"ถ้ำมรกต"

            เมื่อกลางพรรษาปี ๒๕๓๑ คณะพระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาจำนวนหนึ่งในวัดท่าซุง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีอาตมาอยู่ด้วย ได้ดำริจะสร้างพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยเงินแท้ทั้งองค์ ถวายบูชาพระคุณหลวงพ่อ (สมณศักดิ์ที่พระสุธรรมยานเถร ในขณะนั้น)...
            แต่งานครั้งนั้นถูกหลวงพ่อสั่งยกเลิก เพราะมีบุคคลในวัดหลายท่านคัดค้าน คิดว่าพวกเราหาทุนเข้ากระเป๋าตัวเอง เพราะเป้าหมายเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีเงินถวายหลวงพ่อถึง ๒๔ ล้านบาท พระเดชพระคุณหลวงพ่อเกรงว่า จะเป็นเหตุให้แตกความสามัคคี จึงขอให้ยกเลิกโครงการเสีย...
            คำสั่งครูบาอาจารย์ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรเทิดไว้เหนือเกล้าและปฏิบัติตาม คณะของอาตมาจึงต้องตามคืนเงิน ทอง อัญมณีทั้งหมด แก่ผู้ตั้งใจร่วมบุญ ในจำนวนอัญมณีทั้งหมดนั้น มีมรกตก้อนหนึ่งยังไม่ได้เจียรนัย คะเนแล้วน้ำหนักกว่า ๒,๐๐๐ กะรัต..!
            ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เจ้าผลึกหกเหลี่ยมเขียวขจีชนิดนี้ ถ้าเป็นชนิดนิยมในท้อง ตลาด มีราคาถึงกะรัตละ ๘๐,๐๐๐ บาท..! ที่สำคัญคือ ก้อนขนาดนี้นับเป็นโคตรมรกตแล้ว เจ้าของผู้ศรัทธานี้เป็นใครกันหนอ..? จึงถวายของราคามหาศาลขนาดนี้ โดยไม่คิดเสียดายแม้แต่น้อย..!
            ติดตามสอบถามแล้วจึงทราบว่า เจ้าของหินมีค่าก้อนนี้คือ ท่านสมปอง (พระสมปอง สุธมฺมสนฺตจิตฺโต) พระในวัดท่าซุงนั่นเอง ท่านเป็นรุ่นน้อง บวชหลังอาตมาสามรุ่น อาตมาสอบถามที่มาของมรกตก้อนนี้ ท่านสมปองเล่าให้ฟังว่า...
            สมัยเป็นฆราวาส บิดาท่านและตัวท่านเคยขอสัมปทานเหมืองแร่ ได้ไปพบแผนสำรวจแร่เก่าของนักสำรวจชาวเยอรมัน ซึ่งนักสำรวจท่านนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ในแผนการสำรวจนั้น ได้ระบุถึงภูเขาลูกมหึมา ที่เป็นแร่ทรงคุณค่ามหาศาลทั้งภูเขา..!
            ท่านได้เดินทางเข้าไปสำรวจยังสถานที่นั้น ตามที่แผนที่ระบุไว้ แล้วพบว่าแร่ชนิดนี้ทางอเมริกากำลังหาอยู่ เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระสวยอวกาศ ถ้านำมาทำเป็นวัสดุเคลือบผิวยานอวกาศ จะทนความร้อนได้สูงมาก และมีน้ำหนักเบา ราคารับซื้อกิโลกรัมละ ๑ ล้านดอลลาร์..!
            ท่านยังพบด้วยว่าแร่ชนิดนี้ เป็นต้นกำเนิดของมรกต ซึ่งมรกตนั้นมีอยู่เจ็ดชนิด นี่เป็นหนึ่งในเจ็ดชนิดนั้น ท่านพบมรกตเป็นจำนวนมาก จึงนำออกมาเป็นหลักฐาน ๑ ก้อน คือ ก้อนที่ถวายพระนี่เอง และในภูเขานั้น ท่านยังพบยูเรเนียมเป็นจำนวนมหาศาลอีกด้วย..!
            อาตมารับฟังก็จดจำไว้ และลืมไปตามกาลเวลา หลังจากนั้น อาตมาออกเดินป่าตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองลับแลที่สุโขทัย บึงลับแลที่กาญจนบุรี เพื่อทดสอบอารมณ์ปฏิบัติของตนเอง อาตมาก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เอ..? สถานที่เช่นนี้น่าไปมาก...
            เมื่อตกลงใจจะไป อาตมาจึงสอบถามเส้นทางจากท่านสมปอง ท่านบอกว่า แผนที่เดินทางนั้น ท่านได้มอบให้ลูกศิษย์คนสำคัญของหลวงพ่อ คือ จ่าปัญญา (จ.ส.ต. ปัญญา อ่องคล้าย) ไปแล้ว แต่ให้อาตมาไปสอบถามเส้นทางจากโยมคนหนึ่งชื่อคุณตาโย...
            คุณตาคนนี้เคยนำทางให้ท่านสมัยเป็นฆราวาส สัญลักษณ์ของคุณตาคือ ๑. อยู่กันสองตายายไม่มีลูกหลาน ๒. ปลูกสมุนไพรไว้มาก ๓. มีอาชีพตีมีด ๔. ไม่ยอมใช้ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ที่ท่านย้ำนักก็คือ "ระวังอันตรายจากกัมมันตภาพรังสีนะครับ..!”
            อันตรายจากรังสีอาตมาไม่กลัว เพราะเชื่อในพุทธานุภาพของพระหางหมาก ซึ่งหลวงพ่อบอกว่า “รัศมี ๔ เมตรรอบองค์พระ รังสีนิวเคลียร์เข้าไม่ได้” และพระของหลวงพ่อทุกรุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ ขึ้นมา กันรังสีนิวเคลียร์ได้ทั้งสิ้น แบบนี้จะไปกลัวทำไม..?
            ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๓ ทางวัดจัดงานพุทธาภิเษก พระคำข้าว รุ่นที่ ๒ ในจำนวนญาติโยมที่มากันมืดฟ้ามัวดินนั้น มีหัวหน้าชาติชายป่าไม้จอมเฮี้ยบ และแข (ดวงแข คชภูมิ) เพื่อนรุ่นน้องสมัยฆราวาสมาในงานด้วย...
            หัวหน้าชาติชาย (คุณชาติชาย ลือพาณิชย์กุล) พอทราบว่าอาตมาจะไปถ้ำมรกต ก็ขอไปด้วยทันที โดยอาสาจะขนเสบียงไปให้ ซึ่งอาตมาบอกว่า "เอาหมูสวรรค์ไปซัก ๒ กิโล ก็เหลือแหล่แล้ว" ดังนั้น อาตมาจึงได้ผู้ติดตามชั้นยอดไปด้วย ๑ คน...
            อาตมาฉวยโอกาสฝากบริขารธุดงค์ไปกับรถของแข โดยนัดวันเวลาให้ไปรับอาตมาที่บ้านแม่เบ็ญ (อาจารย์เบ็ญจา วิบูลย์พันธุ์) ที่อู่ทองในอาทิตย์หน้า ส่วนอาตมารบกับญาติโยมในงานพุทธาภิเษกจนเป็นลม หลายคนขอตามไปด้วย แต่อาตมาปฏิเสธไปทั้งสิ้น..!
            กราบลาหลวงพ่อลงกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นวันปีใหม่ ตั๋วรถถูกจองเต็มหมด อาตมาจึงขอร้องให้คุณโอเลี้ยง (คุณโอภาส เยาวฤทธิกร) ช่วยขับรถไปส่งที่ท่ารถวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท รถทัวร์เที่ยวแรก ๐๔.๒๐ น. ของที่นี่ไม่มีใครจองตั๋ว เขาให้แย่งกันขึ้นเองตามดวง...
            หลวงพ่อบอกว่าคนจะไปนิพพานชาตินี้ ต้องมีความคล่องตัวสูง อาตมากับหัวหน้าชาติชายต่างต้องการไปนิพพานทั้งคู่ จึงใช้ความคล่องตัวขึ้นไปนั่งปร๋อบนรถ ขณะที่ผู้หาที่นั่งไม่ได้ แออัดยัดเยียดกันเป็นปลากระป๋อง แทบจะขี่คอกันไปเลยล่ะ..!
            ถึงกรุงเทพฯ แปดโมงเช้า แม่เจ้าโว้ย..! ผู้คนมากมายอะไรขนาดนี้ ยืนรอแท็กซี่จากหมอชิตยันสะพานควาย แท็กซี่ฉวยโอกาสขึ้นราคาแทบหูดับ เคยไปหกสิบ พ่อโขกซะร้อยแปดสิบ ไม่ไปมันไม่ง้อ ต่อก็ไม่ได้ จากวัดท่าซุงถึงวัดเทพศิรินทราวาส อาตมาจ่ายค่ารถไปเกือบห้าร้อยบาท..!
            โทรไปหาโส่ย (จันทกานต์ ตรีอุดมสิน) ยืนยันว่ามาตามที่นิมนต์แน่นอน แล้วโทรบอกลูกปุ๊ก (สุมาลี ตีรเลิศพานิช) ลูกสาวคนเก่ง บอกว่าพ่อมาแล้ว ลูกปุ๊กจัดแจงบอกพี่มุกดา (คุณมุกดา เพชรชื่นสกุล) ให้มาส่งข้าวเพล วันนี้เลยฉันแค่ตอนเพลมื้อเดียว...
            รุ่งเช้าไปเปิดร้านใหม่ให้โส่ย หัวหน้าชาติชายกับพี่มุกดาไปด้วย เสี่ยล้ง (สุเมธ ตรีอุดมสิน) เอารถมารับ ร้านใหม่ติดตั้งเครื่องจักรเพียบเลย นัน (วรุณกาญจน์ ตรีอุดมสิน) แม่ครัวประจำตัวของอาตมาเป็นคนคุมร้านเอง...
