บึงลับแล (๒)

            อาตมาเกิดมาประจวบกับธาตุลม ดังนั้นมักจะอยู่ไม่ติดที่ ต้องออกไปร่อนอยู่เสมอ เมื่อแม่เบ็ญ (อาจารย์เบ็ญจา วิบูลย์พันธุ์) นิมนต์มาในงานวันเกิด อาตมาก็วางแผนเข้าป่าไว้ล่วงหน้าแล้ว...
            กราบลาหลวงพ่อ นั่งรถทัวร์มาลงขนส่งหมอชิต หัวหน้าชาติชาย (คุณชาติชาย ลือพาณิชย์กุล) ป่าไม้ตงฉิน กับนายอ้วนพนักงานขับรถมารอรับอยู่แล้ว บอกว่ามารอก่อนสิบโมงเช้าแน่ะ...
            มีรุ่นพี่ป่าไม้ของหัวหน้าชาติชาย ซึ่งบวชพระอยู่ ๑ พรรษา ขออาศัยรถไปลงที่วัดโสมนัสด้วย พระพี่ท่านกำลังฟุ้งเต็มที่ อาการแบบนี้ถ้าไม่อาศัยกรรมฐานเข้าช่วย เห็นสึกมามากต่อมากแล้ว...
            ถึงบ้านแม่เบ็ญที่อู่ทอง ยังหายใจไม่ทันทั่วท้อง พี่มุกดา (คุณมุกดา เพชรชื่นสกุล) ก็พาลูกปลา (ปราณี ขวัญเพ็ญ) ลูกสาวคนเล็กของอาตมา หอบผ้าผ่อนอย่างกับจะย้ายบ้านมาถึง...
            จุ๋ม (เบญจรัตน์ วิบูลย์พันธุ์) กับจุ๊บ (เบญจพร วิบูลย์พันธุ์) ทำหน้าที่บริการ จัดหาน้ำท่าเลี้ยงแขก และเตรียมที่หลับที่นอนให้ แม่มีลูกสาวดีแบบนี้ ยังหาเรื่องมาบ่นได้ไม่เว้นวัน...
            สองทุ่มกว่าน้าเล็ก (อาจารย์จารุวรรณ ศรีแสงจันทร์) ตามมาสมทบอีกราย ทั้งที่เพิ่งจากกันมาแหม็บๆ พอได้เจอหน้ากัน ก็มีเรื่องสารทุกข์สุขดิบมาเล่าสู่กันฟัง จนหมดแรงหลับกันไปเอง...
            ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ลูกปุ๋ม (ชุติมา นฤภัย) ลูกสาวคนรองก็รีบมาหา เช้านี้เลี้ยงพระ ๑ องค์ คืออาตมาเอง มีอาจารย์ลูกคิด แก้วสระแสน เพื่อนซี้ของแม่เบ็ญมาเป็นแม่ครัวใหญ่ รับรองว่าเชลล์ไม่ต้องชิมก็อร่อย...
            หมอเพชร (ท.พ.เพชรไพฑูรย์ จันทร์ชูเชิด) หมอฟันผู้ใจดี พาเกียง (มาลินี ตีรเลิศพานิช) มาถึงตอนสิบโมงเช้าพอดี งวดนี้หมอขอเบี้ยวงานตามไปด้วย หลังจากปล่อยพวกเราไปสนุกกันมาหลายงวดแล้ว...
            หลังเพลแม่ถวายสังฆทานวันเกิด อาตมาให้พร แล้วพรมน้ำมนต์ที่ถูกขอให้ทำขึ้นแบบกะทันหัน แล้วบอกลาเจ้าภาพเตรียมหนีเที่ยว มีน้าเล็กหลงคารมพี่มุกดาตามไปด้วยอีกคน สนุกกันซะให้เข็ด..!
            แวะรับจ่าไก่ (พ.อ.อ.จารุวัตร อ่ำขำ) กับจ่าชิต (พ.อ.อ.พิชิต ขันธ์โพธิ์น้อย) สองทหารฟ้าที่ปากทางเข้าวัดเขาพระ ขึ้นไปอัดกันเป็นปลากระป๋องท้ายรถ คงได้ร้อนตับแตกกันบ้าง...
            จ่าไก่เคยบวชที่วัดท่าซุง ๑ พรรษา ขอตามอาตมาตั้งแต่สมัยยังบวชอยู่ แต่อาตมาปฏิเสธเรื่อยมา จ่าชิตสอบนายทหารได้แล้ว กำลังรอติดยศอยู่ มีโครงการจะลาบวชปีหน้า เลยมาขอลองกำลังใจก่อน...
            ทั้งสองบอกว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อวาน ไปนอนโรงแรมจิ้งหรีดมา ๑ คืน แล้วมารอที่ปากทางเข้าวัดแต่เช้า เพราะลืมที่อาตมานัดไว้ตอนเที่ยง รอกันอานไปเลย สมน้ำหน้า..!
            เข้าเมืองกาญจน์ทางสามแยกจระเข้ ก่อนถึงตัวเมืองประมาณ ๘ ก.ม. “เจ้าถิ่น” แห่กันมาต้อนรับเพียบเลย อาตมาขอให้คณะทุกคนเดินทางกลับไปโดยปลอดภัย ทุกท่านรับปากด้วยดี..ขอบพระคุณเป็นที่ยิ่ง...
            แวะซื้อของในเมืองนิดหน่อย แล้วเดินทางต่อ ก่อนถึงไทรโยคน้อย ๑๐ ก.ม. หัวหน้าชาติชายซึ่งเป็นโชเฟอร์ เลี้ยวซ้ายเข้าปากทางเข้าวัดช่องแคบ บอกว่าจะพาไปดูสำนักแม่ชีที่น่าสนใจมาก ๆ แห่งหนึ่ง...
            ผ่านวัดช่องแคบ เลี้ยวซ้ายข้ามทางรถไฟ อาตมาเห็นเทวดาในชุดขาวสะอาด เดิน ลงจากยอดเขามารับ องค์ท่านใหญ่โตมาก ยอดเขาสูงลิบ ท่านก้าวแค่ครึ่งก้าวก็ถึงพื้นแล้ว..!
            แสดงความเคารพท่านในใจ แผ่ส่วนกุศลให้ ขอเข้าไปชมพื้นที่ในความรับผิดชอบของท่านหน่อย มุ่งตรงไปอีกนิดหน่อย สิ่งก่อสร้างปรากฏแก่สายตา ป้ายชื่อใหญ่โตเขียนว่า “เกาะมหามงคล”


เกาะมหามงคล


            เข้าห้องน้ำแล้ว หัวหน้าชาติชายพาเดินขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำแควน้อย ตรงไปยังเกาะมหามงคล แค่เห็นสะพานอาตมาก็ยอมแพ้ ชาตินี้ให้สร้างสะพานแค่นี้ อาตมาก็ไม่มีปัญญาแล้ว..!
            แม่น้ำแควน้อยช่วงนี้กว้างเป็นร้อยเมตร ตัวสะพานเป็นโครงเหล็กปูแผ่นไม้ ติดตั้งอยู่บนทุ่นเหล็กลอยน้ำขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงยาวประมาณ ๑๐ เมตร ร้อยติดกันด้วยห่วงเหล็ก...
            มีเครื่องกว้านสำหรับปรับระดับสะพาน ติดตั้งทั้งหัวท้าย ไม่ว่าจะน้ำขึ้นน้ำลงขนาดไหน ก็สามารถปรับตัวสะพานให้ได้ระดับอยู่เสมอ บนราวสะพานติดธงธรรมจักร และธงไตรรงค์ พลิ้วไสวในสายลม...
            ตรงไปยังที่รับแขก มีอุบาสิกาสองท่านมาต้อนรับ จัดหาน้ำมาให้ดื่ม เอาแผ่นชาร์ตที่แสดงผลงานของท่านเจ้าสำนักมาให้ดู จึงพอทราบประวัติของท่านเจ้าสำนักอย่างคร่าวๆ ดังนี้...
            ท่านเจ้าสำนักมีนามว่า “บงกช” ซึ่งผู้มารับการอบรมจากท่าน พากันเรียกท่านด้วยความเคารพว่า “พระแม่” เดิมเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยที่อรัญประเทศ จ.ปราจีนบุรี มีสามีเป็นปลัด มีบุตรกำลังน่ารักน่าชัง...
            เกิดเบื่อหน่ายทางโลก จึงขออนุญาตท่านปลัดออกบวช เพื่อแสวงหาธรรม มาอยู่ที่นี่ ๔ ปีแล้ว โดยท่านพระครูสมุห์เอี่ยม สิริวณฺโณ เป็นผู้ส่งมายังที่นี้ เริ่มการก่อสร้างและสอนธรรมเรื่อยมา...
            ตอนนี้เป็นเวลาที่ท่าน “ปิดวาจา” ไม่พูดคุยกับใคร ซึ่งในแต่ละวันท่านจะปิดวาจาเช่นนี้หกชั่วโมง จึงขอให้อุบาสิกานำชมสถานที่กันก่อน เพื่อว่าถึงเวลา “เปิดวาจา” จะได้พบกับท่านบ้าง...
            ตัวเกาะเป็นครึ่งวงกลม ด้านหลังอิงภูเขา มีสิ่งปลูกสร้างสวยงาม ๓ – ๔ หลัง ปลูกต้นไม้และหญ้า ร่มรื่นสวยงาม มีการฝังท่อน้ำระบบประปาไปทั่วทั้งเกาะ อุบาสิกาหลายท่าน รดน้ำต้นไม้อยู่อย่างขะมักเขม้น...
            ช่วงหลังของเกาะเป็นเนินติดภูเขา บนเนินกำลังก่อสร้างเพิงเล็ก ๆ สำหรับแขวนกลดเวลาธุดงค์ พวกเราแวะชมศาลาหลังใหญ่ ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ มีรูปปั้นหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อยู่ด้วย...


