจนเหงื่อท่วมตัว..เสร็จแล้วเณรเสาร์มากับเณรเกียงดาก็บรรเลงต่อ...
            กะเหรี่ยงหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเณรขึ้นมาบนศาลา บอกว่าชื่อ “เอี้ยง” เป็นลูกชาย ลุงทอน มานำทางแทนพ่อ ตอนนี้พ่อไป หาดเสี้ยว แล้ว แกพูดภาษาไทยแท้ ๆ อาตมาฟังไม่รู้เรื่อง เณรเกียงดาต้องแปลให้อีกที...
            ออกเดินทางเกือบเก้าโมง เณรเกียงดาขอไปด้วย เพื่อจะได้รู้จักทาง นายเอี้ยงคาบบุหรี่ใบจากมวนโต มีมีดเหน็บขัดหลัง เณรเปลี่ยนจากมีดหัวตัดเมื่อวาน มาเป็นมีดขอด้ามยาวแทน...
            ไปตามทางเมื่อวาน พอถึงห้วยสามแพร่ง ทางซ้ายเป็นต้นน้ำ ทางขวาเป็นถ้ำค้างคาว พวกเราตัดตรงเข้าป่าไปเลย ด้วยการสงเคราะห์ของเทวดา อาตมาไม่ค่อยเจ็บเท้าเท่าไรนัก เดินตามกะเหรี่ยงทั้งสองได้ทัน...
            พ้นเขตป่าก็ลงลำห้วยต่อ ลุยน้ำไปตลอดทาง ยังดีที่น้ำมีหินปูนตกตะกอนเยอะ เวลาเดินไม่ลื่น แต่ถ้าดื่มบ่อย ๆ น่ากลัวนิ่วจะถามหา ลุยน้ำจนพลาสเตอร์ยาที่ปิดแผลไว้หลุดเกลี้ยงเลย...
            วิหคนกกาปูปลาเหลือคณานับ สองข้างห้วยมีแต่รอยหมูป่าขุดหากิน และรอยเท้าสัตว์ลงกินน้ำ มีไม้ไผ่สด ๆ พาดขวางลำห้วย เขียนตัวหนังสือด้วยชอล์ก เป็นตัวหนังสือแบบอักษรฝักขามของล้านนา...
            เณรเกียงดาอ่านแล้วบอกว่า เป็นการส่งข่าวว่ามีป่าไม้มาดักจับ ใครมีไม้เถื่อน ปืนเถื่อน ให้ซ่อนเอาไว้ก่อน ลงไปในหมู่บ้านแต่ตัว..เขาส่งข่าวกันได้ไม่เลวทีเดียว...
            อ้อมไหล่เขาไปกับลำห้วย ผ่านเขาไปสองลูกทางก็ชันขึ้นทุกที เสียงน้ำตกกระทบแก่งหินสนั่นก้องไปทั้งป่า นายเอี้ยงตีใบ้ให้รู้ว่า จะต้องปีนสวนน้ำตกกันขึ้นไป เอาซิ..คนนำไปได้ คนตามก็ไปได้...
            ยิ่งเข้าใกล้น้ำยิ่งไหลแรง แบบนี้หน้าฝนมาไม่ได้แน่ นายเอี้ยงหาเหลี่ยมหามุมเป็นนาน ก่อนที่จะปีนขึ้นไป ตามด้วยอาตมา เณรเกียงดาปิดท้าย น้ำกระเซ็นใส่เปียกโชกเป็นลูกหมาตกน้ำเลย...
            ปีนขึ้นชั้นหนึ่งก็พบอีกชั้นหนึ่ง ขึ้นอีกชั้นหนึ่งก็พบอีกชั้นหนึ่ง รวมเจ็ดชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นสูง ๒ – ๓ เมตร ผงะหงายหลายที แต่หลังปะทะอะไรบางอย่าง แน่นหนาอย่างกับภูเขาทั้งลูก..!
            ขึ้นไปหอบลิ้นห้อยอยู่ข้างบน กำหนดจิตดูเห็นท่านทรงเดชตัวใหญ่อย่างกับภูเขา ยืนคุมหลังให้ มองกลับลงไป ไม่เห็นว่าน้ำตกชั้นล่างอยู่ที่ไหน ไม่รู้เหมือนกันว่าขึ้นมาจนถึงที่นี่ได้อย่างไร..?
            ถัดไปก็ยังเป็นน้ำตก แต่เป็นน้ำตกเตี้ยนิดเดียว เดินสวนขึ้นไป มีเป็นร้อย ๆ ชั้น อย่างกับขั้นบันได ต้องตัวใหญ่ขนาดท่านทรงเดช จึงจะเห็นว่ามันสวยแค่ไหน อาตมารู้แต่ว่า หอบซี่โครงบานเลย...
            ฝ่าเท้าถูกหินปูนกัดแสบไปหมด พ้นเหลี่ยมเขาเป็นที่ราบประมาณ ๕๐ – ๖๐ ไร่ มีภูเขาล้อมรอบทุกด้าน มีที่พักแบบห้างนา ๔ – ๕ หลัง และคอกควายขนาดใหญ่ ๒ คอก...
            เณรเกียงดาอธิบายว่า เป็นปางพักของพวกเลี้ยงควาย ยามหน้าแล้งจะต้อนควาย ข้ามเขามาเลี้ยงที่บริเวณนี้ เพราะที่นี่น้ำท่าอาหารสมบูรณ์ดี จากแม่สานมาเลี้ยงควายที่นี่ และต้อนกลับไป ใช้เวลาสองเดือนกว่า..!