            แม่ของโส่ยถวายผ้าไตรใหม่ทั้งชุด เลยต้องครองผ้าใหม่สวดพระปริตรให้ แล้วรับการถวายเพล อาหารมากมายมหาศาล ของถวายอีกเยอะแยะขนไม่หมด ตอนสวดมนต์จวนจบ เห็นเจ้าแม่กวนอิมมาพรมน้ำมนต์ให้ แม่ของโส่ยนับถือท่านมาก ท่านจึงมาสงเคราะห์ให้เป็นพิเศษ ...
            ออกจากบ้านโส่ย ก็ไปวัดโสมนัส กราบหลวงปู่อ่ำ ธมฺมทตฺโต ท่านมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณพระราชกวี เอาของที่รับจากแม่ของโส่ยทั้งหมด ยกเว้นกระเป๋าเงินกับผ้าไตร ถวายทำบุญกับท่านจนหมด ท่านให้พรแล้วถามว่า "มีธุระอะไรอีกหรือเปล่า..?"
            อาตมาแกล้งถามเกี่ยวกับสังโยชน์ เพราะทราบว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ จะอธิบายสังโยชน์โดยละเอียดไม่ได้ และก็เป็นจริงตามนั้น หลวงปู่ท่านพูดวนอยู่แค่สังโยชน์ ๕ แสดงว่าอารมณ์ท่านเทียบเท่าพระอนาคามี พอถามท่านว่าจะไปเลยหรืออยู่ต่อ ท่านอึ้ง...
            "เดี๋ยว..ขอผมพิจารณาก่อน มันเกี่ยวกับอาบัติข้ออวดอุตริมนุสธรรม" อาตมากราบเรียนว่า ถือว่าเป็นการเล่าให้ฟัง ไม่ใช่การอวดด้วยปรารภโลกธรรม เท่านั้นเอง หลวงปู่ท่านเล่าเป็นน้ำไหลไฟดับ บางตอนอาตมาเข้าใจคนเดียว หัวหน้าชาติชายกับพี่มุกดาฟังจนมึน
            หลวงปู่เล่าถึงท่านถอดกายทิพย์ได้เอง ขึ้นไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบอกถึงความสัมพันธ์หนหลัง ครั้งที่หลวงปู่เป็นช้างปาลิไลยกะ ได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และหลวงปู่จะไปตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐ ของกัปนี้...
            ได้รับคำบอกเล่าจากสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย ว่าเคยปรารถนาพุทธภูมิมาด้วยกัน ตั้งแต่ ๑๖ อสงไขย ๔ แสนมหากัปที่แล้ว ในสมัยสมเด็จพระพุทธสิริมิตรสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่ประเดิมความปรารถนาพุทธภูมิชาติแรกด้วยการตกนรก..!
            ชาตินี้เกิดมาทำการรวบรวมประวัติอักษรไทย เพราะท่านเป็นคนต้นคิดอักษรไทย ซึ่งมีแผ่นกระเบื้องจารจากเมืองโบราณคูบัวเป็นหลักฐาน ว่าอักษรไทยมีมาก่อนสุโขทัยมากนัก และคนไทยอยู่ในสุวรรณภูมิมาแต่ต้น ไม่ได้มาจากภูเขาอัลไตตามที่ฝรั่งมันเขียนกันส่งเดช และคนก็เชื่อกันทั้งบ้านทั้งเมือง...
            ความจริงสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย จะต้องมาเกิดเพื่อทำหน้าที่นี้ แต่เห็นว่าหลวงปู่เป็นต้นคิดอักษรเอง จึงขอให้หลวงปู่มาเกิดแทน แล้วท่านสอนการอ่านอักขระโบราณ พอท่านชี้อาตมาก็อ่านออกตามที่ท่านบอก พอท่านเลิกชี้ อาตมาก็เห็นเป็นตัวยึกยือเหมือนเดิม อ่านไม่ออกซักคำ..!
            คุยกันตั้งแต่เที่ยงถึงบ่ายสามโมง กราบลากลับวัดเทพศิรินทร์ หัวหน้าชาติชายแอบกระซิบว่า ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยลดลงไปมาก เพราะภาษาไทย – จีนโบราณที่ท่านสอนให้อ่านนั้น เป็นชื่อ – แซ่เก่าของตน ซึ่งไม่ได้ประกาศนามท้ารบซักหน่อย หลวงปู่ท่านกลับเขียนออกมาจนหมด..!
            ตอนค่ำ คนมาสวัสดีปีใหม่มาก ลูกปุ๋ม (ชุติมา นฤภัย) เป็นหวัดงอมก็ยังมา เกียง (มาลินี ตีรเลิศพานิช) ถวายหมูสวรรค์ ๒ ก.ก. ถ่านไฟฉายชนิดพิเศษ ๒ ก้อน นิด (กนกพร เพชรชื่นสกุล) ถวายบะหมี่สำเร็จรูป ๑ ลัง เค็ง (มาลีวรรณ ตีรเลิศพานิช) ถวายช็อคโกแล็ต ๑ ก.ก. และขอหวยเป็นการตอบแทน แสบจริง ๆ..!
            อาตมาฝึกวิชา "ยืมดอกไม้บูชาพระ" สำเร็จมาตั้งแต่สมัยฆราวาส ใครให้ของขวัญมาเป็นส่วนตัว อาตมาจะมอบเป็นของขวัญคนอื่นต่อ จึงเป็นคนที่ตัวเบา เพราะไม่ต้องแบกอะไรให้หนัก คนรับก็ดีใจ คนให้ก็ชื่นชม ดังนั้น..ของที่รับมาในวันนี้ จึงเหลือแต่เงินทำบุญเท่านั้น...
            เช้ามืด..พี่สุรกานต์ (คุณสุรกานต์ เพชรชื่นสกุล) มารับไปงานทำบุญวันตายครบรอบปีให้คุณยาย อาตมาโทรไปหาแดง (มงคล จอมผา) บอกเลื่อนเวลาไปเชียงใหม่ แดงพอรู้ว่าอาตมาจะไป "ถ้ำมรกต" ก็ทิ้งงานทั้งหมดขอตามไปด้วย โดยนัดพบที่หน้าไปรษณีย์บางกอกน้อยตอนเที่ยงตรง...
            พี่มุกดามาไม่ทัน จึงถูกทิ้งตามระเบียบ อาตมาไปถึงบ้านน้าฟ้าคนก็เต็มแล้ว ไม่อยากวุ่นวายกับใคร จึงหลบไปพักบนห้องพระ จนได้เวลางานจึงลงมา มีพระจีนมาทำพิธีตีกระดิ่ง สวดมนต์จนอาตมาหลับไปได้ตื่นใหญ่ จิตนี้มีสภาพรู้จริง ๆ มันตื่นก่อนพระสวดจบแค่ ๓ – ๔ วินาทีเท่านั้น..!
            เห็นความวุ่นวายของทุกคนแล้วตลกดี หัวหน้าชาติชายนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว ถ้าจิตเราสงบไม่วุ่นวายตามเขา เราก็จะเห็นละครโรงใหญ่ที่แสนสนุก ถ้าเราวุ่นไปกับเขา ก็จะถูกกระแสโลกพาวนเวียนไปไม่รู้ตัว จะมารู้อีกทีก็ตอนเครียดมากๆ แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ก็แย่...
            เมื่อเช้าฉันโจ๊กไป ๑ ชาม ตอนเพลฉันผลไม้แทนข้าว แจกวัตถุมงคลจนหมดย่าม แล้วออกไปตามนัด แดงมาก่อนเวลา ๑๐ นาที แม่ทองดี (คุณทองดี จอมผา) คุณแม่ของแดง ติดรถมาด้วย นั่งสรรเสริญลูกชายจนอาตมากลั้นไม่อยู่ หัวเราะแข่งกันจนลั่นรถไปเลย..!
            แดงขอแวะบ้านเก็บข้าวของใส่แพ็คหลัง ห้องนอนของแดงมีแต่เขาเก้ง เขากวาง เขาสมัน กะโหลกเสือ กะโหลกหมี กระดองเต่า เปลือกหอย ต้นไม้ดัด ฯลฯ แดงถวายไม้ถือถักด้วยย่านลิเพา ๑ อัน ไม้มะค่ากลึง ๑ อัน พี่มุกดาเอาเค้กกล่องใหญ่ สวัสดีปีใหม่กับแม่ทองดี...
            ออกรถไปทางสุพรรณสายใหม่ เข้าทางบางเลน อาตมาเลยขอแวะบ้าน ให้พี่มุกดาเอาปืนลูกซองบราวนิงก์ ห้านัดออโตเมติก ระบบแก๊สออปเรชัน รุ่น เอฟ.เอน.๒๐๐๐ ติดรถไปด้วย เพราะพี่มุกดาซื้อกระสุนไป ๑ กล่อง จะไปซ้อมมือไว้ปราบบ้านเล็กและสามี คงได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งกันบ้าง..!
            ถึงอู่ทอง แม่เบ็ญกำลังไขประตูบ้านพอดี จุ๋ม (เบญจรัตน์ วิบูลย์พันธุ์) กับจุ๊บ (เบญจพร วิบูลย์พันธุ์) ก็อยู่พร้อมหน้า อาตมาเลยสั่งติวเข้ม จากวันก่อนสามทุ่มงานยังไม่เสร็จ วันนี้ไม่ทันหนึ่งทุ่ม ทั้งสามแม่ลูก ก็ขึ้นมาฟังเทศน์ “กัณฑ์มหาราช” กันแล้ว..!
            มีแขกมาขัดจังหวะ ๓ – ๔ คน พอแขกไปก็ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้จุ๋ม ความจริงไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการทำบุญหนีเคราะห์ต่างหาก น้าเล็ก (อาจารย์จารุวรรณ ศรีแสงจันทร์) ก็มา งวดนี้น้าเล็กซื้อวีดิโอเอาไว้เปิดเทปธรรมะของหลวงพ่อ เป็นการสงเคราะห์คนแถวบ้านที่ไม่ได้ไปวัดท่าซุง...