พระประธานเกาะมหามงคล


            พื้นศาลาเป็นไม้กระดานหน้ากว้างเป็นเมตร หัวหน้าชาติชายยิ้มแห้ง ๆ พิกล หากอาตมาเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็คงจะยิ้มลักษณะเดียวกัน เพราะของมันเห็นอยู่ตำตา แต่หมดปัญญาจะป้องกัน...
            ด้านติดภูเขาเป็นป่าช้า มีศพหญิงสาวผู้หนึ่งบรรจุไว้ในโลงแก้ว ให้ผู้มาได้พิจารณาอสุภกรรมฐาน มรณานุสติ หรือปลงธรรมสังเวช มีผู้มาขอส่วนกุศลมากมาย อาตมาอุทิศให้กราดไปเลย...
            มีกุฏิไม้ของท่านเจ้าสำนักหลังหนึ่ง และมีทางขึ้นไปบนเขา สำหรับผู้จะขึ้นไปปฏิบัติ มีการกำหนดว่าจะไม่พูดกี่วัน ไม่อาบน้ำกี่วัน แบบนี้ถ้าอาตมาเข้าปฏิบัติ คงอกแตกตายแน่ เพราะถนัดที่จะจ้อทั้งวัน..!
            ดูแค่ผ่าน ๆ แบบขี่ม้าชมดอกไม้ แล้วได้ผลสรุปสำหรับตนเองว่า รูปแบบภายนอกคล้ายกับวัดธรรมกาย การปฏิบัติคล้ายกับสำนักสันติอโศก ส่วนที่หมอเพชรวิจารณ์ตรงๆ ไม่ขอกล่าวถึง
            ถึงเวลา “เปิดวาจา” แล้ว แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านเจ้าสำนักอยู่ที่ไหน พวกเราเลยลากลับ มีโยมผู้ชายคนหนึ่งขอยืมสายพ่วงแบตเตอรี่ เพราะรถของเขาไฟหมด จึงสงเคราะห์ไปตามกำลัง...
            กำลังจะข้ามทางรถไฟ อาตมาเห็นหัวรถจักรอยู่ห่างแค่ ๗ - ๘ เมตร กำลังจอดนิ่งอยู่ จึงพยักหน้ากับหัวหน้าชาติชายว่า “ไปได้” ป่าไม้จอมเฮี้ยบก็เข้าเกียร์ นำรถคลานข้ามทางรถไฟอย่างนิ่มนวล...
            เสียงหวีดร้องลั่นไปทั้งคันรถ เกียงทุบกระจกโครม ๆ นึกว่าใครตกลงไปให้รถไฟเหยียบซะแล้ว พอเหลียวดูก็ใจหายวาบ..ม้าเหล็กทั้งขบวนห่างจากท้ายรถนิดเดียว ซ้ำเปิดหวูด “ด่าแม่” ดังสนั่นหวั่นไหว..!
            นี่มันเกิดอะไรขึ้น..? มาภายหลังจึงจับความได้ว่า รถไฟมันก็มาเต็มสปีดของมัน อาตมากลับเห็นว่ามันจอดนิ่งอยู่กับที่ สงสัยอยู่เหมือนกันว่าไม่มีสถานีแถวนี้ซักหน่อย แล้วมันมาจอดทำไม..?
            ส่วนหัวหน้าชาติชายสารภาพว่า “ผมไม่เห็นมีอะไรเลย..!” มิน่าล่ะ..ถึงได้คลานข้ามนิ่มนวลขนาดนั้น ทำเอาญาติโยมด้านหลังหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่รางรถไฟ นิพพงนิพพานหายเกลี้ยงเลย..!
            ดีเหมือนกัน..ได้ปลุกประสาทกันบ้าง ไม่อย่างนั้นไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น เดี๋ยวจะประมาท ลืมมรณานุสติ ลืมนิพพานกันหมด มีของหวาดเสียวมากระตุ้น จะได้ชัดเจนแจ่มใสขึ้น ใสแบบเหงื่อท่วมตัวไงล่ะ..!
            อะไรที่มันแล้วก็ให้แล้วๆ กันไป ว่าแล้วก็ไปต่อแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาถึงปากทาง เข้าสถานีวิจัยเพื่อรักษาต้นน้ำแม่กลอง บ่ายสี่ครึ่งพอดี แต่คนนำทางไปไหว้รอยพระพุทธบาท ไม่เห็นมาตามนัด...
            เข้าปั๊มเติมน้ำมันรถ ส่วนคนก็ถ่ายน้ำเก่าเติมน้ำใหม่ เสร็จแล้วหัวหน้าชาติชายก็ออกรถ มีแต่ผู้หญิงอยู่บนรถสามคน ผู้ชายสี่คนถูกทิ้งเกลี้ยงเลย มันชักจะเบลอได้ที่แล้ว..!
            ย้อนกลับมารับใหม่ แล้วไปขอยืมวิทยุตำรวจเรียกเข้าไปในสถานี แต่วิจัย ๒ ปล่อยให้วิจัย ๙ แหกปากว.๒ ไปฝ่ายเดียว ไม่ตอบมาซักแอะ จะ ว.๑๒ หรือ ว.๖๐๔ อยู่ก็ไม่รู้ เรียกจนหมดอารมณ์ไปเอง..!
            เอ..? หรือว่าเป็นฝีมือของน้องแสงชัย (แสงชัย เพชรชื่นสกุล) เขาจะมาคืนนี้ คงกลัวเราไปไหว้รอยพระพุทธบาทก่อน เลยอธิษฐานดักเอาไว้ ถ้าเล่นกันแบบนี้ คงต้องเหยียบคอต่อกันแล้วมั้ง..?
            ไปที่ ร.ร.ร่มเกล้า ขอให้ครูใช้เสาสูงเรียกให้ที ผลก็เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเรียกวิจัยหรือพุถ่อง ก็เงียบสนิท ไม่ ว.๒ ว.๘ เอาซะเลย ตกลงไปนอนที่ผาตาดดีกว่า รอยพระพุทธบาทไว้ว่ากันพรุ่งนี้แล้วกัน...
            เข้าสถานีวิจัยไผ่ผาตาด เหลืออีกก.ม.กว่าๆ รถก็พัง คลัชจับไม่ติด กำลังขึ้นเนินพอดี รถไหลถอยหลังท่าเดียว อาตมาเปิดประตูรถ โดดลงไปคว้าหินมารองล้อจนหยุด แต่ว่าช่วยกันเข็นขึ้นเนินไม่ไหว มันอะไรกันนักหนา..!
            สละรถ..ย่ำต๊อกกันไป งวดนี้ทำไมถึงมีแต่อุปสรรคอย่างนี้ก็ไม่รู้ เห็นทีต้องจับสลาก หาตัวกาลกิณีซะแล้วละมั้ง..? ขนาดรถเสียยังไปถึงสถานีหกโมงเย็น ตรงเวลานัดพอดีเลย...
            หัวหน้าชาติชายให้คนงานเอามอเตอร์ไซค์ไปขนกระเป๋าขึ้นมา แล้วไปตามช่างมาซ่อมรถ พอได้กระเป๋าก็อาบน้ำอาบท่า แล้วนั่งโจ้อาหารเย็นกัน โดยมีอาตมากับพวกศีลแปดนั่งมองตาปริบ ๆ...
            จวนจะอิ่มก็พอดีคนนำทางโผล่มาถึง เจริญดีนะเอ็งนะ..นัดสี่โมงครึ่งเสือกมาซะทุ่มครึ่ง ไม่ค่อยจะผิดเวลาเลยนะ..เอ้า..รีบกินข้าวซะ.. ความจริงมันน่าจะปล่อยให้อดซะให้เข็ด...
            หลังอาหารก็เป็นรายการเพชรไพฑูรย์โชว์ สาธิตการดูลายมือโดยหมอเพชร ยิ่งดูก็ยิ่งแม่น น้าเล็กเตรียมตัวเป็นเศรษฐีนีน้อย ๆ ตามคำทำนาย ส่วนอาตมาได้ยินคำทำนายแล้วสะดุ้งแปดตลบ...
            หมอเพชรบอกว่า อีกสามปีอาตมาต้องออกจากวัด..! แฮ่...แบบนี้ก็แปลว่าถูกขับออกมาแน่ ๆ..! ทุกวันนี้ก็ก่อกวนจนวัดแทบถล่มทลาย เขาเอาปูนหมายหัวไว้แล้ว ถึงดูแม่นก็น่าจะช้ากว่านี้หน่อยนะหมอนะ...
            บอกกล่าวบรรดาเจ้าที่เจ้าทางแล้วเข้านอน ทีแรกจะไม่กางมุ้ง แต่ยายปูแม่ครัวทีเด็ดขู่ว่า “ยุงที่นี่มาเลเรียทุกตัว” ทั้งที่เรากินยาป้องกันไว้แล้วก็ไม่อยากเสี่ยง ตายไม่กลัว แต่กลัวทรมานจ้ะ...
            ห้าทุ่มครึ่งน้องแสงชัยกับแดง (มงคล จอมผา) ยอดโชเฟอร์ก็มาถึง เล่าว่ากำลังง่วงนอน เจอทีเด็ดลูกชายขุนแผนเข้า หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ท่านเป็นพรหมชั้นที่ ๗ เชียวนะ อย่าทำเป็นเล่นไป..!