            เดินบุกดงต้นบอนที่ขึ้นหนาแน่น ตรงเข้าไปพักเหนื่อยกัน ดูห้างร้านแล้วสร้างได้แข็งแรงดี มี ผึ้งหลวง ตัวโตเท่านิ้วก้อย บินหึ่ง ๆ หาที่สร้างรังเป็นฝูง ตัวขนาดนี้โดนเข้าซักจึ๊กคงจับไข้เลย ดีที่เขาไม่สนใจกับพวกเรา...
            ถามเณรว่าเวลามาเลี้ยงควาย มีเสือเข้ามารบกวนบ้างหรือเปล่า..? เณรบอกว่า เสือไม่มีคนพบนานแล้ว แต่หมียังชุมอยู่ พวกพรานพบบ่อย แต่ปืนไม่แรงพอ เลยไม่กล้ายิง..!
            ก็นับว่ามีความสำนึกตัวดี เสือนั้นหนังบาง แค่กระสุน S.G. จากลูกซองก็อยู่แล้ว แต่สำหรับหมี กระสุนขนาดนั้น ถ้าไม่เข้าที่สำคัญจริงๆ แล้ว คงทำให้มันคันๆ ผิวหนังเท่านั้น..!
            แล้วหมีนั้นเวลาเจ็บขึ้นมา จะดุร้ายอำมหิตกว่าเสือหลายเท่านัก วิ่งก็เร็ว ปีนต้นไม้ก็เก่ง ว่ายน้ำก็เก่ง เรียกว่าไม่มีทางหนีมันได้เลย นอกจากปักหลักดวลกันเพียงอย่างเดียว
            เห็นเณรกับนายเอี้ยงมีมีดมาแค่คนละเล่ม อาตมาก็เสียวสันหลัง แบบนี้ถ้าจ๊ะเอ๋กันก็ตัวใครตัวมัน เณรบอกว่าคราวหน้าอาตมาไป เณรก็สึกแล้ว ถึงตอนนั้นจะแบกปืนมาด้วย..
            พักพอหายเหนื่อยก็เดินทางต่อ ลำห้วยพาอ้อมภูเขาไปทั้งลูก นกเป็นฝูง ๆ บินมากินลูกไทร เสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั้งป่า นายเอี้ยงล้วงย่าม หยิบหนังสติ๊กกับดินกระสุนขึ้นมา...
            ยอดไม้สูงลิบเห็นนกประเภท นกเขาเปล้า นกสาลิกา และอื่น ๆ ตัวเล็กกว่านกกระจิบซะอีก นายเอี้ยงปล่อยดินกระสุนไป ๒ – ๓ ลูก เห็นว่าไม่สามารถระคายผิวของมันได้ ก็ถอนใจเฮือก เก็บหนังสติ๊กด้วยความเสียดาย...
            ฝูงนกยังคงเริงร่ากับอาหาร เพราะอยู่สูงเกินกว่าวิถีกระสุน สัตว์ป่าสมควรที่จะอยู่ประดับป่า วิหคนกกาในธรรมชาตินั้น ดูสมบูรณ์แข็งแรง ร่าเริงเป็นสุขกว่าพวกถูกขังกรงหลายล้านเท่า...
            ป่าทึบมืดครึ้มก็จริง แต่ลำห้วยช่วงนี้คงจะอยู่สูงมาก จึงค่อย ๆ ตื้นเขินไปทีละน้อย จนกระทั่งมีน้ำพอเปียกหลังเท้าเท่านั้น ริมห้วยมีรอยหมูป่าเกลือกปลักอยู่ ขนาดของรอยยาวเป็นวาเลย..!
            ตลอดลำห้วยมีแต่รอยหากินของไอ้หมูยักษ์ตัวนี้ตัวเดียว ขนาดของมันไอ้ลายเห็นเข้ายังผวา มันเลยสัญจรไพรโดดเดี่ยวเป็นไอ้โทน ไม่ต้องกลัวฟ้ากลัวดินอะไร บริเวณนี้คงเป็นถิ่นหากินประจำของมัน...
            ละจากลำห้วยเข้าดงกล้วยตานี ควรจะเรียกป่ากล้วยมากกว่า มันช่างกว้างใหญ่ไพศาลอะไรเช่นนั้น เดินในความมืดทึบของดงตานี รู้สึกตะครั่นตะครอพิกล ถ้ามีเสียง “หลวงพี่จ๋า-า-า” คงวิ่งป่าราบ..!
            ไปเป็นก.ม.กว่าจะพ้นดงกล้วย ลงสู่ลำห้วยแห้ง มีแต่ใบไม้ชื้นๆ ทั้งห้วย เณรส่งเสียงกับมัคคุเทศก์รุ่นกระทง แล้วบอกว่า "นี่แหละห้วยแห้ง" ช่างสมกับนามขุนห้วยแห้งจริงๆ...
            นึกว่าเศษใบไม้ติดเท้าเยอะแยะ พอเอาเท้าถูกันเข้า เอ๊ะ..มันลื่น ๆ หยุ่น ๆ พิกล.. โอ๊ย..! โว้ย..! ทากทั้งนั้นเลย..! ปัดเป็นพัลวัน ยิ่งปัดยิ่งติด ยุ่งนุงนังเป็นลิงแก้แห โห..เต็มห้วยเลย..!
            ดึงจากขาก็ติดมือ ดึงจากมือซ้ายก็ติดมือขวา บนใบไม้ในพื้นห้วยนั้น ฝูงทากขนาดก้านไม้ขีดเป็นร้อยเป็นพัน ชูหัวหันเรด้าร์หาทิศ พอแน่ใจต่อเป้าหมายก็ดีดควับติด..ควับติด.. เผ่นดีกว่าโว้ย..!