************************


            ตื่นเช้าสวดมนต์ – ไหว้พระ นั่งกรรมฐาน อุทิศส่วนกุศลให้ผู้รักษาถ้ำมรกต ขออนุญาตท่านเข้าไปเพื่อชมสถานที่ในวันนี้ หลังฉันเช้าย้อนกลับไปบ้านที่กำแพงแสน เอาทะเบียนปืนติดรถไว้เผื่อเหนียว กลับมาได้ครู่เดียว เกียงกับลูกปุ๊กก็มาถึง บ่นเรื่องรถวิ่งช้าจนแทบประสาทกินให้ฟัง...
            ฉันเพลแล้วไปบ้านแข เกือบถึงด่านช้างก็สวนกับแขที่จะไปรับ เข้าไปถึงในไร่อ้อย แดงเอา “ท่านใหญ่” มาประกอบเป็นปืน แขก็เอาของตัวมาบ้าง เป็นปืนลูกซองเรมิงตัน ห้านัดออโตเมติก ระบบรีคอยล์ รุ่น เอ็ม. ๑๑๐๐ ชวนกันไปทดลอง “อีเล็กโทน” กันที่ทำนบกั้นน้ำ...
            ยืนดูเขาทำท่าแปลกๆ เวลาถูกปืนถีบ บางคนนั่งยิงเลยก้นจ้ำเบ้า บางคนน่าจะไหล่หลุด เพราะประทับกับต้นแขน บางคนสั่นเป็นเจ้าเข้า โดยมีแดงเป็นครูฝึก หัวหน้าชาติชายคอยถ่ายรูปให้ ยิงกันจนหมาหนีเข้าป่าอ้อยหมด ปลอกกระสุนเขียวๆ แดงๆ เกลื่อนพื้นเลย..!
            ลากลับมาที่ บ.ข.ส.ด่านช้าง ส่ง พี่มุกดา เกียง จุ๋ม ลูกปุ๊ก และ จุ๊บ ขึ้นรถ ตกลงว่าเหลืออาตมา หัวหน้าชาติชาย และแดง แค่สามคน แวะซื้อสบู่ กระดาษชำระ ผงซักฟอก ไปด้วย หัวหน้าชาติชายซื้อบุหรี่ให้แดงสองซอง แต่แดงบอกว่าตั้งใจจะเลิกบุหรี่แล้ว...
            ตียาวไปยังจุดหมายปลายทาง ถามหาคุณตาโยจนพบ อ้างถึงลุงหมอของท่านสมปอง คุณตาจึงยอมบอกทาง ขณะที่คุณยายซักอย่างกับตำรวจก็ไม่ปาน อาตมาต้องงัดลูกล่อลูกชนออกมารบกัน ดูท่าแล้วคุณตา – คุณยายไม่อยากให้พวกเราไปเลย แต่คุณตาติดหนี้บุญคุณลุงหมอ จึงต้องบอกทางให้...
            แวะถามทางชาวบ้านไปเรื่อย หลงทางซะสองสามตลบ ยอมกลัวใจแดงก็ตอนนี้เอง รถตู้ใหม่เอี่ยมออกมาไม่ถึงสามเดือน พ่อลุยป่าชนิดท้องรถกระแทกหินโครมครามไปตลอดทาง บางทีแขวนลอยทั้งคัน ต้องขยับแล้วขยับอีก กว่าจะขึ้นเนินได้ก็ลิ้นห้อย..!
            หนทางเลียบเขาไปเรื่อย พบนกกระปูดตัวเท่าไอ้โต้ง ยืนมองรถเฉยไม่ยอมหนี พอรถจะเหยียบ จึงกระโดดหย็องแหย็งลงข้างทาง ถนนยิ่งกว่าโลกพระจันทร์ ยอดโชเฟอร์ของเราแสดงทักษะในการขับรถอย่างยอดเยี่ยม ยากจะหาใครเทียบได้ ผ่านตลอดทุกภูมิประเทศ...
            ในที่สุดมาโผล่ในหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงที่หมาย ถามทางแล้วให้แปลกใจ ตลอดทางมาจนถึงนี่ ชาวบ้านแสดงท่าทีว่า ไม่อยากให้เราเข้าไปเลย บางคนแสดงความไม่เป็นมิตรออกมาอย่างชัดแจ้ง แดงบ่นเสียดายปืนสั้นออโตเมติค ซีแซด เอ็ม.๘๕ ของหัวหน้าชาติชาย ที่ไม่ได้ติดมาด้วย...
            ลุยต่อไปจนฝุ่นตลบ ทางแคบลงเรื่อย ๆ จนเหลือทางเท้าแคบแค่ฝ่ามือเดียว แต่แดงยังคงลุยต่อไปหน้าตาเฉย จนรถไปติดแหง็กอยู่ที่เชิงเขา ทำอย่างไรก็ไปต่อไม่ได้ เอ้า..ลงแค่นี้ ขนของส่วนตัวลงมา ของใครของมันแบกกันเอาเอง...
            หัวหน้าชาติชายแบกเสบียง อาตมาแบกน้ำ ๒ ลิตรและบริขารธุดงค์ แดงเอา “ท่านใหญ่” มัดติดแพ็คหลังไปด้วย พร้อมกับกระสุนแม็กนั่มที่เหลือแค่ ๕ นัด อาตมายืนดูแดงมัดของไม่ถึง ๒ นาที รู้สึกไหล่ล้า จนต้องเปลี่ยนย่ามจากไหล่ขวามาไหล่ซ้าย..!
            ล็อครถเรียบร้อยแล้วออกเดินทาง ขึ้นเนินไม่สูงนัก แต่ทำไมทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยขนาดนี้ก็ไม่รู้ หายใจไม่ทันจะขาดใจซะให้ได้..! อาตมาแกล้งหยุดถอดรองเท้าใส่ย่าม พร้อมกับบ่นดัง ๆ ว่า "ทำไมมันถึงเหนื่อยขนาดนี้..ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยนะนี่..!"
            หัวหน้าชาติชายทิ้งตัวนั่งแปะกับพื้น หอบฮั่ก ๆ อย่างกับวิ่งมาซัก ๑๐ ก.ม. บอกทั้งหอบอยู่ว่า "ผมก็เหมือนกัน" มองดูแดงที่ตามมา ท่าเดินอย่างกับแบกช้างไว้ทั้งตัว พอมาถึงก็นอนแผ่หราพูดไม่ออก จนพักใหญ่ค่อยเอ่ยว่า "ผมนึกว่าผมเป็นคนเดียวซะอีก..!"
            ทุกคนมองหน้ากัน..บึงลับแลที่ข้ามเขาไป ๑๑ ลูกก็ไม่เหนื่อยขนาดนี้ อานุภาพของกัมมันตภาพรังสีรุนแรงจนปานนี้เชียวหรือ..? ขมับสองข้างเหมือนถูกมือลึกลับบีบไว้ มึนตื้อจะหลับซะให้ได้ ขืนอยู่ที่นี่มีหวังตายแน่..ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า..!
            ยึดพุทธคุณเป็นที่พึ่ง ภาวนาเห็นภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำหน้า อาตมาก็จ้ำตาม ไปได้ซัก ๑๐๐ – ๒๐๐ เมตร ก็ลงนั่งอ้าปากหายใจ หน้าดำแบบเตียวหุยของแดง กลายเป็นแดงก่ำยิ่งกว่ากวนอู "หัวใจผมเต้นเกิน ๑๐๐ ครั้งต่อนาทีแน่ ๆ..!" แดงว่า...
            สิบกว่านาทีที่นั่งหอบ พอหายหอบก็กัดฟันไปต่อ ก็น่าแปลกว่า ถ้าเราไม่เคลื่อนไหวก็ไม่เป็นไร พอขยับก้าวเดินเท่านั้น อาการเหนื่อยจับจิตจับใจก็เกิดขึ้นทันที เดินตามสมเด็จพ่อไปจนพ้นขอบเนินขึ้นบนที่ราบ พอมองไปข้างหน้าอาตมาก็เข่าอ่อนยวบ..!
            ไม่ใช่ภาพต้นมะขามหวานที่กำลังเจริญเติบโตจำนวนนับร้อยต้น ที่แสดงว่ามีคนอยู่หรอก หากแต่เป็นภาพของยอดเขาสีดำมะเมื่อมอย่างกับเหล็กหล่อ ที่ปราศจากต้นไม้ใบหญ้านั่นต่างหากล่ะ.. "ถ้าสีดำแบบเหล็กและมีสนิมแดงขึ้น นั่นเป็นยูเรเนียม..!" อาตมานึกถึงคำพูดของท่านสมปอง...