************************


            ตีสี่เตรียมพร้อม พอจะออกเดินทางแม่ครัวทีเด็ดบอกว่า “ข้าวดิบ” ให้ดิ้นตายใครมันตามแกล้งซะจริง ต้องเอาข้าวเย็นที่เหลือบรรจุกล่องโฟมแทน ให้ตัวกาลกิณีกินข้าวเย็นซะให้เข็ด..!
            ไปอาบน้ำพุร้อนกันก่อน ปล่อยเขาลงไป “ลวกไข่” กัน อาตมาซุ่มรอพวกทำไม้ ถ้าสะกดรอยตามมา จะขอกระจกรถมันไว้เป็นที่ระลึกซักแผ่น ปรากฏว่าไอ้พวกนี้นกรู้ ไม่ยอมโผล่มาแม้แต่เงา..!
            ฟ้าเริ่มสว่างก็ออกเดินทาง เลี้ยวเข้าซอยพระบาท ทางฝุ่นทั้งนั้น ปิ๊คอัพของแดงไม่มีหลังคาซะด้วย ได้กินฝุ่นกันอิ่มบ้างละ.. นายชอบคนนำทางน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นนายผิด บอกเลี้ยวครั้งแรกก็หลงมาออกถนนใหญ่เลย..!
            กลับเข้าไปใหม่ พอถึงทางแยกนายชอบชี้ทาง อาตมาเห็นชัดเลยว่าเป็นการชี้แบบขอไปที ไม่มีความมั่นใจซักนิดเดียว... “แน่ใจแล้วนะ..นายชอบ..?” “ผมไม่แน่ใจ ผมไม่เคยมาทางนี้เลย..!” จบเห่กันพอดี..!
            พอเค้นคอถามเข้าจริง ๆ นายชอบสารภาพว่าที่เคยมานั้น เดินมาทางสถานีวิจัยเพื่อรักษาต้นน้ำแม่กลอง เข้ามาทางบ้านกะเหรี่ยงก่อนถึงสถานีหน่อยหนึ่ง แล้วนี่ข้ามิต้องกลับไปเดินมากับเอ็งใหม่รึ..?
            หัวหน้าชาติชายก็ปวดหัวไม่แพ้กัน ถามแบบฝากความหวังใยสุดท้ายไว้กับนายชอบว่า “แล้วคิดว่าจำลักษณะภูเขาได้มั้ย..?” “พอจำได้ แต่ป่ามันเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน..” แกตอบแบบขอไปที...
            ป่าไม้มือปราบเกาหัวยิก ๆ อาตมาเลยตัดบทให้ขับไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องหารอยพระพุทธบาทให้เจอ เรื่องบ้านอีต่องพับเก็บไว้ก่อน เวลาไม่พอไว้ไปพรุ่งนี้ก็ได้...
            แดงขับรถวกวนไปตามทางฝุ่น พวกทำไม้มันตัดทางซอยซะอย่างกับใยแมงมุม เดี๋ยวแยก เดี๋ยวแยก เลี้ยวทีไรผิดทุกที หัวหน้าชาติชายใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ในการฟื้นความทรงจำของมัคคุเทศก์สุดห่วย...
            ในที่สุดเลิกตั้งความหวังกับนายชอบ เดาสุ่มกันไปเอาเองดีกว่า ผิดอย่างไรก็ไม่เสียอารมณ์ตัวเอง เห็นเส้นทางไหนมีท่าว่าจะตรงไปยังภูเขา แดงก็เสียบหัวรถขับตะลุยเข้าไป กินฝุ่นกันอ่วมอรทัยเลย...
            ยอดโชเฟอร์ของเราขับรถถึงระดับ “รถอยู่ที่ใจ” แล้ว ล้อรถแตะลงที่ไหน มั่น คงเพียงใด เหมือนกับเป็นเท้าตัวเอง ทางที่ถูกรถซุงตะบึงซะเป็นสันเบ้อเริ่ม แดงขับไต่ขอบไปแบบหน้าตาเฉย...
            ในที่สุด..จากการเลี้ยวครั้งที่เท่าไรสุดที่จะจำได้ ก็จับเส้นทางที่คิดว่าเข้าท่าที่สุด เพราะเลาะไปกับภูเขาตลอดเวลา แต่พอวิ่งเข้าไปเรื่อย ๆ ก็พบว่ามันเป็นทางตัน ไปต่อไม่ได้ แถมมีปีกไม้เขียนหนังสือเย้ยด้วยว่า...

“เขตปลอดป่าไม้”