            วิ่งแข่งกัน ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งฆราวาส ขนาดวิ่ง ๆ มันยังดีดขึ้นมาเกาะ ยุบยับไปหมด น่าขยะแขยง อาตมาลืมขาเจ็บชั่วคราว วิ่งป่าราบยิ่งกว่าช้างทั้งโขลงไล่ ใครจะว่าอะไรก็ช่าง ขอวิ่งเอาไว้ก่อน..!
            แต่.. ไปเป็นกิโลก็ยังมีแต่ทาก..ทาก..ทาก.! หวาย..นี่มันน่าจะเรียกขุนห้วยทากมากกว่า.. กว่าจะพ้นดงของมัน ก็หอบเป็นหมาหอบแดด ช่วยกันปลดเป็นพัลวัน เลือดไหลโทรมไปทั้งเท้า...
            ไม่เป็นไร..อาตมามี คาถาห้ามเลือด ชะงัดนัก ให้เณรตัดใบตองให้ กรีดเอาใบมาปิดแผล กลั้นใจว่าคาถาเป่าพรวดเลือดก็หยุด ใครอยากเรียนคาถานี้ก็เชิญ ตัวคาถาว่าดังนี้

“วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ”


            นึกขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหมเทวดาทั้งหมด มีหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค เป็นที่สุด ให้มาสงเคราะห์ บูชาครูด้วยดอกบัวขาว ๕ ดอก เทียนขาวขนาด ๑ บาท ๕ เล่ม ธูปหอม ๕ ดอก...

            มี เงินค่าครูอีก ๖ บาท เงินนี้ให้ซื้ออาหารใส่บาตร ความจริงคาถานี้เป็น “คาถามหาประสาน” ถ้าทำถึงที่สุด บาดแผลใหญ่ ๆ ยังเป่าติดกัน ชนิดไม่มีแผลเป็นโดยไม่ต้องเย็บ แต่อาตมาทำได้แค่เป่าห้ามเลือดเท่านั้น...
            ไม่ได้หมดซะทีเดียว ยังมีไอ้ตัวดูดประปราย คราวนี้ไม่มีใบตองสดปิดแผล พอดึงมันออก เลือดก็ไหลเป็นทาง ยั่วน้ำลายทากดีแท้ ๆ เดินไปปลดไป หนทางคดเคี้ยวไปตามลำห้วย...
            หินและกรวดในลำห้วยก้อนแบน ๆ คล้ายหินดินดาน แต่เนื้อแกร่ง ละเอียดแน่นแบบหินอัคนีซะนี่ อาตมากำหนดจิตถึงท่านทรงเดช ถามว่า "รอยพระพุทธบาทอยู่ในเขตอิทธิพลของพี่หรือเปล่า..?"
            "ถามน่าเกลียด เขาเรียกอยู่ในเขตดูแลรักษา ไม่ใช่เขตอิทธิพล ไอ้นั่นเขาใช้กับพวกเจ้าพ่อมือปืนในเมืองมนุษย์" ท่านต่อว่า "พี่ก็เป็นเจ้าพ่อได้อยู่แล้วนี่นา “เจ้าพ่อทรงเดช” ไงล่ะ..ฮ่า..ฮ่า.."
            ท่านบอกว่าอยู่ในเขตของท่าน แต่มีเทวดารักษาเป็นการเฉพาะ.. ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ทำไมอาตมาพูดโดยที่เณรกับมัคคุเทศก์ไม่รู้ ก็มันเป็น “ภาษาใจ” ไงล่ะโยมจ๋า..ตะโกนให้ตาย ถ้าไม่มีทิพยโสตก็ไม่มีทางได้ยิน...
            ทางชันขึ้นทุกที แต่รอยไอ้หมูยักษ์ยังมีตลอดทาง หินกรวดขนาดเล็กหายไป กลายเป็นหินแกรนิตก้อนใหญ่ ๆ จนกระทั่งก้อนใหญ่เท่าบ้านเท่าตึก กว่าจะปีนข้ามแต่ละก้อน ปวดขาแทบขาดใจ...
            เณรเกียงดาเห็นอาตมาชักแย่ ก็พูดล้อว่า “ขันติครับ..หลวงพี่..ขันติ..” เออ..เสือกรู้จักขันติด้วย ถามดูถึงรู้ว่า อิ๊กคิวซังแกเก่งกว่าอาจารย์จำนงค์ซะอีก สอบได้นักธรรมตรีด้วยแน่ะ..!
            ไอ้ที่น่าเลื่อมใสกว่านั้นคือ แกไปสอบกับเขาที่ลำพูน มีความตั้งใจจริงที่ดี เป็นพระอาจารย์จำนงค์หรือเณรเสาร์มา คงนอนตีพุงดีกว่า เรื่องอะไรจะข้ามป่าข้ามเขาไปให้เหนื่อย..ปวดหมองอีกต่างหาก...
            ไต่สูงขึ้นไปเรื่อย พ้นพวกหินแกรนิตก้อนใหญ่ ก็เป็นหินเล็กและกรวดหยาบต่อ หนทางเริ่มรกทึบ นายเอี้ยง “เหาะ” ไปไม่ได้อีกแล้ว ต้องใช้มีดฟันเบิกทางไปตลอดเวลา หนามไหน่เถาคันเต็มไปหมด...
            ยอมรับว่าพวกนี้เดินป่าเก่ง มันไปอย่างกับเหาะได้บินได้ อย่างกับอภิญญาก็ไม่ปาน..ไปอีกไม่นานนัก นายเอี้ยงชักลังเล ส่งภาษานกภาษากาให้วุ่น “โละเละ..กรื๊อกรือเราะ” หรืออะไรทำนองนี้แหละ...