ภายในถ้ำมรกต


            "โอ้โฮ..แล้วแบบนี้จะไหวหรือนี่..?" อาตมาอุทานออกมาทั้งหอบๆ ปลดบริขารลงนั่งขาถ่างหายใจฟืดฟาด หัวหน้าชาติชายเหวี่ยงเป้หลังลงนั่งหอบเช่นกัน อีกครู่ใหญ่แดงตาม มานั่งหงายผลึ่งทับแพ็คหลัง หายใจแข่งกันอย่างกับปลาสำลักน้ำ พะงาบ ๆ จะตายซะให้ได้..!
            "คงไม่ผิดที่แล้วละครับ..ในชีวิตผมไม่เคยเหนื่อยจนขนาดนี้มาก่อนเลย โดยเฉพาะเขาเตี้ย ๆ อย่างที่เราเพิ่งขึ้นมา สิบเอ็ดลูกเขาของบึงลับแลยังไม่แย่อย่างนี้..!" หัวหน้าชาติชายว่า อาตมาชี้ให้เขาดูแขนตัวเอง จากผิวขาวเหลืองของอาตมา กลายเป็นสีชมพูผ่องเชียว..!
            "คงเป็นอานุภาพของรังสีนิวเคลียร์นี่แหละ ต่อไปคงไม่มีใครเรียกผมว่าซัดดัมอีกแล้ว.." แดงซึ่งตอนนี้แดงไปทั้งตัวจริง ๆ เอ่ยขึ้นมาบ้าง หัวหน้าชาติชายชี้ “ท่านใหญ่” แล้วว่า "ผมว่ารังสีแรงขนาดนี้ บางที “ท่านใหญ่” จะสับไม่ลั่นเอานะครับ..!"
            ห่วงไปไยกับ “ท่านใหญ่” จะลั่นไม่ลั่น ตอนนี้ที่สำคัญคือ เข้าไปให้ถึงก่อน เหวี่ยงของขึ้นบ่าก้าวต่อไป อาการหอบอย่างกับคนเป็นโรคหัวใจก็เกิดขึ้นทันที จะเป็นที่ราบหรือเนินเขา มันเหนื่อยหอบเหมือนกันหมด ช่างยุติธรรมดีจริงพ่อคุณเอ๋ย..!
            ผ่านดงมะขามหวานอายุประมาณ ๓ – ๔ ปี เข้าไปไม่นานก็พบบ้าน ๑ หลัง เฮ้ย..มีคนอยู่ได้จริง ๆ หรือนี่..? เจ้าของบ้านไม่อยู่ มีแต่ลูกหมาสีดำตัวน้อย ที่เห่าขู่จากใต้ถุนบ้าน เดินผ่านไปซัก ๕๐ เมตร สีเหลืองของสบงจีวรก็ปรากฏแก่สายตา...
            "เอ๊ะ..มีพระอยู่ด้วย..?" หัวหน้าชาติชายอุทานอย่างพิศวง พอเข้าไปใกล้ เห็นเป็นศาลาโล่ง ๆ หลังคาเป็นสังกะสีใหม่เอี่ยม ยกพื้นเป็นแคร่ยาว ปูด้วยไม้ไผ่สับฟาก มีตะเกียงรั้วและกาน้ำอย่างละ ๗ – ๘ ใบ ร้อยพวงแขวนไว้ มีตู้เหล็กหนึ่งใบ แท้งค์น้ำ ๓ ใบ บาตรเก่า ๆ อีก ๔ - ๕ ลูก...
            ถัดจากศาลาไปเป็นเชิงเขา เห็นชัด ๆ ว่ามีถ้ำ ๒ – ๓ แห่ง มีพระพุทธรูป ๔ – ๕ องค์ ทาสีเหลืองบ้างขาวบ้าง อาตมาและทุกคนปลดของลงจากบ่า ไม่ลืมคว่ำแพ็คหลังของแดงลงทับกล่อง “ท่านใหญ่” ไว้ ครองจีวรให้เรียบร้อย แล้วเดินไปทางที่เห็นว่ามีเจ้าถิ่นอยู่...
            กราบพระก่อนอื่น สวดอิติปิโสฯ ไป ๑ จบ อาการหอบหายไปเป็นปลิดทิ้ง ดูพระพุทธรูปเป็น "พระธรรมกาย" แบบคลองสาม มีรูปหลวงปู่สด (พระมงคลเทพมุนี) วัดปากน้ำด้วย แล้วชวนหัวหน้าชาติชายกับแดง ไปกราบพระเจ้าถิ่นที่นั่งรอรับพวกเราอยู่...
            พระเจ้าถิ่นผิวคล้ำ ร่างสันทัด อายุไม่เกินสี่สิบ บอกว่าเพิ่งมาอยู่ได้เดือนกว่า มาจากทางระยอง ซักถามอาตมาเป็นการใหญ่ ว่ามาจากไหน ทราบข่าวจากใคร และจ้องหัวหน้าชาติชายไม่วางตา อาตมาตอบไปตามเพลง แล้วขอตัวไปพักที่ถ้ำอีกด้านหนึ่ง หอบข้าวของไปพะรุงพะรัง...
            "พุทธานุภาพแท้ ๆ เชียว พอกราบพระ อาการเหนื่อยหอบก็หายหมด" หัวหน้าชาติชายว่า อาตมากับแดงก็เห็นด้วย แล้วชวนกันสำรวจถ้ำตื้น ๆ ที่อาตมาพัก "หลวงพี่..ดูนี่ซิ.." แดงชี้แง่หินสีเขียวปัดให้ดู "ไม่ผิดแน่ครับ ที่นี่แหละที่เรามากัน" รอบตัวเป็นหินสีเทาเงินสะท้อนแสงไฟ...
            ในประกายไฟฉายนั้น หินสีเทาพวกนั้นเปล่งแสงเป็นสีเขียวจาง ๆ นี่มันทั้งถ้ำเลยนี่นา..! เพียงแต่ยังไม่กลายสภาพเท่านั้นเอง สำรวจทั่วแล้วก็มาทางปากถ้ำ ที่หัวหน้าชาติชายกับแดงพัก กลิ่นฉุนของขี้ค้างคาวแสบจมูกเลย ถ้ำนี้ใหญ่น่าดู พอส่องไฟฉายเข้าไป แดงก็ร้องลั่น.. “โอ้โฮ..!”
            ในแสงไฟฉายนั้น.. หินสีเขียวผักตบ ก้อนโตกว่าโอ่งมังกรสงบนิ่งอยู่ ทางโน้นก็มี ทางนี้ก็ใช่ บางก้อนสีเขียวเข้มจนเกือบดำ ผนังถ้ำเปล่งแสงสีเขียวอยู่ทั่วไป หินงอกหินย้อยแปลก ๆ สวยอย่างประหลาด หินเขียวบางก้อน ถูกหินงอกหินย้อยคลุมจนแทบมองไม่เห็น..!
            เราทั้งสามมองตากัน พูดอะไรไม่ออก เดินดูความพิสดารของถ้ำมหัศจรรย์ไว้เป็นขวัญตา ค้างคาวนับร้อยนับพันร้องกันเซ็งแซ่ บินโฉบวูบวาบไปทั้งถ้ำ ในถ้ำมีรอยขูดขีดและรอยก่อไฟ แสดงว่ามีคนเคยมาสำรวจก่อนเรานานแล้ว..!
            หลายแห่งที่มีแร่สีเหล็กเป็นสนิมโผล่ออกมา ถ้าจำไม่ผิด เจ้ายูเรเนียมนี่ราคาปอนด์ละ ๒๕๐ ล้านบาท..! ลองจับดูมันอุ่นซ่า ๆ พิกล ไม่เย็นแบบหินตามถ้ำทั่วไป สำรวจจนสะใจแล้วก็มองหน้ากันอีกครา นี่มันขุมสมบัติมหาศาลจนประเมินราคาไม่ได้เอาเลย ถ้าขนออกไปก็รวยตายชักเลย..!


บนยอดเขาเหนือถ้ำมรกต


            กลับออกมานอกถ้ำ..อากาศมืดตื๋อนานแล้ว อาตมาจุดเทียนกางกลด พระเจ้าถิ่นนำเทียนมาให้อีกสามต้น แต่การเอาเทียนมาให้คงเป็นข้ออ้างมากกว่า เพราะท่านฉายไฟสำรวจตรวจตราบริขารของอาตมาอย่างถี่ยิบ ชนิดที่ถ้ามีอะไรแปลกปลอมละก็ ไม่มีทางพ้นสายตาท่านอย่างเด็ดขาด..!
            อาตมาทำไม่รู้ไม่ชี้ กางกลดเสร็จก็จัดแจงบริขารอื่นให้เข้าที่ รอจนท่านไปสำรวจทางหัวหน้าชาติชายกับแดงจนพอใจ พอท่านกลับไป อาตมาก็ดับเทียนย่องมารวมกลุ่มกัน "เป็นไง..?" อาตมากระซิบ "ท่านแสดงความพิรุธออกมาเอง" หัวหน้าชาติชายว่า...
            "นอนระวังตัวหน่อยนะ ไม่รู้ว่าท่านกับชาวบ้านจะเอาอย่างไรกับเรา" อาตมากำชับ แล้วกลับกลด สวดมนต์ – ไหว้พระ นั่งกรรมฐานได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าย่องเข้ามา ลืมตาขึ้นก็ได้ยินเสียงหัวหน้าชาติชายกระซิบว่า "หลวงพี่..มาดูอะไรหน่อยครับ.." อาตมาย่องกริบตามไปทันที...
            ในความมืดสนิทนั้น เห็นตามผนังผาคล้ายกับมีหิ่งห้อยขนาดยักษ์ เปล่งประกายสีเขียวเจิดจ้า ดูอยู่เกือบครึ่ง ช.ม. ไม่ทราบว่าเป็นอะไร "ถ้าเป็นแสงมรกต พวกนี้ต้องเปลี่ยนเต็มที่แล้วทั้งนั้น และที่ดูอยู่นี่ ก้อนไม่ต่ำกว่ากำปั้นอย่างเด็ดขาด" ยอดโชเฟอร์กล่าว...
            "คืนนี้แรมห้าค่ำ กว่าดวงจันทร์จะพ้นเหลี่ยมเขาขึ้นมา คงจะเที่ยงคืนไปแล้ว เอาไว้ตอนดึกค่อยมาดูกันอีกที.." หัวหน้าชาติชายกับแดงเห็นด้วย ทั้งสองเลยตกลงอยู่เวรกันคนละ ๒ ช.ม. อาตมากลับกลดไปนอนภาวนา ในความมืดที่เงียบสงัด เสียงใบไม้ร่วงยังได้ยินอย่างชัดเจน...
            เสียงสัตว์เล็กวิ่งแกรกกราก นกกลางคืนบินเฉียดกลดดังพึ่บพั่บ เสียงตุ๊กแกป่าร้องรับกันสะท้านภูเขา แมลงกลางคืนกรีดปีกดังระงม งูอะไรไม่รู้ร้องริ้งๆๆ อยู่ทางหัวนอน เสียงสัตว์ป่าร้องในหุบเขา คล้ายกับเสียงเก้งเขก บรรยากาศวังเวงพิลึกพิลั่น..!
            ตีหนึ่งกว่าออกไปรวมกลุ่มกัน เดือนแรมแขวนอยู่กึ่งกลางฟ้า ทั้งหมดเดินออกไปทางไร่มะขามหวาน อากาศหนาวสะท้านกาย มองกลับไปเห็นยอดเขาดำทึบทะมึน สะท้อนประกายสว่างเลือนราง พิจารณาแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ ตกลงกลับมานอนดีกว่า...
            เดินใกล้ถ้ำอากาศอุ่นผิดปกติ ห่างออกไปหนาวจนสั่น เข้ามาใกล้ถ้ำกลับอุ่นพิกล คงเป็นผลของกัมมันตภาพรังสี นอนภาวนาแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เราไม่เป็นศัตรูกับใคร ยินดีเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั่วโลก แล้วนอนฟังสรรพสำเนียงแปลก ๆ อย่างเพลิดเพลิน...