            มันน่าเจ็บใจไหมเล่า..? ให้แดงปักหัวรถเข้าไปจนสุดทาง หยุดกินข้าวกันดีกว่า ทุกคนกระโดดลงจากรถ สะบัดฝุ่นออกจากตัว ขนเสบียงลงมาแจกจ่ายกันตามมีตามเกิด มาลุยแบบนี้มันต้องทำใจ...
            อาหารกล่องเป็นผัดกระเพรามีไข่ดาวโปะมาด้วย แม้จะเป็นข้าวเย็นค้างคืน แต่ความหิวก็ทำให้กระเดือกลงไปจนหมด จ่าไก่ยังมีแก่ใจชี้ให้ดูกระรอกตัวจิ๋ว ที่ชาวบ้านเรียกว่า “กระเล็น” วิ่งไล่กันบนยอดไม้...
            เก็บกล่องโฟมเผาไฟจนหมด ดับไฟจนแน่ใจว่าไม่ลุกลามจนเป็นไฟป่า แล้วขึ้นรถกลับออกมาทางเดิม ไปได้หน่อยเดียวเสียงกิ่งไม้เข้าไปพันกับเพลากลางของรถ เวลาเพลาหมุนมันตีกับท้องรถดังสนั่นหวั่นไหว..!
            มากับช่างซ่อมช่วงล่างจะไปกลัวอะไร ว่าแล้วแสงชัยก็โดดลงไปดู ปรากฏว่ากิ่งไม้และเถาวัลย์พันซะก้อนเบ้อเริ่ม แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ.. “โช้คขาด..!” ห้อยร่องแร่งน้ำมันหยดติ๋ง ๆ เลย..!
            มันกระแทกโครม ๆ มาตลอดทาง ถ้าไม่ขาดก็แปลกไปล่ะ...จ่าไก่ชักดาบปลายปืนยาวเฟื้อย ส่งให้แสงชัยมุดเข้าไปตัดพวกกิ่งไม้และเถาวัลย์ออก ขณะที่สาว ๆ ทั้งสามไปหาที่เด็ดดอกไม้กัน...
            “ว่าไงหมอเพชร..จับสลากหาตัวกาลกิณีกันดีมั้ย..?” อาตมาถาม หมอฟันใจดียิ้มร่า..“อย่าดีกว่าครับ..ผมกลัวจะเป็นผมซะเอง...” อาตมาก็กลัวว่าจะเป็นตัวเองเหมือนกัน..!
            พอแสงชัยตัดเถาวัลย์ออกจนหมด ทุกคนก็ขึ้นรถไปบริหารร่างกายด้วยการเข้าเครื่องเขย่ากันใหม่ ชาติก่อนอยากทำเวรทำกรรมไว้มากนัก มาชาตินี้เลยถูกทรมานทรกรรมเป็นการใช้หนี้...
            อาตมาตั้งใจชุมนุมเทวดา ขอบารมีท่านช่วยสงเคราะห์ กินฝุ่นมาอิ่มดีแล้วโปรดชี้แนะหนทางด้วยเถิด.. หนทางคดเคี้ยวไปเรื่อย ๆ จนมาถึงทางสองแพร่ง จะไปซ้ายดีหรือจะไปขวาดี..?
            พอดีได้ยินเสียงตัดไม้แว่วมา เข้าไปจะถามทางมันดันวิ่งหนีเอาดื้อ ๆ เดินคอตกออกมา พบหัวหน้าชาติชายกำลังตะโกนเรียกใครทางซ้ายมือ แล้วร่างดำ ๆ ก็โผล่ออกมา...
            เป็นหนุ่มมอญหุ่นกำยำล่ำสัน ผิวสีอย่างกับโอเลี้ยง ป่าไม้มือปราบถามว่า “รู้จักทางไปรอยพระพุทธบาทมั้ย..?” นายมอญทำท่าไม่เข้าใจ ต้องเปลี่ยนคำถามว่า “แถวนี้มีถ้ำมั้ย..?”
            “ถ้า..ถ้า..ใหญ่ๆ..มี..” นายมอญพูดไม่ชัด ทำมือโค้งๆ เป็นครึ่งวงกลม..”ใช่..ถ้ำน่ะ..ไปทางไหน..?” นายมอญชี้ทางตรงให้ “มี..ถ้า..ทางนี้..มีวะ..มีพระ...” เขาทำมือเป็นรูปหน้าจั่ว...
            “ช่วยนำทางให้หน่อยได้มั้ย..?” ป่าไม้ตงฉินหลงจนเบื่อ คิดเกาะตัวนายมอญไปด้วย “จ้างนะ..จ้างให้นำทาง..” เห็นนายมอญทำท่าไม่อยากไป หัวหน้าป่าไม้จึงสำทับซ้ำ...
            นายมอญตะโกนเป็นภาษาของเขาเข้าไปในป่า คงบอกพรรคพวกว่าไปกับพวกเรา แล้วขึ้นมาอัดกันหน้ารถ อาตมาถามว่าวัดที่ว่าไกลหรือเปล่า ? เขาบอกว่าใกล้ ๆ ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ขอบคุณเทพยดาฟ้าดิน...
            นี่ขนาดใกล้ ๆ ของเอ็งนะ..รถวิ่งซะสิบกว่านาที พอเลี้ยวซ้ายนายมอญก็บอกให้หยุด ลงจากรถเดินฉับๆ หายวับไปเลย อาตมาจะตาม แต่หัวหน้าชาติชายชี้ให้ดูบนยอดเขา..
            ธงสีเหลืองพลิ้วไสวอยู่บนยอดเขา บอกว่าที่นั่นต้องมีบางสิ่งที่สำคัญอยู่ “ผมว่ารอยพระพุทธบาทคงจะอยู่บนนั้นแน่..” ทุกคนสนับสนุนกันเป็นเสียงเดียว แล้วนายมอญมันไปไหนหว่า..?
            อาตมาเดินตามนายมอญไป มีจ่าชิตตามมาติด ๆ พอไปถึงจึงเข้าใจ นายมอญแกพามายังถ้ำที่แกว่า เป็นซอกแตกเข้าไปในภูเขา มีแคร่ไม้ไผ่ผุ ๆ และผ้าเหลืองเก่า ๆ คลุกฝุ่นอยู่ผืนหนึ่ง ถามนายมอญว่า...
            “รอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขาใช่มั้ย..?” นายมอญแกไม่เข้าใจ ถามนายชอบก็บอกว่า ตอนที่มา ถ้ำอยู่ในหุบเขากว้าง ๆ ต้องขึ้นเขาไปอีกลูกถึงพบรอยพระพุทธบาท...
            เอาละ..อาตมาตัดสินใจเอง ภูเขาอยู่แค่นี้เดี๋ยวค่อยปีนขึ้นไปสำรวจก็ได้ ตอนนี้ไปถ้ำที่มีวัดมีพระก่อน นายมอญชี้ทางให้ แดงขับรถไปพลาง สังเกตและจำยอดเขาไปพลาง..
            เลี้ยวขวาหน่อยเดียวก็ทางตัน มีดงขนุน กล้วย มะนาว แม่ไก่ป่าพาลูกวิ่งเข้าป่าไปทั้งฝูง นายมอญพาเดินเข้าไปหน่อยเดียว ก็พบกุฏิมุงแฝกสองหลัง ผุพังหักทับอยู่กับดิน
            มีผ้าอาบน้ำฝน ผ้ารัดอก สังฆาฏิของพระทิ้งเกลื่อนกลาด นี่แหละ..วัดของนายมอญเขา แต่ไม่มีพระซักองค์ นายมอญพาเดินข้ามห้วยแห้งไปยังเชิงเขา คราวนี้มีถ้ำจริงๆ...
            ในถ้ำมีพระพุทธรูปขนาด ๕ นิ้ว ๑ องค์ ระฆัง ๑ ใบ ห่อผ้าเหลืองห่อใหญ่ นายมอญแกะห่อโกยกระดูกคนออกมา ปากก็บอกว่า.. “มีคน..มีพระ..คนตาย..เผาที่นี่..กระดูก...”
            พยายามแกะคำพูดของแก จนได้ใจความว่า ก่อนนี้มีพระอยู่หลายองค์ พอโยมที่คอยอุปัฏฐากพระตาย พระช่วยกันเผาแล้วไปอยู่ที่อื่น เพราะที่นี่ไม่มีคนใส่บาตร เลยทิ้งจนรกร้างว่างเปล่า...
            พวกเราเข้าไปดูภายในถ้ำ เป็นถ้ำกว้างขวางใหญ่โตไม่น้อย แต่อับชื้นมาก ประกอบกับเป็นที่ต่ำ หน้าฝนน้ำคงเทเข้าไปจนเต็มถ้ำ ใช้เป็นที่พักไม่ได้ พระท่านถึงได้อาศัยอยู่ข้างปากถ้ำแทน...
            มีค้างคาว ๔ - ๕ ตัวบินสวนออกมา ภายในมีน้ำหยดเปาะแปะ ท่อนซุงหลายท่อนถูกน้ำพัดเข้ามาผุพังอยู่ก้นถ้ำ ภายในทั้งชื้นทั้งลื่น ไม่มีอะไรน่าสนใจ กลับออกมาปากถ้ำ...นายมอญหายไปแล้ว...
            เดินเป็นงูกินหางกลับมาที่รถ นายมอญกำลังเอาไม้กระทุ้งมะนาวจากต้น เก็บใส่กระเป๋ากางเกง แถมยังมีกล้วยเครือใหญ่กับขนุนด้วย มันไม่ยอมมาเสียเที่ยวเลยแฮะ...
            ถามนายชอบว่า “ถ้ำที่เคยมาใช่ที่นี่มั้ย..? แล้วเอ็งก็เดินไปขึ้นเขาลูกโน้น..” นายชอบยิ้มอย่างแห้งแล้งไม่พูดไม่จา รอนายมอญขนของขึ้นรถ กลับมาทางเดิม แดงขับรถบุกเข้าไปถึงตีนเขา..เอ้า..ลงเดิน...
            เล็งตำแหน่งธงบนยอดเขา กะว่าทางขึ้นด้านไหนง่ายที่สุด แล้วอาตมาก็นำทางเอง ถอดรองเท้าวางไว้บนก้อนหิน ปีนเขาแบบนี้อาตมาใส่รองเท้าไม่ได้ มันจะลื่นตกเขาตาย..!
            นายมอญ นายโหล่ นายชอบ ลัดมาจากทางไหนไม่รู้แซงนำหน้าขึ้นไป ตามด้วย แดง แสงชัย อาตมา พี่มุกดา ลูกปลา เกียง หัวหน้าชาติชาย น้าเล็ก จ่าชิต จ่าไก่ และ หมอเพชร ปิดท้ายขบวน...
            อากาศร้อนมาก พื้นก็ถูกไฟป่าไหม้จนเกลี้ยง มันอบอ้าวอึดอัดบอกไม่ถูก เสียงหมอเพชรเล่านิทานแจ้ว ๆ อยู่ข้างหลัง ขนาดเล่าเป็นวัน ๆ นิทานไม่ยอมหมดซักที...
            ความจริงเขาลูกนี้ขึ้นง่ายที่สุดเท่าที่เคยพบมา แต่ว่าอากาศร้อนทำให้เหนื่อยง่าย อาตมานั่งพักรออยู่ข้างทาง ดื่มน้ำแก้กระหาย รอขบวนมาสมทบแล้วจะเดินปิดท้ายเอง...
            รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ ไม่เห็นท้ายขบวนโผล่มาซักที ปรากฏว่าต่างคนต่างพัก อาตมาจึงสาวรอยไปก่อน ถึงช่วงสุดท้ายถ้าผิดทางจะขึ้นไม่ได้ จึงหยุดรอ.. ผ่านไปทีละคน จนเหลือแต่ท้ายขบวน มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ถึงไม่มาซักที ยืนตากแดดแบบนี้ไม่สนุกนะจะบอกให้ พอกู่ลงไปเสียงจ่าไก่ตะโกนตอบมาว่า “น้าเล็กเป็นลม..!”
            มิน่าล่ะ...ทำไมถึงช้านัก รออยู่นานกว่าน้าเล็กจะลากสังขารผอม ๆ ขึ้นมาถึง ได้เป็นลมซะหน่อยดูคล่องแคล่วขึ้นอีกตั้งเยอะ อากาศแย่แบบนี้ไม่เป็นลมก็แปลกไปล่ะ..!
            ทางช่วงนี้เป็นดงต้นลั่นทม มีทั้งลั่นทมขาว ลั่นทมแดง จำเพาะมาขึ้นอยู่แต่บนยอดเขายอดนี้ แดงบอกว่าคงมีใครมาปลูกเอาไว้ เพราะลั่นทมแดงหาได้ยาก เรื่องจะมาขึ้นเองแทบเป็นไปไม่ได้...
            ถึงแล้ว...พอโผล่ขึ้นไปก็พบพระพุทธรูป ๗ - ๘ องค์ ขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ ๑๒ นิ้ว เล็กที่สุดประมาณ ๕ นิ้ว วางเรียงรายอยู่รอบรอยพระบาท เกียงส่งทองมาให้ ๓ แผ่น ให้ปิดถวายเป็นพุทธบูชา...
            ตั้งใจปิดทองรอยพระพุทธบาท เสร็จแล้วสังเกตดู เป็นรอยพระบาทข้างขวา มุ่งหน้าไปทิศตะวันตก ร่องรอยเก่าแก่คร่ำคร่า ลบเลือนไปมากตามกาลเวลา อาตมาใช้ตลับเมตรวัดขนาดดู...
            ความยาว ๖๖ เซ็นติเมตร กว้างปลายเท้า ๓๔ เซ็นติเมตร กว้างส้นเท้า ๒๐ เซ็นติเมตร ความลึก ๑๒ เซ็นติเมตร
            กราบขอขมาพระรัตนตรัย แล้วสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา นายมอญนั่งยอง ๆ สวดมนต์เร็วปรื๋อเป็นภาษาของแก เสร็จแล้วจัดการสำรวจพื้นที่ ดูซิว่ามีอะไรบนนี้บ้าง..?
            นอกจากพระพุทธรูปแล้ว มีโอ่งดินเผาใบเล็ก ขนาดบรรจุน้ำซัก ๒๐ ลิตร ตอนแรกคงใช้บรรจุน้ำดื่ม แต่ตอนนี้มีเหรียญเงินที่มีผู้ถวายเป็นพุทธบูชาบรรจุอยู่ไม่น้อยเลย
            ควักกระเป๋าหาเหรียญกันใหญ่ ถ้าใส่เป็นธนบัตรก็กลัวจะผุพังไปตามกาลเวลา จ่าไก่เอาพระคำข้าวของหลวงพ่อบรรจุไป ๑ องค์ อาตมาเอาซอง จ.ม.ล่าลายชื่อทุกคน จนครบก็บรรจุลงไปด้วย คนมาทีหลังจะได้รู้ว่ามีใครมาบ้าง...
            มีไม้กระดานหลายแผ่น เสาขนาดหกนิ้ว ๑ ต้น ผู้มีจิตศรัทธาคงจะหอบหิ้วขึ้นมาเพื่อก่อสร้าง แต่เอามาได้เพียงแค่นี้ ไม้กระดานกองอยู่กับพื้น ส่วนเสาไม้ถูกปักขึ้นเป็นหลัก ปลายเสามีธงที่เราเห็นจากข้างล่างผูกติดอยู่...
            อาตมาให้แดงเอาผ้ารัดอกจากวัดร้างมา ๒ ผืน ตั้งใจจะผูกบนยอดเสา แต่หาคนขึ้นไม่ได้ ต้องทำเป็นผ้าห่มพระแทน ด้านข้างมีระฆังขนาดประมาณ ๑ ฟุตใบหนึ่ง กับเหล็กฉากขนาดครึ่งนิ้วทำงอ ๆ เป็นไม้เคาะ...
            ช่วยกันตีระฆังซะสนั่นลั่นดอยเลย แล้วถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก หัวหน้าชาติชายบอกว่า หลวงพ่ออุตตะมะยืนยันว่า รอยพระพุทธบาทนี้เป็นของแท้ จึงถ่ายรูปไปเป็นหลักฐานว่าพวกเราได้มาทำการบูชาแล้ว...