            เณรแปลให้ฟังว่า "คงจะเลยมาแล้ว" อาตมาชักสงสัย นี่เอ็งจำทางไม่ได้หรือวะ..? นายมัคคุเทศก์สารภาพว่า เพิ่งเคยมา..! พ่อบอกทางให้ ก็ลองมาดู..กลุ้มเลยเรา เจอแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้น..!
            อาตมาถามขนาดหินประดิษฐานรอยพระพุทธบาท นายเอี้ยงทำท่าให้ดู ยาวซักวาเห็นจะได้ "กลับเลย..ไปค้นหาตรงหินใหญ่ที่ผ่านมานั่นแหละ..ถ้าไม่พบ เอ็งไม่ได้กลับหรอก นอนมันกลางป่านี่แหละ..!"
            เจอคำขาดจากอาตมา ทั้งสองรีบผลุนผลันกลับ อาตมาควักสมุดบันทึกมาเขียน กำลังเพลินๆ โว้ย..ทากอีกแล้ว..! วิ่งแจ้นกลับทางเก่า กู่หาสองกะเหรี่ยงไปด้วย อยู่ไหนหว่า.?
            เงียบไม่มีเสียงตอบ เอ..หรือมันหาไม่เจอเลยหนีกลับ เพราะไม่อยากให้ผีหลอกกลางป่า พอมาถึงบริเวณหินใหญ่ มองลงไปเห็นทั้งคู่นั่งสูบยาปรับทุกข์กันอยู่.. "เจอมั้ย..?" "บ่..!" คำเดียวสั้น ๆ แต่มีความหมาย แล้วดันไม่ใช่คำว่ารักซะด้วย..ฮ่วย..!
            คิดจะถามท่านทรงเดชเหมือนกัน แต่ตราบใดที่เรายังไม่จนแต้มจริง ๆ เทวดาท่านก็ปล่อยให้งมโข่งไปก่อน ก้มมุดลอดต้นไม้ใหญ่ที่ตายแห้งพาดขวางลำห้วย อาตมามองพื้น ตอนก้มลงก็เอะใจ..!
            พื้นห้วยช่วงนี้เป็นที่ราบยาวเป็นวา มีใบไม้แห้งทับถมกันจนหนา อาตมากวาดใบไม้ออกแล้วก็ขนลุกซ่า.. “รอยเท้า..!” "เฮ้ย..! เกียงดา มาเร็ว ๆ..เอี้ยงเว้ย..! มาดูซิ..ใช่หรือเปล่า..?"
            สองกะเหรี่ยงพรวดพราดตามมา หลังจากนั่งเซ็งในอารมณ์ ปล่อยอาตมาลงมาก่อน ช่วยกันกวาดใบไม้ทั้งหมดออก อาตมาปลดกระติกน้ำ เทลงในรอยเท้า ทั้งขัดทั้งถูอุตลุด...
            เสร็จแล้วพิจารณาดู เป็นรอยเท้าข้างขวา ลักษณะหันไปทางทิศเหนือ สงสัยตรงที่ว่า รอยใหญ่กว่าคนทั่วไปหน่อยเดียว จะใช่หรือเปล่าหนอ..? ลองเอาด้ามกลดทาบวัดขนาดดู เฮ้ย..!
            ด้ามกลดยาวสามฟุตครึ่ง เหลือไม่ถึงหนึ่งนิ้ว..! เป็นไปได้หรือนี่..? เอาศอกทาบดู..สองศอกกำกับอีกครึ่งคืบ..ปาฏิหาริย์ชัด ๆ..! ดูด้วยตาเปล่า อย่างเก่งก็ยาวคืบกว่าเท่านั้น..!
            เห็นความอัศจรรย์คาตา สองกะเหรี่ยงหนุ่มก็หมดข้อกังขา อาตมาครองผ้า พาดสังฆาฏิ จุดธูป – เทียนบูชาพระรัตนตรัย ธูป ๑๒ ดอก เทียน ๑๐ เล่มครึ่ง จุดมันทีเดียวหมด...
            กราบขอขมาพระรัตนตรัย สวดอิติปิโส ๓ จบ แล้วอุทิศส่วนกุศล เห็นเทวดาร่างใหญ่พอกับท่านทรงเดช ยืนรักษารอยพระพุทธบาททั้งสี่ทิศเลย ทุกองค์พนมมือโมทนาบุญด้วย...
            พิจารณารอยพระพุทธบาทอีกที เป็นรอยเท้าเหยียบลึกลงไปในหินแกรนิต ชัดเจนอย่างกับเราเหยียบลงในโคลน ความลึกเกือบสามข้อนิ้ว ที่น่าเสียดายก็คือ...
            ตรงนี้เป็นช่วงน้ำตกแก่งพอดี หน้าฝนน้ำที่เทลงมาจากด้านบนที่สูงหลายเมตร จะกระแทกลงบนรอยพระพุทธบาทอย่าง ทำให้รอยพระพุทธบาทสึกหรอไปอย่างมากมาย...
            นิ้วพระบาทเหลือนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เพียงราง ๆ อีกสามนิ้วสึกหายหมด ส้นพระบาทก็สึก มีรอยแตกถึงขอบหิน ลายพระบาทที่ควรมี ถูกน้ำซัดซะเรียบลื่นไปหมด อีกไม่นานอาจจะสึกหายไปเลยก็เป็นได้..!
            นายเอี้ยงเล่าให้ฟังพอจับใจความได้ว่า ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ลงไปทางใต้ ข้ามเขาไปกี่วันก็ไม่ทราบ ยังมีอีก ๑ รอย.. เชิญเอ็งปีนเขาไปคนเดียวเถอะ..ข้านั่งรถไป สระบุรี เมื่อไรก็ได้..ฮิ..ฮิ..!