************************


            ตีสามลุกขึ้นเก็บกลด คว้าฝาบาตรกับผ้าเช็ดตัว ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ย่องไปที่แท้งค์น้ำ เปิดน้ำเต็มฝาบาตร จัดการล้างหน้า แปรงฟัน เช็ดตัว ล้างเท้า ด้วยน้ำฝาบาตรเดียวนั่นแหละ นี่นับว่าใช้อย่างฟุ่มเฟือยแล้ว ทหารเขาเอานิ้วจิ้มน้ำเช็ดหัวตาข้างละที อีกคำใช้บ้วนปากขยุก ๆ แล้วกลืนเลย..!
            สวดมนต์ – ไหว้พระ นั่งกรรมฐานของเราไปตามเรื่อง จิตมันควบแน่นเข้าทุกที จนในที่สุดหมุนเป็นกังหันหลุดออกไปทั้งตัว อาตมาตั้งใจจะไปนิพพาน แต่มันกลับพุ่งเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง มีเสือลายเมฆตัวใหญ่หมอบอยู่ พอไต่ลึกลงไป ใจมันบอกว่า “ระวังงู..!” ยังไม่ทันขาดคำ มันก็ชูหัวพรวดขึ้นมา...
            เกล็ดเป็นมันระยับ แถบสีส้มพาดใต้คอเห็นถนัดตา จะอะไรซะอีกคิง'ส์ คอบร้า พญาจงอางนะซิ..! ตั้ง ๔ ตัวแน่ะ..อาตมาหลบวูบตามสัญชาติญาณ เพราะไม่แน่ใจว่า การมา “แบบนี้” งูมันมองเห็นหรือเปล่า..? เสียงพระท่านบอกว่า "ไม่ต้องกลัว ติดต่อกับเขาด้วย “ภาษาใจ” ซิ.."
            กำลังจะติดต่อกับงูใหญ่ทั้งสี่ ประสาทหูของ “กายเนื้อ” ได้ยินเสียงแกรกกรากอยู่ใกล้ ๆ ไอ้จิตระยำดันห่วงร่างกาย พุ่งกลับเข้าร่างซะนี่..พอขยับตัวจึงฟังถนัด เป็นเสียงชักลูกประคำของหัวหน้าป่าไม้นั่นเอง จึงลุกออกไปสมทบกัน ยอดโชเฟอร์มือหนึ่งก็ย่องมาสุมหัวรวมกันด้วย...
            "แปลกมากครับหลวงพี่..ภูเขาที่ไหนก็ต้องมี “ลมภูเขา” หมุนเวียนกรรโชกบ้าง แต่ที่นี่ทั้งกลางวันกลางคืน ใบไม้ไม่ได้กระดิกเลย.." นั่นเป็นข้อสังเกตของหัวหน้าชาติชาย กระแสลมอุ่นลำหนึ่งพุ่งกระทบมา อย่างกับมีใครเป่าลมใส่หน้า อุ่นอยู่วาบใหญ่ แต่ต้นไม้ใบหญ้าไม่ไหวติงเหมือนเดิม...
            "ตอนสี่ทุ่มกว่า ทางด้านโน้นมีแสงพุ่งขึ้นเป็นลำแบบแสงสป็อตไลท์ แต่มันพุ่งขึ้นนิ่ง ๆ เฉย ๆ เป็นชั่วโมงเลย.." แดงรายงานขึ้นบ้าง ท่ามกลางเสียงหึ่ง ๆ ของฝูงผึ้ง และการบินวูบวาบกลับถ้ำของเหล่านกมีหูหนูมีปีก พลางชี้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ...
            กลิ่นฉุนของสาบสัตว์ลอยมาตามลม ทุกคนชะงักคำพูดลง ประสาทหูทำงานอย่างหนัก ได้ยินเสียงงึมงัมเหมือนหมีกำลังกินผึ้งอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะมันมืดจนมองอะไรไม่เห็น "เป็นไปได้ไหมครับหลวงพี่..? ว่ามีเสือใหญ่อยู่แถวนี้.." ป่าไม้มือปราบกระซิบถามขึ้น...
            "ทำไมถึงคิดอย่างนั้น..?" "เมื่อคืนผม “ออกไป” ทางด้านโน้นครับ..เห็นเสือประหลาดตัวใหญ่เท่าเสือโคร่ง แต่ขนเป็นสีส้มทั้งตัว มันค่อย ๆ ลงจากเนินไปในหุบโน่น..ท่าทางมันระวังตัวมาก แต่มัน “ไม่เห็น” ผมนะครับ.." ก็แน่ละซิ..ออกไปแบบนั้น จะมีอะไรมาเห็นละพ่อคุณ..!
            "ผมเห็นแต่เสือลายเมฆกับงูในถ้ำ เสือแบบที่คุณว่ามา คงเป็น “เสือไฟ” แต่ใหญ่จนขนาดนั้น เกิดมายังไม่เคยได้ยินใครพูดถึง.." อาตมาว่า กระแสอุ่นเป็นลำ ๆ ยังคงพุ่งมากระทบเป็นระยะ ๆ.. "ที่นี่คงมีแต่สัตว์ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น..ดูอย่างไอ้โคตรตุ๊กแกเมื่อคืน มันร้องก้องไปทั้งภูเขา ตัวมันจะใหญ่ขนาดไหน..?"
            อรุณรางสว่างขึ้นทีละน้อย แล้วอาตมาก็พบสิ่งผิดปกติ เพราะตอนขยับตัวนั้น เห็นเงาตัวเองอยู่บนพื้น เฮ้ย..ยังไม่ทันจะได้อรุณ ตะวันก็ยังไม่ทันโผล่ เรามีเงาได้อย่างไรวะ..? พอหันไปทางตะวันออก จึงเห็นว่าท้องฟ้าด้านนั้น สว่างเรืองรองผิดธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง..!
            ยืนมองกันครู่ใหญ่ หาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร ตกลงกันว่าออกเดินสำรวจดีกว่า พอสว่างมองทางถนัด ก็เดินเลาะเหลี่ยมเขาไป เงาดำขนาดใหญ่โฉบวูบผ่านศีรษะ..เหยี่ยวภูเขาตัวมหึมาบินอย่างเริงร่าบนฟ้าใส..เฮ้อ..อิจฉาในความอิสระเสรีของจ้าวปักษา จะไปไหนก็ไปได้ดังใจ...
            แดงเลิกบุหรี่มาตั้งแต่เมื่อวาน แบก “ท่านใหญ่” ติดหลังไปด้วย เกรงว่าถ้าทิ้งไว้ เดี๋ยวเจ้าถิ่นจะจิ๊กเอาไป อ้อมขึ้นเนินทางขวามือ อาตมาสละรองเท้าใส่ย่าม ถนัดเดินเท้าเปล่ามากกว่า พอสุดเนินก็เป็นผาตัดตรงดิ่ง มีถ้ำเล็ก ๆ อยู่ตรงหน้านี่เอง...
            ค่อย ๆ ย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง ไฟฉายเหลือแค่กระบอกที่หัวหน้าชาติชายยืมพี่มุกดามา ของอาตมาเจอถ่านพิเศษของเกียงเข้า หลอดขาดไปตั้งแต่เมื่อคืน สำรวจจนทั่ว ไม่เห็นเจ้าของถ้ำ พอเงยขึ้นข้างบน ก็เห็นช่องทางขึ้นสู่เบื้องบน อย่างกับสวรรค์ประทานมาเลย
            เป็นปล่องทะลุขึ้นไปข้างบน คะเนแล้วพอจะขึ้นได้ แดงสละรองเท้าเอา “ท่านใหญ่” ซุกไว้ในซอกหิน อาตมาจัดการแปลงสัญชาติเป็นเขมร รวบสบงมาเหน็บหลัง ป้องกันเวลาปีนแล้วจะเผลอใบ้หวยให้คนตามหลัง แล้วจัดแจงมองหาลู่ทาง ตะพักแรกสูงเลยหัวไปตั้งเยอะ...
            กางมือกางเท้ายันผนังขึ้นไป แบบในหนังกำลังภายในที่เคยดูมา หัวหน้าชาติชายกับแดงตามมาติด ๆ ป่ายปีนไปตามกรวยแคบ ๆ ขึ้นไปทีละขั้นทีละตอน ในที่สุดก็มาโผล่ข้างบน มองลงไปตามกรวยปล่องแล้วใจหวิว ๆ..ตั้งเกือบ ๒๐ เมตรได้ละมั้ง..?
            หายใจกันเต็มปอด ข้างบนนี้แทบไม่มีผลกระทบจากรังสีมฤตยูเลย ไม่เหมือนข้างล่าง ที่เดินหน่อยเดียวก็เหนื่อยแทบขาดใจ ที่นี่ปีนมาตั้งนาน ยังสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนปกติทุกอย่าง ไต่ขึ้นมาอีกหน่อยอาตมาก็ชะงัก..มีรอยสัตว์อะไรไม่รู้ เพิ่งลุกจากที่นอนไปแหม็บ ๆ..!
            คงไม่เป็นอันตรายหรอกน่า ว่าแล้วก็ปีนต่อ ช่วงนี้เป็นหินใหญ่สูงเลยหัว พออาตมาอาศัยแรงดีดตัวของยอดไม้ ส่งตัวขึ้นไปนอนพังพาบบนก้อนหิน ก็เห็นเวิ้งถ้ำไม่ใหญ่นัก ภายในมีขี้ของสัตว์บางชนิด สะสมรวมกันเป็นกระบุงโกย นี่คงเป็นที่ถ่ายประจำของมัน...
            สัตว์ป่าที่มีนิสัยถ่ายเป็นที่ มีเฉพาะแรดกับเลียงผา บนนี้ไม่มีทางที่เจ้ารถถังหุ้มเกราะจะขึ้นมาได้ ก็แปลว่าเลียงผา หลวงปู่บุดดาเคยบอกว่า คนจีนเอาขี้เลียงผามาชงกินแบบน้ำชา ใช้เป็นยารักษาโรค แต่ว่าถึงมันจะดูสะอาดและไม่มีกลิ่นก็เถอะ ถ้าให้เอาไปชงกิน อาตมาก็ขอสละสิทธิ์..!
            ไต่ขึ้นสูงไปพบถ้ำมีทางทะลุลาดลงไปในถ้ำเลียงผา เจ้านักไต่เขาคงขึ้นลงทางนี้แน่ ๆ ทางลาดลงนิดหนึ่ง มีต้นไม้ต้นเท่าน่องขึ้นอยู่ ๑ ต้น มีเถาไม้พันอยู่และเลื้อยไปเกาะตามโขดหิน ใบดูคล้ายปีกผีเสื้อสีเขียว ทั้งอ้วนทั้งหนาสวยน่าดูมาก “เถานมตำเลีย” แดงบอก...