รอยพระพุทธบาท


            จากนั้นช่วยกันทำความสะอาด เก็บขยะและเศษสิ่งเหลือใช้ใส่ถุง ขนไปทิ้งข้างล่าง ครู่ใหญ่ก็เรียบร้อย นายมอญ นายโหล่ นายชอบ หายลงไปหมดแล้ว...
            ขาลงง่ายมาก มีทางลงที่เขาฟันดินเป็นขั้นบันไดด้วย อาตมาฉลาดน้อยไปหน่อยเลยนำขึ้นผิดทาง ตั้งใจย้อนไปเอารองเท้าที่อีกด้านของเชิงเขา ปรากฏว่าพี่มุกดาล้วงออกมาจากเป้หลัง ที่แท้พี่เขาแบกมาตั้งแต่แรกแล้ว...
            ถึงรถก็งัดน้ำดื่มขึ้นมาแจกจ่ายกันโดยถ้วนหน้า กระติกน้ำของอาตมาบรรจุน้ำตั้งสามลิตร แต่ถูกบรรดาลูกอูฐหลานอูฐดูดซะเกลี้ยงเลย แล้วขึ้นรถย้อนกลับมาทางเดิม พยายามจดจำภูมิประเทศไปด้วย...
            หัวหน้าชาติชายปรึกษาว่า จะให้ค่านำทางนายมอญซัก ๓๐ บาท อาตมาท้วงว่าทำไมให้น้อยนัก เลยได้ความรู้ใหม่ว่า จำเป็นต้องให้น้อยเข้าไว้เป็นการช่วยพวกเขาเอง เพราะพวกเขามีนิสัยประหลาดคือ...
            ถ้าคราวนี้ได้ค่าแรงมาก คราวหน้าถ้าไม่ได้เท่านี้หรือมากกว่านี้ เขาจะไม่ยอมรับจ้างใครเป็นอันขาด จนกว่าจะอดตายจริง ๆ นั่นแหละถึงจะยอม อย่างเวลาประมาณ ๒ ช.ม. ที่ผ่านมา ถ้าให้เขา ๓๐ บาท...
            เขาจะไปคำนวณว่าถ้าทำงานวันละ ๘ ช.ม. เขาต้องได้ ๑๒๐ บาท ถ้าใครให้ไม่ถึงเขาจะไม่ทำด้วย บ๊ะ..เจ้าพวกนี้หัวเซ็งลี้ขนาดนี้เชียวเรอะ..? แบบนี้มันน่ารวยมากกว่าไม่มีประเทศอยู่อย่างทุกวันนี้...
            ถึงจุดเดิมนายมอญขนข้าวของลง ป่าไม้ตงฉินจ่ายเงินให้ไป ๔๐ บาท แถมด้วยข้าวอีก ๒ กล่อง แล้ววิ่งฝุ่นตลบออกมาโผล่ตรงก.ม.ที่ ๙๘ พอดี ถ้าเข้าตรงนี้ละง่ายนิดเดียว...
            ตรงไปปากทางเข้าสถานีวิจัยเพื่อรักษาต้นน้ำแม่กลอง ที่นั่นมีอู่ซ่อมรถ แดงกับแสงชัยเอารถไปเชื่อมโช้คและเติมน้ำมัน พวกเราอาศัยห้องน้ำของปั๊มน้ำมัน ปลดทุกข์และล้างหน้าล้างตา...
            แล้วยกพหลพลโยธาบุกร้านก๋วยเตี๋ยว ใครจะกินอะไรสั่งเอา หมอเพชรรับเป็นเจ้ามือ แบบนี้ก็ฟาดกันจุกไปนะซิ ขอให้เจ้าภาพจงเจริ้ญ..! หมอฟันใจดียังแถมค่าน้ำมันรถให้อีก ๑ ใบม่วงด้วย...
            ด้วยความเสียดายข้าวกล่อง เลยงัดขึ้นมากินกับก๋วยเตี๋ยว จ่าไก่กับจ่าชิตที่ถามว่า "มีอะไรให้ทหารรับใช้บ้างครับ..?" เจอการรับใช้ด้วยการต้องกินข้าวให้หมดคนละสามกล่อง หงายเก๋งไปเลย..!
            อิ่มดีแล้วก็มาฟังหมอเพชรเล่านิทานต่อ รอจนแสงชัยกับแดงเอารถมาถึง บรรจุท้องของทั้งสองเสร็จก็เตรียมเดินทาง อาตมาเอาค่าน้ำมันของหมอเพชรให้กับแดง ยอดโชเฟอร์กลับถวายอาตมาซะเลย...
            แวะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คลุกฝุ่นมาที่ผาตาด แล้วหัวหน้าชาติชายพาไปกราบ หลวงพ่อสาย วัดท่าขนุน หมอเพชรบอกประวัติสั้น ๆ ว่า ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม คนลือว่าท่านเป็นพระอภิญญา... ไปถึงท่านกำลังหลับเอาเชิงอยู่ เป็นไรมี..อาตมาก็หลับบ้างซิ..พอหลับตาลง อักษรขอมตัว “ณะ” ตัวเบ้อเริ่มก็ปรากฏขึ้นที่กลางอกหลวงปู่ ตัวนี้มาจากคำเต็มว่า “จรณะ” แปลว่า “แบบอย่าง” หรือ “ความประพฤติ”
            ท่านปรามเราไม่ให้ดูคนแค่เปลือกนี่นา...กราบขอบพระคุณครับ แล้วนั่งหลับแข่งกัน ทั้งที่ช่างกำลังก่อสร้างกุฏิใหม่ดังโป๊กเป๊ก เพื่อใช้รับแขกแทนกุฏิเก่าที่เล็กเท่ารูหนูของท่าน ดังก็ดังซิน่า..จะหลับซะอย่าง
            หลับไปตื่นใหญ่สู้ท่านไม่ได้ ท่านหลับทนกว่าเยอะ กราบลาเดินออกมาไม่ทันถึงรถ เสียงหัวหน้าชาติชายเรียก บอกว่าท่านตื่นแล้ว อาตมาเดินหัวเราะกลับมา..กราบเท้าขอรับหลวงพ่อ...
            ท่านตีหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้ ถามโน่นถามนี่ไปตามเรื่อง รู้ๆ อยู่ว่าท่านไม่ยอมสอนธรรมะ อาตมาเลยควักแบ๊งค์ม่วงที่แดงเพิ่งถวายมาแหม็บๆ ขอทำบุญสร้างกุฏิกับท่านเป็นวิหารทาน พวกเราช่วยกันทำบุญเป็นการใหญ่...
            รับพรจากท่านแล้วกราบลาเลย งานใครงานมันครับหลวงพ่อ...ไม่ใช่หน้าที่ของหลวงพ่อ หลวงพ่อจะทำอย่างไรก็ได้ ไอ้ผมซิครับ..แบกภาระไว้หลังแอ่นเลย..!
            ขึ้นไปกราบเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุบนยอดเขา นับขั้นบันไดแค่สองร้อยกว่าขั้นไม่ตรงกันซักคน ข้างบนอากาศดีมาก ลมภูเขาพัดมาเย็นฉ่ำเลยทีเดียว...
            กลับลงมาตีรถเข้าตัวอำเภอทองผาภูมิ ส่งหมอเพชรกับเกียงกลับกรุงเทพฯ รถตู้ปรับอากาศเต็มทุกเที่ยว ต้องไป รถ บ.ข.ส. ธรรมดา อากาศร้อนแทบดับจิต น้าเล็กสั่งกาแฟเย็นมาเลี้ยง...
            ร่ำลากันดิบดีต่างคนก็ต่างไป พวกเราที่เหลือแวะซื้ออาหารสดติดรถไปด้วย น้าเล็ก มุกดา ลูกปลา ไปต่อราคาผ้าจากพม่า ลงท้ายกลายเป็นซื้อไอสครีมมากินแก้ร้อนแทน
            แดงเดินดูบรรดาของป่า แล้วบ่นว่าซื้อจากสวนจตุจักรยังราคาถูกกว่าตั้งเยอะ หัวหน้าชาติชายไปซื้อกับข้าวถึงปากคลองตลาดเลยมั้ง..? หายเงียบไปเลย ปล่อยพวกเรายืนเกะกะชาวบ้านเขา
            ในที่สุดแดงมาชวนไปดูของดี เป็นบ้านของจ่าตำรวจต.ช.ด. มีบรรดาหัวสัตว์ เขาสัตว์เพียบเลย เขาละมั่ง เขากวาง เขากระทิง กะโหลกเสือ ฯลฯ ติดตั้งบนแป้นมะค่าเรียบร้อย มีเป็นกุรุสเลย..!
            มันเป็นเสียอย่างนี้แหละ บรรดาสัตว์ถึงสูญพันธุ์ อย่างละมั่งเป็นสัตว์สงวน แม้แต่ซากก็ห้ามมีไว้ในครอบครอง คนธรรมดาไม่มี แต่คนในเครื่องแบบมี ใครมีปัญหามั้ย..?
            เผ่นดีกว่า..เกิดมาปากไม่ดี ขืนอยู่ต่ออาจจะพาจมูกเจ็บ หัวหน้าชาติชายหายไปเป็นนาน ซื้อกับข้าวมาได้หน่อยเดียว โดดขึ้นรถสำรวจดูความพร้อม มากันครบแล้ว..ไปโลด..!
            มุ่งไปยังแปลงวิจัยไผ่ที่หก ไปได้หน่อยเดียวเจอปิ๊คอัพใหม่เอี่ยม ไม่รู้นึกอย่างไรพุ่งชนภูเขาเอาดื้อ ๆ รถเครนกำลังมายกอยู่เหย็ง ๆ พอเห็นเข้าป่าไม้มือปราบก็หลุดปากว่า.. “นึกว่าใคร..ไอ้ลูกชายคนเล็กนี่เอง...”
            ถามดูจึงรู้ว่าเป็นตำรวจแถวนั้น ซึ่งทำไม้เถื่อนเป็นงานหลัก เป็นตำรวจเป็นงานอดิเรก ถูกป่าไม้จอมเฮี้ยบด่าประจานกลางตลาด อบรมให้สำนึกในความเป็นตำรวจมาแล้ว ด่ายิ่งกว่าพ่อด่าลูกซะอีก..!
            ไปดีกว่า..คนแบบนี้ไม่ค่อยน่าสงสารหรอก ถือว่ากรรมกำลังตามสนองแล้วกัน แดงพารถแข่งพายุต่อไป พรรคพวกที่นั่งหลังคงจับภาพพระกันแน่น ปล่อยได้ยังไงละครับ...จะดับจิตตอนไหนก็ไม่รู้..?
            ถึงบ้านพักที่แปลงหก ขนข้าวของลง สงสารลูกปลาซะนี่กระไร กระเป๋าใหญ่กว่าตัวซะอีก แบกขึ้นแบกลงแต่ละทีแทบถูกทับตาย ไปว่าเข้าก็โดนย้อนว่า ก็บรรจุการ์ตูนที่พ่อให้ทั้งกระเป๋านั่นแหละ..เจริญมั้ยล่ะ..?
            สรงน้ำ - ซักผ้า ส่วนคนอื่นนั้นหัวหน้าชาติชายรั้งไว้ก่อน บอกว่าจะพาไปเล่นน้ำ แล้วยกขบวนขึ้นรถ บุกเข้าไปในพื้นที่ของทหารผ่านศึก อาตมาไปด้วยทำหน้าที่ผู้คุ้มกัน...
            ไปถึงจริง ๆ กลับอดเล่น น้ำในเขื่อนลดลงเป็นสิบเมตร ปล่อยเรือนแพค้างเติ่งอยู่บนตลิ่ง ผบ.หน่วย ทผศ.ยืนยิ้มหนวดกระดิก บอกว่า “เล่นไม่ได้หรอกครับ น้ำมันคัน...”
            ถอยดีกว่า..ไม่อาวดีกว่า..กลับไปอาบที่แปลงหกตามเดิม เสร็จเรียบร้อยก็มานั่งคุยกัน จ่าไก่บอกว่าเครียดบอกไม่ถูก เพราะเร่งกำลังใจมากเกินไป
            ทหารฟ้าบอกว่าพอรถวิ่งเกินร้อย แกก็เหลือความคิดเพียงอย่างเดียวว่า “ตายแน่..ตายแน่..” เพราะไม่เคยนั่งรถที่ขับเร็วอย่างนี้มาก่อน “วันนี้ผมจับภาพพระได้ใสเป็นพิเศษเลย...” พรรคพวกฮาครืน..!
            ใครมีอะไรที่สะเหร่อเฟอะฟะ ถูกเอามาล้อมาเลียนกันหมดไม่มีโกรธกัน นานๆ ปล่อยผีทีถือเป็นโอกาสพิเศษ มีการตั้งทีม เสือ สิงห์ กระทิง แรด กันด้วย แบ่งได้ดังนี้
            เสือซุ่ม คือป่าไม้มือปราบ มีอะไรมักเก็บเงียบไม่ยอมเอ่ยปาก
            สิงห์เห่า คือน้องแสงชัย ไปไหนปากหมาตลอดกาล
            กระทิงผู้ร่าเริง คือหมอฟันใจดี นักเล่านิทานให้คนอื่นฮา
            แรดจอมซ่าส์ คือยอดโชเฟอร์ของเรา ลุยลูกเดียว
            มีการเลียนแบบดารา ล้อการเล่านิทานของหมอเพชร โดยลูกสาวของอาตมาเป็นผู้เล่า นายแรดเป็นกบปากกว้าง หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง น้าเล็กหัวเราะจนน้ำตาไหล ยังดีที่ไม่ถึงกับวิ่งเข้าส้วม...
            เป็นเสียอย่างนี้แหละ ไปไหนทุกข์โศกกับใครไม่เป็น เสียดายรถเล็กไปหน่อยมาได้ไม่ครบ โดยเฉพาะขาดลูกปุ๊ก (สุมาลี ตีรเลิศพานิช) ลูกสาวคนโต “ตามมา” ดันไปลงที่บึงลับแล พ่ออยู่ทางนี้ลูก..!
            ผู้ช่วยสมชาย (คุณสมชาย อ่อนอาษา) โผล่มาร่วมวงด้วย บอกว่าไปด้วยไม่ได้ เพราะนัดพรรคพวกไปจับไม้เถื่อน อาตมาเลยมอบหมายให้ไปรับแม่เบ็ญที่อู่ทอง มาสมทบกับคณะในวันพรุ่งนี้...