            ตรงนี้ไม่มีทาก จึงนั่งรอธูปเทียนหมด ไม่อยากทิ้งไว้เป็นไฟไหม้ป่า เณรเกียงดาสะกิดยิก ๆ ให้ขอหวย เลยบอก คาถาเมฆจิต ให้ไปภาวนาเอง เห็นนั่งหลับตาอย่างตั้งอกตั้งใจ...
            เขียนบันทึกเพลิน ๆ เณรสะกิดหลัง โชว์น้ำตาเทียนให้ดู มันไหลรวมกันเป็นรอยเท้าเล็ก ๆ น่ารัก..! เณรขอเลยยกให้ เห็นธูปเทียนหมดแล้ว เลยกราบลาเก็บจีวรกับสังฆาฏิ ใส่ย่าม กลับโลด..!
            นายเอี้ยงพาหนีทากเดินขึ้นเขา ช่วงนี้เป็นป่าไผ่คันคะเยอ ถังสองร้อยลิตรใบหนึ่งกลิ้งโครมครามขึ้นไปบนยอดเขา ตัดหน้าขบวนไปอย่างกระชั้นชิด “หมี..!” สองกะเหรี่ยงร้องพร้อมกัน...
            ต่างคนต่างวิ่ง..ขาเจ็บขาดีไปได้เร็วไม่แพ้กัน หนามไหน่แหลกเป็นทาง ลงถึงเชิงเขา ก็นั่งหอบแฮ่กๆ..หนามตำเต็มตีนเลย พอหายเหนื่อย นายเอี้ยงก็พาเลาะหน้าผาไป...
            ที่หน้าผามีหินงอกเป็นรูปเท้าช้าง แต่เป็นช้างพิการ อุ้งเท้าใหญ่ โคนขาเล็ก และสองเท้าอยู่ชิดติดกันเกินไป..ลัดไปลัดมาก็มาโผล่ที่ดงกล้วยตานีอีก นายเอี้ยงฟันกล้วยล้มโครมคราม...
            ที่แท้ต้องการหัวปลี มันเก็บใส่ย่ามซะเจ็ด – แปดหัว ไม่หนักเลยหรือไงหว่า..? อาตมาขี้เกียจรอ เดินล่วงหน้าไปก่อน ไปได้พักใหญ่ ทิวทัศน์มันชักแปลกตา..หลงแล้วซิเรา..!
            ตรงหน้าเป็นบอนป่าต้นมหึมา โคนโตเกือบเท่าบาตร ใบใหญ่อย่างกับกระด้ง สูงเลยหัวไปลิบเลย ขามามันไม่มีนี่หว่า..กลับซิ..ย้อนกลับทางเดิม เสียงเณรเรียกแว่ว ๆ...
            ที่แท้เลี้ยวผิด พ้นดงกล้วยก็ลงล่องตามลำห้วย ถึงปางพักก็ไม่พัก รูดยาวไปติดแหง็กอยู่ที่น้ำตกเจ็ดสาวแก่..มองลงไปก็ใจหาย.. "จะไหวรื้อ..พี่ทรงเดช ?" "ถ้าไม่กลับ ไม่ไหวก็ได้ครับ..!"
            แล้วกันซิ..ลงก็ลงวะ..ขาก็เจ็บแสนเจ็บ ตะกายลงไปได้สี่ชั้น พอชั้นที่ ๕ ก็ “ตูม..!” มาทางลัดถึงชั้นที่หกเลย ขาซ้ายเจ็บเพิ่ม ข้อเท้าพลิก หัวแม่เท้าหัก ปวดจนน้ำตาร่วง..!
            เหลืออีก ๑ ชั้น นายเอี้ยงเห็นอาตมาไปไม่ไหว เลยพาเลาะขอบผาลง หน้าผาอยู่ทางซ้าย เหวน้ำตกอยู่ขวา มือเท้าข้างดีไม่มีอะไรยึด ข้างเจ็บก็ยึดไม่ได้ คลานซิวะ..!
            ลงมาแบบใจหายใจคว่ำ พอถึงลำห้วยข้างล่าง.. โอ๊ย..! เท้าซ้ายอีกแหละ..เป็นรูกลมดิกเลือดไหลโกรก มันจะเอาให้บรรลุกันเลยหรือไร ? คัดเลือด เช็ดแผลแห้ง ติดพลาสเตอร์
            ไปต่อ..ตะเกียกตะกายไปแบบทุลักทุเล ทั้งเจ็บทั้งปวด ถึงห้วยสามแพร่งค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย กว่าจะล่องลงมาถึงลำห้วยข้างล่าง ก็แทบสำเร็จมรรคผลเลยล่ะ..!
            ช้าก่อนท่านผู้เจริญ..อย่าเพิ่งบรรลุ ที่เดินสวนมาสิบกว่าคนแจ่ม ๆ ทั้งน้าน..สาวกะเหรี่ยงล้วนๆ ไอ้เณรของเราแถเข้าไปรับหน้าระรื่นเชียว เฮ้อ..พวกนี้แหละที่น้าเล็กบอกว่า ถ้าอาตมารอดจากป่า ก็ตายเพราะสาว ๆ นี่แหละ..!
            เพิ่งเคยเห็นสาวกะเหรี่ยงแต่งตัวสวยวันนี้เอง ที่แท้เขาพาพวกครูในเมืองมาเที่ยวน้ำตก ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองทั้งที เลยต้องสวยหน่อย เล่นเอาอิ๊กคิวซังของเราลืมไปเลยว่าเป็นเณร..!
            บุปผาพญามาร..สีสวย กลิ่นหอม แต่ถ้าหลงชม ก็ตกเป็นทาสพญามารโงหัวไม่ขึ้น เกียงดาเอ๋ย..คิดถูกแล้วที่รีบสึก เพราะขืนอยู่ในสภาพเณรต่อไป ก็รังแต่จะหานรกใส่ตัวมากขึ้นทุกวัน..!