            จากจุดนี้มีทางไม่ชันนัก ตรงไปถึงเชิงเขา คนละด้านกับที่เราขึ้นมา พวกสัตว์ป่าคงอาศัยขึ้นลงทางนี้ มองลงไปที่เชิงเขาเห็นต้นไม้เขียวขจี มีแนวลำห้วยอยู่ด้วย ถ้ำที่ท่านสมปองมาเอามรกตต้องอยู่ด้านนี้แน่ เพราะท่านบอกว่า มีลำห้วยไหลผ่าน ทางที่เราเข้ามาไม่มีน้ำซักหยด นอกจากน้ำในแท้งค์..!
            ปีนขึ้นไปจนสุดยอดดอย หินบนนี้คมมาก และไม่เย็นแบบหินภูเขาทั่วๆ ไป มันอุ่นผ่าว ๆ ไปทุกก้อน อาตมาคลี่จีวรที่สะพักไหล่ไว้ขึ้นมาห่ม หัวหน้าชาติชายเอากล้องที่แขวนคอมาถ่ายรูปให้ จีวรผืนนี้แม่เบ็ญถวายไว้เมื่อออกพรรษา ไปบุกบึงลับแลมาแล้วงานหนึ่ง...
            หัวหน้าชาติชายกับแดงปีนมาสมทบ บนยอดเขานี้เตียนโล่ง มีต้นไม้อยู่ต้นเดียว เป็นคนละยอดเขากับถ้ำที่เราพัก อาตมาชี้ให้ดูถ้ำที่ยอดเขาที่เราพัก ตกลงกันว่าไปสำรวจกันก่อน แล้วค่อยลงไปฉันเช้าข้างล่าง ว่าแล้วก็ปีนลงมายังตะพักล่าง ตรงนี้มีหินใหญ่ก้อนหนึ่งดูคล้ายหัวกบ...
            กล้วยไม้เหี่ยว ๆ ในซอกหินต้นหนึ่ง อุตส่าห์มาขึ้นถึงที่นี่ "เทียนเทวดาครับ ดอกสวยมาก" หัวหน้าชาติชายไขปัญหา ดูลู่ทางแล้วต้องปีนป่ายไปตามรอยต่อของยอดเขา หนามเล็บเหยี่ยวเต็มไปหมด กว่าจะลุยไปถึงถ้ำที่หมายตาไว้ ก็ครางอ๋อยไปตาม ๆ กัน...
            มีถ้ำอยู่ตรงหน้า ก่อนถึงถ้ำที่เห็นบนยอดเขา เลยเข้าไปสำรวจดู ทางขวามือของปากถ้ำ มีรูลึกเข้าไปในผนังกว้างเกือบฟุต ปากรูลื่นจนเป็นมันละเลื่อม "ใช่มันมั้ย..?" อาตมาถาม "มันละครับ ไอ้จิ้งเลื้อย" หัวหน้าชาติชายตอบ อาตมาเห็นรูก็หนาวแล้ว ทำไมตัวใหญ่นักละพ่อคุณ..!
            ถ้ำลึกเข้าไป ๓ – ๔ เมตรก็ตัน มีหินก้อนใหญ่ปิดทางไว้ หัวหน้าชาติชายไม่ยอมแพ้ ส่องไฟเข้าไปบนหินใหญ่ เห็นมีช่องพอเข้าได้ ก็มุดไปสำรวจ "โอ้โฮ..ไม่เข้ามาแม่ตีตายเลย" ป่าไม้จอมเฮี้ยบร้องลั่น พลางมุดหายไปทั้งตัว อาตมามุดตามเข้าไป เอ๊ะ..หินมันลื่น ๆ พิกล...
            ขอไฟฉายมาส่องดู แล้วก็นั่งตัวแข็ง..รอยไอ้จิ้งเลื้อยเอาพุงมาถูไว้ ลื่นเป็นเงาวับ รอยกว้างตั้ง ๑๕ – ๑๖ นิ้ว พุทโธ..ธัมโม..สังโฆ..! ตัวขนาดนี้มันกลืนเราคำเดียวเท่านั้น..แดงมองเข้าไปในความมืดตื๋ออย่างระแวง ขณะที่หัวหน้าชาติชายยกมือไหว้ บนบานศาลกล่าวอะไรหมุบหมิบอยู่คนเดียว..!?
            หินก้อนนั้นเป็นมรกตแน่นอน ถูกขัดจนเงาวับสีเขียวเข้มจนเกือบดำ เห็นอย่างนี้เข้าก็มุดต่อ ฝรั่งเขามีภาษิตว่า “ความอยากรู้อยากเห็นทำให้แมวตาย” แต่ทีมของอาตมา เคี้ยวว่าตายกลืนใส่พุงไปนานแล้ว ถ้ากลัวย่อมไม่มา เมื่อมาแล้วจะมัวกลัวอะไรกันอีกเล่า..?
            เข้าไปจนสุดก็ไม่เจออะไร นอกจากผนังถ้ำสีดำอมเขียว และหินงอกประหลาดคล้ายปะการัง สีเทาเงินสวยงามอย่างประหลาด มันต้องเป็นแร่อะไรซักอย่าง แต่ทั้งหมดไม่เคยรู้จักมาก่อน กลับมาถึงหินมรกต มีทางเลี้ยวซ้ายลึกเข้าไปอีก เอ้า..มุดกันต่อ...
            ลึกไม่ใช่เล่น ตลอดทางมีแต่ "ปะการังถ้ำ" พวกนั้น เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แล้วย้อนกลับทางเดิม เกือบหลงทางแน่ะ ต้องขอบคุณที่เจ้าจิ้งเลื้อยทำทางไว้ให้ ไม่อย่างนั้นงมทางกันแย่ ออกมาได้ก็โล่งใจ กลัวว่าเจ้าของบ้านกลับมาแล้วจ๊ะเอ๋กัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ตัวใครตัวมัน..!
            เล่นกายกรรมเลาะขอบเหวไปสู่ถ้ำที่หมายตาไว้ มีรอยปัสสาวะไว้ใหม่ ๆ กับรอยนอนจนพื้นเลื่อมเชียว ไม่กวางผาก็เลียงผา ถ้ำนี้ตื้นนิดเดียว มีปะการังถ้ำเหมือนกัน มีซอกหินแตกพอตัวลอดเข้าไปได้ อาตมามุดตามไป มันไปโผล่ที่ผาตัด ไม่มีทางไปต่ออีก...
            กลับกันทีหิวข้าวแล้ว ย้อนเลียบเหวกลับทางเก่า ลุยหนามมาถึงหินหัวกบ ไต่เหยียบยอดไม้ลงทางถ้ำเลียงผา ใช้กำลังภายในลงมาตามกรวยมหาประลัย ขาลงน่ากลัวกว่าขาขึ้นแฮะ ถึงปากถ้ำหารองเท้ากับ “ท่านใหญ่” จนเจอ ซุก “ท่านใหญ่” ไว้ที่เดิม ลงไปที่พักด้วยตัวเปล่ากัน...
            ถึงที่พักข้างล่างเกือบแปดโมงครึ่ง งัดเอาเสบียงกรังขึ้นมาเคี้ยวแข่งกันตุ้ย ๆ พระเจ้าถิ่นเดินมาบอกว่า "ตอนเช้าผมมาเรียกท่านไปฉันเช้าด้วยกัน แต่ไม่เจอ.." บอกท่านว่า เราไปบนยอดเขามา อุปาทานหรือเปล่าไม่รู้..? ที่ทำให้เราเห็นท่านมองมาอย่างหวาดระแวง..!
            อาหารเช้าเป็นพวกขนมแห้ง แดงแย่หน่อยที่อิ่มแล้วอยากบุหรี่ขึ้นมา แต่ตั้งใจเลิกแล้วเลิกเลย อยากก็ช่างหัวมัน ไม่สูบซะอย่างมีอะไรมั้ย..? อิ่มแล้วเข้าถ้ำไป ถ่ายรูป “หินเขียว” ก้อนมหึมาไว้เป็นหลักฐาน เวลาเล่าให้เขาฟังแล้วไม่เชื่อ จะได้มีรูปให้ดู...
            เก้าโมงเช้าขึ้นไปทางเก่า อาตมาเอาด้ามกลดทำไม้เท้า แบกน้ำมา ๒ ลิตร กับย่ามธุดงค์ใส่ของกระจุกกระจิก หัวหน้าชาติชายเอาหมูสวรรค์ใส่เป้ไป ๑ ก.ก. แดงอุตส่าห์แบก “ท่านใหญ่” ไปด้วย กะว่าถ้ามีทางลงด้านอื่น จะได้ไม่ต้องย้อนกลับทางเก่า ทุกคนสละรองเท้า ผูกติดตัวไปแทน...
            เกือบจะแย่..หลังจากรับส่งของกันเป็นช่วง ๆ อาตมาก็เพิ่มเป้ของหัวหน้าชาติชายไปอีกใบ ขณะที่ป่าไม้มือปราบช่วยดึงตัวแดงขึ้นมาจากปล่องกรวย อาตมาเหยียบยอดไม้ขึ้นถ้ำเลียงผาไปก่อน แรงดีดของยอดไม้ไม่พอส่งเพราะของหนัก พอเกร็งแขนโหนขึ้นไป ตะคริวก็กินไหล่ขวา..!
            ตายละวา..ของก็หนัก แขนก็เหลือข้างเดียว แขวนโตงเตงอยู่กลางอากาศ รวบรวมกำลังแขนซ้าย เหวี่ยงตัวขึ้นไป เจ้ากรรมแท้ ๆ มันดันติดเป้ของหัวหน้าชาติชาย กัดฟันข่มความเจ็บปวดของไหล่ขวา ใช้มือขวาช่วยทั้งที่ไม่มีกำลัง พลิกตัวตะแคงขวา ขึ้นไปได้แค่หน้าอก..!
            น้ำหนักทั้งหมดทิ้งลงบนอก เอาเท้ายันผนังดันตัวพรวดขึ้นไป..เฮ้อ..รอดตายไปอีกครั้ง..! ตะเกียกตะกายขึ้นไปได้ครบทั้งตัว ไม่มีชิ้นส่วนไหนหลุดหาย หัวหน้าชาติชายกับแดงตามมาถึง ทั้งสองคนไม่รู้ซักนิด ว่าอาตมาเพิ่งเก็บตกชีวิตคืนมาได้..!
            ปลดกระติกน้ำมาแบ่งกันดื่ม คืนเป้ให้หัวหน้าชาติชาย แล้วออกเดินทางต่อ มาติดแหง็กอยู่ตรงดงหนามเล็บเหยี่ยว มันเป็นผาตัดไม่มีทางขึ้น ขวามือเป็นถ้ำของเจ้าจิ้งเลื้อย ไม่มีทางขึ้นเช่นกัน ตรงหน้าเป็นต้นหนามแบบต้นงิ้ว ใหญ่เกือบเท่าน่อง..ปีนต้นงิ้วดูซักทีก็ดี..!
            ขยับหาจุดเหมาะ ๆ ที่กำแล้วหนามไม่ตำมือ ดึงตัวขึ้นไปทีละนิด ยิ่งขึ้นเจ้างิ้วนรกก็ยิ่งเล็กลง โธ่เอ๊ย..มันเถาเล็บเหยี่ยวต่างหากล่ะ เมื่อกี้เป็นโคนต้น จึงดูใหญ่อย่างกับต้นงิ้ว ดงหนามทั้งข้างบนข้างล่าง เกิดจากเจ้านี่แค่เถาเดียวเท่านั้น..!
            แง่หินแง่ไหนพออาศัยเกาะได้ ก็ละจากเถาหนามมาเกาะ จนถึงตอนหนึ่ง ข้างบนเป็นต้นไม้ขนาดขาอ่อน อาตมาถีบตัวเหินหาวขึ้นไปเกาะหมับอย่างกับตุ๊กแก โอ๊ย..ที่รัก รักเท่าชีวิตเลย ไม่รักได้ไง..ขืนไม่กอดเอาไว้ ตกลงไปคงต้องเกิดเป็นเต่าเท่านั้น เพราะกระดูกออกนอกเนื้อหมด..!