************************


            รวมพลกันแต่เช้ามืด อากาศเย็นสะท้าน ผู้ช่วยสมชายยังหลับอุตุอยู่ พวกเราขนอาหารขึ้นรถ เมื่อวานลืมซื้อกล่องโฟม เลยยกขึ้นไปทั้งหม้อ..! พวกจานกระเบื้องหัวหน้าชาติชายเอาวางไว้บนตักตัวเอง...
            ยอดโชเฟอร์พารถคู่ใจทะยานไปในความมืด ทักษะอันยอดเยี่ยมแสดงออกมาในการขับรถยามค่ำคืนนี่เอง มือเท้าสายตาและสมอง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างกับเครื่องคอม พิวเตอร์ชั้นยอด...
            หมดทางราดยางก็เป็นทางฝุ่น มีแต่โค้งส่งโค้งรับโค้งไปตลอดทาง คดเคี้ยววกวนจนตาลาย ดำดิ่งลงดินแล้วทะยานขึ้นฟ้า ไม่รู้ว่ากี่ยอดเขาของเทือกตะนาวศรีอันซับซ้อน ที่รถพาร่อนไปอย่างกับติดปีก...
            พออรุณรางเริ่มมองเห็นทางและภูมิประเทศบ้าง โอ้โฮ..มันเลียบขอบเหวลึกล้ำ ไม่เห็นก้นไปตลอดทาง ถ้าพลาดก็ลบชื่อออกจากทะเบียนมนุษย์ได้เลย รับรองว่าแม้แต่ซากก็ยังไม่เหลือ..!
            ทางฝุ่นพาทะยานสูงขึ้นไปเรื่อย โค้งแล้วโค้งเล่าที่โชเฟอร์ของเราทิ้งไว้เบื้องหลัง อารมณ์ภาวนาทรงดีเหลือใจ มรณานุสติและความปรารถนาพระนิพพาน มั่นคงอยู่ในใจ...
            “ใจอยู่ที่รถ รถอยู่ที่ใจ” ความชำนาญในการขับขี่ถึงระดับวสีแล้ว มือเท้าทำงานก่อนที่สมองจะสั่งด้วยมั้ง..? อะไรมันจะคล่องตัวปานนั้น..?
            รถคู่บุญพุ่งไปเร็วเท่าใจนึก หัวเสียบเข้าโค้งท้ายก็ปัดตรงช่อง ทะยานต่อไปได้ทันที อาศัยเกียร์เป็นหลัก เบรคคลัชแทบไม่ต้องทำงานเลย บางช่วงภูเขาถล่มลงมาทั้งกะบิ ยังดีที่มีช่องให้รถผ่านไปได้...
            เกือบชั่วโมงที่เหาะลัดฟ้ามา ในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้า ฐานปฏิบัติการพัฒนาบ้านอีต่อง ของ ร.๙ พัน.๓ ต้นสังกัดเดิมในครั้งหนึ่งของอาตมา ดวงตะวันสีแดงอ่อนเพิ่งงัวเงียพ้นเหลี่ยมเขา อากาศหนาวสะท้านกาย...
            มองหายอดเขาโดดเดี่ยวตามที่หลวงพ่อบอก หาเท่าไรก็ไม่พบ มีแต่เทือกเขาเป็นพืดแน่นขนัด ตรงที่เราจอดรถก็เป็นเนินเขาลูกหนึ่ง มันก็ปวดกะโหลกแล้วหวา.. เป้าหมายอยู่หนใด..?
            บุกขึ้นไปบนฐานทหาร ขอใช้ห้องสุขาหน่อย ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากรั้วของชาติช่วยชี้ภูผามหาสมบัติให้ดู บอกว่าชื่อ “เขาช้างเผือก” ความสูง ๑,๒๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล... ไม่ค่อยแน่ใจตามที่ “พี่หาร” เขาชี้ เพราะดูแล้วมันไม่ได้สูงไปกว่าลูกอื่นเลย ขอบคุณและลาบรรดาทหารหาญ ขึ้นรถขับต่อไปจนสุดเขตประเทศไทยด้านตะวันตก ตรงนี้เรียกว่า “บ้านหินกอง”
            บนแนวเขาแบ่งเขตไทย-พม่า มีธงไตรรงค์ติดหราโบกสะบัดอยู่ในลมอรุณ พวกเราถ่ายรูปกับป้าย “สุดเขตประเทศไทย” แล้วปีนขึ้นไปบนเนินธง พิจารณาเขาช้างเผือก ดูว่าเข้าเค้ากับที่หลวงพ่อบอกขนาดไหน...


สุดเขตแดนไทยบ้านอีต่อง


            “เป็นเทือกเขาโดดเดี่ยว มีแนวเขาขนาบทั้งซ้ายขวา ถ้าหันหน้าไปทางตะวันออก ด้านซ้ายมือจะเป็นคันกั้นน้ำ..” บ๊ะ..ด้านซ้ายมือก็ดันอยู่ตรงข้ามกับที่เรายืนอยู่ แล้วจะไปเห็นคันกั้นน้ำอย่างไรเล่าเหวย..?
            แต่อย่างอื่นเข้าเค้าหมดทุกอย่าง กะด้วยสายตาแล้วต้องไกลไม่ต่ำกว่า ๑๐ กิโลเมตร แบบนี้เดินกันอานแน่ ๆ ที่สำคัญคือ ไม่ได้พกเสบียงมาเผื่อด้วยนะซิ...
            จ่าชิต จ่าไก่ แดง แสงชัย ขนอาหารเช้าขึ้นมา ตั้งวงปิกนิกกันตรงโคนเสาธงนั่นแหละ อาบแดดโต้ลมหนาว กินข้าวกลางแผ่นดินแผ่นฟ้า บรรยากาศยอดเยี่ยมแบบนี้ ไปสรรหาที่ไหนก็ไม่มีเหมือนเด็ดขาด...
            กับข้าวมีน้ำพริกปลาทู แกงคั่วถั่วฝักยาว แกงจืดผักกาดดอง แถมด้วยปลาเจที่แม่ของเกียงทำมาให้ด้วย โลกนี้เป็นของเรา จะไปหาอาหารที่อร่อยและบรรยากาศดี ๆ แบบนี้มาจากไหน...
            หมาพม่า ๒ - ๓ ตัว ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ พอโยนอาหารให้ก็ฟัดกันฝุ่นตลบ ไม่ว่าหมาพม่า หมาไทย มันก็ทุกข์ด้วยหิวไส้กิ่ว หากินไม่ได้ดังใจ ด้วยกันทั้งนั้น หมาทุกข์แบบหมาคนทุกข์แบบคน
            คำสั่งอาตมาให้กินทุกอย่างที่ขวางหน้า กวาดให้เหี้ยนในมื้อนี้ เพราะไม่คิดจะไปต่ออีกแล้ว เอาไว้คราวหน้าเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ค่อยมาใหม่ ครั้งนี้แค่ความหนาวก็สู้ไม่ไหวแล้ว ถอยดีกว่า...
            เก็บล้างจานชาม อาตมาแสดงวิธีใช้น้ำแก้วเดียวล้างจานทุกใบให้คนอื่นดู แล้วเก็บถ้วยโถโอชามใส่รถ เดินชมวิวถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย อาตมากับจ่าชิต จ่าไก่ เดินขึ้นเนินไปดูแนวตั้งรับของทหารพม่า...
            ทะเลภูเขาสีเขียวคราม แน่นขนัดสลับซับซ้อนสุดสายตา ฝั่งของเขายังเป็นป่าดิบสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ฝั่งของเราภูเขาทุกลูกโล้นเลี่ยน แบ่งเขตอย่างชัดเจนเลยว่า สีเขียว คือฝั่งพม่า สีน้ำตาลคือฝั่งไทย...
            กลับลงมาที่รถ ขับลงไปที่บ้านอีต่องตามเดิม ตลอดทางมีแต่ภาษาพม่า ขาลงแบ่งง่าย ๆ ว่า ขวาพม่า - ซ้ายไทย แบ่งเขตกันแค่ถนนกั้น จ่าชิตจะพูดด้วย พวกเขาเอามือชี้ปากแล้วโบกมือแปลว่าพูดไทยไม่ได้จ้ะ...
            มี วัดเหมืองปิล็อก ที่สร้างโบสถ์และศาลาค้างเติ่งไว้ สมัยแร่ราคาดีๆ แถวนี้เงินสะพัด ขนาดกุลีในเหมืองดื่มคลอสเตอร์จิบวิสกี้ พอราคาแร่ตกลงมา กระทั่งวัดวาอารามก็ถูกทอดทิ้งไม่สร้างต่อ อนิจจัง..อนิจจา...
            ถึงฐานทหารพบ สิบเอกสมพร กาฬพันธุ์ พอไล่รุ่นกันดู กลายเป็นรุ่นศิษย์ของศิษย์อาตมาอีกที หมู่สมพรพาเข้าหมู่บ้านไปหาผู้ใหญ่บ้าน แนะนำว่าพวกเราจะไปเขาช้างเผือก จะฝากไปกับรถจี๊ปกลางของผู้ใหญ่ด้วย...
            อาตมาต้องบอกว่าคราวนี้ยังก่อน เอาไว้คราวหน้าเตรียมตัวมาดีกว่านี้ แล้วจะให้นำทางให้ ผู้หมู่เลยให้ข้อมูลมาว่า เขาช้างเผือกมีถ้ำ มีน้ำตกชื่อ “น้ำตกผาดิ่ง” สูงตั้ง ๕๐ เมตรแน่ะ...
            มีลำห้วยไหลผ่านด้วย สัตว์ป่ายังชุกชุมมาก ถ้ามาคราวหน้าให้เตรียมเครื่องนอน เสบียงกรัง และอาวุธปืนสำหรับป้องกันตัวมาด้วย ต้องเดินกันเป็นวัน ถ้าขบวนใหญ่ไปช้า ต้องค้างคืนแน่นอน...
            ขอบใจไอ้น้องแก้ว แล้วย้อนกลับลงมา พบดอกไฮเดรนเยีย ดอกโตเท่าลูกฟุตบอลทั้งแปลง ให้แสงชัยโดดลงไปถ่ายรูปไว้ ดอกไม้เมืองหนาวงอกงามที่นี่ เพราะภูมิอากาศมันเหมาะสมมากนั่นเอง...
            มีมอญสองคนชายหญิง โบกรถขออาศัยไปด้วย โดนแดงกระชากเข้าไม่กี่โค้ง ก็โบกมือบ๊าย - บาย ขอลงแค่หน้าเหมืองปิล็อก ไม่ทันสังเกตว่าตรงที่แกนั่งเปียกหรือเปล่า..!
            ผ่าน “ปิล็อกฮิลล์” ศูนย์ทดลองเพาะชำไม้เมืองหนาว หัวหน้าชาติชายให้แวะเข้าไป ถามแม่เสือสาวที่ผ้าถุงปักลายเสือโคร่งตัวมหึมาว่า จะเข้าไปขอชมข้างใน ต้องขออนุญาตจากใคร..?