            ครูเจ้าถิ่นแบก ลูกซองมอสเบิร์ก ห้านัดแบบปั๊มแอ๊คชั่น มีสายกระสุนคาดเอว สะพายกระบอกไม้ไผ่ใส่ไก่ต่อมาด้วย ขอย้ำว่ากระบอกไม้ไผ่จริง ๆ เพราะไก่ต่อที่จะเอาไปล่อไก่ป่านั้น ตัวเท่ากำปั้นเท่านั้นเอง...
            ลากคอไอ้เณรของเรากลับ แกไม่ยอมจากมาง่าย ๆ เดินพ้นชายป่าออกมากลางทุ่ง มองเห็นห้างนาห่างไปซัก ๒๐๐ เมตร อาตมาก็รู้สึกว่า เรี่ยวแรงทั้งตัวหายหมดเอาดื้อ ๆ ก้าวขาแทบไม่ออก..!
            กำหนดจิตดู ที่แท้ ท่านทรงเดชกับบริวารถอนกำลังกลับ เหลือแต่ซากสังขารโทรม ๆ ของอาตมา กว่าจะลากขามาถึงห้างนาที่พัก รู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ โธ่..ส่งถึงที่นอนหน่อยก็ไม่ได้...
            ส่งกระติกน้ำให้เณรไปเอาน้ำให้ ควักเงินค่าจ้างให้นายเอี้ยงไป ๑๐๐ บาท รีบซักผ้า – สรงน้ำ กางกลด เตรียมที่นอนให้เรียบร้อย ฉันมะขามไป ๕ ฝัก ดื่มน้ำตามไปครึ่งกระติก ขอล้างท้องซะที...
            เณรเอาน้ำมาให้ แล้วขอตัวแยกไปดักรอขบวนสาว ๆ อาตมานั่งภาวนา อุทิศส่วนกุศล แล้ววิ่งเข้าป่า มันถ่ายทันใจดีเหลือเกิน เล่นเอาตัวเบาหวิวเลย ดี..เส้นสายจะได้ยืดหน่อย...
            ทั้งยาหม่องน้ำยาหม่องแห้ง ประเคนมันลงไปบนขาสองข้างจนเกลี้ยง แล้วนวด..นวด..นวด..ต้องให้ทุเลาให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นขากลับไปห้วยหยวกคงไม่รอดแน่ ๆ...
            ค่ำแล้ว..สวดมนต์ – ภาวนาไปเรื่อย เสียงคล้ายหนูวิ่งบนกลด จากซ้ายมาขวา จากหน้ามาหลัง ไขว้เป็นกากบาท บางทีก็วนไปรอบ ๆ พยายามเพ่งดูก็ไม่เห็นตัวอะไร ที่แน่ ๆ คือมันวิ่งภาษาอะไรไม่รู้ กลดไม่ไหวเลย..!
            อยากวิ่งก็วิ่งไป เหนื่อยเมื่อไหร่คงหยุดเอง เผลอสติหลับไปตอนไหนไม่รู้ คงเป็นเพราะร่างกายเพลียจัด มาสะดุ้งตื่นตอนตีหนึ่งกว่า ลมแรงมันกรรโชกมุ้งกลดจนหลุดลงมา ไอ้หนูผีหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้..!

************************


            หนาวจนนอนต่อไม่ไหว ต้องลุกขึ้นนั่งภาวนาสั่นงั่ก ๆ คงเป็นเพราะหนาวมาก จิตใจเลยฟุ้งซ่านไม่รวมตัว คิดอะไรโลดโผนไปเรื่อย ขนาดจะสร้างวัดที่นี่ แล้วนิมนต์หลวงพ่อนั่งเฮลิคอปเตอร์มาทำพิธีเปิดให้ไปโน่น..!
            กว่าจะจิตสงบก็คิดจนเหนื่อย ภาวนาจนสว่างก็ลุกไปล้างหน้า มันหนาวจนชาไปหมด หายใจทีควันเป็นลำอย่างกับมังกรพ่นไฟ เก็บของเรียบร้อยก็เอาบาตรไปวัด เตรียมตัวบิณฑบาต...
            อาจาย์จำนงค์ไปสุโขทัยแต่เมื่อวาน ตกลงต้องไปกับเณรตามเคย วันนี้เสน่ห์แรง คนใส่บาตรเพิ่มอีกหลายบ้าน ถ้าอยู่ซักเดือนคงมาใส่กันทั้งหมู่บ้านเลย..คุยเผื่อไว้ก่อน ทั้งที่พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว...
            ได้กับข้าวตั้ง ๕ อย่างแน่ะ..มีผัดเผ็ดหมูป่า ดูอย่างกับเม่น เพราะทั้งหนังทั้งขนมาครบ น้ำปลาพริกป่น ปลากระป๋อง ผัดอะไรไม่รู้อย่างกับยางรถยนต์ และต้มหัวตาว (คล้ายต้นตาล) ทุกอย่างเผ็ดร้อนอย่างกับกลืนถ่านไฟแดง ๆ..!
            วันพักผ่อนไม่ได้ไปไหน เลยฉันช้าหน่อย เล่นซะสองจาน เป็นข้าวเหนียวเลยอิ่มดีพิลึก แต่ไม่เปลืองกับข้าวเท่าไรนัก เพราะมันเผ็ดจนขี้มูกไหลยืด..เนื้อก็เหนียวยิ่งกว่าหนังสติ๊ก เคี้ยวไม่ทันจะออก ข้าวก็หมดจานแล้ว...