            ทางช่วงนี้ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายจริง ๆ เพราะบางช่วงบางตอน อาศัยแค่แตะ ๆ เพื่อเปลี่ยนแรงเท่านั้น อาศัยเกาะต้นไม้รับแพ็คหลังและเป้ จากทั้งสองคนที่ตามมา เหวี่ยงไปคาแง่หินเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ขยับตามลงไป พอหยั่งเท้าได้..นี่มันปากถ้ำนี่นา...
            เป็นซอกแตกไม่โตนัก แต่พอชะโงกดู มันมโหฬารเอาเรื่องทีเดียว ร้องหาไฟฉายจากหัวหน้าชาติชาย เสียงป่าไม้มือปราบตะโกนแว่ว ๆ มาว่า "ขอดูทางนี้ก่อน ทางนี้ก็มีถ้ำ.." แดงปีนตามเข้ามาอีกคน รออยู่เป็นนานสองนาน กว่าหัวหน้าชาติชายจะตามมา...
            "ถ้ำโน้นไม่ใหญ่นัก มีค้างคาวทำตาบ้องแบ๊วอยู่สี่ห้าตัว มันเห็นผมขวางทางอยู่ เลยไม่กล้าบิน.." อาตมารับไฟฉายมาแล้ว เดินเข้าถ้ำอย่างระมัดระวัง ทางซ้ายเป็นเวิ้งลึกคดเคี้ยว ไปได้ไม่นานก็ตัน ทางขวาเป็นท้องพระโรง มีหินงอกหินย้อยสวยงาม...
            ส่องไฟลงบนพื้น ประกายสีเขียวสว่างเรือง แดงหยิบมาก้อนหนึ่ง งัดมีดสารพัดประโยชน์ขึ้นมา เอาอันที่เป็นใบเลื่อยลองเลื่อยดู เนื้อข้างในยังเป็นสีเทาอมขาวอยู่ คริสโซ่แบริ่วทั้งนั้น ยังแปรสภาพไม่เต็มที่ องค์การนาซ่ารับซื้อกิโลกรัมละ ๑ ล้านดอลลาร์แน่ะ..!
            ออกมาพิจารณาทางขึ้นยอดเขา ตอนอยู่บนเขาหัวกบ เห็นทางซ้ายพอไปได้ พอมาถึงตรงนี้ มันไม่มีทางเอาซะเลย ปรึกษากันตกลงว่าลุยขึ้นไปตรง ๆ นี่แหละ พินัยกรรมทำกันไว้นานแล้วนี่นา ตายก็ช่างมัน ไม่มีใครมาเห็นศพหรอก เอ้า..หน้าเดิน เอ๊ย..หน้าปีน..!
            อาตมานำหน้าตามเคย อาศัยต้นไม้เท่าน่องต้นหนึ่ง ปีนเดียะขึ้นไป เคยเป็นลิงมาก่อนก็สบายอย่างนี้แหละ..สละต้นไม้เกาะแง่หินแทน หินบนนี้คมเป็นใบมีดโกนทั้งนั้น ซ้ำอมความร้อนจากดวงอาทิตย์จนร้อนฉ่า ทรมานอย่างกับอยู่ในนรก..สมน้ำหน้า..เสือกมาเอง..!
            ไต่ไปตามแง่หินที่นอกจากนกแล้ว คงไม่มีสัตว์ชนิดใดเสี่ยงขึ้นมา นอกจากคนบ้า ๆ บวม ๆ สามคน ยันตัวขึ้นช่วงสุดท้าย เฮ้ย..หินมันขยับได้..คะเนแล้วอาศัยเปลี่ยนแรงได้ เกาะนิดเดียวใช้กำลังข้อโยนตัวขึ้นไป รับเป้กับแพ็คหลังมา ปล่อยหัวหน้าชาติชายยึกยักอยู่นาน กว่าจะตะกายขึ้นมาได้...
            หินบนนี้เป็นสันคมกริบทั่วไปหมด สีเทาดำแบบเหล็กหล่อ แบริ่วทั้งนั้น..! ดู ๆ ไปเหมือนพื้นที่บนดาวหลุมดำเลย ซ้ำยังร้อนระอุด้วยแดดเพล ทิ้งของไว้แล้วปีนอีกนิดก็ถึงยอดสูงสุด สำรวจภูมิประเทศโดยรอบ มีภูเขาแบบเดียวกันล้อมอยู่อีกสามลูก...
            ถ้าจำไม่ผิด ยูเรเนียมปอนด์ละ ๑๐ ล้านดอลลาร์ แบริ่วกิโลกรัมละ ๑ ล้านดอลลาร์ มรกตกะรัตละ ๘๐,๐๐๐ บาท เรากำลังเหยียบอยู่บนขุมสมบัติมหาศาลที่ประเมินราคาไม่ได้ หัวหน้าป่าไม้งัดกล้องถ่ายรูปออกมา นายแบบจำเป็นโพสท์ท่าให้ถ่ายรูปเป็นการใหญ่...
            ทางที่เราทิ้งรถบุกเข้ามา เป็นช่วงกระหนาบของเขาสองลูกพอดี "ทางขวาเป็นทิศตะวันออก ทางซ้ายเป็นทิศตะวันตก ทิศเหนือกับทิศใต้ไม่ได้อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของเรา ทิศเหนือคงจะอยู่ตรงหัว และทิศใต้คือใต้ภูเขาลูกนี้" อาตมาคำนวณทิศแม่เหล็กโลกให้ฟัง...
            "กระแสพลังจะกระจายเป็นรูปโค้ง จากขั้วเหนือสู่ขั้วใต้ เรายืนอยู่บนขั้วจึงไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนเดินมาสู่ถ้ำ เราฝ่ากระแสพลังจากภูเขาสองลูกที่มาชนกันพอดี มันถึงแย่ขนาดนั้น ทางที่เราเข้ามามันประตูนรกดี ๆ นี่เอง..!" อาตมาเห็นไม่มีใครค้านก็ว่าไปเรื่อย...
            ดูจนพอใจก็มาสนใจกับยอดเขาใต้เท้าตนเอง ที่ว่าไม่มีสัตว์ชนิดใดมาได้ คงคิดผิดซะแล้ว มีรอยขี้ตุ๊กแกอยู่ ๒ – ๓ แห่ง กับเปลือกหอยทาก ๓ – ๔ เปลือก มีไทรข้าวสารแกร็นแบบบอนไซอยู่กระจุกหนึ่ง ใช้เป็นที่หลบแดดได้ ใต้ต้นไทรเป็นรอยหินแตกกว้างคล้ายถ้ำ...
            แดงบ่นหิว..คนอดบุหรี่มักหิวง่าย หัวหน้าชาติชายงัดเอาหมูสวรรค์มาแบ่งกัน กินไปได้ไม่ถึงสองขีด มันทั้งแข็งทั้งเหนียว เคี้ยวแล้วให้สงสารฟันตัวเอง น้ำเหลือแค่คนละอึกเดียว ถ้าหาทางลงไม่ได้ ก็แห้งตายเป็นมัมมี่เพราะขาดน้ำอยู่ตรงนี้แหละ..!
            ปกติสูตรของการขึ้นเขาคือ ขึ้นมาแล้วให้หาทางลงที่ง่ายกว่า แต่ใช้สูตรนี้กับที่นี่ไม่ได้ มันไม่มีทางไปเอาเลย ต้องย้อนกลับทางเดิม เอาชีวิตไปแขวนกับจมูกมัจจุราชอีกหน ขาลงลำบากกว่าหลายเท่า อาตมาต้องล่วงหน้าไปเป็นบันได ให้เขาเหยียบมือลงมา..!
            ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน รู้ใจยิ่งกว่าคู่บั๊ดดี้ของทหารซะอีก ไม่มีใครเป็นภาระของใคร นี่แหละ..หลวงปู่บุดดาบอกว่า “คนเราถ้าธรรมไม่เสมอกัน มันไปด้วยกันไม่ได้” เราทั้งสามมีความบ้าเสมอกัน มันเลยไปกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ลองว่าลุยแล้วถอยไม่เป็น...
            กว่าจะถึงถ้ำที่พักก็บ่ายโมงตรง ซัดน้ำในแท้งค์ไปคนละขันสองขัน เก็บข้าวของสัมภาระ กราบลาเจ้าถิ่น แดงถวายบุหรี่กับท่าน อธิษฐานขอเลิกอย่างเด็ดขาด เหวี่ยงของขึ้นบ่า เตรียมเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลของกัมมันตภาพรังสี อย่างดีก็แค่ตาย..!
            เดินออกมาอาการหอบสักนิดก็ไม่มี สบายดีจนน่าแปลกใจ ถึงกระท่อมหลังเดิม มีเสียงร้องทักอย่างดีใจดังออกมา พอเจ้าของเสียงโผล่มาให้เห็นสารรูปก็ตกใจ เขามีแต่หนังหุ้มกระดูกจริง ๆ นี่เขาจะทราบหรือเปล่าว่า มันเป็นผลของการมาทำไร่อยู่ที่นี่..!
            ชายผู้น่าสงสารพยายามนิมนต์ให้อยู่ก่อน เขาบอกว่าเมื่อวานมัวแต่ไปเฝ้าไร่อยู่ เพราะกลัวลิงมาทำลายพืชผล เลยไม่มีโอกาสได้ทำบุญ แต่พวกเราจะรีบไปงานวันเกิดของหลวงปู่บุดดา ขอผลัดเป็นโอกาสหน้าดีกว่า เขาได้แต่ยืนมองพวกเราจากมาอย่างเสียดาย...
            เดินแค่ ๑๕ นาทีก็มาถึงรถ มันไปเร็วจนยั้งตัวแทบไม่อยู่ ไม่มีอาการเหนื่อยใด ๆ ทั้งสิ้น คงเป็นเพราะถูกรังสีผลักออกมา วันก่อนเดินสวนทวนกระแสคลื่นเข้าไป จึงลำบากแทบล้มประดาตาย มาวันนี้ไปตามน้ำเลยสบาย ถึงที่หมายเร็วกว่าปกติ...
            ลาก่อน..ถ้ำมรกต คงได้พบกันในโอกาสหน้า แดงบึ่งรถแข่งกับเวลา กลัวจะไปไม่ทันงานหลวงปู่ อาตมาจำทางไปด้วยอธิษฐานขอหลวงปู่ให้รอพวกเราด้วย เห็นภาพหลวงปู่ชัดเจนแจ่มใส เสียงท่านบอกว่า “มาเถอะลูก..” อาตมาเกิดปีติจนหลุดคำว่า "มาเถอะลูก.." ออกมาดัง ๆ...
            ด้วยความเร็ว ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง สองชั่วโมงก็มาถึงวัดท่าซุง เก็บข้าวของเรียบร้อย อาบน้ำเปลี่ยนผ้าครอง ดองเค็มมาสองวันกับหนึ่งคืนแล้ว จากนั้นแดงก็แข่งพายุไปวัดหลวงปู่ ถึงวัดสี่โมงครึ่ง หลวงปู่เห็นก็เรียกเข้าไปทันที...