ปิล็อกฮิลล์


            แม่เสือบอกว่าให้ไปถาม “นายเส่ง” ฟังชื่อแล้วเป็นพม่ารามัญ ไหนหัวหน้าชาติชายบอกว่า เจ้าของเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตร ได้ทุนจากต่างประเทศมาทำการวิจัยไงล่ะ.. “เจ้าของคงไม่อยู่ครับ เดี๋ยวไปขออนุญาตผู้ดูแลก็ได้”
            เดินเข้าไปพบคนงานกำลังสร้างเรือนเพาะชำขนาดใหญ่ ๔ - ๕ คน กลิ่นปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักตลบอบอวล ข้ามสะพานเล็ก ๆ ไปยังเรือนเพาะชำด้านหลัง พบนายเส่งยืนรออยู่ แจ้งความประสงค์ว่ามาขอชมแปลงทดลองของเขาหน่อย...
            ผู้ดูแลคนนี้พูดไทยไม่ชัด แต่พอนำชมแปลงทดลอง ออกชื่อพันธุ์ไม้เป็นภาษา อังกฤษชัดเปรี๊ยะเลย ภายใต้เรือนเพาะชำที่พรางแสงด้วยตาข่ายพลาสติคสีดำ บรรดาไม้ดอกเมืองหนาวชูดอกบานสะพรั่ง...
            เยอบีร่า ลิลลี่ บีทูเนีย แอสเตอร์พีค็อค เบ็ญจมาศ รักเร่ เทียนซ้อน ผักเสี้ยนฝรั่ง ที่กำลังเริ่มทดลองทำวิจัยก็มี เช่น แอสโทรมีเรีย ไลเซนธัส และพันธุ์ไม้แปลก ๆ ไม่ทราบชื่ออีกมากมาย...
            น้าเล็ก พี่มุกดา ลูกปลา มุดไปมุดมาให้ตากล้องช่วยถ่ายรูป ตามประสาผู้หญิงกับดอกไม้ หัวหน้าชาติชายงัดเอาสไลด์ขึ้นมาถ่ายเป็นการใหญ่ แดงกับแสงชัยใช้กล้องอัตโนมัติอีกคนละตัว เอา..เอากันให้พอ...
            เห็นผลงานฝีมือคนไทยโดยทุนต่างประเทศแล้วสลดใจ คนของเราที่มีฝีมือมีนับไม่ถ้วน แต่ขาดการสนับสนุนจากพวกเรากันเอง ปล่อยให้ต่างชาติมาตักตวงความรู้ความ สามารถจากคนของเราไปจนหมด...
            แบบเดียวกับหัวหน้าชาติชาย ออกสนามมาคลุกดินคลุกทรายแล้วแจ้งผลวิจัยให้บรรดาด๊อกเตอร์หงายท้องไปตามๆ กัน ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศรับข้อมูลบางอย่างไปทำให้หูตาสว่างขึ้นอีกมาก...
            แต่บุคคลากรแบบนี้มักอาภัพ เสือกเกิดมาเก่งข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นเขา ซึ่งถือว่าเป็นความผิดมหันต์ สมควรถูกดองไว้ในป่าในเขา ห้ามมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอันขาด..!
            ไม่สนับสนุนก็ไม่ว่า จะเหยียบย่ำซ้ำเติมขนาดไหนก็ไม่บ่น แต่ที่แสบที่สุดบางคนนั้นขโมยลอกผลงานวิจัยไปทั้งดุ้น แล้วแอบอ้างว่าเป็นผลงานของตน ช่างไม่มีความละอายแก่ใจกันบ้างเลย..!
            ถ้าปลงตกได้ถือว่าเป็นกรรมเก่าก็ไม่มีปัญหา กลัวเจอประเภทระเบิดเวลา อัดอั้นตันใจมาก ๆ เข้า ก็แหลกกันทั้งแถบเท่านั้นเอง..! เฮ้ย..จะมาฟุ้งซ่านอะไรมากมายขนาดนั้น.. พอกันที..จบแค่นี้แหละ...
            บอกลาและขอบคุณผู้ดูแล แล้วกลับออกมาตามเดิม ตอนนี้แดดขึ้นสูงเห็นทิวทัศน์ชัดเจน ความหวาดเสียวประดามีรู้สึกจะมารวมกันอยู่ที่เดียว รถทิ้งโค้งทีเรียกหาพระกันโดยถ้วนหน้า... นิพพานํ สุขํ...
            เห็นขบวนรถที่มาซ่อมสร้างทางสายนี้ จอดเรียงรายเป็นระยะไป ผ่านศาลเจ้าพ่อเทือกเขาตะนาวศรี เมื่อเช้ามืดอาตมาตาลายเห็นศาลท่านเป็นรถบดถนน ลาละนะ..เจ้าพ่อ..งวดหน้าจะมารบกวนใหม่...
            รถบรรทุกของพวกซ่อมสร้างทาง สวนขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ทำเอาพวกเรากินฝุ่นอ่วม อรทัยไปเลย... มีพระสามองค์โบกรถขออาศัยไปด้วย อาตมาโดดลงเปิดท้ายรถให้ท่าน ญาติโยมเห็นสารรูปของอาตมาก็หัวเราะกันเกรียว...
            “เดี๋ยวจะหาหมากให้เคี้ยวด้วย จะได้เหมือนยิ่งขึ้น” น้าเล็กว่า อาตมาเหลือบดูในกระจก.. ตายห่..ทั้งผมทั้งขนคิ้วขนตาถูกฝุ่นเกาะขาวโพลงไปหมด กลายเป็นหลวงตาแก่ สมบูรณ์แบบไปเลย..!
            ไปได้ไม่นานพระท่านก็ขอลง ไม่ทราบว่าถึงจุดหมายหรือไม่กล้านั่งต่อก็ไม่รู้ ? แดงขับตะบึงมาถึงแปลงหก ลงอาบน้ำอาบท่า ล้างหน้าล้างตาเป็นการใหญ่ ขนถ้วยชามลงเก็บในครัวเรียบร้อยแล้วไปต่อ...
            เข้าทางสังขละบุรี ตรงไปวัดหลวงพ่ออุตตะมะ บินละลิ่วไปไม่นานก็ถึง น้ำตกเกริงกราเวีย หยุดพักรับประทานอาหารกันที่นี่ เจ้าของร้านมีลูกชะนี ๑ ตัว พอเห็นอาตมาชะนีน้อยก็โผเข้าหา กอดซุกหน้ากับจีวร ดูดนิ้วเหมือนเด็ก ๆ เวรกรรมแท้ ๆ..!
            ลูกเอ๋ย..พลัดพ่อพลัดแม่มาอยู่กับคน ต่อให้เขาเลี้ยงเจ้าดีปานใด ไหนเลยจะเหมือนได้อยู่ในอ้อมอกแม่อันอบอุ่น พอพบพระก็เหมือนเจ้าจะรู้ โผผวาเข้ายึดเป็นที่พึ่งพิง...
            ดูซิ..ผ่ายผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก ขนหยาบแห้งดูไม่ได้เลย.. หลับตาดูดนิ้วอย่างกับเด็ก พอขยับตัวก็ผวายึดจีวรแนบแน่น เกรงว่าจะถูกทอดทิ้ง..ชาติก่อนไปพรากแม่พรากลูกเขาไว้ ชาตินี้เจ้าจึงต้องใช้หนี้กรรม...
            อดทนใช้หนี้ไปนะลูกนะ..ชาติหน้าขอให้เจ้าได้เกิดในภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าเป็นไปได้ขอให้เจ้าจดจำจีวรนี้ไว้ วาระสุดท้ายของชีวิตขอให้ภาพนี้จงปรากฏชัดแก่ใจเจ้า จะได้เป็นเครื่องนำเจ้าไปสู่สุคติภูมิด้วยเถิด...
            ฉันเพลก๋วยเตี๋ยวกับส้มตำ เจ้าชะนีน้อยหลับปุ๋ยเลย คงนานมาแล้วที่ไม่ได้หลับสนิทเช่นนี้ ว่าจะแบ่งส้มตำแสนอร่อยให้บ้าง ก็ไม่อาจหักใจปลุกขึ้นจากความฝันอันสวยงาม มาพบกับความจริงที่แสนจะทารุณ...
            ทุกคนอิ่มดีแล้วจ่าไก่กับจ่าชิตแย่งกันจ่าย ท้ายสุดคงกลายเป็นน้าเล็กจ่ายหรือใครก็ไม่รู้ เรียกเจ้าของมาอุ้มเจ้าชะนีน้อยกลับไป เห็นตาละห้อยแล้วร่ำ ๆ จะขอมาเลี้ยงซะเอง เฮ้อ..ภาระเราอีกเยอะคงจะเลี้ยงไม่ไหว...
            พอออกรถก็ได้เรื่อง เฟืองท้ายบดกันดังอย่างกับตะเข้ขบฟัน น้ำมันเฟืองท้ายรั่วหมดนะซิ จากที่เถาวัลย์เข้าไปพันนั่นแหละ คงทำเอาซีลรั่วไปด้วย แรก ๆ ก็ยังไม่มีปัญหา พอน้ำมันหมดก็เหลือแต่โลหะบดกันเอง...