            ซักผ้าทุกผืน แล้วไปซื้อยาหม่องอีกตลับ ครูคนหนึ่งให้น้ำมันระกำในหลอดบี้ๆ มาครึ่งหลอด นวดขาจนแขนระบมแทน กลัวจะไม่ทุเลาทันวันกลับ แล้วภาวนาเอากำไรไปเรื่อยๆ
            สภาพของชาวบ้านที่นี่ เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงแท้ ๆ มีประมาณ ๖๐ – ๗๐ หลังคาเรือน ประชากรประมาณ ๓๕๐ – ๔๐๐ คน ปลูกบ้านอยู่บนไหล่เขาด้านทิศเหนือทุกหลังคาเรือน...
            บ้านส่วนใหญ่เป็นไม้ไผ่สับฟาก มีบ้านไม้จริงแค่สาม – สี่หลัง ทุกบ้านจะมีเตาที่ก่อกับพื้นบ้าน นอกจากใช้หุงหาอาหารแล้ว ยังใช้เป็นเตาผิงให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวได้อีกด้วย...
            ไร่นาอยู่ห่างหมู่บ้าน เพราะต้องทำบนที่ราบ อย่างของลุงสีคำห่างไปตั้ง ๕ ก.ม. ส่วนมากปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฝ้าย มีการทำนาแบบขั้นบันไดด้วย อาศัยน้ำในลำห้วยที่ผ่านกลางหมู่บ้าน อาบกินและเพาะปลูก...
            ทุกบ้านเลี้ยงควายไว้ใช้งาน ทำคอกไว้ใต้ถุนหรือข้างบ้าน กลางวันปล่อยออกไปหากินตามชายป่า เย็น ๆ ก็ตามเสียงกระดึงไปต้อนกลับ ไม่ต้องกลัวเสือ เพราะควายไม่หนีเสือ มีแต่เสือจะเผ่นถ้าถูกควายรุมกินโต๊ะ..!
            ควายทุกตัวน่ารักมาก เวลาเดินสวนกันเขาเบิ่งใส่ เราพูดกับเขาดี ๆ เขาก็เข้าใจ เดินหลีกไปเอง แต่อาจารย์จำนงค์บอกว่า "ผมถูกไล่ขวิด วิ่งจีวรปลิวมาหลายครั้งแล้ว..!" ฮ่า..ฮ่า..ท่าทางคงตลกพิลึก..!
            บางบ้านเลี้ยงหมูด้วย หน้าตาของมันก็หมูป่าชัด ๆ เลย เขาล่ามแม่หมูไว้ใต้ถุนเรือน ปล่อยลูกตัวเล็ก ๆ เปรียวอย่างกับกระรอก วิ่งเล่นหากินอยู่ใกล้ ๆ เวลาตกใจอะไรมันวิ่งจี๋ เร็วจนมองแทบไม่ทัน...
            ไก่ก็คือไก่ป่านั่นเอง แต่เอามาเลี้ยงจนเชื่อง ตัวนิดเดียว ตัวไหนขันเก่งก็เก็บไว้ ต่อไก่ป่า..มีหมาหลายตัวหุ่นนางแบบทั้งนั้น ทรวดทรงองค์เอวอรชรอ้อนแอ้น เพราะฟาดแต่ข้าวเปล่าเป็นอาหารหลัก แถมไม่ได้กินทุกวันด้วย...
            เขียนไปเกาชายโครงไป นึกว่าหนังถลอกพอมองดู.. เห็บป่า..! กัดติดแน่นตึ๊บ พอดึงเข้าเนื้อหลุดติดปากมันเป็นแว่นเลย เณรเสาร์มาตัวดีขีดไม้ขีดฟู่ เผาตายหงิกไปเพราะห้ามไม่ทัน นรกแน่เณรเอ๊ย..!
            เจอตรงเอวอีกตัว ได้อีก ๑ แผล คงติดมาจากในป่า เจ็บ ๆ คัน ๆ มาสองวันก็ไม่ได้สนใจ อาบน้ำมันก็ไม่หลุด แผลที่เห็บกัดหายยากที่สุด “เขาเล่าว่า” ต้องตกสะเก็ดห้าสิบกว่าครั้งจึงหาย เพราะมันกัดลึกมาก...
            เทศน์อานิสงส์การละเมิดศีลให้สองเณรฟัง เล่นเอานั่งตาปริบๆ บอกว่าจะขอศีลใหม่ อาตมาเลยแนะนำว่า ก่อนสึกให้ต่อศีลให้บริสุทธิ์อีกที ไม่งั้นสึกไปทำมาหากินอะไรก็ไม่เจริญหรอก..!
            สัมภาษณ์เณรเรื่องหมู่บ้านต่อ..อาชีพกสิกรรมเป็นหลัก ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์ หาของป่า ได้ผลผลิตมาก็นำไปขายทาง แม่ม็อก จ.ลำปาง หรือทาง หาดเสี้ยว จ.สุโขทัย ไกลลิบโลกเลย...
            ของกินของใช้นั้น หน้าแล้งซื้อจากหาดเสี้ยว หน้าฝนซื้อทางห้วยหยวก ที่นี่มีฝนปีละเกือบ ๑๐ เดือน ส่วนใหญ่จึงต้องออกทางห้วยหยวก เพราะทางหาดเสี้ยวไกลมาก และถนนถูกฝนก็เละเป็นโคลนหมด...
            อาชีพผิดกฎหมายคือ ทำไม้กับต้มเหล้าเถื่อน ไม้แค่นำมาปลูกบ้าน เลื่อยด้วยเลื่อยมือ แล้วแบกออกจากป่ามาทีละแผ่น ทรหดดีแท้ ๆ ส่วนเหล้าเถื่อนก็กินกันในหมู่บ้าน พวกป่าไม้มักมาจับแล้วเอาเหล้าไปกินซะเอง...