กราบทำบุญวันเกิดหลวงปู่บุดดา ถาวโร


            กราบลงกับตักพร้อมถวายปัจจัยไทยธรรมทำบุญ หลวงปู่ลูบหัวลูบหลังอวยชัยให้พร หัวหน้าชาติชายถ่ายรูป ท่านให้ถ่ายหุ่นขี้ผึ้งไว้ด้วย พอทั้งสองคนทำบุญเสร็จ หลวงปู่ก็เลิกรับแขกเข้ากุฏิไปพักผ่อน ท่านรอพวกเราทั้งสามคนจริง ๆ สาธุ..ความเมตตาของหลวงปู่ยากจะหาใดเปรียบปาน...
            กลับทางวัดสิงห์ อาตมาถามแดงว่า การผ่านบึงลับแลกับถ้ำมรกต อันไหนแย่กว่ากัน..? "พอกันครับ..เพียงแต่บึงลับแลเย็นจนหมดแรง ส่วนถ้ำมรกตร้อนจนหมดแรง.." แสดงว่าภายในบึงลับแลอาจจะมีกัมมันตภาพรังสีบางอย่าง เช่นเดียวกับถ้ำมรกตเป็นแน่...
            เติมน้ำมันที่ปั๊มวัดสิงห์ อาตมาเป็นคนจ่าย เพราะตอนเติมที่ด่านช้างหัวหน้าชาติชายแย่งจ่าย ปรึกษากันว่าจะหาเครื่องมือวัดรังสีให้ได้ แล้วจะย้อนไปพิสูจน์กันอีกที คราวนี้จะเข้าทางถ้ำด้านที่มีลำห้วย ที่ท่านสมปองเข้าไปมาแล้ว งวดนี้ฉุกละหุกเข้าไปสำรวจไม่ทัน...
            แวะกราบทำบุญกับหลวงพ่อวัดปากคลองมะขามเฒ่า ท่านจัดงานปริวาสอยู่พอดี พบพระที่รู้จักหลายองค์ คุยกันครื้นเครงไปเลย เป็นการปิดท้ายได้ยอดมาก เพราะได้ทำบุญกับพระที่เป็นพระจริง ๆ ทั้งสองราย คือ หลวงปู่บุดดา และหลวงพ่อวัดปากคลองมะขามเฒ่าองค์นี้...
            สุดท้ายนี้ขอท่านผู้อ่านทุกท่านเป็นผู้มีความเป็นอยู่ที่คล่องตัว มีความปรารถนาที่สมหวังจงทุกประการเทอญ...สวัสดี

๙ มกราคม ๒๕๓๔
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

บันทึกเพิ่มเติม
            อาตมาลงมารับหลวงพ่อ ที่กลับจากการเดินออกกำลัง โดยมีผู้ติดตาม ประกอบ ด้วย พระใบฎีกาประทีป อตฺถทสฺสี พระสมุห์บัญชา สุขปญฺโญ พระปลัดวิรัช โอภาโส นายดาบตำรวจตระกูล เปาริก และนายวิม ทรัพย์ศรี ยามรักษาการณ์ของวัด...
            ทันทีที่เห็นหน้า หลวงพ่อก็ถามทันทีว่า "เล็กเอ้ย..ไปดูยูเรเนียมที่ไหนมาหว่า..?" เป็นอย่างไร..? เรื่องที่หลวงพ่อไม่รู้เป็นไม่มี ท่านรู้ทุกเรื่องจริง ๆ เว้นแต่จะพูดหรือไม่เท่านั้น ใครอย่าคิดปิดซะให้ยาก..เสียเวลาเปล่า ๆ

"ที่..(ชื่อสถานที่)..ครับหลวงพ่อ"
"ใช่..ใช่..ถ้าเป็นที่นั่นก็ถูกต้อง"


            หลวงพ่อรับรองพลางเล่า(ยืนคุยกัน)ว่า หลายปีมาแล้วมีคนมาถามว่า "เมือง ไทยมียูเรเนียมหรือไม่..?" หลวงพ่อเลยบอกเขาว่า "มีเยอะแยะไป ที่..(ที่อาตมาไป)..มีถมไป" แต่ว่าเป็นการ “รู้เห็น” โดยไม่ใช่กายเนื้อ อาตมาไปมาก็ดีแล้ว จะได้มีผู้ยืนยัน...
            "เพื่อนที่ไปด้วยกัน ขนาดพกพระหางหมากไปตั้ง ๙ องค์ ยังเดินเข้าไปแทบไม่ไหวแน่ะครับ" หลวงพ่อหัวเราะชอบใจ "นั่นเป็นอานุภาพของพระท่านแสดงออก เพราะไม่อยากให้เราเข้าไปรับอันตรายจากรังสี" “หน้าแตก” ไปตามระเบียบซิ “หมอเดา” อย่างเรา...
            อุตส่าห์คำนวณทิศแม่เหล็กโลก คิดว่าเป็นอานุภาพของรังสี กลายเป็นพุทธานุภาพไปซะฉิบ..หลวงพ่อถามว่าทำไมพกไปตั้ง ๙ องค์ อาตมาตอบว่า "เผื่อเหนียวครับ" เรียกเสียงฮาครืนจากรอบด้าน กราบเรียนถามว่า "ถ้าผมเอาออกมาจะมีอันตรายไหมครับ..?"
            หลวงพ่อเมตตาตอบว่า.. "เขาต้องใช้เครื่องมือชนิดหนึ่ง ยิงบังคับรังสีของมัน ให้หดเข้าไปในก้อนแร่ แล้วบรรจุในภาชนะที่ทำพิเศษ ไม่ให้รังสีรั่วออกมาทำอันตรายได้"
            อาตมานึกถึงร่างที่มีแต่หนังหุ้มกระดูก ของเจ้าของไร่มะขามหวาน นั่นต้องเป็นอันตรายจากรังสีแน่ ๆ จะมีชีวิตอยู่รบกับลิงไปอีกกี่วันก็ไม่รู้..?
            ส่งหลวงพ่อขึ้นที่พักแล้ว อาตมาก็พิจารณาตัวเอง เห็นผิวมันเกรียม ๆ พิกล แฮ่..จะถึงตายมั้ยเนี่ย..?!?

๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