            ค่อย ๆ ไปไม่ต้องรีบร้อน ยังมีแก่ใจรับผู้โดยสารที่โบกรถไปด้วยอีกสองคน ถึงทางแยกเข้าด่านเจดีย์สามองค์ มีปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ แวะเข้าไปปรากฏว่าไม่มีซีลขาย เติมน้ำมันเฟืองท้ายไปแล้วกัน...
            ของเก่าเป็นน้ำมันทนความร้อนเบอร์ ๙๐ ที่เติมอยู่นี่เบอร์ตั้ง ๑๔๐ เพิ่มความหนืดขึ้นตั้งหลายเท่า อัดเข้าไปสองลิตร ซื้อน้ำเปล่าเพิ่ม แล้วตรงแน่วไปวัดวังก์วิเวการาม
            เก็บตกผู้โดยสารไปหย่อนทางแยกเข้าอำเภอ แล้วตรงเข้าวัดไป ขอให้พระท่านเปิดโบสถ์ เข้าไปกราบพระพุทธรูปหินอ่อนองค์ใหญ่ ใครต้องการวัตถุมงคลก็ซื้อหากันตามอัธยาศัย ขากลับลูกปลาลองวัดพื้นเล่น ๆ ว่ากว้างยาวเท่าไร...
            ลงไปที่ พุทธคยามหาเจดีย์ เทวดาที่รักษาท่านแต่งตัวพิลึกดี จ่าไก่บอกว่า “ยักษ์” ท่านเถียงว่า “กุมภัณฑ์โว้ย...” นอกจากจ่าชิตกับจ่าไก่แล้ว ก็มีแต่แดงอีกคนที่ยังไม่เคยมาเลยไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น...
            น้าเล็กไปต่อราคาซื้อผ้าลายพม่ามาจนได้ อาตมาเล่าเรื่องพระนันทะออกบวชประกอบรูปที่เขาเขียนไว้ ส่วนยอดโชเฟอร์ทายปัญหาว่า ทำไมสิงโตจึงนั่งอ้าปาก..? พอเฉลย ออกมาหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง...
            ขากลับไม่ต้องห่วงเฟืองท้าย แดงจับเวลาว่า ๗๔ ก.ม. ที่คนอื่นขับกันสองช.ม. ครึ่งถึงสามช.ม.นั้น ถ้าเจอกับมือระดับเขาจะทำเวลาเท่าไร ปรากฏว่าใช้เวลา ๑ ช.ม. กับ ๓ วินาทีเท่านั้น..!
            เจอรถซุงที่สวนกันตั้งแต่ขาไป ยังกระดืบไปทีละนิ้วอยู่ที่เนินแรกอยู่เลย เจ้าเนินมหาประลัยนี้แดงใช้เกียร์สองผ่านตลอด ทุกคนหลับกันโงกเงก เหลืออาตมากับโชเฟอร์นั่งตาใสเพียงสองคน...
            แวะล้างหน้าล้างตาที่แปลงหก เอาไฟฉายกับน้ำดื่มมาเพิ่ม แล้วออกรถไปบ้านลุงปาน จะให้แกช่วยนำทางไปถ้ำเหล็กไหล ผ่านต้นไม้ใหญ่ข้างทาง อาตมาชี้ให้ทุกคนดู ผึ้งหลวงรังมหึมาเลย..!
            ถึงบ้านลุงปานไม่อยู่ รอจนเที่ยงจึงไปอีกบ้านหนึ่งที่อยู่ติดแปลงหก หัวหน้าชาติชายเกาหัวอย่างขัดใจ อยู่ติดกันชนิดขว้างหลังคาบ้านกันได้ ดันตะกายมาหาแกที่กลางป่านี่...
            กลับทางเดิม..มาถึงต้นไม้ที่ผึ้งจับอยู่ เพิ่งเห็นชัด ๆ ว่ามีตั้ง ๔ - ๕ รัง เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เล่าเรื่อง “ต้นผึ้ง” ว่าบางต้นมีเป็นร้อย ๆ รัง อาตมาก็เพิ่งพบต้นนี้แหละ ที่มีตั้งหลายรังอยู่ติด ๆ กัน...
            มีร่องรอยคนตอกทอยไปแล้วเกือบครึ่งต้น แบบนี้มีหวังเสร็จเขาแน่ อาตมาเกิดความคิดพิสดารว่า ถ้าช่วยกันแหย่มันให้ดุเข้าไว้ คนจะได้ไม่กล้ามาเอารังของมัน เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ลงไปเขย่าก็มีหวังหัวเป็นลูกมะกรูดแน่ ต้องเล่นระยะไกล...
            ใช้ปืนสั้นออโตเมติก ซีแซด เอ็ม. ๘๕ ของหัวหน้าชาติชาย พาดขอบหน้าต่างเลย ยอดโชเฟอร์เบิ้ลเครื่องรอ ถ้ามันพรูลงมาก็เผ่น...
            “ปัง..ปัง” เงียบฉี่...จะยิงรังก็กลัวตัวมันตาย ยิงกิ่งที่เกาะกิ่งก็ใหญ่เกินไป ไม่สะเทือน แสงชัยกับแดงซัดอีกคนละชุด แค่มันกระพือปีกเท่านั้นเอง..ไม่รู้สึกรู้สาเลย..ไปดีกว่า...
            ออกมาหน่อยเดียวพบชาวบ้านหลายคนนั่งเรียงแถวอยู่ข้างทาง พวกนี้ละมั้งที่เป็นคนตอกทอย ? มารออย่างกับแร้งรอเหยื่อเลยนะ หวังว่าคืนนี้พวกเอ็งคงจะโชคดี ไม่ถึงกับตกลงมาตายนะเว้ย..!
            เข้าไปถึงบ้านลุงปาน จอมเพชฌฆาตออกมาต้อนรับ ทีแรกแกคิดว่าเราจะไปถ้ำอื่น พอรู้ว่าจะไปถ้ำเหล็กไหลแกก็หน้าเบ้.. “ไปทำมั้ย..? มันหายใจยาก ไฟก็จุดบ่ติด..” แกว่า...
            ได้รายละเอียดเพิ่มว่า ที่ถ้ำนั้นเวลาเข้าไปจะอึดอัดหายใจไม่ออก ไฟก็จุดไม่ติด ไฟฉายถ่านใหม่ ๆ ถ้าเข้าไปจะหรี่เหลือนิดเดียว “มันจะเป็นเหล็กไหลซะละมั้ง..? ลุงลองใช้ปืนยิงดูหรือเปล่าล่ะ..?”
            แกบอกว่าเปล่า และช่วงที่เป็นแบบนั้นเป็นแค่ปากถ้ำ ลึกเข้าไปหายใจสะดวกดี มีแอ่งน้ำอยู่ในถ้ำด้วย ใช้ดื่มกินได้ หัวหน้าชาติชายนัดแนะเวลากับแกว่าจะมาเมื่อไร ขณะที่แสงชัยสาธิตการขว้างดาบปลายปืนให้จ่าไก่ดู...
            กลับมาอาบน้ำอาบท่า ซักผ้ากันให้เรียบร้อยแล้ว อาตมานั่งคุยกับจ่าชิต หัวหน้าชาติชายสั่งงานแม่ครัว แล้วพาทุกคนไปเล่นน้ำที่สระใกล้ ๆ เปียกโชกกลับมาอย่างกับลูกหมาตกน้ำ...
            จ่าชิตสอบถามเรื่องการรักษาศีลแปด คุยไปคุยมาชักมัน ทุกคนมาร่วมวงด้วย ผู้ช่วยสมชายพาแม่เบ็ญมาถึง บอกว่าอีแก่ถึงซ่อมคลัชเสร็จใช้งานได้แล้ว แต่มันก็หาเรื่องรวนจนได้เกือบจะมาไม่ถึงซะแล้ว...
            อาหารเย็นขาดจ่าชิตไปอีกคน เพราะตั้งใจรักษาศีลแปดบ้าง หลังอาหารอาตมาสั่งสั้น ๆ ว่า ให้ทุกคนเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับสองวัน ของที่เหลือทิ้งไว้ที่นี่ ออกจากบึงลับแลค่อยกลับมาเอา...
            เสบียงพร้อม มีบะหมี่สำเร็จรูป ๑ ลัง ปลากระป๋องหลายสิบกระป๋อง ข้าวสารทั้งข้าวจ้าวข้าวเหนียว พร้อมกับข้าวที่จ่าไก่เตรียมพิเศษมาต่างหาก ของเหล่านี้ซื้อจากตลาดทองผาภูมิและตลาดเขื่อนเขาแหลม...
            อาตมากลับมีของมากขึ้น เพิ่มกลดมาอีก ๑ คัน และของใช้กระจุกกระจิก น้าเล็กจะกลับพรุ่งนี้ ขอให้ผู้ช่วยสมชายไปส่งที่ท่ารถ เตรียมข้าวของเรียบร้อยก็หาที่นอนกันตามอัธยาศัย เก็บแรงไว้ลุยวันพรุ่งนี้...

************************