            มีโรงเรียนขนาด ๖ x ๔๐ เมตร ๑ หลัง ห้องน้ำนักเรียนมี ๔ ห้อง บ้านพักครู ๒ หลัง เป็นเขตความเจริญของหมู่บ้าน บ้านพักครูมีแผงเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย เลยทำให้มีโทรทัศน์ดู รับจาก ช่อง ๘ ลำปาง...
            ครู ๕ คนต่อนักเรียนประมาณ ๘๐ คน มีตั้งแต่ชั้น ป.๑ ถึง ป.๖ หน้าแล้งอย่างตอนนี้ มักจะมีเพื่อนครูจากในเมืองมาเที่ยว ทำให้ชาวบ้านได้เปิดหูเปิดตากว้างไกลขึ้น วัฒนธรรมจากภายนอกจึงแทรกเข้ามาได้บ้าง...
            ทั้งหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านห้วยหยวกใช้นามสกุล “ค้างคีรี” กันทุกคน สมกับเป็นชาวดอยจริง ๆ เขาเรียกตัวเองว่า “ปกากะญอ” หรือ “กะเหรี่ยง” ใครเรียกว่า “ยาง” เขาจะโกรธมาก ถือว่าเป็นการดูถูกกันอย่างแรง...
            พอเริ่มทำมาหากินเลี้ยงตัวได้ เขาก็จับคู่แต่งงานกัน ดังนั้น สาวรุ่นที่นี่จึงมีเจ้าของแล้วแทบทุกราย ส่วนใหญ่แต่งงานกันในหมู่ญาติ น้อยคนนักที่จะได้ “ไปทิ้งนามสกุลไว้บ้านอื่น” อย่างที่เณรเสาร์มาใฝ่ฝัน...
            เด็กรุ่นขนาดเณรทั้งสองลงไป ถ้าได้เรียนหนังสือก็จะพอพูดไทยได้ทุกคน..พวกเขากินข้าวเหนียว (ข้าวไร่) เป็นหลัก ตำด้วยครกกระเดื่อง แม่บ้านกะเหรี่ยงน่องโตทุกราย เพราะเหยียบครกกระเดื่องแทบทุกวัน...
            เสียงปืนล่าสัตว์ดังอยู่บนดอยรอบหมู่บ้าน เมื่อวานเห็นเขายิงไก่ดิ้นพราด ๆ เลย วันนี้มีคนได้หมูป่ามาอีก ครูร่วมหุ้นกันซื้อไปในราคา ๒๐๐ บาท คืนนี้คงเมากันเละตามเคย...
            จบคำสัมภาษณ์เณรแค่นี้ เก็บผ้าพับใส่ย่ามหนีไปนอนชายป่า “ไอ้ปะ” หมากะเหรี่ยงที่อาตมาผูกมิตรด้วย วิ่งนำทางไปทันที เจ้านี่คงเป็นหมาล่าสัตว์ ดูหูตาไวคล่องแคล่วปราดเปรียวมาก...
            ให้กินข้าวแค่สองวัน ไอ้ปะก็ติดอาตมาแจเลย ไปนอนชายป่าก็ไปนอนด้วย บอกให้ไปซ้าย – ไปขวา นำหน้าหรือหยุด ไอ้ปะเข้าใจทุกอย่าง ดูแล้วมันก็คนดี ๆ นี่เอง เพียงแต่เปลือกนอกเป็นหมา...

************************


            เป็นวันคืนที่สุขสงบมาก แม้จะหนาวไปหน่อย สวดมนต์ภาวนาของเราไปตามเรื่อง รุ่งเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จก็เก็บข้าวของลาทุกคน ฝากเณรบอกลาเมื่ออาจารย์จำนงค์กลับจากสุโขทัยแทนอาตมาด้วย...
            ไอ้ปะจะไปส่งแต่อาตมาห้ามเอาไว้ บอกลาและขอบคุณเจ้าที่เจ้าทาง ขอความอนุเคราะห์จากเทวดา ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า เดินทางมาถึงห้วยหยวกโดยสวัสดิภาพ กะเหรี่ยงที่นี่ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นไปได้...
            อ้อ..ไม่สวัสดิภาพนัก ตรงระหว่างทางเห็นแสงตะวันลอดลงมา ใจคิดถึงเพลง "ดวงตะวันลับทิวแมกไม้ ใจพี่ก็หาย..หายลับไปกับตะวัน.." เลยโดนตีนลึกลับถีบร่อนลงในลำห้วย เปียกโชกหัวจรดตีนเลย..!
            สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะทำอะไร มันก็มีแต่ทุกข์เป็นของประจำตัว ชาติปิทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิทุกฺขา ความแก่เป็นทุกข์ พยาธิปิทุกฺขา ความเจ็บเป็นทุกข์ มรณมฺปิทุกขํ ความตายเป็นทุกข์
            โสก ปริเทว ทุกฺข โทมนสฺสุปายาสาปิทุกฺขา ความเศร้าโศก ความเสียใจ ความร่ำพิไร ความคับแค้น ความเหือดแห้งใจ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
            อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข การได้ของที่ไม่รัก การสูญเสียของรัก ก็เป็นทุกข์ ยมฺปิจฺฉํ นลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ความปรารถนาไม่สมหวัง ก็เป็นทุกข์
            อยู่ที่ไหนก็เป็นทุกข์
แล้วเสือกตะเกียกตะกายเหนื่อยยาก เจ็บปวดแทบล้มประดาตายไปทำไม..? อ้าว..ก็ไปพิสูจน์ทุกข์นะซิ..!

๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